Music is MagicPatstylez
แปลเพลง : Twenty One Pilots - Holding On To You


  • Song Title : Holding On To You
    Artist : Twenty One Pilots
    Album : Vessel

    Talk
    สวัสดีค่า มาแปลเพลงของวงนี้อีกแล้ว รู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าลัทธิบางอย่างเลย 555555555555555 (Clique or cult คำตอบคือถูกทั้งคู่)  เพลงนี้เป็นเพลงที่เราชอบมากที่สุดในอัลบั้ม Vessel เลยค่ะ 
    ถึงแม้เราจะไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกับไทเลอร์ แต่ก็ชอบความหมายที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสวยงามมากๆ แล้วก็รู้สึกว่าเราสามารถระลึกถึงบุคคลอื่นที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของเราได้เหมือนกัน 

    (เคยดูวิดีโออันนึง เขาสัมภาษณ์แฟนคลับที่สิงคโปร์หรือฟิลิปปินส์อันนี้ไม่แน่ใจนะคะ แต่จำได้ว่าแฟนคลับคนนั้นพูดประมาณว่า สำหรับเขาแล้ว ไทเลอร์กับจอชนี่แหล่ะค่ะคือคนที่เขา holding on to ซึ่งเราประทับใจมากก)

    ------------------------------------------------------------------

    I'm taking over my body,
    Back in control, no more shotty,
    I bet a lot of me was lost,
    Ts uncrossed and Is undotted,
    I fought it a lot and it seems a lot like flesh is all I got,
    Not anymore, flesh out the door, SWAT!

    ผมกำลังกลับไปทวงสิทธิ์ร่างกายของผมคืน
    คืนสู่การบัญชาการ พอแล้วกับความโหลยโท่ย
    เดิมพันได้เลยว่าผมคงเสียตัวตนไปเยอะ
    เหมือนตัว t ที่ลืมขีด และตัว i ที่ลืมจุด
    ผมต่อสู้มามาก จนมันเหมือนทั้งหมดที่เหลือก็มีแค่ร่างกาย
    ไม่อีกต่อไปแล้ว พอกันที SWAT!

    (ท่อนแรกมาก็ปวดหัวเลยค่ะว่าจะเรียบเรียงความหมายยังไง 555555 ตามที่เราเข้าใจน่าจะหมายถึง เวลาที่เราจมอยู่กับห้วงความคิดลบๆ มันก็เหมือนปล่อยให้ร่างกายนี้ถูกครอบงำ และหลายๆครั้ง เราก็จะสูญเสียความเป็นตัวเองไปค่ะ แล้วก็ไปหาข้อมูลในจีเนียสมาเพิ่ม เขาวิเคราะห์กันว่าอาจอ้างอิงไปถึงไบเบิ้ลที่กล่าวถึงการต่อสู้กับความปรารถนาทางโลกได้ค่ะ)

    I must've forgot, you can't trust me,
    I'm open a moment and close when you show it,
    Before you know it, I'm lost at sea,
    And now that I write and think about it,
    And the story unfolds,
    You should take my life,
    You should take my soul.

    ผมคงลืมไปหน่อยว่าคุณน่ะเชื่อใจผมไม่ได้หรอก
    เปิดใจแค่เดี๋ยวเดียวแล้วก็ปิดลง
    กว่าคุณจะรู้ตัว ผมก็ล่องลอยไปเสียแล้ว
    และในตอนนี้ที่ผมเขียนและคิดทบทวน
    กับเรื่องราวต่างๆที่คลี่คลายออก
    พระองค์น่าจะนำชีวิตของลูกไปนะ
    พระองค์น่าจะนำวิญญาณของลูกไป

    (ตรงนี้เราตีความได้ 2 อย่างค่ะ อย่างแรกคือ

    1. เวลาที่คนอื่นมาถามสารทุกข์สุขดิบเราตามมารยาท โดยที่ไม่ได้ใส่ใจจริงๆว่าเราเป็นยังไง เราก็ต้องตอบไปว่าสบายดีทั้งๆที่ความจริงนั้นไม่ใช่เลย ซึ่งไทเลอร์ก็ทำเช่นเดียวกันค่ะ

    2. เราไปอ่านและฟังคลิปเกี่ยวกับการอธิษฐานรับเชื่อของศาสนาคริสต์มาค่ะ ในการอธิษฐานนั้นมีประโยคเกี่ยวกับการเปิดประตูใจต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เข้าไปในชีวิต รวมถึงครอบครองและเป็นไปตามแนวทางของพระองค์ค่ะ ดังนั้นตรงนี้ก็อาจหมายถึง เวลาที่จิตใจของไทเลอร์ล่องลอยไปในความมืด เมื่อมาทบทวนดูแล้ว ไทเลอร์ก็ยังมีศรัทธา และได้รับองค์พระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดค่ะ)

    You are surrounding all my surroundings,
    Sounding down the mountain range of my left-side brain,
    You are surrounding all my surroundings,
    Twisting the kaleidoscope behind both of my eyes.

    พระองค์นั้นคอยอยู่เคียงข้างกับทุกสิ่งทุกอย่างที่รายล้อมลูก
    สร้างเสียงสะท้อนกังวาลในสมองซีกซ้าย
    พระองค์นั้นคอยอยู่เคียงข้างกับทุกสิ่งทุกอย่างที่รายล้อมลูก
    บิดกล้องสลับลาย ภายใต้ดวงตาทั้งสอง

    (ตรงนี้ต้องขอยกเกือบทั้งประโยคที่มีคนวิเคราะห์ไว้ในจีเนียสมาเลยนะคะ เขาวิเคราะห์กันไว้ว่า ถ้าพูดถึงภูเขา หนึ่งในสิ่งที่คนเรามักจะนึกถึงก็คือเสียงสะท้อนใช่ไหมคะ ดังนั้นท่อนนี้อาจสื่อถึงความเชื่อของไทเลอร์ที่มีต่อพระเจ้า ดั่งคำสอนที่สะท้อนไปมาในจิตใจค่ะ นอกจากนี้สมองซีกซ้ายยังเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุผล คำสอนของศาสนาจึงส่งผลต่อการตัดสินใจของไทเลอร์ ส่วนกล้องสลับลาย ตอนเด็กๆเคยทำส่งคุณครูกันไหมคะ ในตัวกล้องซึ่งทำจากกระจกสะท้อน เราจะใส่ลูกปัดสีๆลงไป แล้วเมื่อมองผ่านปลายด้านหนึ่งและหมุนตัวกล้อง เราก็จะได้ภาพสะท้อนที่ต่างกันออกไปค่ะ ดังนั้นตรงนี้จึงอาจหมายถึง ความศรัทธาต่อศาสนาของไทเลอร์ก็ส่งผลต่อมุมมองของไทเลอร์เช่นกันค่ะ)

    And I'll be holding on to you

    และลูกจะยังคงยึดมั่นในพระองค์

    Remember the moment
    You know exactly where you're going,
    'Cause the next moment before you know it
    Time is slowing and it's frozen still,
    And the window sill looks really nice, right?
    You think twice about your life,
    It probably happens at night, Right?

    ระลึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นเอาไว้นะ
    ตอนที่คุณรู้อย่างแน่ใจว่ากำลังไปที่ไหน
    เพราะในช่วงเวลาต่อมา ก่อนที่คุณจะรู้ตัว
    เวลาก็เดินช้าลงและหยุดนิ่งไปเสียแล้ว
    มองว่าขอบหน้าต่างมันช่างดูดีเหลือเกินใช่ไหม
    พิจารณาชีวิตของตัวเองวนไปวนมา
    สิ่งเหล่านี้คงเกิดขึ้นในยามราตรีใช่ไหมล่ะ

    (ท่อนนี้เตือนให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขและมีสติเอาไว้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราจมปลักอยู่กับความทุกข์ เวลาก็จะเหมือนเดินช้าลงจนหยุดอยู่กับที่ ตรงข้ามกับช่วงเวลาแห่งความสุขที่มักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราอาจรู้สึกเหมือนความทุกข์นี้ไม่มีวันหายไป จนทางออกเดียวที่ถูกบีบให้เหลืออยู่ก็คือจบชีวิตนี้ลง และส่วนมาก เคยสังเกตกันไหมคะ เรามักจะอ่อนไหวและคิดฟุ้งซ่านมากขึ้นในเวลากลางคืน เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เกิดความเงียบสงัด เหลือแค่ตัวเรากับเสียงของความคิดในหัวเราเองค่ะ)

    Fight it!
    Take the pain, ignite it,
    Tie a noose around your mind
    Loose enough to breathe fine
    And tie it to a tree tell it,
    "You belong to me, this ain't a noose,
    This is a leash and I have news for you
    You must obey me!!"

    ต่อสู้สิ!
    รับความเจ็บปวดนั้นมาจุดฉนวน
    คล้องบ่วงเอาไว้รอบจิตใจตน
    หลวมแค่พอให้หายใจออก
    แขวนเชือกนั้นไว้กับต้นไม้แล้วบอกสิ
    "แกเป็นของฉัน นี่มันไม่ใช่แค่บ่วง
    แต่มันคือสายจูง และจงฟังให้ดี
    แกต้องรับคำสั่งของฉัน!!"

    (ท่อนก่อนหน้านี้พูดถึงการคิดจบชีวิตของตนด้วยวิธีการหนึ่ง ส่วนท่อนนี้ให้เปลี่ยนเชือกที่คิดจะคล้องไว้ที่คอนั้น มาคล้องไว้ที่ใจ เพื่อควบคุมมันดีกว่าปล่อยให้มันเป็นฝ่ายควบคุมเราค่ะ)

    You are surrounding all my surroundings,
    Sounding down the mountain range of my left-side brain,
    You are surrounding all my surroundings,
    Twisting the kaleidoscope behind both of my eyes.

    พระองค์นั้นคอยอยู่เคียงข้างกับทุกสิ่งทุกอย่างที่รายล้อมลูก
    สร้างเสียงสะท้อนกังวาลในสมองซีกซ้าย
    พระองค์นั้นคอยอยู่เคียงข้างกับทุกสิ่งทุกอย่างที่รายล้อมลูก
    บิดกล้องสลับลาย ภายใต้ดวงตาทั้งสอง

    Entertain my faith.

    โปรดเมตตาสนองความศรัทธาของลูก

    Lean with it, rock with it,
    When we gonna stop with it,
    Lyrics that mean nothing,
    We were gifted with thought,
    Is it time to move our feet
    To an introspective beat,
    It ain't the speakers that bump hearts,
    It's our hearts that make the beat.

    เอนกายไปกับมัน โยกกายไปกับมัน
    เมื่อไหร่เราจะหยุดกันสักทีนะ
    กับเนื้อเพลงที่ไม่มีความหมาย
    ทั้งที่เราต่างก็ได้รับความคิดมาเป็นรางวัล
    ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเต้น
    ไปกับห้วงทำนองอันมีความหมาย
    ลำโพงมันไม่ได้สร้างจังหวะการเต้นของหัวใจหรอกนะ
    มันคือหัวใจของเราต่างหากที่สร้างทำนอง

    And I'll be holding on to you.

    และลูกจะยังคงยึดมั่นในพระองค์

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
mxkq (@itsmika)
ชอบสำนวนการแปลมากค่ะ แง ;___; keep up the good work!
Patstylez (@patstylez)
@itsmika ขอบคุณมากๆเลยนะคะ Y w Y)/ <333333