LIVING IN CEBU (?)Sutthida Stkt
แปลกที่ แปลกถิ่น แปลกหน้า
  • หลังจากที่จูนตะบี้ตะบันทำงาน 7 วัน ต่อเนื่อง ไม่มีวันหยุดพัก จิตใจก็เริ่มประท้วงกับตัวเองว่า อิห่า นี่มึงมาฝึกงานไกลถึงฟิลิปปินส์ จะมานั่งแกร่วอยู่แต่ในออฟฟิศไม่ได้นะโว้ยยยย .. แต่ก็ได้แต่ก้มหน้าทำงานต่อไป เพราะวันจันทร์มันเพิ่งเริ่มต้น 
    ทุกๆวันจันทร์ จูนมักจะภาวนาให้ ตารางสัปดาห์นี้ไม่มีเวรของจูน และภาวนาให้ตารางรับนักเรียนที่สนามบินของจูน สิ้นสุดภายในวันใดวันหนึ่ง ขอมีวันพักผ่อนที่ออกไปไหนทั้งวันได้สักวันเถอะ กราบ . 
    จนเมื่อผู้จัดการเอ่ยปากว่า "จูนๆ อยากรับเด็กวันไหนให้เลือก" 
    จูน "เอาวันนี้เลยค่ะ วันอาทิตย์หนูจะได้พัก" 
    "จัดไป" 

    หลังจากได้เลือกวันทำงาน(ปกติผู้จัดการไม่ให้เลือก) ก็แพลนเที่ยวยาวววว (อิห่านี่ ไม่ทำงานทำการ : ผู้จัดการ) 

    ก็เลือกมาที่หลักๆที่ยังไม่เคยไปในเซบู 
    จูนเลือกมา เพียงที่เดียวคือ วัดจีนที่อยู่บนเขา Taoist temple of cebu 
    ที่จูนเลือกเพราะพูดตรงๆว่า ความดัง ทุกคนควรไปมันขึ้นชื่อเรคคอมเมน 
    แต่ก็รู้สึกว่า ยังไงมันน่าจะสู้ เล่งเน่ยยี่ที่บ้านเราไม่ได้ก็ตาม แต่อย่างน้อยไปๆให้มันรู้ว่ามันต่างกันตรงไหน และจูนคิดจะปิดท้ายวันด้วยการไปเดินห้างสักนิดสักหน่อย เท่ๆ 

    จูนโบกแท๊กซี่ไปเลย เพราะคำนวณจากระยะทางแล้ว นั่งจิ๊ฟนี่ไป น่าจะร้อนตายก่อนถึงวัด บอกโชเฟอร์ปุ๊บ พาไปปั๊บ และระหว่างทางก็เปิดฉากสนทนาเหมือนกับคันอื่นๆ เช่น "แต่งงานรึยัง" "มีแฟนกี่คน" "สนใจคนฟิลิปปินส์มั่งรึป่าว" "สนใจแต่ผู้ชายประเทศเดียวกันสินะ" บลาๆๆๆ จนเริ่มรู้สึกว่า นี่มึงไทร์อินตัวเองให้กูป่ะเนี่ย 

    พี่แท๊กซี่ถามจนเรามาถึงวัด  
    วัดตั้งอยู่บนเขา ทำให้เรามองเห็นวิวได้อย่างเต็มที่ (แต่ลืมถ่ายรูปวิวมา) 
    แต่อากาศก็ค่อนข้างร้อน 

    ตามคาดวัดนี้ไม่สวยเท่าเล่งเน่ยยี่ แต่อย่างน้อยก็รู้สึกเหมือนใกล้บ้านมากขึ้น เพราะฟิลิปปินส์มีแต่โบสถ์ คนพุทธอย่างเราไม่อินจริงๆ 

    รูปที่ถ่าย ถ่ายด้วยโกโปร เนื่องจากจูนไปเที่ยวคนเดียว ไม่มีใครมาถ่ายให้ ฮือ



    แต่คนเราอ่าเนอะ ใครจะมานั่งเซลฟี่ตลอดเวลา ไม่ใช่คนหลงตัวเองขนาดนั้นนะเว่ย 
    จูนจึงไปขอความช่วยเหลือ จากชาวฟิลิปปิโน่ เป็นผู้หญิง 2 คน เขาก็ถามไถ่ตามประสาชาวต่างชาติ ว่ามาจากประเทศไหน มาทำอะไร อยู่นานแค่ไหน ชอบกินเลย์รสอะไร และ ชอบรัฐบาลไหนมากกว่ากัน (โดนปรับทัศนคติโดยท่านผู้นำ..) 

    และเขาถามว่า หลังจากนี้ จะไปเที่ยวไหน .. 
    จูนก็ตอบว่าเดี๋ยวไปห้าง ไม่มีไรทำ 
    เขาเลยชวนจูนไป Temple of Leah ......... 
    เลยตอบอย่างคนต่อมความเกรงใจบกพร่อง "ไป!!!!!!!!!"

    นอกจากจะเป็นคนไม่ขี้เกรงใจแล้ว มึงยังกล้าไว้ใจคนที่เจอกัน 2 นาทีเนี่ยนะ แต่ก็นั่นแหละไปชิวๆ มันไม่ทำหรอก มั้ง ... 
     
    พี่ผู้หญิง 2 คน เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ คนนึงชื่อ เอลา อีกคนชื่อ ลีน 
    เขาบอกว่า จากวัดจีนไปไม่ไกล ก็เชื่อเขา ปรากฎแม่งพากูขับวนภูเขาไป 2 ลูก ตอนแรกเริ่มคิดว่า แม่งจะหลอกกูมาฆ่ารึป่าว แต่สุดท้าย ก็มาถึง 
    สวยแต่ร้อนมาก เสียค่าเข้า 50 เปโซ ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 40 บาท 
    เขายังสร้างไม่เสร็จค่ะ เสร็จแค่ตรงที่เห็นนี่แหละ .. (บ้านกูก็ยังคงเรียกมึงว่าไม่เสร็จเหมือนเดิมนี่แหละ) 
    จากที่นี่มองลงไปจะเห็นเมืองเซบูทั้งเมืองเลยค่ะ

    เลือกไม่ออกเลยว่าเมืองหรือหน้าที่ใหญ่กว่ากัน 

    จริงๆก่อนมารู้สึกคาดหวังกับที่นี่ไว้มากนะ เพราะในรูปค่อนข้างสวย แต่พอมาถึงแล้ว มันก็แกร่วๆหน่อย เป็นคนพุทธอีก ไม่อินกับ ความเป็นคริสต์ 
    แต่ตามตำนาน เขากล่าวกันว่า ที่นี่เป็นของนาย A (นามสมมุติ ไม่รู้จักชื่อ) ซึ่งสร้างให้ภรรยา ชื่อนาง B (นามสมมุติเช่นกัน) แต่ยังไงก็ไม่อินอยู่ดีแหละ มาตามคำบอกเล่า

    หลังจากเที่ยวชมวัดจนเต็มอิ่ม เขาก็ชวนไปต่อ บนเขาอีก (มึงยังไม่บนพออีกหรอ) 
    ก็ไปกับเขาอีกนะ ยังเชื่อเขาอยู่ นั่งมอไซด์ขึ้นไปบนเขาเลยค่ะ อย่างชัน ใส่กระโปรงอีกค่ะ จะตกเขาตายรึป่าวก็ไม่รู้ 


    พอขึ้นไปถึงบนเขาเท่านั้นแหละ วิวแม่งเหมือนที่วัดเป๊ะ (กูมาทำไม) 

    แต่อย่างน้อยบนเขาก็มีไม้กางเขนเท่ๆไว้ให้ชม (เจ๊กระเป๋าแดงนี่แหละที่หลอกมาด้วย / มึงเองมั้ยที่ใจง่าย) 

    หลังจากนั้น เราก็นั่งมอไซด์ลงเหมือนเดิม โดยวิวรอบข้างก็จะเป็นบ้านบนดอย 
    จากนั้นจูนก็โบกมือลาผู้ร่วมทริปทั้งสอง 

    จริงๆจูนเป็นพวกชอบเที่ยวคนเดียว เพราะเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง และข้อดีอีกอย่างคือ เราสามารถเปิดรับเพื่อนใหม่ได้เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน 

    การเดินทางนั้น ถ้าเปรียบเหมือนชีวิตมันก็คง ...... (มึงจะเท่ทำไม?)
    ปล.คนฟิลิปปินส์ชอบมาริโอ้ เมาเล่อร์ มากกกก คือถ้าเขารู้ว่ามึงมาจากเมืองไทยเมื่อไหร่ มึงต้องเตรียมตอบคำถามเลือกมาริโอ้ไว้ได้เลย .. สองคนนี้ก็เช่นกัน  
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in