My StoriesJirattipat Tengamnuay
เมื่อฉันว่าง ตกงาน ทริปสั้นๆ นั่งรถไฟไปอยุธยา
  • 5 ธันวาคม 2562...บันทึกการเดินทางคนเดียว...ที่มีแค่ตัวเราคนเดียว...บันทึกส่วนตัวแบบสุดสุด

    การนั่งรถไฟไปอยุธยาครั้งนี้...ความตั้งใจคือไปไหว้พระที่ "วัดพนัญเชิง"...เพราะไปอยุธยาครั้งที่แล้วไม่ได้ไปเพราะอยู่คนละที่กับเกาะด้านในที่มีแหล่งท่องเที่ยวเยอะๆ..."วัดพนัญเชิง" จะอยู่ด้านนอก...ซึ่งเหตุผลที่ไปเพราะอยากไปไหว้ขอพร...ลองหาข้อมูลใน GOOGLE...เขาบอกว่าท่านศักดิ์สิทธิ์...แต่ในความคิดตัวเองก็ไม่คิดว่าจะสมหวังไรแม้บอกขอพรที่ไหนต้องมีศรัทธา...ยอมรับว่าเชื่อจากใจว่าท่านศักดิ์สิทธิ์...แต่ไปขอพรมาหลายที่...หรือแม้แต่บนเอาไว้หลายที่...ก็ยังไม่ได้สมหวังที่ตั้งใจ...ซึ่งก็คงเพราะอาจมาจากตัวเราและเวรกรรมสิ่งที่ทำ...สิ่งที่ผ่านมา...หรืออาจเพราะโง่ไม่เฉลียวใจคิด...แต่คนเราก็ต้องยอมรับความจริง...หลายๆ ทีก็คิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ตายดีกว่า...แต่ชีวิตมนุษย์มันก็ต้องอยู่จนถึงที่สุด...อย่าสนใจหรือไรมาก...เพราะชีวิตเจ็บปวดพอแล้ว...สรุปถึงคิดว่าก็คงไม่สมหวังไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องใดใดที่ทุกข์ใจแต่ตัวเองก็ยังอยากไปไหว้เพื่อหาที่พึ่งทางใจและถือเป็นการใช้เวลาว่างเพื่อเดินทางไปที่ที่ไม่เคยไปด้วยเพราะ "วัดพนัญเชิง" ยังไม่เคยไปสักครั้งเหมือนกัน

    ครั้งล่าสุดที่ไปอยุธยาก็เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 จากตอนแรกก็ยังไม่มีความคิดจะไปอยุธยาอีกช่วงนี้เพราะถ้ามีโอกาสไปไหนอีกก็อยากไปจังหวัดอื่น..ที่คิดไว้ก็มีหัวหิน...แต่ดูเวลากลับของรถไฟ...คือมีช่วงเย็นตอน 4 โมงเย็นแต่เป็นแบบด่วนพิเศษซึ่งราคาแพงมาก 412 บาทจากรถธรรมดาจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินราคา 44 บาท...ดังนั้นต้องกลับแบบรถทัวร์หรือรถตู้...ซึ่งก็แพงอยู่ดี...ดังนั้นตัดหัวหินทิ้งไป...อีกที่ก็ลพบุรี...ที่ตอนนั้นนั่งรถไฟไปพิษณุโลกแล้วเห็นแบบโบราณสถาน 4 - 5 แห่งแถวสถานีรถไฟแล้วสนใจมาก...แต่ความรู้สึกคือยังไม่อยากไปตอนนี้...ดังนั้นคือตัดทิ้งไป...ส่วนอีกที่คืออุดรธานี...อยากไปไหว้พ่อปู่เจ้าย่าที่คำชะโนด...แต่เหมือนจะไปๆ...แต่ต้องมีเรื่องอะไรมาขวางไว้...ก็เลยไม่ได้ไป...แต่ค่ารถไฟก็แพงอยู่เพราะรถธรรมดาไม่มี...มีแต่รถเร็วที่ราคาถูกเป็นอันดับ 2 รองจากรถธรรมดาคือ 205 บาท...คือรถไฟฟรีไม่มีแล้ว...ก็คือจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ไป...เพราะค่าเดินทางแพง...และจากสถานีรถไฟต้องต่อรถไปคำชะโนดอีก

    การออกเดินทางไปอยุธยา...ครั้งที่แล้วไปรถธรรมดารอบ 11.20 น. ครั้งนี้เลยออกเดินทางเร็วขึ้นเพื่อให้มีเวลามากขึ้นก็เลยออกจากบ้านตั้งแต่ 7 โมงเช้าเพื่อให้ทันรถไฟธรรมดารอบ 9.25 น. ที่ตามกำหนดจะไปถึงอยุธยาตอน 11.27 น. ความจริงคิดว่าเผื่อเวลา 2 ชั่วโมงจะไปทันมั้ยเพราะหัวลำโพงกับบ้านคือก็ไกลกัน...แต่ปรากฏรถแทบไม่ติดเลย...มาดูๆ อีกที..อ้อ...วันนี้คือวันหยุด...ดังนั้นความกังวลอีกเรื่องคือคนจะเยอะมั้ยที่อยุธยา...


    ขึ้นรถเมล์ตอน 7.16 น. แล้วมาถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงตอน 8.30 น.


    ถ้าดูตรงตารางรถไฟ...จะพบกว่ารถไฟธรรมดาที่ออกตอน 9.25 น. ปลายทางคือพิษณุโลกที่เพิ่งไปเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2562 แต่คนละรอบการเดินทาง...เพราะที่เราไปคือรถเร็วที่ออกตอน 7.00 น.ที่จะไปถึงพิษณุโลกตอนบ่ายๆ...ส่วนถ้าไปรอบ 9.25 น. จะไปถึงพิษณุโลก ถ้าตามเวลาคือ 17.55 น.


    ตั๋วรถไฟไปอยุธยาแบบรถธรรมดาคือ 15 บาท


    ตอนนั้นเวลา 8.33 น. ยังมีเวลาเกือบ 1 ชม. กว่ารถไฟจะออก...ก็คิดว่าไปหาอะไรทานดีมั้ย...แต่เดินดูตรงศูนย์อาหารในสถานีรถไฟ...ดูราคาก็แพงแม้จะ 50 - 60 บาทแบบราคามาตรฐานทั่วไปก็ตาม...ก็เลยตัดสินใจเดินออกไปดูด้านนอกซึ่งก็รู้แหละว่า 50 - 60 บาทเหมือนกัน

    ตอนเดินออกไปด้านนอกผ่านตู้เซียมซี...ซึ่งให้หยอด 5 บาทต่อรอบ...ไม่เหมือนที่วัดย่านาคที่หยอดตู้ได้แม้แค่ 1 บาท...ดังนั้นคือเสี่ยงเพราะถ้าได้เลขไม่ดีก็คือเสียเงินฟรี...แต่อยากลองเสี่ยงดู...แม้ในใจค้านคือมันมีเซียมซีฟรีในเนตไง...แบบเล่นได้ไม่เสียเงิน...เล่นกี่รอบก็ได้เพื่อให้ได้คำทำนายที่ดีตามต้องการ


    ตัดสินใจหยอดไป 5 บาทแล้วตั้งจิตอธิษฐาน...ได้เลข 17 ซึ่งได้คำทำนายที่บัดซบมากๆ 


    เมื่อได้คำทำนายไม่ดี...เราก็ไม่สบายใจ...อยากเสี่ยงเซียมซีอีกรอบซึ่งต้องเสียเพิ่มอีก 5 บาท...คือไปวัดย่านาคที่ลองเสี่ยง 1 - 2 บาทก็ได้คำทำนายดีดีแล้ว...แต่นี่เสียไปแล้ว 5 บาทและต้องเสียอีก 5 บาท...แต่พอได้คำทำนายไม่ดีก็ไม่สบายใจ...เลยลองเสี่ยงดูอีกรอบและอธิษฐานจิตขอให้ได้คำทำนายดีดี...เครื่องมันก็หมุนๆ...ตอนแรกเห็นมันหยุดนึกว่าเลข 1 หลงดีใจ...เพราะที่เคยเสี่ยงเซียมซีมา...หลายๆ ที่...เลข 1 คือดี...แต่มองดีดีอีกทีคือเขยิบไป 1 ช่องคือเลข 15...


    ความจริงตอนหยิบใบที่ 17 เราเห็นคำทำนานเลข 16 ส่วนบน...ซึ่งก็ดีนะใบนี้...แต่พอเลข 15...คือต้องลองลุ้นซึ่งปรากฏก็ไม่ดีเหมือนเลข 17 นั่นแหละ


    กลุ้มใจกับคำทำนายแต่เสียเงินไป 10 บาทก็ไม่อยากเสี่ยงแล้ว...นึกๆ ดูคือเราไม่มีเรื่องดีดีจริงๆ...หรือเครื่องตั้งไว้ให้ออกจากคำทำนายไม่ดี...บางทีจิตไม่ปกติแบบเรา...พอออกมาไม่ดีก็อยากให้มันดี...เหมือนเราไปเสี่ยงเซียมซีที่วัดหรือศาลเจ้าต่างๆ...ถ้าคำทำนายออกมาไม่ดี...เราก็นั่งเขย่าเซียมซีจนได้จะได้คำทำนายดีดีกลับบ้านเพื่อความสบายใจของตัวเอง

    จบลงที่ 10 บาทแบบเสียดายเงินก็เดินข้ามไปฝั่งที่มีร้านอาหารข้างทาง...ดูราคาแล้วตัดใจ...เลยเดินมาหาไรทานที่ 7/11...เลือกข้าวไข่เจียวนี่แหละ 29 บาท จากแต่ก่อน 25 บาทและน้ำเปล่า 6 - 7 บาท ถูกกว่าซื้อในรถไฟที่ราคา 10 บาท


    ไหว้พระขอพรก่อนออกเดินทางเพื่อความเป็นศิริมงคลและเดินทางปลอดภัย


    เดินไปขึ้นรถไฟตอนประมาณ 9.06 น. ที่ชานชาลาที่ 8 



    ความจริงคิดว่าขึ้นรถก่อนเวลาเกือบ 20 นาทีน่าจะยังมีคนขึ้นรถไฟยังไม่เยอะน่าจะมีที่ว่างอยู่ แต่ปรากฏเดินขึ้นไป...เต็ม...ตู้นี้ก็เต็ม...เดินไปตู้ต่อไปก็เต็ม...ตู้ต่อไปก็ยังเต็ม...คือมีที่นั่งว่างอยู่แหละแต่อยากได้ที่นั่งติดหน้าต่าง...



    แต่ตอนเราเดินไปตู้ที่ใกล้หัวรถจักรเข้าไปเรื่อยๆ...ก็มีคนเดินมาจากอีกฝั่งเหมือนหาที่นั่ง...ก็กังวลเพราะไม่แน่ว่าฝั่งหน้าๆ ที่เรากำลังเดินไป...ที่นั่งอาจจะเต็มก็ได้...จนมาเจอที่นั่งหนึ่งฝั่งซ้ายที่ว่างอยู่...ก็แอบสงสัยนิดนึงว่าทำไมถึงว่างไว้...ทั้งที่เก้าอี้ก่อนหน้าและหลังจากเก้าอี้ตัวนี้มีคนนั่ง...แต่ถ้าว่างเราก็นั่งนั่นแหละ...ดีแล้วจะได้นั่งริมหน้าต่าง


    พอนั่งลงไปถึงได้รู้ว่าทำไมถึงเว้นว่างไว้...เพราะพอนั่งปุ๊ปเหมือนมันหักหรือว่าไรนี่แหละเอนไปข้างๆ...ตกใจรีบลุกขึ้น...หันมองรอบๆ...คนอื่นไม่เท่าไหร่แต่มีน้องเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ชุดน้ำเงินมอง...กลัวเสียเงิน...แต่ไม่ใช่เพราะเราตัวหนักแล้วมันถึงหักไง...ก็นั่งรถไฟมาหลายรอบก็ไม่เห็นมีอะไร...เลยรีบเดินไปโบกี้ถัดไป


    เดินมาโบกี้เกือบสุดท้ายก่อนถึงหัวรถจักรก็พบว่ายังมีที่นั่งว่างอยู่หลายที่ที่ติดหน้าต่างก็เลยเดินไปนั่งที่นั่งหนึ่งฝั่งซ้ายมือ...แต่ความจริงก็เหลือว่างไม่กี่ที่หรอก...อย่างน้อยเราก็เดินมาทันที่จะได้นั่งติดหน้าต่างฝั่งซ้ายมือเพราะอีกฝั่งแดดส่อง


    คนก็ทยอยขึ้นรถไฟมาเรื่อยๆ


    เวลารอนั่งรอรถไฟออกก็ถ่ายภาพสิ่งที่สนใจรอบๆ ที่นั่ง




    โบกี้ด้านหน้าเราซึ่งติดกับหัวรถจักร...เราไม่แน่ใจว่าเป็นตู้เก็บสัมภาระหรือตู้นอนรึเปล่าเพราะเหมือนมีชั้นวางของ...และไม่ได้มีที่นั่งแบบตู้อื่นๆ ด้านหลัง


    ตอนนั้น 9.11 น. ยังพอมีเวลาก่อนรถไฟออก...เราก็อยากรู้ว่าเราเดินผ่านมากี่โบกี้ถึงจะมาได้ที่นั่งตรงนี้...เลยเดินออกไปนอกรถไฟเพื่อลองนับดู...คือโบกี้เราเป็นตู้ที่ 2 จากหัวรถจักร...ส่วนเราเดินมากี่โบกี้จนกว่าจะได้ที่นั่ง...ลองนับดูจากโบกี้ที่เรานั่งก็ประมาณ 4 - 5 โบกี้



    เดินกลับขึ้นมาบนรถไฟ...ก็มีคนมาขายของทานไปเรื่อยๆ 


    9.12 น. รอรถไฟออกอีกประมาณสิบกว่านาที คนทยอยขึ้นรถไฟเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามหรือข้างๆ เรายังไม่มีใครมานั่ง



    มีตุ๊กตามาเดินขายด้วย...ส่วนฝั่งตรงข้ามก็มีฝรั่งสองสามีภรรยามานั่ง



    9.20 น. เหลือเวลาอีก 5 นาทีจะถึงเวลารถไฟออก...ยังไม่หยุดถ่ายภาพ


    9.25 น. รถไฟก็ออกตามเวลาที่กำหนด


    คนก็ยังทยอยเดินหาที่นั่ง...บางคนก็มาเป็นกรุ๊ปใหญ่หลายคน..แต่มาช้าที่นั่งก็ใกล้เต็ม...ใครได้นั่งก็ได้นั่ง...อยากยืนก็ยืน...เพราะเป็นโบกี้สุดท้ายที่มีที่นั่งแบบนี้...โบกี้หน้าถ้าไม่ใช่รถนอนก็ไว้วางสัมภาระ


    ผู้หญิงฝรั่งที่นั่งแถวเดียวกับเราแต่ที่นั่งตรงกันข้ามก็อ่านเหมือนคู่มือท่องเที่ยวในเมืองไทยว่ามีที่เที่ยวไหนบ้าง (มั้ง)


    ถ่ายภาพเล่นข้างทางไปเรื่อยๆ ตอนรถไฟวิ่งออกจากสถานีหัวลำโพง



    ฝรั่งสามีภรรยาที่นั่งตรงข้ามเราก็นั่งกุมมือกันไป


    นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ...จุดหนึ่งก็เจอคนมาปั่นจักรยานกันไปตามถนนที่โล่ง


    ประมาณ 9.46 น. ก็มาถึงสถานีบางซื่อ...คนก็ขึ้นจากสถานีเยอะพอสมควร...แต่ที่นั่งใกล้หมดแล้วล่ะ


    สถานีนี้...ระหว่างจอดรอรถไฟออก...นายตรวจก็ขึ้นมาตรวจตั๋วรถไฟ...คนมาใหม่ที่มานั่งข้างๆ เราก็ถามนายตรวจว่าคนเยอะ...นายตรวจก็บอกเดี๋ยวถึงอยุธยาก็ลงหมดแล้ว...ส่วนในใจเราคิดคือตกลงคนเยอะอ่ะดิ...ตอนมาบอกตรงๆ จำไม่ได้ว่าวันนี้วันหยุดจริงๆ...เพราะตกงานไง...วันไหนๆ ก็คือวันหยุด


    จอดรอรถไฟออกที่สถานีนี้นานเหมือนกัน...คนมาใหม่ที่มานั่งข้างๆ เราก็คุยกันเองเหมือนจะบอกว่ารถไฟคันนี้มาเร็วและจะออกจากสถานีนี้ตอน 10 โมงเช้า...ในใจเราก็คิดว่าก็ออกจากสถานีหัวลำโพงตามเวลานั่นแหละ...แต่ก็ไม่รู้ทำไมต้องมาจอดแช่อยู่สถานีนี้นาน...ตอนนั้นดูเวลาตามที่ได้ยินเขาคุยก็ประมาณอีก 9 นาที...นั่งรอไปเรื่อยๆ...นายสถานีก็ออกมาโบกธง....รถไฟอีกขบวนกำลังวิ่งเข้าสู่สถานี



    ชอบถ่ายภาพรถไฟหรือสถานที่ที่ผ่านรอบๆ เพราะก็ไม่ได้มีอะไรทำมากนอกจากถ่ายภาพ...ซึ่งก็น่าสนใจดี...เพราะนั่งรถไฟแต่ละรอบ...ผ่านสถานที่เดิมๆ...แต่ก็มีอะไรแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งอยู่ดี



    รถไฟขบวนข้างๆ นี้ถ้าดูตรงป้ายต้นทาง - ปลายทาง จะเห็นว่าไปหัวหินนะ...ความจริงรถไฟที่ไปหัวหินมีขบวนหนึ่งที่ออกจากสถานีหัวลำโพงก่อนเราคือตอน 9.20 น. ก็ไม่แน่ใช่ว่าใช่ขบวนนั้นมั้ย...แต่มาถึงสถานีบางซื่อหลังขบวนเราน่าจะเกือบ 10 นาที และถ้าลองเช็คตารางรถไฟกรุงเทพฯ - หัวหิน...ถ้าตอนเช้ามีแค่ 8.05 น. และ 9.20 น. ดังนั้นอาจจะใช่ขบวนนี้ก็ได้


    รถไฟกรุงเทพฯ - หัวหินจอดอยู่ประมาณ 2 - 3 นาทีก็ออกจากสถานีบางซื่อ...ส่วนขบวนรถไฟเราออกจากสถานีบางซื่อตอน 10.04 น.


    10.14 น. ก็ผ่านวัดเสมียนนารี...นึกถึงเรื่องเล่าชาวชุดดำทุกที


    10.15 น. ก็ถึงสถานีบางเขน 


    สถานีบางเขน...คนก็ขึ้นเยอะเหมือนกัน...แต่อาจเพราะเป็นวันหยุดหรืออาจจะเป็นแบบนี้ทุกวันก็ได้...คือที่เต็มแล้วโบกี้เรา...ดังนั้นก็มีคนยืนหรือต้องลองเดินไปโบกี้หลังๆ ดูว่ายังจะพอมีที่นั่งมั้ย


    10.22 น. ก็มาถึงสถานีหลักสี่


    คนขึ้นจากสถานีก็หลายคน...คนที่เคยยืนอยู่โบกี้เราก็มีทยอยเดินไปโบกี้หลังๆ...ส่วนคนขึ้นมาใหม่...เรามองไปไกลๆ...เห็นโบกี้ข้างหน้าเราที่เหมือนเป็นโบกี้นอนหรือไว้เก็บสัมภาระก็มีคนเดินเข้าไป..ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจองแบบตู้นอนไว้หรือเพราะคนขึ้นเยอะ...โบกี้นั้นยังว่างเลยขอเข้าไปนั่ง...อันนี้ก็ไม่รู้


    10.30 น. ก็มาถึงสถานีดอนเมือง...คนขึ้นจากสถานีก็เยอะเหมือนสถานีก่อนหน้านี้


    คนขึ้นใหม่มาในโบกี้ที่เรานั่งหลายคน...คนเก่าๆ ที่เคยยืนก็ไม่แน่ใจว่าลงไปแล้วหรือเดินไปโบกี้หลังๆ...ซึ่งเราค่อนข้างมั่นใจอยู่ดีว่าต้องเต็ม...ในบรรดาคนที่ขึ้นมาใหม่มีคนอุ้มเด็กเล็กมาด้วย...ก็ดูว่าจะหยุดที่ตรงไหนและหวยออกที่ใครในโบกี้นี้


    ปรากฏหวยออกที่ฝรั่งคนที่ถัดจากเราไป 3 ที่นั่ง


    ดูเป็นเรื่องเห็นแก่ตัวมากที่พูดแบบนี้...เคยมีข่าวหรือเห็นในโพสต์หลายกรณี...แบบมีคนมาบ่นว่ามีคนเห็นคนอุ้มเด็กขึ้นแล้วไม่ยอมลุกให้นั่งหรือแม้แต่คนท้องก็เคยเห็นคนมาบ่นว่าคนที่นั่งไม่ยอมลุกให้นั่ง...เห็นแก่ตัว...ไม่มีน้ำใจ...แต่ถ้าเป็นเรา...เราก็คงไม่ลุกให้นั่งเหมือนกัน...อย่ากดดันเรา...ถ้าสงสารเด็ก...ถ้าใส่แพมเพิร์สแล้วถ้าผู้ปกครองยอมก็ให้มานั่งตักเรา...เดี๋ยวอุ้มให้...ใครใครก็อยากนั่ง...ที่รีบขึ้นรถมาก็เพื่อหาที่นั่ง...ไม่ว่ารถสาธารณะแบบไหนทั้งนั้น...อย่างไปอยุธยาก็ใช่เวลา 1 - 2 ชั่วโมง...อย่าคิดว่าอุ้มเด็กขึ้นมาแล้วจะต้องได้นั่งแม้เขาอาจลำบากยากจน...แล้วสุดท้ายต้องมาเป็นภาระคนอื่นต้องมาเสียสละยืนให้นั่ง...ทั้งๆ ที่ตอนทำลูกกัน...เขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย...แล้วพอเขาไม่ยอมลุกให้นั่งก็มาว่าเขาเห็นแก่ตัว...ชีวิตคนเราก็ต่อสู้ดิ้นรนลำบากทั้งนั้น...ประสบการณ์ชีวิตแตกต่างกัน...ไม่เจอกับตัวเอง...ก็โลกสวยงดงามและว่าคนอื่น...แต่ถ้าพูดไรแบบนี้ออกไป...คนอื่นก็คงว่าเห็นแก่ตัวแหละ...และอาจบอกเราเผือกไร...เขามายืนใกล้เราเพื่อให้เราลุกให้นั่งหรืออย่างไร...

    ตอนนั่งอยู่...เราก็มองฝรั่งคนนั้นจะลุกให้ผู้หญิงคนนั้นนั่งมั้ย...ฝรั่งมีบางช่วงไม่มองนะ...แต่ผู้หญิงอุ้มเด็กก็พยายามโน้มๆ เด็กลงใกล้ฝรั่งหรือมองๆ...สุดท้ายผ่านไป 2 - 3 นาที...ฝรั่งก็ลุกให้นั่งและไปยืนชิมริมหน้าต่างแทน


    รถไฟก็แล่นไปเรื่อยๆ...เราก็มองฝรั่งคนนั้นแรกๆ แอบสงสัยว่าในใจเขาคิดไร...ดีใจปลื้มใจที่ได้ทำความดีลุกให้เด็กนั่งบนตักคนอุ้มที่ได้นั่งเพราะเด็กหรือแอบคิดว่าเมื่อไหร่จะลุกลงจากรถไฟไปสักที...จะได้กลับไปนั่งที่เดิมเพราะดูเวลาถ้าสมมติไปลงอยุธยาก็อีก 1 ชม.


    10.50 น. ก็มาถึงสถานีเชียงราก 


    11.00 น. ถึงสถานีเชียงรากน้อย


    รถไฟก็แล่นไปเรื่อยๆ ผ่านท้องทุ่งนา


    11.15 น. รถไฟก็แล่นมาถึงสถานีบางปะอิน


    11.21 น. ก็แล่นมาถึงสถานีบ้านโพ


    ชีวิตบนรถไฟโบกี้ที่เรานั่งก็ดำเนินต่อไป...ใกล้จะถึงสถานีอยุธยาแล้วแหละ


    11.28 น. ก็เริ่มเข้าสู่สถานีอยุธยา


    11.29 น. เดินทางถึงสถานีอยุธยา


    คนบนรถไฟอย่างในโบกี้เราทยอยลงเยอะมาก...คงเหมือนที่นายตรวจบอกคนที่เคยนั่งข้างๆ เราว่าพอถึงอยุธยา...คนจะลงเยอะ


    สิ่งแรกที่เดินเข้าสู่สถานีรถไฟคือชาร์จแบตมือถือเพราะตอนนั้นเหลือแค่ 14% ส่วน Power Bank ที่ยืมน้องมา...ความจริงชาร์จทิ้งไว้เมื่อคืน...แต่พอตอนเช้าจะออกจากบ้านมาดูปรากฏว่าสายชาร์จหลุด...ดังนั้นยังเหลือ 72% เท่าเดิมก่อนที่จะชาร์จเมื่อคืนก็เลยเอาไปชาร์จคู่กัน


    ตอนที่เรายืนชาร์จแบตก็มองออกไปนอกชานชาลา...ปรากฏรถไฟยังไม่ออก...เลยนึกขึ้นมาได้ว่าลืมถ่ายภาพรถไฟตอนออกจากสถานีเหมือนครั้งที่แล้ว...เลยทิ้ง Power Bank ไว้แล้วเอามือถือออกไปถ่ายภาพรถไฟที่กำลังจะออกจากสถานี



    11.32 น. รถไฟเคลื่อนออกจากสถานีรถไฟอยุธยา


    เดินเข้ามาในอาคารสถานีเพื่อชาร์จแบตต่อไป ตอนนั้น 11.45 น. และแบตเหลือ 14% ดังนั้นให้เวลาชาร์จแบตเลยถึง 13.00 น. ก็ยังยืนรออยู่ในนี้แหละ...เพราะแบตหมดเราก็ถ่ายภาพไม่ได้


    เราก็ยืนมองรอบๆ ในตัวอาคารและถ่ายภาพไว้เล่นๆ ตรงประชาสัมพันธ์, ตรงโซนที่นั่งและด้านนอก



    ยืนสักพักก็ไปขอแผนที่จากประชาสัมพันธ์...ตอนแรกขอแผนที่เดิมที่เราเคยได้ตอนมาครั้งที่แล้ว...ประชาสัมพันธ์ตอนแรกเหมือนบอกไม่มี...แต่ก็หันไปถามอีกคนและเหมือนพูดว่าไม่แน่ใจว่าเหลือมั้ย...แต่สุดท้ายก็หยิบมาให้เราอันหนึ่ง...ซึ่งตอนยืนรอก็คิดแบบเราไม่น่าลืมเอามาจากบ้านเลย...ถ้าไม่มีจะทำไงเพราะต้องใช้แผนที่ในการเดินทาง...แต่ปรากฏได้มาอันหนึ่งก็เบาใจเพราะประชาสัมพันธ์ค้นในตู้นานจนสงสัยตกลงจะมีมั้ย


    เอาแผนที่กลับมาเปิดดูตรงที่ชาร์จแบตเพื่อหาว่า "วัดพนัญเชิง" อยู่ตรงไหน...ความจริงก็ดูจากบ้านมาแล้วว่าอยู่รอบนอกจากสถานีรถไฟลงไปไม่ได้อยู่ในเกาะในเหมือนครั้งที่แล้วที่เรานั่งเรือข้ามไป...


    ถ้าดูในแผนที่จะพบว่า "วัดพนัญเชิง" อยู่ไม่ไกลจาก "หมู่บ้านญี่ปุ่น", "บ้านฮอลันดา"และ "หมู่บ้านโปรตุเกส"...ถัดไปในละแวกเดียวกันในแผนที่คือ "วัดใหญ่ชัยมงคล"...ซึ่งครั้งที่แล้วเรามา...เราไม่ทราบไปไหน...เลยลองถามถึงวัดนี้จากประชาสัมพันธ์...เขาก็บอกว่าไกล...ดังนั้นเราก็เลยไม่แน่ใจว่าไกลมากมั้ย...ลองเทียบระยะจากสถานที่ที่เราเคยไปครั้งที่แล้วในเกาะในว่าเราเดินไปถึงตรงไหนบ้าง...แล้วลองเทียบระยะจากสถานีรถไฟมายัง "วัดพนัญเชิง"...เพราะเราขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เป็น...ปั่นจักรยานคือเราก็ไม่แน่ใจ...เพราะไม่อยากปั่นออกถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งไปมา....เพราะถ้าพลาดไม่บาดเจ็บก็ตาย...ก็คิดว่าจะเดินนี่แหละ...เลยกลับไปถามประชาสัมพันธ์ว่าจะเดินทางไปที่ "วัดพนัญเชิง"ได้อย่างไร...ประชาสัมพันธ์ก็ช่วยดู...เขาก็บอกให้ไปโดยตุ๊กตุ๊กและมอเตอร์ไซด์...แต่เราถามว่าถ้าเดินไปไกลมั้ย....เพราะคิดว่ามอเตอร์ไซด์และตุ๊กตุ๊กน่าจะแพง...ประชาสัมพันธ์ก็บอก 2 - 3 KM. เดินไปไม่น่าจะต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง...เราก็รับรู้ไว้แล้วมาคิดว่าเราจะเดินไปได้มั้ย....เพราะครึ่งชั่วโมงเนี่ย...ครั้งก่อนเราเดินจากท่าเรือไป "วัดมหาธาตุ" คือ 20 นาที...เราก็เดินมาได้....แต่ในแผนที่เหมือนต้องข้ามน้ำไป...แต่ประชาสัมพันธ์บอกว่าไม่ใช่

    ยืนเฝ้ามือถือและเดินเตร่ดูนั่นดูนี่แถวประตูทางออกที่ไม่ไกลจากที่ชาร์จมือถือ...คุณยายที่นั่งอยู่เก้าอี้ยาวแถวแรกเห็นเราเดินไปมาก็เรียกเราไปนั่งข้างๆ...ความจริงเราเห็นตั้งนานแล้วว่าที่นั่งข้างคุณยายคนนี้ว่างแต่ก็ไม่ได้เดินไปนั่ง...พอคุณยายเรียก...เราก็เดินไปนั่งข้างๆ

    คุณยายก็ถามเรามาจากไหน...เราก็บอกมาจากกรุงเทพฯ...ตอนแรกเราก็คิดว่าคุณยายอาจจะมารอขึ้นรถไฟไปจากอยุธยา...คุณยายก็บอกคุยกันไปก็ดูมือถือที่ชาร์จไว้ด้วยเพราะที่เรามองก็มีคนนั้นคนนี้มาชาร์จมือถือ...เราก็ไม่รู้หรอกใครเป็นอย่างไรกันบ้าง...ยายก็บอกแบบมือถือยายแบบรุ่นที่เลื่อนหน้าจอไปมาไม่ได้...เดี๋ยวนี้รู้ไรก็รู้ได้จากแบบนี้เลย...เราก็บอกจากอินเตอร์เนตแบบโซเชียลมีเดีย...แต่มือถือยายทำแบบนั้นไม่ได้...เวลามีอะไรแบบที่เขาแจ้งๆ กันเลยต้องโทรถามคนอื่น

    คุณยายก็เล่าเรื่องตัวเองให้ฟัง...ว่าเคยโดนขโมยมือถือ (400 - 500 บาท)...ตอนนั้นนั่งรถไฟจะไปลงขอนแก่นและเจอลุงคนหนึ่งที่จะไปลงขอนแก่นเหมือนกัน...แล้วยายก็นั่งหลับ...ลืมตามาอีกทีก็ไม่เห็นลุงคนนั้นแล้ว...แต่มีคนแถวนั้นบอกว่าลุงคนนั้นลงที่สถานีอยุธยาไปแล้ว...ยายก็สงสัยเพราะบอกจะไปลงสถานีขอนแก่น...ยายค้นดูกระเป๋าก็เจอแต่กระเป๋าเงินที่มีเงิน 400 บาท...ยายก็บอกเราว่าดีไม่เอาไปด้วยแต่มือถือหายไป...ต่อมายายไปแก่งคอยแล้วไปเจอลุงคนนั้นอีก....เราก็ถามทันทีว่ายังจะเจอกันอีกเหรอ...ยายก็เล่าว่าก็ไปตะโกนถามว่าเอามือถือคืนมา...ลุงคนนั้นก็วิ่งหนี...ยายก็วิ่งตาม...แต่ไม่ทันเลยได้แต่ขว้างขวดน้ำตามไป...

    ตอนนั่งคุยกัน...ก็มีคนตะโกนเรียกฝรั่งสองผัวเมียที่เดินผ่านเราออกนอกสถานี...ยายที่นั่งข้างเราก็เรียกตามเพราะเหมือนพวกเขาทำกระเป๋าเงินตกไว้...ผู้หญิงฝรั่งเลยเดินกลับมาหยิบกระเป๋าเงินที่ตกบนพื้น...ยายก็บอกเจอคนดีก็ดี...เราก็บอกว่าใช่...เจอคนดีก็ดีเพราะถ้าเจอคนไม่ดี...เขาไม่ตะโกนบอกถือโอกาสหยิบไปใช้เองเลยก็ได้

    คุณยายก็เล่าเรื่องตัวเองให้ฟังว่าเคยเป็น รปภ. ห้าง (ถ้าจำไม่ผิดบิ๊กซี บางนา) ก่อนย้ายไป Tops พระราม2...ยายเคยใช่เทเลคอมตัวเป็นแสนตรวจสแกนยอดขายสินค้าอย่างพวกเครื่องสำอางค์, เหล้าและบุหรี่นอก...ตอนที่ได้ยิน...เราก็ไม่รู้หรอกว่า รปภ. ห้างต้องทำเรื่องนี้ด้วย...นึกว่าถ้าเฝ้าคน...เฝ้าของอยู่รอบๆ...ยายเล่าให้ฟังว่าเคยมีคนขโมยของแบบยัดใส่เสื้อ...ยายวิ่งตาม...เขาก็จะตียาย...ยายเลยต้องปล่อยไปแล้วไปบอกหัวหน้าที่เตะบอลอยู่ที่สนามบอล

    ยายยังเล่าให้ฟังอีกว่า...เป็นรปภ. ดีเด่น 3 สมัยซ้อน...พอเขาจะให้เป็นอีก...ยายบอกไม่เอา...เด่นมากไป...คนอิจฉา...เราก็บอกใช่...เด่นมากไป...คนก็อิจฉา...แต่ถ้าไม่มีอะไรโดดเด่นเลย...ก็กลายเป็นคนไม่มีตัวตนไปอีก

    ยายก็เล่าให้ฟังเรื่องงานที่ทำแบบที่เขาลองเสื้อผ้า...พอเขาลองเสร็จก็ต้องเข้าไปตรวจเช็ค....ความจริงก็เหมือนยายมีเรื่องไรเล่าให้ฟังอีกแต่ตอนนั้นเสียงดังเพราะรถไฟก็มีวิ่งผ่าน...และเราก็มีเรื่องคิดในหัว...บางทีสติเลยไปคิดเรื่องอื่นๆ...เลยไม่ได้ฟังยายทั้งหมด

    นั่งฟังยายพูดไป...ยายก็บอกว่าความจริงจะไปวงเวียนใหญ่แบบมีแจกอาหาร - ของ...แต่ยายเขาจะมาเอาพระ...คุณยายบอกเราว่าที่ "วัดพิชัยสงคราม" จะมีแจกพระ...ตอนแรกเราก็คิดว่าแจกตอนบ่ายโมงนี้เลย...ก่อนไป "วัดพนัญเชิง" ก็จะได้แวะไปเอา...แต่คุณยายบอกเขาแจกตอนบ่าย 4 โมง...และบอกเราว่าอย่าไปบอกใครว่ายายบอกแล้วเหลือบมองไปที่นั่งด้านหลัง...เราก็รับรู้ว่าคงมาด้วยกัน...แล้วยายก็กระซิบบอกเราว่าถ้าเอาไปขายอาจได้เงินมา 400 - 500 บาท...เราก็รับรู้ไว้...แต่พระที่เอาไปขายนี่ต้องมีอะไรนะแบบศักดิ์สิทธิ์หรือหายาก...

    ประมาณเกือบเที่ยงครึ่ง...ยายก็เดินไปดูมือถือตัวเองที่ชาร์จแบตไว้แล้วเดินไปหากลุ่มคนที่นั่งด้านหลัง...เราเลยเดินไปดูมือถือเราบ้าง แบตมือถือได้ 84% ส่วน Power Bank นี่ชาร์จได้ช้ามาก ได้แค่ 79% จาก 72% ก็กะจะชาร์จถึง 13.00 น. แล้วค่อยเดินทางไป "วัดพนัญเชิง"


    เรายืนเฝ้าที่ชาร์จแบตประมาณ 10 นาที พวกกลุ่มคุณยายก็เหมือนจะพร้อมออกเดินทางกัน...เราก็ยืนมองอยู่ตรงที่ชาร์จแบตมือถือ...ก็คิดว่าคงไม่ได้คุยไรกันแล้ว...พอคุณยายเดินเหมือนจะออกจากสถานี...เราก็ยิ้มให้...แต่คุณยายก็เดินมาถามจะเอาเบอร์ไว้มั้ยหรือขอเบอร์เรานี่แหละ...เราเลยให้คุณยายบอกเบอร์และโทรออก...ตอนแรกโทรเหมือนไม่ติดหรือเสียงเรียกเข้าไม่ดัง...คุณยายก็ค้นกระเป๋าหามือถือตั้งนาน...เราก็ยืนมองอยู่...แบบให้มีเสียงเรียกเข้าเผื่อคุณยายหาเจอ...แต่มันก็ไม่ได้มีเสียงอะไรดัง...สุดท้ายคุณยายก็หามือถือเจอ...แต่พอดูหน้าจอ...เหมือนไม่ขึ้นเบอร์ที่โทรเข้า...เราเลยกดวางและโทรออกใหม่...มันก็ขึ้นว่าเบอร์เราโทรเข้า...เราก็เมมเบอร์และถามชื่อคุณยาย...คุณยายก็บอกว่าเขาชื่อ "เรียม"


    เราก็ยืนชาร์จแบตและชาร์จ Power Bank ต่อไป...ตอนนั้น 12.44 น. Power Bank ยังได้แค่ 81% จากจุดเริ่มต้น 72% ผ่านมาเป็นชั่วโมงแล้ว...ส่วนมือถือชาร์จได้ 92%...ตอนบ่ายโมงคงได้ 100% สมความตั้งใจ


    ยืนเฝ้ามือถืออยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ จน 13.01 น. คือมือถือก็ไปถึง 100% แล้วแต่ Power Bank คือเข็นไม่ไปจริงๆ...จบอยู่ที่ 83% เราก็ต้องออกเดินทางแล้วเพราะเสียเวลามาเป็นชั่วโมงแล้วกับการชาร์จแบต

    เดินออกไปเข้าห้องน้ำก่อนออกเดินทางต่อ...แล้วบังเอิญจริงๆ แบบเราจำไม่ได้ว่ารถไฟขบวนที่เราเคยมาเหมือนหลายสัปดาห์ก่อนเข้าเทียบชานชาลาอยุธยาเวลานี้...เราเลยรอถ่ายภาพตอนรถไฟเข้าและออกสถานีอยุธยา


    13.04 น. รถไฟก็เดินทางเข้าสู่ชานชาลาตามเวลา



    13.06 น. รถไฟก็ออกจากสถานีรถไฟอยุธยา


    13.07 น. ถึงเวลาออกเดินทาง...ตรงแถวทางออกที่ไม่ใช่ทางออกหลักจะมีป้ายแผนที่เที่ยวอยุธยาที่แสดงสถานที่เที่ยวสำคัญเหมือนในแผนที่ที่เราได้มา


    เรารู้ว่าสองแถวไม่ได้ไปถึง "วัดพนัญเชิง"...แต่ถ้าลองถามดูว่าที่ใกล้ที่สุดที่เราจะเดินไปวัดนี้ได้...คือตรงไหน...ประมาณว่าเราจะไปลงตรงนั้นก็ได้จะได้ย่นเวลาเดินทาง...ตอนลงไปรอรถเห็นผู้หญิง 2 คน เหมือนยืนรอรถ...เลยลองไปถามว่ารอสองแถวใช่มั้ย...แต่เขาบอกไม่ใช่...รอคนมารับ...เราเลยเดินไปแถวข้างหน้าทางออกหลักสถานีเพื่อรอสองแถว...รอไม่นานก็มีสองแถวมา...เราก็รีบเดินไปถามคนขับผ่านกระจกที่เปิด...แต่เขาบอกไม่ไป...คือในใจเรารู้ว่าเขาไปไม่ถึงแต่แค่อยากไปลงที่ใกล้ที่สุด...แต่สรุปเขาไม่ไป...เราก็ต้องเดิน


    เดินผ่านตุ๊กตุ๊ก ก็มีถามว่าไปมั้ยแต่ไม่ได้ถามเราแต่ถามครอบครัวที่เดินใกล้ๆ เรา


    เดินต่อไปตามทาง....ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไกลแค่ไหนแต่ก็คิดว่าไกลแหละ...เดินไปประมาณ 2 นาทีก็เห็นวัดหนึ่งอยู่ไกลลิบๆ...ก็คิดว่าใช่ "วัดพิชัยสงคราม" มั้ย


    ข้างทางฝั่งซ้ายก็เป็นสะพานเหล็กที่มีรางรถไฟวิ่งผ่าน


    เปิดแผนที่ดูอีกครั้งเพื่อดู "วัดพนัญเชิง"...แต่ความจริงก็ไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหนและไกลแค่ไหนอยู่ดี...ได้แต่เทียบกับการที่มาครั้งที่แล้วแต่ไปเกาะใน..เทียบระยะทางว่าถ้าเราไปที่นี่ๆ ในเกาะใน...เราเดินได้....ถ้าระยะทางเท่านี้จากในแผนที่เราไป "วัดพนัญเชิง"...เราจะเดินได้มั้ย...แต่ความจริงเรื่องระยะทางในแผนที่ที่มีพื้นที่จำกัด...และถ้าคนไม่เคยมาจะดูไม่ออก...ก็บอกระยะทางจริงเราไม่ได้อยู่...แม้แต่ที่ไหนอยู่ตรงไหนจากในแผนที่และของจริง...ถ้าไม่เคยมาเห็นที่จริงๆ...ก็อาจดูไม่ออกเหมือนกัน


    เดินผ่านป้ายบอกสถานที่...เราสนใจ "เจดีย์วัดสามปลื้ม" นะ...แต่ไม่รู้อีกไกลแค่ไหนและไม่รู้มันเป็นยังไงด้วย...แค่เคยได้ยินชื่อ "วัดสามปลื้ม"...ส่วน "หมู่บ้านญี่ปุ่น" ก็เป็น 1 ในจุดหมายเราวันนี้


    จากสถานีรถไฟมาถึง "วัดพิชัยสงคราม" ใช้เวลา 3 นาทีในการเดิน...ก็มองและคิดว่าถ้าไหว้พระเสร็จ...ถ้ากลับมาทันก็จะมารอเขาแจกพระตอน 4 โมงเย็น...ตอนที่เดินผ่านเวลา 13.13 น. เวลายังเหลืออีกเยอะ


    เดินไปเรื่อยๆ ตามทาง...ก็มีรถไฟวิ่งผ่านจากมุมไกลๆ จากฝั่งซ้ายมือ


    จากสถานีรถไฟ...เดินมาประมาณ 7 นาทีก็มาถึงทางแยก...ก็ไม่รู้ไปทางไหนเหมือนกันเพราะดูจากแผนที่นี่ไม่รู้จริงๆ...เพราะไม่ได้บอกอะไรมากแค่บอกว่าอยู่ใกล้ที่ไหนบ้างในละแวกนั้น...แต่ก็ตัดสินใจเดินตรงไปแล้วค่อยถามทางคนแถวนั้นเอา



    เดินข้ามฝั่งถนนไป...ก็ว่าจะไปถามทางคนแถวนั้น...เจอวินมอเตอร์ไซด์โบกมือเรียกลูกค้าเลยตัดสินใจเดินไปถามทางว่า "วัดพนัญเชิง" ไปทางไหนและไปอีกไกลมั้ย...วินก็บอกไปมอเตอร์ไซด์ 20 บาท...เราก็บอกคิดว่าแพงกว่านี้...วินก็บอกใครบอกแพง...สรุปถ้า 20 บาท...เราก็ซ้อนวินมอเตอร์ไซด์ไป "วัดพนัญเชิง"...ซึ่งระยะทางก็ไกลเหมือนกันและเป็นทางเลียบถนนที่รถวิ่งผ่านเยอะ...ระหว่างขับไป...คนขับก็ถามว่าไปไหนบ้าง...ไปไง...แบบจะเหมารถเขามั้ย...แต่เราบอกจะเดิน...ตอนรถวิ่งๆ ไปก็ผ่านคนยืนเหมือนรอรถ...คนขับก็ตะโกนบอกเดี๋ยวมารับ...เราก็ถามคนขับว่าวัดนี้ศักดิ์สิทธิ์ใช่มั้ย...คนขับก็บอกพระประธานเขาเรียก "หลวงพ่อซำปอกง"...ก็ศักดิ์สิทธิ์


    นั่งมอเตอร์ไซด์ไป 3 - 4 นาทีก็มาถึง "วัดพนัญเชิง"...แต่ก่อนถึงจะมีทางแยก 2 ทาง...คนขับก็บอกว่าถ้าเลี้ยวซ้ายจะไป "วัดใหญ่ชัยมงคล"...สามารถเดินไปได้...เขาก็มาจอดส่งเราที่ใน "วัดพนัญเชิง" ตรงที่เขาจุดธูปเทียนไหว้พระกัน



    คนก็ไหว้กันเยอะอาจเพราะเป็นวันหยุดด้วย...เราที่ใส่ขาสั้นมาก็ต้องไปเปลี่ยนกางเกงก่อนเข้าโบสถ์...แต่ถ้าข้างหน้านี้คงยังใส่ขาสั้นไหว้ได้ก็เลยตัดสินใจไหว้ก่อน...แต่ตอนวางดอกบัวก็ไม่แน่ใจให้เอาไปไหว้ด้านในหรือวางแถวนี้...ตอนแรกหาไม่เจอ...แต่สุดท้ายเจอที่เขาวางดอกบัวกันก็จะเอาไปวาง...แต่มีคุณป้า 2 คนมาหยิบดอกบัวออกจากที่วางก็เลยให้เขาหยิบให้เสร็จก่อน...ส่วนแผ่นทองแปะพระที่เราได้มา...ไม่รู้ว่าไปแปะพระพุทธรูปตรงไหนก็เลยใส่กระเป๋าเสื้อไว้ก่อน


    ไหว้พระเสร็จก็ต้องไปห้องน้ำเปลี่ยนเป็นกางเกงขายาว...ตอนแรกคิดว่าต้องเดินย้อนกลับมาด้านหน้าอีก...เพราะห้องน้ำต้องเดินมาแถวที่จอดรถ...แต่พอออกจากห้องน้ำก็เจอทางเข้าอยู่ตรงข้ามห้องน้ำ...ด้านข้างๆ ทางเข้าก็มีที่ให้ไหว้พระอยู่


    เดินเข้าไปในตัวโบสถ์รอบนอกก็มีที่สำหรับถวายสังฆทานและรดน้ำมนต์...มีพระนั่งประจำจุดอย่างละรูป...และมีที่เสี่ยงเซียมซี...ที่เราตั้งใจจะไปขอไหว้ขอพรในโบสถ์ก่อนค่อยออกมาเสี่ยงเซียมซี


    เดินเลี้ยวขวาไปตามทางแล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีจะถึงหน้าโบสถ์..ซึ่งด้านหน้าก็จะมีองค์พระพุทธรูปสำหรับให้แปะแผ่นทอง...ซึ่งที่เราได้มามี 3 แผ่น


    หน้าประตูเข้าโบสถ์จะเห็นองค์พระพุทธไตรรัตนนายกองค์ใหญ่สีทองอร่าม...มีคนยืนถ่ายภาพและเข้าออกเยอะเหมือนกัน


    เดินเข้าไปในโบสถ์...พยายามหาที่นั่งไหว้พระแถวหน้าๆ...ก็มีบทสวดอยู่ 2 ข้างฝั่งซ้ายขวา...คนก็เยอะ...มียืนบัง...ก็พยายามอาศัยจังหวะคนไม่บัง...สวดมนตร์ให้จบและขอพรต่อองค์พระพุทธไตรรัตนนายก


    นั่งขอพรแล้ว...เราก็ลุกเดินออกจากวงที่เขานั่งไหว้พระกัน...ไปยืนมองรอบนอกและยกมือขอพรอีกรอบเพราะเดินทางมาไกล...คือก็ศรัทธาและเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์...แต่เรื่องที่ได้ตามที่ขอหรือมั้ย...ก็คงสุดแล้วแต่เวรกรรมของเรา...เพราะถ้ายอมรับความจริง...ถ้าขอแล้วได้ตามใจทุกอย่างก็คงไม่ได้ทำไรกันแล้วแค่เดินทางมาไหว้ก็สมหวัง...แต่บางทีชีวิตไม่มีอะไร...หมดหวัง...และไม่มีที่พึ่ง...ก็อยากหาที่พึ่งทางใจและเดินทางมาไหว้ขอพร...เพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวทางใจและหวังปาฏิหาริย์จะบังเกิดก็ได้...เพราะตอนนี้ไม่ได้มีความหวังอะไรทั้งนั้น...คิดจะตายบ่อยมาก...แต่แค่ยังมีเงินเก็บอยู่บ้างก็ต้องอยู่ๆ ไปเท่าที่เราจะอยู่ได้...คนเราอาจทำเรื่องผิดพลาดมามากและแก้ไขไรไม่ได้...เจอเรื่องทำร้ายใจมามากแม้ทำไรไม่ได้สุดท้ายชีวิตจะต้องมีจุดจบยังไงก็แล้วแต่เวรกรรม...ไม่อยากสนใจ, เครียดและคิดมากอีก


    เดินออกทางออกด้านหลังโบสถ์ก็เดินดูพวกองค์พระที่เรียงรางอยู่รอบโบสถ์



    เดินออกมาเสี่ยงเซียมซี...ก็จะมีองค์พระ 2 องค์และบทสวดมนตร์ตั้งอยู่ก็ไหว้พระขอพรก่อนแล้วค่อยเสี่ยงเซียมซี


    เราก็นั่งเสี่ยงเซียมซีองค์พระฝั่งซ้าย...อยู่ๆ ก็มีแม่และเด็กมานั่งหน้าเรา...แม่ก็ส่งเสียงให้ลูกเขย่าๆ...เราก็รำคาญเพราะเรามีเรื่องที่จะขอพรและตั้งใจเสี่ยงเซียมซีแต่ก็ทำไรไม่ได้...


    นอกจากแม่และเด็ก...ยังมีอีกครอบครัวคือพ่อ แม่ ลูก...ซึ่งพ่อก็สวดมนตร์ไม่หยุดเสียงดังเพื่อให้ลูกสวดตาม...เราก็ยิ่งหงุดหงิดไม่มีสมาธิในการเสี่ยงเซียมซีแต่ก็ทำไรไม่ได้

    ครั้งแรกที่เราเสี่ยงเซียมซีได้เบอร์ 10...ความจริงตรงจุดรับทำคำนายมีคุณลุงคอยหยิบให้แบบเราต้องบอกเลขเขา...แต่เราไม่แน่ใจว่าได้คำทำนายดีหรือไม่ดี...เลยขอเขาถ่ายภาพคำทำนายแทน...ถ้าดี...เราก็จะเอาใบคำทำนายกลับ...แต่ถ้าไม่ดี...เราจะไปเสี่ยงเซียมซีใหม่...ปรากฏถ่ายภาพเอามาอ่านก็กลางๆ...เหมือนเป็นคำเตือนและแนะนำมากกว่า...แต่ในความรู้สึกเราก็ยังออกมาไม่ได้ดีเท่าที่ควร


    เราเลยไปลองเสี่ยงเซียมซีใหม่อีกรอบ...คือเดินทางจากกรุงเทพฯ มาอยุธยาและต่อมอเตอร์ไซด์มา...เราก็อยากได้คำทำนายดีดีกลับไป...ครั้งนี้ได้เบอร์ 18...เดินไปที่จุดรับคำทำนาย...คนอื่นก็บอกเลขคุณลุงที่จะหยิบคำทำนายให้...เราก็เกรงใจเขานะ...เพราะเบอร์ 10 อยู่ริมด้านนอก...เราก็ไปแอบถ่ายภาพได้ไม่ต้องรบกวนใคร...แต่เบอร์ 18 คือไกลสุด..เราเลยขอคุณลุงที่เฝ้าว่าขอถ่ายภาพ...เขาก็เขยิบให้...ได้ทำคำนายมา....เราว่าอาจตรงกับสถานการณ์ตอนนี้และย้อนหลังไปมากกว่า...บางอย่างในชีวิตไม่ว่าจะเคยเกิดอะไรขึ้น...ไม่ว่าตอนนั้นเราคิดและรู้สึกยังไง...ทำแบบนั้นทำไม...ทุกอย่างก็มีเหตุผลตอนนั้น...และไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหน...เราไม่เคยลืม


    เดินกลับไปเสี่ยงเซียมซีอีกรอบ...มีคนมาเสี่ยงเซียมซีเยอะขึ้น...ครั้งนี้เราได้เบอร์ 19 ก็ไปถ่ายภาพคำทำนายอีกรอบ...เราว่าดีกว่าไปยืนอ่าน...ถ่ายภาพมาอ่านดีกว่า


    เดินกลับมาเสี่ยงเซียมซีอีกรอบ...เราก็เห็นคนเฝ้าจุดคำทำนายมาเดินหยิบเหมือนหาไม้ในกระบอกเซียมซี...เหมือนหาเลขซ้ำไปใส่อีกกระบอกที่เลขอาจหายไป...เราก็ขอให้ได้คำทำนายดีดีเพราะเรามาจากกรุงเทพฯ...ก็ขอคำทำนายดีดีกลับไป...รอบนี้ได้เบอร์ 7...ซึ่งพออ่านแล้วถือว่าดีที่สุดเท่าที่เสี่ยงเซียมซีมาก็เลยดึงใบนี้มาแล้วไปอ่านคำทำนายต่อหน้าองค์พระเพื่อขอบคุณและขอให้เป็นจริง...สาธุ


    เสี่ยงเซียมซีเสร็จ...เราก็ไปเติมนำมันตะเกียงเพราะไหนๆ ก็ได้มาแล้วเพื่อชีวิตจะดีขึ้นบ้าง


    เดินจะมารดน้ำมนต์...แต่พระท่านไม่อยู่


    เลยเดินกลับไปไหว้องค์พระพุทธไตรรัตนนายกอีกรอบเพื่อขอพร...มีโอกาสมาแล้วก็อยากขอพรหลายๆ รอบเพื่อตอกย้ำเรื่องที่เราอยากขอและทุกข์ใจ


    เดินออกมาจากโบสถ์อีกรอบที่ประตูทางด้านหลัง...ก็เจอพระที่รดน้ำมนต์เลยเดินไปขอให้พระท่านรดน้ำมนต์ให้


    ตอนแรกคิดว่าจะเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นดีมั้ย...เพราะเดี๋ยวไป "บ้านฮอลันดา" และ "หมู่บ้านญี่ปุ่น" ...แต่ก็ตั้งใจว่าจะไป "วัดใหญ่ชัยมงคล" เหมือนกันซึ่งต้องใส่กางเกงขายาว...เลยตัดสินใจไม่ต้องเปลี่ยนกางเกงแล้วกัน...แล้วเดินกลับไปไหว้ด้านหน้าตรงจุดไหว้อีกรอบแล้วเดินออกจากวัด



    ตอนนั้น 14.31 น. เราก็ตั้งใจไป "บ้านฮอลันดา" และ "หมู่บ้านญี่ปุ่น" ต่อ...ซึ่งพอออกจาก "วัดพนัญเชิง" แล้วดูแผนที่ก็ไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหนต่อ...มี 2 ทางคือตรงไปจากหน้าวัดหรือเลี้ยวขวาไปตามทางที่เลียบกำแพงวัดไป...ตัดสินใจเดินไปทางตรงก่อน...เจอวินมอเตอร์ไซด์เลยลองถามทาง...เขาก็บอกให้เลี้ยวขวาเลียบกำแพงวัดไป...เราก็ขอบคุณเขา


    เดินเลียบกำแพงวัดไปเรื่อยๆ ก็จะเจอทางเข้า "วัดพนัญเชิง" อีกประตู...รถก็วิ่งเยอะ...ก็เดินไปเรื่อยๆ...ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า "บ้านฮอลันดา" และ "หมู่บ้านญี่ปุ่น" อยู่ไกลมั้ย...แต่ในแผนที่เหมือนไม่น่าจะไกลจาก "วัดพนัญเชิง" มาก


    เดินไปไม่ไกลแบบงงๆ ไม่รู้ว่า "บ้านฮอลันดา" อยู่ไกลจากตรงนี้มากมั้ย...แต่พอพ้น "วัดพนัญเชิง" ก็จะเจอที่จอดรถที่มีพื้นที่มาก...และมีป้ายคำว่า "บ้านฮอลันดา" มีลูกศรชี้ให้เหมือนเดินไปในที่จอดรถ


    เราก็ไม่แน่ใจเพราะที่เรามองเข้าไปเห็นแต่ที่จอดรถ...ก็ไม่แน่ใจว่า "บ้านฮอลันดา" อยู่ในนี้เหรอ...ไม่มีคนให้ถามด้วย...แต่ฝั่งตรงข้ามป้ายบอกทางจะมีป้ายที่แสดงภาพและรายละเอียดของสถานที่สำคัญของอยุธยาตั้งอยู่...เลยเดินไปดูว่ามีสถานที่ไหนบ้าง


    ยืนไม่แน่ใจอยู่หน้าป้ายบอกสถานที่สำคัญนี้ว่าจะไปทางไหนต่อดี...จะถามทางใครก็ไม่มี..เห็นก็มีแบบพวกนักท่องเที่ยวก็ไม่น่าจะรู้เลยตัดสินใจเดินเข้าไปดูก็เจอป้าย "บ้านฮอลันดา" และมีลูกศรให้เดินเข้าไป


    มองไปตามลูกศรก็เจอทางเดินเข้าไปและทางฝั่งขวามือจะมีเรือเก่าๆ ตั้งอยู่หลายลำ


    ตอนเดินเข้าไปก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน...หันไปก็ไม่เจอใคร...มีแค่เราคนเดียวเดินเข้าไป...แต่ก็ลองเดินเข้าไปดูเพราะไหนๆ ก็มาแล้ว...เดินไปไม่ไกลก็เจอป้ายบอกทางไป "บ้านฮอลันดา" อีกป้าย...ชี้ให้เดินตรงไปตามทาง


    เดินมาสุดทางจะเจอเรือลำใหญ่ 2 ลำจอดอยู่และมีป้ายบอกว่ามาถึง "บ้านฮอลันดา" แล้ว



    บริเวณด้านหน้าถ้าหันไปมองจะเจอฐานรากสิ่งก่อสร้างโบราณและมีตัวอาคารอยู่ด้านหลัง...ถามว่าน่าสนใจมั้ย...ก็คงบอกว่าเฉยๆ...แต่มาถึงแล้วก็ลองเดินเข้าไปดู


    มีทางเดินเล็กๆ ระหว่างตัวฐานรากสิ่งก่อสร้างโบราณและเรือลำใหญ่


    ตัวอาคารจะมี 2 ชั้น...ถ้ามองผ่านกระจกหน้าต่าง...ด้านล่างเหมือนเปิดเป็นที่ Cafe และด้านบนเหมือนมีภาพถ่ายอาจเป็นแกลอรีหรือที่จัดแสดงรูปภาพ - ข้าวของโบราณที่สื่อถึงประวัติศาสตร์เรื่องราวของชาวฮอลันดาสมัยอยุธยา


    ตอนแรกเราจะเดินขึ้นชั้น 2 เพราะชั้นแรกเรามองผ่านกระจกเหมือนเป็น Cafe คือไม่เชิง Cafe แต่เป็นที่ขายพวกขนม - เครื่องดื่มอะไรพวกนี้...แต่น้องอวบเสื้อเหลืองที่ถ่ายภาพแถวนั้นบอกให้เราเข้าที่ชั้น 1 ส่วนที่ชั้น 2 เหมือนเป็นทางออก...ความจริงก็มีป้ายบอกนั่นแหละ..แต่เข้าไม่ได้เพราะเขาปิด


    เมื่อเขามีป้ายบอกว่าวันนี้ปิด...เราเลยเดินไปด้านหลังอาคารดูว่ามีอะไรหรือเปล่า...เพราะไหนๆ ก็เดินเข้ามาแล้ว...ก็เจอว่าอยู่ติดริมแม่น้ำ...มีเรือวิ่งผ่าน...ตัวอาคารก็ตกแต่งสวยดี...ก็เสียดายที่มันดันปิดวันนี้



    เปิดแผนที่ดู...สถานที่ต่อไปก็คือ "หมู่บ้านญี่ปุ่น"..ซึ่งในแผนที่เหมือนไม่ไกลจาก "บ้านฮอลันดา"...แต่ดูเวลาตอนนั้นคือ 14.48 น. ดังนั้นคงไป "หมู่บ้านโปรตุเกส" ไม่ทันเพราะน่าจะไกล...อยู่อีกคนละฝั่งแม่น้ำ...และเราต้องการไปไหว้พระที่ "วัดใหญ่ชัยมงคล"...แล้วถ้าเวลาทันก็อยากไปรับพระที่เขาจะแจกที่ "วัดพิชัยสงคราม" ให้ทันเหมือนกัน...แต่ไม่ทราบว่าจะทันมั้ยจะบ่าย 3 โมงแล้ว


    เดินออกมาริมถนนใหญ่...มองแผนที่ก็ไม่รู้ว่าอีกไกลมั้ย...แต่รู้ว่าต้องเดินไปทางขวามือ...หันไปหันมาเจอน้องผู้ชายใส่ชุดเหมือนพนักงานส่งของ...เลยเดินไปถามทาง...เขาก็บอกถ้าเดินไปอ่ะไกล...แต่ขับรถไปแป๊ปเดียว...ส่วน "หมู่บ้านโปรตุเกส"...เดินข้ามฝั่งแม่น้ำแล้วต้องเดินเลี้ยวไปอีก...ซึ่งก็คือไกล...เราเลยคิดว่าคงไม่ไป "หมู่บ้านโปรตุเกส"...ส่วน "หมู่บ้านญี่ปุ่น"...เราไม่รู้จะไปไงนอกจากเดินไป...ก็เลยขอบคุณน้องเขาแล้วเดินต่อไป


    ตอนนั้น 14.58 น. กับเส้นทางที่ยาวไกลเพราะไม่รู้อีกไกลแค่ไหนกว่าจะเดินไปถึง...แดดก็ร้อนมาก...ขอบคุณแผนที่จริงๆ ที่เรามีเอาไว้บังแดด



    เดินไปเรื่อยๆ แบบในใจก็คิดว่าจะเดินไปไหนวะเรา...คือไกลมาก...และไม่มีวี่แววว่าจะเดินไปถึงเมื่อไหร่...แต่เดินมาแล้วก็ต้องเดินต่อไป...เพราะก็เดินมาไกลแล้วเหมือนกัน...


    ระหว่างทางก็เห็นควันไฟสีดำและสีขาวอยู่ลิบๆ ทางฝั่งซ้ายมือ


    เดินต่อไปเรื่อยๆ จน 15.11 น. ก็เจอป้ายบอกทาง "หมู่บ้านญี่ปุ่น" และมีลูกศรชี้ไปทางขวามือ...คือเดินตากแดดเป็นบ้าเป็นบอคนเดียวมาเกือบ 15 นาที


    หันไปทางขวามือก็เจอทางเล็กๆ เข้าไปนะ...ซึ่งดูมันใช่ทางนี้หรือเปล่าทำไมถึงดูบุกป่าฝ่าดงเข้าไป


    เมื่อไม่แน่ใจว่าใช่ทางนี้หรือเปล่าก็เลยไปถามร้านค้าแถวนั้น....เขาก็บอกนู้นคือที่รถจอดอยู่เยอะๆ ลิบๆ คือ "หมู่บ้านญี่ปุ่น"...เราก็ขอบคุณเขาแล้วเดินทางต่อไป



    15.14 น. เราก็เดินตากแดดมาถึง "หมู่บ้านญี่ปุ่น" จนได้...แต่ไม่ Wowww อ่ะ...ธรรมดามากแต่คนก็มาเยอะพอประมาณ...รถจอดด้านหน้าหลายคัน



    ตอนหาข้อมูลแค่เปิดดูรูปผ่านๆ ไม่ได้สนใจอะไรมากเลยไม่ได้หาข้อมูลชัดๆ...ปรากฏแถวทางเข้ามีบอกเสีย 50 บาท ซึ่งแพงมาก...ถ้าสัก 10 - 20 บาทก็ว่าไปอย่าง...ที่นี่มีอะไรดีถึงตั้งราคาไว้ 50 บาท...ก็ยืนลังเลเพราะเดินมาตั้งไกลจะให้เดินกลับแบบไม่ได้อะไรก็คงไม่ใช่...ก็ยืนรีรออยู่แบบนั้น...ก็มีคนกลุ่มนึง 3 - 4 คนมาซื้อและครอบครัวแบบพ่อ - ลูกอีก 2 คนมาซื้อ...เราก็คิดเอาวะ...ไหนๆ ก็มาแล้วเลยจ่ายเงินไป 50 บาทแบบเสียดายเงินมาก...คนขายก็บอกมี 2 พิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม...แต่ความจริงเราไม่ได้สนใจพิพิธภัณฑ์ไรสักเท่าไหร่....ตอนนั้นแค่คิดถ้าไม่จ่าย 50 บาท...อดเข้าที่นี่แค่นั้น



    เริ่มจากปลาคาร์พแขวนแถวทางเข้าซึ่งถ่ายภาพไรไม่ได้...คนเยอะ...ก็ถ่ายแบบรวมๆ ไปแล้วเดินต่อไป...เสียดายเงิน 50 บาท


    ส่วนยูกาตะแบบเสียเงินและท้าวทองกีบม้านี่เราก็เฉยๆ เหมือนกัน...อยากมาเจออะไรที่ดูสื่อถึงความเก่ามากกว่า...แบบบ้านญี่ปุ่นแบบโบราณอะไรแบบนี้


    ถัดไปก็เสาหินมีภาษาญี่ปุ่นที่เราอ่านไม่ออกแต่ได้ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก


    ตรงกลางจะเป็นสวนและมีอาคารอยู่ลิบๆ...ก็น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์เพราะมี 2 อาคารตรงกับใบที่ฉีกได้ในบัตร...แต่ก็ไม่รู้สึกว่าสนใจอยู่ดี...แต่เสียเงินมาแล้วถ้าเข้าชมได้ก็ต้องเข้าไปดู


    อันนี้ไม่รู้ว่าศาลเล็กๆ ไว้ขอพรแบบญี่ปุ่นมั้ยแต่คิดว่าน่าจะใช่


    แท่นหิน 3 ภาษาที่ตั้งอยู่แถวๆ นั้น


    มองไปทางฝั่งหนึ่งก็จะเจออีกอาคารก็น่าจะพิพิธภัณฑ์ล่ะมั้ง


    เดินเข้าไปแถวอาคาร...ด้านข้างๆ ก็มีของตกแต่งเป็นรูปเรือสำเภาแบบที่แล่นมาทำการค้าสมัยก่อน


    ตอนแรกไม่กล้าเข้า...ยืนลังเลแถวหน้าอาคาร...ก็มีคุณป้าเหมือนคนดูแลบอกเข้าไปดูได้เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์...เราเลยเดินเข้าไปดู...ยื่นบัตรให้เขาฉีก...บริเวณด้านข้างของส่วนหน้าก็มีพวกชุดญี่ปุ่นแขวนอยู่ให้ลองใส่แต่ต้องเสียเงินก่อน


    เดินเข้าไปในส่วนจัดแสดง...เล็กมาก...ความจริงอาจไม่ใช่คนช่างสังเกตเลยไม่แน่ใจว่าถ้ามองจากด้านนอกมี 1 หรือ 2 ชั้น...แต่เข้ามาถ้าเล็กแบบนี้...อยากให้มีชั้น 2 แต่มันไม่มี...ก็คือมีเท่าที่เห็นนั่นแหละ


    น่าจะเป็นนิทรรศการไทย - ญี่ปุ่นสมัยอดีต...ก็มีเรื่องราวประวัติและของโบราณจัดแสดง





    ออกจากอาคารหลังแรกหลังอยู่ได้ประมาณ 4 นาที...ก็เดินไปด้านหลังที่ติดริมน้ำ...มีรูปปั้นของออกญาเสนาภิมุขตั้งอยู่


    ตรงกลางก็เป็นสวนร่มรื่น...มีของตกแต่งแบบญี่ปุ่นประดับอยู่รอบๆ 


    เดินวนมาอาคารที่ 2 ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับอาคารที่ 1 


    ข้างในก็เป็นพื้นที่เล็กๆ ห้องเดียว...ตอนแรกแอบเหล่ว่ามีแบบสัก 2 ห้องจัดแสดงมั้ย...แต่ไม่มี...คนดูแลก็ฉีกตัวออกไป...คนในห้องก็เยอะ...แบบพื้นที่จัดแสดงเล็กๆ...แต่คนเยอะ...ถ่ายภาพไรไม่ได้มากเพราะติดคนเต็มไปหมด...ก็ยังเสียดาย 50 บาทอยู่ดี...เพราะไม่ต้องเข้ามาดูก็ได้...แอบคิดแบบชั่วๆ...คือไม่เสีย 50 บาทแต่เดินมานั่งชิลในสวนเฉยๆ...นี่เลวไปมั้ย...เพราะไม่มีอะไรจริงๆ...พื้นที่จัดแสดงน้อยมากกับค่าเข้า 50 บาทแต่รู้แหละแบบค่าบำรุงรักษาแบบนี้




    15.38 น. ก็ลาจาก "หมู่บ้านญี่ปุ่น"...เสียดายเงิน 50 บาทอยู่ดีเพราะตกงาน...ไม่มีเงิน...ถ้ารู้ก่อนเรื่องค่าเข้าคงไม่เดินมาตั้งไกลแบบนี้...ส่วนการเดินทางกลับก็กะเดินนั่นแหละ


    เดินออกมาจากหมู่บ้านญี่ปุ่นไม่ไกล...ก็เจอมอเตอร์ไซด์ออกจากซอยหนึ่งก็แอบคิดนะว่าจากที่นี่ไป "วัดใหญ่ชัยมงคล" กี่บาท...แต่เขามีคนซ้อนมาก็เลยไม่ถาม...แต่มองเข้าไปในซอยที่เขาออกมาว่ามีวินมอเตอร์ไซด์มั้ย...แต่พอเดินผ่านเขา...วินมอเตอร์ไซด์ก็ถามว่าไปไหน...เราก็บอกไป "วัดใหญ่ชัยมงคล" กี่บาท...เขาก็บอก 30 บาท...เราเลยไม่ได้ไปเพราะใจเราให้แค่ไม่เกิน 20 บาทแล้วเดินจากมา...แต่ก็ได้ยินเขาพูดนะแบบลอยๆ...ไม่แน่ใจ..."เดี๋ยวก็รู้"..."หรือไม่รู้ไรซะแล้ว"..ประมาณนี้แหละ...แต่ตีความหมายคือ...ไม่รู้ซะแล้วว่าต้องเดินไกลแค่ไหน...แต่เราก็รู้แหละเดินไกลแน่นอน...เพราะตอนเดินมาก็ไกลเหมือนกันประมาณ 15 นาที


    เดินมาอีกไม่ไกลก็เจอร้านขายของชำเล็กๆ ก็เลยแวะซื้อน้ำ...เจอ COKE ก็ถามราคาว่าจะตรงกับราคาบนขวดมั้ย...เขาก็บอก 15 บาท...ก็เลยซื้อมา...แล้วออกเดินต่อไปเรื่อยๆ




    ตอนนั้นประมาณ 15.50 น. เดินตากแดดไปเรื่อยๆ...จนเห็นหลังคาวัดอยู่ลิบๆ...ก็คิดว่าใกล้ถึง "วัดพนัญเชิง" แล้วแหละ...แต่ต้องเดินอีกไกลแค่ไหนไป "วัดใหญ่ชัยมงคล" นี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน...แต่ต้องข้ามแยกไปก่อน....ก็เหนื่อยแหละ...แดดร้อน...แต่ก็เดินต่อไป...แต่ตอนเดินไปเรื่อยๆ...ก็มีวินมอเตอร์ไซด์มาเรียก...เขาบอกเห็นเราเดินมาตั้งนาน...แล้วถามเราว่าจะไปไหน...เราก็บอก "วัดใหญ่ชัยมงคล"...คือถามราคาเขา...เขาก็บอก 40 บาท....เราก็นิ่งคิด...คือจากเมื่อกี้ประมาณ 10 นาทีที่แล้ว...ราคา 30 บาท...แล้วเดินมาถึงตอนนี้ราคาไม่ลดเลยเหรอไง...เราก็บอกไม่ไป....เขาก็บอก 30 บาท...เราก็ไม่ไป...เพราะเดินมา 10 นาที...จะให้ไปราคาเท่า 10 นาทีกับระยะทางเมื่อกี้ได้ไง...สุดท้ายเขาก็ลดเหลือ 20 บาท (ลดเร็วมาก ครึ่งต่อครึ่ง...เอากำไรใช่ป่ะเมื่อกี้)...เราก็ตกลงไปกับวินมอเตอร์ไซด์...แต่ในใจตอนซ้อนคือจริงป่ะ...20 บาท...เพราะเคยเจอตอนนั่งจากแถวจัตุจักรไปท่ารถ...ก็ 120 บาท...เราไม่ไปๆ...จนมาคันหนึ่งบอก 80 บาท...เราจึงไป...แต่พอไปถึงท่ารถ...เขากลับบอกเราจะเอา 120 บาท...เราก็ต้องจ่ายเขาเพราะไม่อยากมีเรื่อง....ยังไงก็มาถึงที่แล้ว...คือโกงแหละ...บอกราคานี้แต่มาถึงเอาอีกราคาหนึ่ง...สำหรับคันนี้เราก็ไม่แน่ใจ...ว่าบอกเราตรงนี้ 20 บาท...แต่พอไปถึงอาจเป็น 40 บาทก็ได้


    15.58 น. ก็เข้าเขต "วัดใหญ่ชัยมงคล"...ตอนนั่งมอเตอร์ไซด์มา...ก็เหมือนระยะทางไกลนะ...คนขับก็บอกจะเดินมาเหรอ...คือไกล


    มาถึงวัด...เราก็ถามคนขับอีกครั้งว่า 20 บาทใช่มั้ย....เขาก็บอกว่าใช่...แต่เขาก็ถามว่าให้รอมั้ย...เพราะเราจะกลับยังไง....เราก็คิดเหมือนกันเพราะเหมือนไกลเหมือนกันขนาดนั่งมอเตอร์ไซด์มา...ก็เลยลองถามราคาเขา....เขาก็นิ่งคิดไปนิดและบอก 70 บาท...เราเลยบอกไม่ต้อง...เขาก็บอกรวมค่ารถที่เรามาเมื่อกี้ด้วยเหมือนจ่ายเพิ่ม 50 บาท...แต่เราก็ไม่เอา...คือคิดในใจแพงไป...ตอนที่เรามา "วัดพนัญเชิง"...ก็ไกลนะ...ยัง 20 บาท..ถ้ามาเพิ่ม 50 บาทรวมค่ารอคือแพงเกินอ่ะ...วินมอเตอร์ไซด์เขาก็ไป...เราก็เดินเข้าวัด

    ตรงท่าน้ำวัดก็มีเหมือนเต่าเยอะแยะและมีคนให้อาหารอยู่...เราก็แค่ยืนถ่ายภาพเต่าและเดินเข้าวัดแบบทำเวลา...คือยังไม่ลืมเรื่องมีพระแจกที่ "วัดพิชัยสงคราม" ตอน 4 โมงเย็น...แต่ไม่น่าจะไปทันแล้วแหละ...ยังนึกเสียดายว่าไม่น่าไป "หมู่บ้านญี่ปุ่น" เลย...เสียเวลามากและไม่ได้อะไร...คือเสียค่าเข้า 50 บาทและค่ามอเตอร์ไซด์อีก 20 บาท...คือไม่แน่อ่ะนะ...ว่าที่เราเดินไป "หมู่บ้านญี่ปุ่น" และเดินกลับมาอีก...รวมๆ ระยะทางอาจเท่ากับเราเดินจาก "วัดพนัญเชิง" มา "วัดใหญ่ชัยมงคล" ก็ได้



    ส่วนอีกฝั่งทางขวามือ...หันไปก็เป็นท่าน้ำ...มีสะพานข้าม...มีเหมือนคนให้อาหารนก...บรรยากาศดีและดูสงบ


    เดินเข้าไปในวัดก็เจอศาลาหรือโบสถ์แบบเปิด...มีพระประธานตั้งอยู่...มองหาดอกไม้ - ธูป - เทียน ก็ต้องเดินออกไปเอาทางด้านนอก


    ตอนแรกจะหยอด 20 บาทตามปกติแต่พอเห็นหยอด 10 บาทก็เลยหยอด 10 บาท


    เดินเข้าไปไหว้ขอพร....คนก็มีแวะเวียนมาไหว้เยอะพอประมาณเหมือนกัน


    ไหว้ขอพรเสร็จก็เดินไปทางฝั่งขวา...ความจริงมีโบราณสถานอยู่ทั้งทางด้านขวาและด้านหลัง...แต่ก็ตัดสินใจไปทางขวาก่อน...ระหว่างทางก็ผ่านศาลเจ้าพ่อสิทธิชัยก็ไหว้ขอพร


    โบราณสถานใกล้ๆ ตอนแรกกำแพงบังอยู่ก็ไม่ทราบว่ามีอะไรอยู่อีกด้าน...แต่เดินมาอีกด้านก็พบพระนอนและมีคนไหว้อยู่ก็เลยเดินไปเอาดอกไม้ - ธูป - เทียนมาไหว้ขอพร


    ไหว้พระนอนแล้วก็เดินมาทางด้านหลังซึ่งมีองค์เจดีย์ใหญ่ตั้งอยู่


    ถ่ายภาพรอบๆ บริเวณก่อนขึ้นไปบนองค์เจดีย์



    เดินขึ้นไปบนเจดีย์...ด้านในด้านบนจะมีเหมือนเป็นแท่นไม้ตั้งขึ้นมาแบบโปร่งๆ...ลองก้มลงไปดู...ด้านล่างจะเห็นเป็นหลุมตรงกลางและมีเหรียญอยู่ในหลุมและรอบๆ...มีคนมาโยนเหรียญดู...แต่ที่ดูๆ ไม่มีใครโยนลงหลุมสักคน...เราเลยลอง 1 บาท...ลองอธิษฐานขอพร...แต่พอโยนลงไปก็ไปอยู่ด้านข้างๆ ไม่ได้ลงไปในหลุม...



    เดินออกมา...มองลงไปด้านล่างจะเห็นวิวโบสถ์จากมุมสูงก็สวยดี


    ก่อนเดินลงไปด้านล่าง...จะมีทางขึ้นไปอีก 2 ด้าน...


    ถ้าเดินขึ้นไปดูแบบมีองค์เจดีย์และมองวิวรอบๆ จากมุมสูง




    เดินลงเพราะเป็นคนกลัวความสูงก็เลยเดินชิดๆ ทางลง...แต่ระหว่างทางก็มีแม่ลูกนั่งถ่ายภาพ...แบบนานมาก...เราก็เลยต้องยืนค้ำหัวเขาแบบนั้น...เพราะเราไม่อยากเปลี่ยนทางไปชิดอีกด้าน...สุดท้ายเขาก็ไม่ไป..เราก็เลยเดินเฉียดหัวเขาลงเพื่อไปชิดขอบอีกครั้ง


    16.45 น. เราก็เดินข้ามสะพานออกจากวัด...ดูเวลาคงช้าไปแล้วแต่ก็ลองโทรไปถามคุณยายเรียมว่าเขาแจกพระไปหรือยัง...คุณยายก็บอกยัง...กำลังฟังสวดและกำลังจะแจกพระ...ถ้าเราจะมาก็เข้ามาเลย...เราก็รับทราบและวางสาย...แต่ดูเวลาก็ไม่แน่ใจเพราะตอนนั้นเราไม่รู้จะต้องใช้เวลาเดินทางเท่าไหร่ ...เพราะเราจะเดินออกไป....


    ตอนเดินลงจากสะพานข้ามคลองก็เห็นป้ายชี้ไปไหว้พระนเรศวรเลยตัดสินใจเดินเข้าไปไหว้ก่อน



    เดินออกจากวัดตอน 16.54 น. แบบไม่รู้จะเดินไปทางไหนดี...แต่ก็จะเดินไปเรื่อยๆ...แม้ตอนซ้อนมอเตอร์ไซด์เข้ามาเหมือนมันจะไกล


    เดินออกมาหน้าวัดริมถนนใหญ่...มีทาง 3 ทาง...ซึ่งไม่ทราบว่าต้องไปทางไหนดี...เพราะตอนซ้อนมอเตอร์ไซด์เข้ามา....เราจำไม่ได้ว่ามาจากทางไหน



    พอลองเดินไปที่มุมที่เหมือน 2 แยกทางฝั่งซ้ายมือ...จะเห็นป้ายชี้ไป "วัดพนัญเชิง"...เราก็เลยเลือกเดินไปทางนั้น


    เดินไปตามถนนเรื่อยๆ....


    ความจริงจะเห็นอาหารปลาสีๆ ที่เป็นข้าวโพดอบกรอบแบบนี้เยอะมาก...นึกถึงที่มีข่าวน้องคนหนึ่งเอามาทำกระทงเป็นรูปหน้าการ์ตูน...ก็เห็นขายอยู่หลายร้านเหมือนกัน


    เดินไปเรื่อยๆ....จะเห็นรถไฟวิ่งผ่านตรงหน้าแบบลิบๆ...ก็คือใกล้จะถึงทางรถไฟแล้วแหละ...รู้สึกว่ามามอเตอร์ไซด์เหมือนไกลนะ...แต่เดินจริงๆ ก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้น


    ตั้งแต่นั่งมอเตอร์ไซด์ผ่านตอนขามา...เราสนใจหัวเสาที่ตั้งเรียงรายริมถนนนะ...พอเดินผ่านตอนกลับก็เลยถ่ายภาพเอาไว้


    เดินมาเรื่อยๆ ตอนประมาณ 17.10 น. ก็มาถึงวินมอเตอร์ไซด์หนึ่ง...เลยลองถามราคาไปสถานีรถไฟ...วินบอก 20 บาท...เลยลองถามถ้าไป "วัดพิชัยสงคราม"...วินก็บอก 20 บาท...เราเลยขอโทรศัพท์ก่อน...ก็โทรหาคุณยายนี่แหละ...เพื่อถามว่าเขาแจกพระไปหรือยัง...ก็รอสายนานมากจนจะวางแล้ว...แต่คุณยายก็รับสาย...เราก็ถามเรื่องแจกพระ...คุณยายก็บอกว่ากำลังจะแจกพระแล้ว...ถ้ามาถึงให้เดินเข้ามาข้างในอย่าอยู่ข้างนอก...เราก็รับทราบ....แล้วบอกวินมอเตอร์ไซด์ไป "วัดพิชัยสงคราม"


    พอข้ามทางรถไฟก็เลี้ยวขวาไปตามทางสู่ "วัดพิชัยสงคราม" และสถานีรถไฟอยุธยา


    17.14 น. ก็มาถึง "วัดพิชัยสงคราม" ค่ารถ 20 บาท


    เดินเข้าไปในวัด...รถก็จอดอยู่หลายคัน...แต่พอเดินไปข้างโบสถ์ที่มีรั้วกั้นไว้ก็เจอคนยืนออกันเต็ม...คือคนเยอะมากที่มารับแจกพระ


    มองเข้าไปในรั้วที่กั้นไว้...คนที่ยืนอยู่รอบโบสถ์ก็เยอะเหมือนกัน


    ที่คุณยายบอกให้เข้าไปด้านในคือเข้าไม่ได้...คนยืนรออยู่เยอะมากที่เข้าไปข้างในไม่ได้



    มีตำรวจเจ้าหน้าที่หรือคนดูแลงานเข้ามาจัดระเบียบว่าควรจะแจกอย่างไรดีให้เรียบร้อย...คนที่ดูแลหรืออาจเป็นคนจัดงานก็ไปยืนปรึกษากันไกลๆ....แต่ก็ได้ยินว่าจะแจกให้คนด้านนอกก่อนแล้วให้ทยอยออกไป...คือก็แอบหวังว่าจะแจกคนข้างนอกก่อนแม้ดูเอาแต่ได้เห็นแก่ตัว...คือถึงมาช้าแต่เราก็อยากได้...แต่เขาก็เหมือนประกาศนะว่าได้ทุกคน...มี 2000 ชิ้น...เราก็มองจำนวนคนทั้งด้านในและด้านนอก...ก็น่าจะถึงหลักพันคนอยู่ล่ะมั้งนะหรือหลายร้อยคนนี่แหละ


    สรุปเขาก็มาปิดประตูกั้นคนด้านในไว้และจะแจกให้คนด้านนอกก่อนเพื่อให้ทยอยออกไป



    แล้วประกาศให้คนข้างนอกที่ยืนกระจัดกระจายให้มายืนเข้าแถว 2 แถว...คนหัวแถวให้ยกมือไว้ว่าแถวไหน...แล้วให้ไปยืนต่อแถวกันเพื่อความเป็นระเบียบ


    ด้านในก็มีคนมาประกาศว่าได้ทุกคน...แจกคนข้างนอกก่อน...มีทั้งหมด 2,000 ชิ้น...


    ยืนรอๆ กัน...ก็มีคนด้านในบางคนออกมาต่อแถวด้านนอก


    สรุปก็เริ่มแจกกันประมาณ 17.28 น. โดยมีการเอานิ้วกดหมึกเป็นหลักฐานว่าได้รับไปแล้วเพื่อไม่ให้มาวนรับแจกซ้ำ...


    ส่วนที่ได้รับแจกไม่เชิงเป็นพระแต่เป็นเหรียญสารพัดดี


    หันไปมองคนที่ต่อแถวด้านนอกก็เยอะพอประมาณ...แต่ว่าแจกกันเร็ว...แป๊ปเดียวก็เสร็จ


    เดินออกจากวัดก็ได้ยินเสียงคนประกาศแบบไม่ต้องแย่งหรือดันกัน....คือได้ทุกคน...มีแอบพูดติดตลกแบบเป็นลมไปอาจจะไม่ได้ก็ได้ประมาณนี้

    เดินออกจากวัดก็เดินกลับไปที่สถานีรถไฟอยุธยา...เพื่อซื้อตั๋วกลับกรุงเทพฯ ก็รอบธรรมดา ราคา 15 บาท...ออกจากสถานีตอน 18.48 น.


    ตอนนั้น 17.42 น. ยังมีเวลาเป็นชั่วโมงก็นึกถึง "วัดเกาะแก้ว" ที่เห็นตอนนั่งมอเตอร์ไซด์ผ่าน...เห็นมีหลวงพ่อทันใจก็เลยจะเดินไปไหว้แล้วกัน...คิดว่าคงทันเวลากลับมาขึ้นรถไฟทัน...ก็ออกเดินไปตามทาง


    เดินผ่าน "วัดพิชัยสงคราม" อีกรอบ...อยากแว๊บไปรับแจกอีกแต่คงไม่ได้เพราะมีรอยหมึกที่มือ...


    เดินมาจนถึงทางแยกที่มีไปทางซ้าย - ตรงไป - ขวา...ก็ยืนอยู่ตรงนั้นแบบไม่รู้ไปทางไหนดี...เมื่อกี้นั่งมอเตอร์ไซด์มาก็จริงแต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าตรงไปหรือทางขวา...ไม่แน่ใจแต่เหมือนทางขวามีทางไปอยู่ถ้าเลี้ยวจากตรงหัวมุม...ก็เลยลองเดินไปทางขวา



    พอเดินไปทางขวาจะเจอทางโค้งเลี้ยวใต้สะพานถึงรู้ว่าผิดทางเพราะความจริงต้องตรงไป


    ตอนเดินผ่านมีคนยืนตกปลาอยู่....ก็ไม่ได้สนใจและไม่แน่ใจจะตกปลาได้มั้ย...แต่ปรากฏเขาตกปลาได้เอามาใส่ถัง...ปลาตัวไม่ใหญ่มาก...แต่ตอนเห็นปลาถ่ายภาพไม่ทัน


    เดินเลี้ยวอ้อมใต้สะพานแล้วเดินกลับไปทางเดิม...พอมาถึงตัวมุมก็เจอป้ายบอกทางไป "วัดเกาะแก้ว"...ซึ่งถ้ายืนจากฝั่งตรงข้ามเมื่อกี้จะไม่เห็นเพราะไกล...ดูเวลา 17.55 น. ก็คือยังพอมีเวลา


    เดินไปแค่ประมาณ 1 นาทีก็เดินมาถึง "วัดกล้วย"....แต่มองเข้าไปก็เหมือนวัดธรรมดาทั่วไปและไม่มีเวลาแวะเพราะ "วัดเกาะแก้ว" ไม่รู้ต้องเดินอีกไกลและใช้เวลาแค่ไหน...กลัวเดินกลับมาขึ้นรถไฟไม่ทัน


    เดินต่อไปตามถนนเรื่อยๆ...แต่ก็ยังไม่เห็นป้ายบอกชื่อ "วัดเกาะแก้ว"...แต่ตอนนั่งมอเตอร์ไซด์ผ่านเหมือนระยะทางเดินได้...แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอีกไกลแค่ไหน


    18.02 น. ก็มองเห็นป้าย "วัดเกาะแก้ว" อยู่ลิบๆ....


    เดินอีก 2 นาทีก็มาถึงทางเข้าวัด...มีป้ายใหญ่อยู่ทางด้านหน้า


    แต่ก่อนจะเดินเข้าวัด...ถ้ามองไปทางซ้ายจะเห็นซากสิ่งก่อสร้างแบบโบราณ...ก็เลยเดินไปดู...ปรากฏด้านในก็มีองค์พระพุทธรูปสีขาวตั้งอยู่


    ตอนเดินมาก็ดูเวลารู้ว่า 6 โมงเย็นแล้วก็ไม่แน่ใจว่าวัดปิดหรือยัง...แต่เดินเข้าไปก็ยังเห็นประตูเปิดอยู่เลยเดินเข้าไปด้านใน


    ตอนเดินเข้าไปก็ได้ยินแม่ค้าแถวนั้นเหมือนถามกันเองว่าทำไมไม่ปิดประตูวัด...ก็มีคนหนึ่งเหมือนเป็นคนดูแลวัดหรือใครสักคนในวัดบอกปิดไม่ได้...ในความเข้าใจเหมือนทำไมยังมีคนมาอีก....แต่ในใจเราคือยังไม่ปิดดีแล้ว...ไม่ใช่เดินมาตั้งไกลแล้วมาเจอวัดปิดแล้วก็คงไม่ใช่...ก็ดีแล้วยังไม่ปิดประตูวัดอ่ะ


    เดินเข้าไปไหว้พระประธาน...ขอพร....อยากจะลองเสี่ยงเซียมซีแต่หาคำทำนายไม่เจอ...ลองถามคุณยายที่อยู่แถวนั้น...เขาก็บอกว่าคำทำนายอยู่ด้านล่าง...ตอนนั้น 18.11 น. คือต้องรีบเดินกลับสถานีรถไฟแล้ว...ก็เลยไม่ได้เสี่ยงเซียมซี...เพราะถ้าผลออกมาไม่ดี...เราต้องเสี่ยงวน...ดังนั้นไม่เสี่ยงดีกว่า


    ความจริงมีตำหนักพระเจ้าตากสินด้วย...ตอนแรกคิดว่าคือในศาลาที่เห็น....แต่พอเดินเข้าไปคือองค์พระนเรศวร...คือไม่มีเวลาไปตำหนักพระเจ้าตากสินแล้ว...ก็ไหว้แค่องค์พระนเรศวรเท่านั้น



    ทางฝั่งซ้ายมือของศาลาพระนเรศวรจะมีอีกศาลาที่มีองค์พระและเห็นมีคำทำนายเซียมซีอยู่...แต่ตอนนั้น 18.13 น. แล้ว....ไม่มีเวลาเดินเข้าไปอีก...เพราะต้องเดินกลับ...ก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ได้


    ตอนเดินออกมา...สงสัยตั้งแต่ตอนเดินเข้ามา...ว่าทางฝั่งซ้ายมือเหมือนเห็นเจดีย์อะไรอยู่...แต่ไม่ได้เดินเข้าไปดูเพราะจะไปไหว้พระประธานก่อน...ตอนเดินออกเลยลองเดินไปดูเพราะไม่รู้จะได้กลับมาวัดนี้อีกมั้ย....แต่มันมืดแล้วก็เลยมองไม่เห็นอะไรเท่าไหร่...แต่ก็เห็นยอดเจดีย์เล็กๆ ในความมืดแค่นั้น


    หมาแถวนั้นดุมาก...ตอนเดินมาดูเจดีย์...ก็วิ่งไล่เห่าตรงเข้ามา...ตัวแรกมา...ตัว 2 ตาม...กลัวโดนกัดมากเพราะไม่อยากไปฉีดยาแก้พิษสุนัขบ้ามาก....กรีดร้องแล้วตรงไปหาแม่ค้าแถวนั้น...เขาก็บอกอย่าวิ่ง...ตอนแรกคิดว่าบอกหมา...แต่ความจริงบอกเรา...แต่เหมือนตอนเราเดินออกไป...เหมือนแม่ค้าชมหมาว่าทำดีมาก...แต่ไม่รู้พูดถึงอะไร....

    เดินย้อนกลับไปทางเก่าแบบรีบๆ เพราะอยากไปให้ถึงสถานีรถไฟทันเวลา...ตอนนั้นประมาณ 18.15 น. ไม่แน่ใจต้องใช้เวลาเดินกลับไปนานเท่าไหร่...ตอนแรกว่าจะไปไหว้ "ศาลเล่าแป๊ะกง"...แต่ไม่ทัน


    18.29 น. ก็กลับมาถึงสถานีรถไฟ...อีกเกือบ 20 นาที..รถไฟถึงเข้าสู่สถานี


    มีคนยืนรอ - นั่งรถอยู่บริเวณรางรถไฟมากมาย


    เดินเตร่รอบๆ สถานี...ความจริงมีร้านอาหารในสถานีรถไฟด้วย...แต่ดูจากข้างนอกน่าจะแพง


    เดินเตร่ไปมา...ก็มีรถไฟเข้ามาชานชาลาที่ 1 เลยข้ามไปถ่ายภาพจากอีกด้านบ้าง...และจะได้เดินข้ามไปชานชาลาที่ 3 เลย



    18.43 น. รถไฟก็แล่นเข้าสู่สถานีรถไฟ


    ถ้าขึ้นรถไฟได้ก่อนก็อาจได้ที่นั่ง...พอรถไฟจอดก็พยายามไปยืนหน้าๆ ประตู...คนก็เยอะอยู่ที่ยืน


    20.38 น. ก็มาถึงสถานีหัวลำโพง


    ครั้งที่แล้วกลับมารถไฟขบวนนี้แต่พอมารอรถเมล์ 113...คือไม่มีเลยต้องไปรอ 73 ที่แถว MRT ซึ่งไปติดที่สยามและลาดพร้าวนานมาก....วันนี้เลยลองไปรอ 113 ปรากฏฟลุ๊คที่รอไม่นาน...รถเมล์ก็มา...ก็ถือว่าดีไปเพราะ 113 จะถึงบ้านเร็วกว่า


    ถึงบ้านตอน 22.10 น. จากครั้งที่แล้วประมาณเที่ยงคืน...จบไปอีกวัน
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in