เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
BENJAMINgiftmeme
Moon
  • เบนไม่เจอหน้าเธอมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว ตอนเช้าเปิดประตูออกมาไม่เจอหญิงสาวห้องตรงข้ามกำลังก้าวออกมาพร้อมกันเหมือนเคย ร้านกาแฟไร้เงาเธออยู่หลังเคาน์เตอร์ ไม่มีอเมริกาโนร้อนรออยู่บนโต๊ะ ม้านั่งในสวนสาธารณะว่างเปล่า แกรี่ไม่รู้จะอ้อนขอเศษผักกาดและแฮมในแซนด์วิชจากใคร เขาแสร้งทำเป็นยืนสูบบุหรี่อยู่หลังอพาร์ตเมนต์เหมือนตอนพวกเขาเจอกันครั้งแรก เผื่อเธอจะเดินผ่านมา แต่ว่าเธอก็ไม่

    “โทรหาเธอสิ” อลัน เพื่อนนักเขียนของเขาบอก ความจริงแล้วเบนไม่อยากจะเล่าเรื่องเธอให้ใครอื่นฟัง ราวกับว่าเขาสามารถรั้งเธอไว้ในเรื่องเล่าของตัวเองได้แต่เพียงผู้เดียว แต่อลันเป็นเพื่อนเก่าแก่ ที่สำคัญเขาดันเป็นผู้เล่าเรื่องให้ทุกรูปภาพของเบนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นเขาจึงยักไหล่ บอกตัวเองว่าช่างปะไรเมื่ออีกฝ่ายถามว่าทำไมเขาถึงได้ดูซังกะตายถึงเพียงนี้ “นายนี่มันช่างสิ้นหวังจริง ๆ” อลันถอนใจพลางส่ายหน้า เมื่อเบนตอบไปว่าเขาไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของเธอ ไม่มีอีเมล์ ไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่มีอะไรเลยนอกจากที่อยู่ที่เหมือนกับเขาทุกประการยกเว้นเพียงเลขหนึ่งหลัก เขาเคาะประตูแล้ว แต่ไม่มีเสียงตอบรับ – เขาคงสิ้นหวังอย่างที่เพื่อนสนิทว่าจริง ๆ

    “ถ้าคุณไม่ได้โรแมนติกอย่างร้ายกาจ คุณก็เป็นคนโง่อย่างเหลือเชื่อ” เจสสิก้าเลื่อนแก้ววิสกี้ให้เขา เบนหัวเราะหึ นึกสงสัยว่าบาร์เทนเดอร์พูดตรงและมองคนทะลุปรุโปร่งอย่างเธอทุกคนเลยหรือเปล่า เขาไม่ได้ตั้งใจเล่าให้เธอฟัง ส่วนเธอก็ไม่ได้คาดคั้น แต่คำพูดและความลับเลื่อนไหลอย่างเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับเหล้าในแก้ว เขารับมันเข้าไปและมอบบางอย่างกลับคืน “คุณจะคาดหวังอะไรจากเธอได้ เธอเป็นของคุณก็แค่ในความคิด” บาร์เทนเดอร์ว่า “หรือจริง ๆ แล้ว แม้แต่ในความคิด คุณก็ไม่ได้คิดว่าเธอเป็นของคุณสักหน่อย" เธอเลี้ยงเหล้าแก้วสุดท้าย และทิ้งเขาไว้เดียวดายบนเก้าอี้ รสชาติวิสกี้ขมปร่าในปาก – เบนเจ็บใจที่เธอพูดถูกทุกประการ

    เมื่อนึกถึงเธอ เบนมักนึกภาพห้องของเธอที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งเป็นดวงจันทร์ บางครั้งโถงทางเดินที่คั่นกลางเป็นเหมือนแถบดาวเคราะห์น้อยที่เขาต้องฝ่าไปด้วยความยากลำบาก แต่บางครั้งเขาก็ลอยคว้างไปอีกฟากอย่างง่ายดาย เท้าของเขาแตะลงบนพื้นอย่างเก้ๆ กังๆ เดินหลบหลีกไปมาเพื่อสำรวจพื้นที่ขรุขระ (หรือพูดให้ถูกคือรกรุงรัง) ระวังไม่ให้ทิ้งรอยเท้าเอาไว้ซึ่งดูจะเป็นไปไม่ได้ เบนไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านักบินอวกาศที่ร่อนยานลงจอดบนดวงจันทร์ เขาอาจปักธงงามสง่าว่าเคยมาเยือนที่นี่ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้เป็นเจ้าของที่นั่น มีแต่มนุษย์โลกหน้าโง่เท่านั้นที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของดวงจันทร์ แม้ว่าโลกจะดูสวยแค่ไหนเมื่อมองจากบนนั้น แต่เขาก็ต้องกลับลงมา – นอนเพ้อฝันถึงการท่องไปภายใต้แรงโน้มถ่วง 1.62 เมตรต่อวินาทียกกำลังสองจนเขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองเคยไปที่นั่นจริงๆ หรือไม่ หรือทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตาเหมือนที่ผู้คนสงสัยโครงการอพอลโล 11 จนถึงทุกวันนี้

    “ถ้านายพูดได้อย่างที่คิดก็คงดี” อลันตบบ่าเขาเบาๆ “จริงๆ นะ ปัญหาของนายคือคิดมากเกินไป รู้สึกมากเกินไป ฉันรู้ว่ามันพูดยาก แต่ไม่รู้สิ อะไรอาจจะง่ายขึ้นถ้านายเปิดปากพูด” แน่นอนว่าเบนเปิดปากเถียงเขาก่อนเป็นอย่างแรก “แล้วถ้าไม่ละ” เบนดื้อ อลันถอนหายใจยาวๆ ใส่เขาอีกรอบ “อย่างน้อยนายก็ได้พูด ฉันไม่ได้บอกนะว่านายจะไม่เป็นไอ้ทึ่ม แต่ก็อาจจะเป็นไอ้ทึ่มที่ขี้ขลาดน้อยลง” ว่าแล้วนักเขียนหนุ่มก็คว้าหมวกเฟโดร่ามาสวมศีรษะก่อนเดินจากไป เบนส่งเสียงหึ หมั่นไส้ที่หมอนั่นรู้เสมอว่าจะเดินหันหลังออกจากฉากไปให้เท่บาดใจอย่างไร

    อาทิตย์ถัดมา เขาเจอหน้าเธอครั้งแรกเมื่อแกรี่วิ่งโผเข้าหาหญิงสาวที่กำลังไขกุญแจเข้าห้องอยู่พอดี เรย์สภาพดูไม่จืด เส้นผมสีน้ำตาลหลุดจากยางรัดผมมาล้อมรอบใบหน้าที่ฉายแววเหนื่อยล้าสุดขีด “เฮ้” เบนเอ่ยทัก “เฮ้” เรย์ตอบ ย่อตัวลงเพื่อลูบหัวเจ้าหมาอย่างใจดี และในช่วงเวลานั้น เบนเห็นภาพตัวเองกระโจนลงจากยาน กึ่งวิ่งกึ่งลอยไปบนพื้นฝุ่นสีเทาที่ซึ่งหญิงสาวจากดวงจันทร์ยืนมองเขาอย่างสงสัยใคร่รู้ “ผมชอบเธอนะ” เขาพูดออกไปอย่างง่ายดายเหลือเชื่อ เพราะคงไม่มีคำพูดใดเรียบง่ายเสียจนซับซ้อนขนาดนี้อีกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

    เรย์ยิ้ม ตัดสินใจนั่งพิงประตูห้องขณะที่แกรี่ปีนป่ายตัวเธออย่างดีใจ กลายเป็นเบนเองที่ยืนเด๋อด๋าอยู่ตรงนั้นจนเธอต้องบอกว่า “นั่งสิคุณ” แล้วเขาก็นั่งลงข้างๆ เธอแทบจะทันทีทันใด คุณป้ามาร์กาเร็ตจากชั้นสามเดินผ่านพวกเขาไปช้า ๆ พลางส่ายหน้าไปด้วย

    เรย์ระเบิดเสียงหัวเราะเมื่อเธอเดินลับสายตาไป – แล้วนักบินอวกาศก็เข้าใจใหม่ว่าแท้จริงแล้วโลกอาจจะเป็นบริวารของดวงจันทร์

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ViscariaP (@ViscariaP)
โอ้ย ชอบตอนนี้มากเลยค่ะ ชอบการเปรียบเทียบ ฮรอล