เรื่องสั้นนอวอรอรอตอพอลอ
No Man's Land
  • ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ริมฝีปากแห้งผาก พยายามติดเครื่องให้กับสมองที่แน่นิ่งราวกับมอเตอร์ไซค์ที่แบตเตอร์รี่ตายสนิทมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ถีบคันสตาร์ตไปได้ราวห้าหกครั้งมันก็หักคาขาอย่างนั้นเอง

    เช่นนั้น ความคิดจึงไม่อาจแล่นไปไหน ได้แต่ถามตัวเองว่า นี่เราอยู่ที่ไหนกัน เรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
    สายตาที่ยังพร่ามัว พลันเหลือบเห็นฝุ่นขโมงลอยตัวขึ้นบดบังพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่ตะเกียกตะกายขึ้นเหนือขอบฟ้าฝั่งตะวันออก หูแว่วเสียงกลองศึกคึกคะนองปนเสียงโห่ก้องร้องกู่มาจากฝั่งตรงกันข้าม 

    ผมคงตื่นขึ้นในสนามเพลาะแคบๆ แค่พอเบียดตัวสวนกันได้ กำแพงสองข้างเป็นกระสอบทรายอัดแน่น ร่องช่องรูใดๆ ล้วนอัดไปด้วยเศษดินและเศษทรายสูงขึ้นราวหนึ่งเมตรครึ่ง และทั้งสองฝั่งกำลังจะมาฆ่ากัน กะระยะในใจคร่าวๆ สนามเพลาะนี้น่าจะอยู่ตรงกลางพอดีที่เขต no man's land ที่ควรจะสุขสงบตามธรรมชาติ ปลอดจากทหารทั้งสองฝ่าย 

    แดดยามเช้าเริ่มแผดเผา ผมยังไม่มีเรื่องแรงจะลุกขึ้นนั่งหรือยืน แม้แต่จะเดินหนีไปจากฉากสงครามนี้ก็ยังรู้สึกสิ้นหวัง 

    กองกำลังทั้งสองฝ่าย เคลื่อนที่เร็วราวฉากสงครามในหนังที่รังสรรค์ด้วยจิตรกรคอมพิวเตอร์ เมื่อสายตาปรับชัดกับรายละเอียด ผมจึงพบว่าฝั่งหนึ่งล้วนแต่งองค์ด้วยชุดเกราะสีทองที่โอบอุ้มกระชับทรง ปกคลุมเหนือผ้าโปร่งเบาสีขาว นักรบทั้งพันนายและนางทางฝั่งนี้ล้วนถือดาบสันหนาด้วยมือขวาและโล่สีทองอร่ามด้วยมิอซ้าย ทั้งหมดมีสีหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มสดใสแลดูมีความจริงใจและใจดี น่าเชื่อถือ 
    หากเราไปเจอคนที่ยิ้มแย้มแบบนี้สักคนกลางถนนก็คงรู้สึกดี แต่นี่ทุกหน้าล้วนฉาบยิ้มแบบเดียวกันราวกับถูกบรรจงสร้างมาจากคอมพิวเตอร์ และได้รับคำสั่ง ctr+c / ctr+v ซ้ำๆ นับพันครั้ง

    อีกฝั่งหนึ่งมิได้มีชุดที่งดงามเลิศล้ำแต่อย่างใด หากมีผิวเป็นเกล็ดมันวาวไม่ต่างจากเปลือกนอกของงูจงอาง พวกมันหัวร่อร่าพร้อมแสยะแยกเขี้ยวยาวที่เปอะเปื้อนด้วยคราบสีน้ำตาล ผมอยากจะคิดว่ามันคงเป็นหินปูนที่มิได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แต่จากท่าทีแลรูปลักษณ์ภายนอกของพวกมัน มันน่าจะชัดยิ่งว่านั่นต้องเป็นคราบเลือดของศัตรูผู้โชคร้าย 

    พวกมันไม่พกพาอาวุธหรือเครื่องปกป้องใดๆ ที่อยู่นอกเหนือจากกายกำเนิด เล็บที่ยาวและคมแลดูคร่ำหวอดจากการฉีกร่างข้าศึกด้วยมือเปล่ามาช้านาน หางชี้แหลมคมเปี่ยมด้วยกล้ามเนื้อเป็นฟ่อนๆ น่าเชื่อว่าสามารถใช้ได้ทั้งกวัดแกว่งและทิ่มแทง 

    เช่นเดียวกัน กองทัพนี้ล้วนมีโฉมหน้าที่เหมือนกันยิ่งกว่าแฝดแท้ ราวนักรบผีห่าซาตานเหล่านี้มีศัลยแพทย์ตกแต่งมือหนึ่งในใต้บัญชา

    ผมซึ่งอยู่ตรงกลาง กำลังคำนวนหาเส้นทางที่จะพาชีวิตให้เล็ดลอดไปจากอุปรากรนี้อย่างไร พลันเสียงกองทัพก็หยุดนิ่งเงียบไป วินัยแห่งชาติทหารระดับสุดยอด บอกหยุดเป็นหยุดทั้งสองฝั่ง

    นายกองหรือหัวหน้าแหวกทางทหารเลวออกมา ปลายตีนทั้งสี่ข้างล้วนจอดอยู่เหนือหัวของผม

    "เจ้าปีศาจร้าย พวกเราแห่ทัพกันมามิได้หวังประหัตปรารใคร เพียงมุ่งช่วยมนุษย์ผู้ที่กำลังฟื้นสติผู้นี้ให้พ้นจากภาวะอันน่าอนาถาอันน่าอึดอัด เพียงเขาลุกขึ้นยืนหยัดและเดินไปตามครรลองของเขา เราก็พร้อมจะถอยทัพกลับไปราวกับไม่เคยเหยียบดินแดนแห่งนี้มาก่อน ดาบของพวกเราไม่ต้องการจะกินเลือดของพวกท่านแม้แต่น้อย"

    อ้าว เฮ้ย ไอ้สงครามบ้าๆ นี่มันเลี้ยวมาเกี่ยวกะผมได้ยังไงวะ ผมยังไม่ทันเปล่งเสียงสอบถาม คู่อาฆาตของเทวทูตนั้นก็ตอบกลับมาด้วยเสียงหยาบพร่าสนั่นหวันไหว

    "จงกลับไปเสียเถิด สู่สวรรค์ที่พวกท่านจากมา ท่านทราบดีมิใช่หรือว่า พื้นที่รอยต่อระหว่างกลางวันและกลางคืน ระหว่างความฝันและความจริง ล้วนเป็นของพวกเราที่จะเยียวยามนุษย์ผู้นี้"

    "ช่างทะเยอทะยานเพ้อพกอะไรเช่นนี้ พวกเจ้ามิใช่หรือที่ครอบครองรัตติกาลโลก แล้วเหตุใดจึงใฝ่สูงปฏิปักษ์ครอบครองลุกลามไปถึงดินแดนสนทยาอันเป็นรอยต่อ พวกเจ้ามิใช่หรือที่แพร่เชื้อให้ความฝันของมนุษย์กลายมาเป็นกิเลสโลภะในโลกแห่งความจริง เท่านี้ก็กึ่งหนึ่งของทุกห้วงเวลาของมนุษย์อยู่แล้ว จงเว้นคำลวงของเจ้าแล้วปลดปล่อยให้เราพามนุษย์ผู้นี้ไปสู่วิถีอันเหมาะอันควรแก่ความต้องการของเขาเถิด"
    "ถ้อยคำอันจองหองแลอวดดี หมิ่นหยามศักดิ์ศรีของคนอื่นที่ไม่ใช่พวกตน พวกท่านรู้หรือไม่ว่าคำเหยียดเย้ยของพวกท่าน ทำให้มีมนุษย๋เฉกนี้กี่คนที่หลีกเร้นหนีญาติแลมิตรมาคู้ตัวอยู่ในบ่อเพลาะที่ชายแดนของโลกียะละโลกุตระเหมือนอย่างครั้งนี้ จริงอยู่บางคนอาจเลือกให้พวกท่านชี้นำเส้นทางกลับบ้าน แต่อีกมากกลับมุ่งหน้าเข้าสวามิภักดิ์ต่อความมืดบอดในจิตใจ เพียงเพราะทัศนคติที่ว่าตัวกูศีลธรรมจรรยาสูงส่งแลนายกอนายขอพึงดำเนินรอยตาม (holier than thou) จงปล่อยวางแลกลับไปยังสวรรคโลกที่พวกท่านจากมาเสียโดยละม่อมเถิด อย่าพึงให้พวกข้าได้ลงมือลงไม้เลย"

    ระหว่างนาฬิกาปลุกครั้งที่หนึ่งและสอง ผมฟังสองฝ่ายโต้เถึยงกันอยู่เนิ่นนานในหัวของผม แรกๆ ก็กริ่งเกรงหวาดหวั่น แต่สักพักก็บันเทิงเริงรมย์ดีไปอีกแบบ

    แล้วพอนาฬิกาปลุกครั้งที่สามดังขึ่น ผมกลับเอื้อมมือหยิบมันลงมาปิด ถึงเห็นโน้ตเขี่ยๆ แปะไว้ข้างนาฬิกา "ประชุมเช้า ตื่นโว้ยวันนี้"

    ผมสะดุ้งโหยง จริงด้วย เช้านี้ผมติดประชุมตอนเก้าโมงครึ่ง แล้วนี่เตือนครั้งท่ีสาม ก็คือแปดโมงสิบ 
    คว้าผ้าเช็ดตัวได้ ผมรีบเข้าห้องน้ำ เปิดก็อกวิ่งผ่านน้ำไปด้วยความเร็วที่ผีห่าซาตานพวกนั้นก็ยังมิอาจตามทัน 

    เช้านี้ เทพสวรรค์จึงชนะอีกครั้ง 

    ไว้พรุ่งนี้เถิด ผมได้ยินเสียงจอมมารกัดฟันกรอดๆ เมื่อต้องถอยทัพกลับเข้าไปในหัวใจของผมเอง

    cr: deviantart user Riadorana

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in