อิน(เทิร์น)หรอ?cherry moon
อิน(เทิร์น)หรอ 5: อย่าอินเกิน








  • ก่อนมาก็บอกตัวเองแล้วว่าอย่าอินเกิน

    แต่พอเอาเข้าจริงเราจะห้ามความรู้สึกตัวเองได้ไงวะ(?)

     

     




    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา 28 June, วิคเพิ่งครบกำหนดฝึกงานและเพิ่งกลับอินเดียบ้านเกิดไปไล่เลี่ยกับจูลส์เพื่อนชาวฝรั่งเศส(ที่ตอนแรกคิดว่าเขาเข้าถึงยากแต่พอได้เข้าถึงแล้วคือแม่งงงง เป็นคนน่ารักมาก ไนซ์มาก เฟรนด์ลี่คุยสนุกสุดๆ)ก็ฝึกงานเสร็จก่อนหน้านั้นวันนึงจูลส์มีแพลนจะไปเที่ยวต่ออีกหลายที่มากๆ

    อาทิตย์ก่อนหน้านั้น 21 June, ริดดิทก็ฝึกงานวันสุดท้ายและกลับอินเดียไปในวันอาทิตย์ที่23 June. คืนวันเลี้ยงส่งริดดิทคือสนุกและป่วงที่สุดในชีวิต22 ปีของเราแล้ว

     




    เวลาแค่เดือนเดียวทำให้เรารู้สึกสนุกผูกพัน เติบโตและเปิดมุมมองความคิดของเราไปได้อย่างที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นเราไม่เคยคิดว่าการออกมาเจอผู้คน มาเจอชุดความคิดจากหลากหลายพื้นที่ในโลกมันจะทำให้เรารู้สึกเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและได้เรียนรู้อะไรที่มันมากมายขนาดนี้ในตอนนี้มันไม่ใช่แค่ได้เรียนรู้การทำงานจริงจากการฝึกงานแล้วแต่มันรวมถึงการใช้ชีวิตและมุมมองต่างๆที่ได้มาจากการพูดคุยกับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาสี่ห้าสัปดาห์นี้

    เอาจริงเรารู้สึกขอบคุณวิคมากๆที่ทำตัวเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ ทั้งเพื่อน ทั้งพี่เลี้ยงเด็กคอยดูแลเราและเพื่อนตลอดสี่ห้าสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งแนะนำร้านอาหารอร่อย แนะนำที่เที่ยว แนะนำเพื่อน หรือการได้พูดคุยเรื่องความคิดและการใช้ชีวิตของกันและกันมันทำให้เรารู้สึกสนุกและเหมือนเติมเต็มนิดนึงหลังจากที่ต้องห่างบ้าน— แต่ทุกกิจกรรมแม่งก็สนุกหมดแหละถ้ามีเพื่อนทำด้วย


    เราไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะมีวันที่เรารู้สึกเสียใจมากๆเราไม่เคยคิดว่าเราจะรู้สึกสนิทหรือมีพันธะผูกพันกับใครได้ในระยะเวลาที่มันแค่เดือนเดียวแต่ในตอนที่เราต้องบอกลาเพื่อนแต่ละคนในออฟฟิศและมองพวกเขากลับบ้านกลับประเทศตัวเองไปทีละคนๆมันรู้สึกใจสลายมากๆจนเราแอบนึกว่าตอนเราแก่เราจะไหวเหรอวะ มันจะปลงได้ยังไงถ้าสมมุติต้องนั่งมองเพื่อนๆหายไปทีละคนๆจนแบบคิดว่าหรือตัดจบด้วยการที่ชิงตายก่อนดีวะ 555555555555555555555555555555555

     





    สำหรับเราเราชอบเปรียบการได้ไปใช้ชีวิตที่ไหนในช่วงเวลาสั้นๆมันเหมือนกับความฝันหรือไม่ก็โลกสมมุติ เราเคยใช้ชีวิตที่นั่น สนุกที่นั่น มีความสุขที่นั่น แต่สุดท้ายมันก็จะจางไปเพราะยังไงเราก็ต้องกลับมาสู่ชีวิตจริง  ตัวอย่างเช่นตอนนี้ก็ได้ที่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องกลับไทยและทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่ฮานอยมันก็คือโลกสมมุติอันนึงที่เหมือนอยู่ในบับเบิ้ลอยู่ในจักรวาลคู่ขนานหรืออะไรสักอย่าง มันเหมือนว่าเคยเกิดขึ้นจริงแต่พอกลับไทยมามันก็จะเป็นความฟุ้งๆลอยๆอยู่ในหัวที่คิดถึงทีไรก็คงจะยิ้มออกมาแหละ.


    เราบอกกับตัวเองตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่าอย่าไปอินเกินเวลาแค่สองเดือน ถ้าอินไปแล้วมันจะยากนะเว่ย 5555555555555 แต่ก็นั่นแหละถ้าทำได้เราคงไม่เป็นอาการนี้ มันแบบว่าค่อนข้างหนักอ่ะ เหมือนพอไปที่ไหนที่เคยเที่ยวด้วยกันกินด้วยกันแล้วมันแบบ เห้ย! พวกเราเคมาที่นี่ด้วยกันนะมันเหมือนภาพซ้อนอ่ะ 555555 ประสาทป่ะ

    แต่ไม่รู้ดิมันแค่รู้สึกเศร้ามากๆนะที่เวลาเรารู้สึกผูกพันกับใครสักคนแล้วมันต้องจากกันโดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่าวันไหนจะได้เจออีกเราอาจเห็นกันในไอจี รับรู้ถึงความเป็นไปของกันและกันแต่มันก็ยังมีความห่างอยู่ดีอ่ะก็ได้แต่หวังว่าในสักวันโลกจะเหวี่ยงพวกเรามาเจอกันอีกในสักที่ สักเวลานึงของชีวิต

     

     



    แต่มีพบมันก็ต้องมีจากไม่วันใดก็วันนึงเป็นธรรมดาทุกคนก็รู้ถึงสิ่งนี้อยู่แล้ว

     

     



    สรุปตอนนี้เด็กฝึกงานในออฟฟิศเหลืออยู่3 คน คือ เรา เพื่อนเราและThuong(aka แคสซี่), แคสซี่โตกว่าเราน่าจะปีหรือสองปีเป็นสาวเวียดนามที่ไปเรียนอยู่อังกฤษตั้งแต่อายุ16 ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงข้ามผ่านระหว่างปริญญาตรีและการทำมาสเตอร์ดีกรีระหว่างซัมเม่อนี้เลยมาฝึกงาน.แคสซี่กับเราอยู่คนละออฟฟิศกันแต่นั่นแหละด้วยความที่ออฟฟิศมันติดกันมากเลยมีบางวันได้ไปกินข้าวด้วยกันบ้างเคยคุยกันจริงจังตอนงานเลี้ยงอำลาริดดิทนั่นแหละ. โอเค ก็เป็นสามสาวพาวเว่อพัพเกิร์ลในออฟฟิศ


    อ่อแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีอินเทิร์นอินเดียมาใหม่คนนึง ชื่อ อนุช. ซึ่งเรายังไม่ได้คุยอะไรกันมากไปกว่าการแนะนำตัวแต่เราก็หวังว่าเราจะไปกันได้ดีในอีกเกือบเดือนที่เหลือนี้ของเรา และเราก็หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีให้เขาได้ในช่วงเวลาเริ่มต้นฝึกงานในต่างแดนของเขาเหมือนที่ริดดิท วิคและซาฮีลเคยทำกับเราในช่วงแรก ฮื่ออออออออออ

     

     

     

    SEE YOU

    :)




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in