SF | ambrosialzd__gim
Jelly
  • Jelly – รสเยลลี่



    คำเตือน ; AU Thai ในรสชาตินี้ Setting ไทยทั้งหมดนะคะ เอ็นจอยค่ะ <3



    ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ..แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศไทยวันนี้..ในเขตพื้นที่เฝ้าระวังยังคงเป็น..



    เสียงผู้สื่อข่าวแถลงการณ์เรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของไวรัสโควิด 19 ดังคลออยู่เป็นระยะ---ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กที่มืดสลัว มีเพียงแสงสีขาวจากหน้าจอโทรทัศน์แอลอีดีที่กำลังฉายอยู่สาดแสงกระจายไปทั่วทั้งห้องนั่งเล่น ปรากฏสภาพภายในห้องที่แสนจะรกรุงรังด้วยกระป๋องเบียร์ ห่อขนมขบเคี้ยว ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้องที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสีขาวแทบทั้งหมด



    ทางด้านหนึ่งของโซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์ ฝ่าเท้าใหญ่ของชายหนุ่มคนหนึ่งวางพาดบนขอบโซฟาและกำลังกระดิกไปมา ราวกับบุคคคลนั้นกำลังใช้ความคิดหรือความตั้งใจกับอะไรบางอย่าง ด้วยขนาดของฝ่าเท้าและความยาวที่เลยขอบโซฟาออกมานั้นเอง แทบไม่ต้องคาดเดาเลยว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่มีขนาดตัวสูงใหญ่เป็นแน่ เรือนผมสีขาวยาวสยายอยู่บนผนักวางแขนที่เขากำลังนอนหนุนอยู่ นิ้วมือเรียวยาวกำลังหมุนดินสอขณะที่มืออีกข้างถือสมุดเล่มเล็กไว้ตรงหน้า แนวคิ้วสวยรับกับดวงตาสีฟ้าประกายราวกับดวงดาวในยามรัตติกาลกำลังแสดงถึงความตึงเครียดอย่างห้ามไม่ได้



    โกะโจ ซาโตรุ เขาเป็นนักเขียนที่กำลังตามหาแรงบันดาลใจของตัวเองในช่วงเวลานี้ แต่แรงบันดาลใจของเขาช่างหายากเสียเหลือเกินในสถานการณ์เช่นนี้ เขาเคาะดินสอบนหน้ากระดาษลายเส้นที่ว่างเปล่ามาแล้วสามชั่วโมง ทั้งหน้ามีเพียงรอยขีดเขียนและรอยจุดที่เขาเคาะมาตลอดหลายชั่วโมง ก่อนที่ความคิดอันโง่เขลาจะเข้ามากลืนกินชายหนุ่มอีกครั้ง ซาโตรุยกมือขึ้นนอนก่ายหน้าผาก เขาหลับตานิ่ง มีเพียงแผงอกหนาที่กระเพื่อมขึ้นลงบ่งบอกว่าเขายังคงมีลมหายใจอยู่ และเขาควรที่จะมีลมหายใจต่อไป



    เขาเป็นนักเขียนและคนรับงานฟรีแลนด์ เขารับงานทุกอย่างที่เขาพอจะทำได้ เช่น งานถ่ายภาพ งานปูนปั้น หรือการเป็นวิทยากรผู้ให้ข้อมูลผลงานในหอศิลป์ อีกทั้งเขายังเป็นคุณครูสอนศิลปะที่สถาบันศิลปะแห่งหนึ่ง แต่แน่นอนว่ารายได้เพียงแค่นั้น มันไม่เพียงพอต่อชีวิตของเขาและ ‘คนรัก’ เขากลายเป็นบุคคลว่างงานมายาวนานหลายเดือน และต้องใช้ชีวิตด้วยความเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้นไม่นาน จากรายได้ที่ควรจะเลี้ยงดูทั้งสองคน---ก็กลายเป็นเพียงตัวเขาคนเดียวที่ต้องใช้ชีวิตกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เพียงลำพัง



    ซาโตรุยันกายลุกขึ้นนั่ง มือใหญ่เสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้นพร้อมลมหายใจที่ถูกปล่อยออกมายาวเหยียด เขาเบื่อหน่าย เขาไม่รู้จะขจัดความเครียดเหล่านี้ไปได้อย่างไร



    สองขาเรียวยาวพาร่างกายสูงใหญ่เดินไปที่ประตูบานกระจก ริมระเบียงของเขามีวิวทิวทัศน์ที่ไม่ได้สวยงามมากนัก เพราะมันเป็นเพียงอพาร์ทเมนท์สามชั้นธรรมดา ทุกห้องเรียงรายต่างมีระเบียงยื่นออกมาเหมือนกัน โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะเจอแต่ราวตากผ้า และเสื้อผ้าที่ห้อยตากอย่างไม่เป็นระเบียบในทุกๆ ระเบียง มีเพียงแค่ห้องของเขาที่ถูกจัดตกแต่งด้วยเหล่าต้นไม้สีเขียวขจีและชุดโต๊ะเก้าอี้เหล็กสีขาวตามความชื่นชอบของผู้อยู่อาศัย



    หลายครั้งที่เขามักจะมานั่งที่ระเบียง หาแรงบันดาลของตัวเองจากธรรมชาติที่หาได้ในละแวกนั้น ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วซาโตรุชอบที่จะไปเที่ยวในต่างจังหวัด ทั้งทะเลและภูเขา หรือการเดินทางท่องเที่ยวเตร็ดเตร่ไปตามถนนคนเดิน แต่ด้วยสถานการณ์ภายในประเทศตอนนี้ที่กำลังประสบปัญหาของโรคระบาด สิ่งที่เคยทำอยู่เป็นประจำของเขามันจึงเปลี่ยนไป



    เขาเลื่อนประตูกระจกให้เปิดออก ตามความเคยชินนั้นเขามักจะมองไปทางขวามือก่อนเสมอ เพราะมีราวตากผ้าของห้องข้างๆ แขวนอยู่เต็มไปหมด ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นห้องที่ไม่มีใครอยู่ เพราะเขาไม่เคยเห็นห้องอีกฝั่งหนึ่งตากผ้าเลยด้วยซ้ำไป---แต่ในวันนี้ ซาโตรุคิดผิด



    “.…” ซาโตรุนิ่งชะงักไป เมื่อในจังหวะที่เขาหันไปมองระเบียงห้องทางซ้ายมือ ซึ่งตามปกติมันควรจะว่างเปล่า แต่ในเวลานี้---กลับมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนค้ำขอบระเบียงสูบบุหรี่อยู่ และอีกฝ่ายกำลังมองเขาอยู่ก่อนแล้ว



    ใครวะ...ไม่รู้จัก



    “หวัดดีครับ”



    กลายเป็นฝั่งนั้นที่เอ่ยทักทายเสียก่อน เด็กหนุ่มเจ้าของรูปร่างเล็กสันทัด หากแต่ดูตึงแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ เรือนผมสีชมพูอ่อนตัดสั้นรับกับรอยยิ้มกว้างที่ทำเอาคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกใจกระตุกเสียแล้ว แต่ภาพตรงหน้ามันช่างขัดแย้งกับบุหรี่ม้วนในมือเล็กเสียเหลือเกิน



    ซาโตรุมองใบหน้าเล็กสลับกับควันบุหรี่ที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว และดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะรู้ถึงสาเหตุนั้น ถึงได้รีบก้มลงจี้บุหรี่กับกระถางทรายที่ตั้งอยู่มุมระเบียงอย่างรวดเร็วโดยที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ไม่ทันได้สังเกตว่ามีเม็ดเหงื่อผุดพรายที่ข้างขมับขาวของเขา



    “อา..คุณไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ใช่ไหมครับ ผมขอโทษนะฮะ..”



    “อ่อ เปล่า..” ซาโตรุเอ่ยเสียงเรียบ เขาที่ยังคงยืนอยู่ขอบประตูเริ่มก้าวเท้าเดินออกมาด้านนอก “คุณดูเหมือนเด็กมัธยมเลยตกใจนิดหน่อยที่เห็นสูบ..แต่จริงๆ น่าจะโตแล้วใช่ไหม?”



    “ผมเรียนมนุษย์ ปี 2 แล้วครับ”



    ยังไม่ได้ถามเลยว่าเรียนคณะอะไร---



    “มนุษยศาสตร์เหรอ?” ซาโตรุเลิกคิ้ว ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งคำถามกับอีกฝ่ายก็ตาม แต่การได้ทำความรู้จักก็น่าจะดีไปอีกแบบ “เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่เหรอเรา”



    “ครับ ที่นี่ถูกกว่าคอนโดเดิมที่ผมเคยอยู่น่ะครับ” ร่างเล็กยังคงยิ้มกว้าง “ผมเรียกพี่ได้ไหมครับ?”



    ซาโตรุนิ่งคิดไปสักพักหนึ่ง “ไม่น่าจะห่างมากนะ..เรียกพี่ก็ได้อยู่” เขาว่าพร้อมก้าวเท้าเข้าไปยืนชิดกับระเบียงฝั่งซ้ายมากขึ้น “พี่ชื่อโกะโจ ซาโตรุนะ เรียกพี่ซาโตรุก็ได้”



    อิทาโดริ ยูจินะครับ” เสียงร่าเริงนั้นเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่ยังไม่จางหายไปไหน และซาโตรุรู้สึกว่ามันดีมากจริงๆ ที่เขาได้เห็นรอยยิ้มจากผู้คนเสียที “เรียกยูจิเฉยๆ ก็ได้นะครับพี่”



    เขาพยักหน้ารับอีกฝ่ายเล็กน้อย น่าแปลกใจที่กับเด็กใหม่ประจำอพาร์ทเมนท์คนนี้ เขากลับมีเรื่องหลายอย่างที่อยากจะเสวนากับอีกฝ่ายมากกว่าปกติ



    “พี่เพิ่งเลิกบุหรี่ได้สองเดือน” คนอายุมากกว่าเริ่มประเด็นก่อน “เป็นไปได้ พี่ก็อยากให้เราเลิกด้วยนะ”



    “พี่เห็นผมสูบ พี่เลยกลัวตัวเองจะกลับไปสูบเหรอครับ” ยูจิเลิกคิ้วถาม ซึ่งซาโตรุไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มันรู้ใจหรือไม่มีอะไรจะถามกันแน่ แต่เขาก็เลือกที่จะตอบตามความจริง---



    “คนห้ามพี่สูบเขาไม่อยู่แล้ว พี่ก็กลัวตัวเองกลับมาสูบอยู่เหมือนกัน..”



    “อา…” ยูจิถึงบางอ้อทันทีที่ได้เห็นแววตาเศร้าหมองของอีกคนอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ดีว่าที่อีกฝ่ายเตือนก็เพราะความหวังดีจากคนที่เคยติดมาก่อน แต่เขาก็ไม่คิดว่ารูปประโยคมันจะมาลงที่ความตึงเครียดเช่นนี้



    จะว่าไป---หน้าตาพี่เขาก็ไม่ได้สดใสมาตั้งแต่แรกแล้วนี่นะ



    “แล้วพี่ทำงานอะไรเหรอครับ”



    ยูจิพยายามที่จะชักชวนอีกฝ่ายคุยในเรื่องใหม่ๆ เพื่อหวังให้ซาโตรุเลิกคิดถึงอดีตอันแสนเจ็บปวด แต่เขาไม่ได้รู้เลยว่าประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นน่าเจ็บปวดใจเสียยิ่งกว่าเรื่องความรักเสียอีก ซาโตรุคิ้วกระตุก เขาพ่นลมหายใจยาวออกมาเป็นคำตอบ ทำเอายูจิหางคิ้วตกฮวบไปตามๆ กัน มันไม่ได้เป็นไปตามที่เขาหวังเลยสักนิดเดียว แต่แน่นอนว่าชายหนุ่มไม่ได้ไม่อยากเสวนากับยูจิต่อแต่อย่างใด



    ทำไมกันนะ---



    “พี่ทำงานฟรีแลนด์ครับ” ซาโตรุตอบอย่างใจเย็น แม้คำถามแต่ละอย่างจะยิ่งทำให้เขาไม่มีกำลังใจก็ตาม “งานประจำตอนนี้เป็นคุณครูสอนศิลปะที่หนึ่ง..แต่รู้สึกรายได้มันยังไม่พอเท่าไหร่ เลยอยากเขียนนิยายสักเรื่อง..”



    “ความรักดีไหมครับ!?”



    “หื้ม?”



    “แนวนวนิยายไงครับ” ยูจิยังคงยิ้มกว้างพลางกอดอกอย่างมั่นใจการนำเสนอแนวคิดของตนเอง “เดี๋ยวนี้พวกนิยายรักโรแมนติกเยอะแยะเต็มไปหมดเลย นิยายวายพวกนี้ด้วยครับ ผมเห็นเต็มร้านขายหนังสือเลย..”



    “พี่ไม่ค่อยถนัดนิยายแนวบอยเลิฟ” เขาย่นคิ้วเมื่อพยายามคิดถึงภาพชายรักชายที่ตนเองไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่นัก งานแนวนั้นเขาก็ไม่ค่อยได้ศึกษาหรือทดลองหยิบมาอ่านเสียด้วย “แต่มันตีตลาดใหญ่ใช่ไหม?”



    “พี่ไปร้านขายหนังสือบ้างไหมเนี่ย มีเป็นแผงเลยนะครับ พวกนิยายชายรักชายเนี่ย”



    ราวกับซาโตรุถูกติดตรึงสายตาด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงสดใสเหล่านั้น ก่อนจะตามด้วยการพูดอันยาวเหยียดของยูจิที่เปรยถึงร้านขายหนังสือตามห้าง และนิยายแนวบอยเลิฟที่ตีตลาดของเหล่าสาววายหรือหนุ่มวายเป็นอย่างมาก ลามไปถึงรายได้ของเหล่านักวาดที่จะได้รายได้ติดร่างแห่มาด้วยจากการวาดปกนิยายให้เขา และอะไรอีกหลายอย่างตามมาที่ซาโตรุฟังไม่ทันอีกแล้ว เขารับรู้ได้เพียงแววตาที่เปล่งประกายของเด็กหนุ่มมหาลัยตรงหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น



    “เนี่ย! เพื่อนผมทุกคนก็พากันอ่านนะพี่ แล้วถ้านิยายของพี่ดังมากๆ นะ! มีสิทธิ์ได้ทำเป็นหนังด้วยนะครับ”



    “คือ..พี่ยังไม่คิดถึงขั้นนั้น”



    “ผมเผื่อไว้ก่อนไงครับ ผมว่าพี่ทำได้แน่ๆ!”



    “พี่อยากเขียนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตน่ะ” ซาโตรุรีบเอ่ยขัดก่อนที่มันจะออกนอกโจทย์ไปมากกว่านี้ เขาหันหลังพิงกับราวระเบียงและหันหลังให้กับยูจิที่หางคิ้วตกอีกครั้ง “พี่ว่ามันมีคนเขียนเยอะแล้วแหละ”



    “เพราะมีคนเขียนเยอะไงครับ เลยเป็นที่ชื่นชอบเยอะด้วย”



    “นี่จะขายตรงเก่งเกินไปแล้วนะ” คนอายุมากกว่าถอนหายใจแล้วกลับหลังหันไปจ้องหน้าคนเด็กกว่า



    “ผมแค่เสนอไอเดียแค่นั้นเอง” ยูจิย่นปากเล็กน้อย “ผมเห็นสีหน้าพี่เครียดๆ มาตั้งแต่เปิดประตูกระจกแล้ว ผมไม่รู้หรอกครับว่าพี่มีอะไรให้คิดเยอะไหม.. แต่ถ้าผมช่วยเสนอความคิดเห็นได้ ผมพร้อมเสมอนะครับ”



    “….”



    “ผมเรียนออนไลน์ที่หอด้วย..เพราะงั้น ผมว่างตลอดเวลาเลย” คนเด็กกว่ายังคงพูดต่อไป โดยที่ไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาของซาโตรุที่มัวแต่ยืนนิ่งงันเลยแม้แต่น้อย



    “ว่างเหรอ?”



    “ครับ ผมว่าง”



    “หมายถึง ว่างมากนักเหรอ” ซาโตรุขมวดคิ้ว “พูดเหมือนจะเป็นผู้ช่วยยังไงอย่างงั้น”



    แต่แทนที่ซาโตรุจะได้คำตอบที่ควรจะจริงจังได้เสียที เขากลับได้รับคำถามและแววตาเปล่งประกายกลับมา “หา! ผมเป็นได้เหรอครับ!”



    ซาโตรุหลับตาลง เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการที่ต้องพูดอะไรมากมาย แต่ก็ยังดีกว่าช่วงก่อนหน้านี้ที่เขาแทบจะไม่ได้สนทนากับใครเลยแม้กระทั่งคนในอพาร์ทเมนท์ด้วยกันเอง นับว่ายูจิเป็นคนแรกในรอบเดือนที่เขาคุยด้วยแบบต่อหน้า ซาโตรุอาศัยการตัดสินใจเพียงชั่วขณะ คาดการณ์ถึงอนาคตว่าเด็กตรงหน้าเขาจะเป็นประโยชน์หรือไม่ถ้าหากเขาตอบตกลง แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว มันไม่ได้มีอะไรเสียหายเลยถ้าเขาจะขอให้ยูจิเป็นเพื่อนคุยในช่วงที่ต้องกักตัวแบบนี้



    “เป็นผู้ช่วยได้..แต่ไม่มีเงินเดือนนะ” ซาโตรุตอบเสียงเรียบ เขาได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักมาจากเด็กหนุ่มแผ่วเบา ก่อนที่ยูจิจะยื่นหน้าเข้าหาเขาเล็กน้อยพลางเอียงศีรษะมองอย่างไร้เดียงสา..



    “ไม่มีอะไรตอบแทนเลย ผมก็จะช่วยครับ เพราะผมว่าง!”



    เพราะว่าง---แค่นั้นหรอกเหรอ?



    ชายหนุ่มยังคงยืนกอดอก แววตาเฉยชานั้นไม่ได้วิววับตามรอยยิ้มกว้างของเด็กหนุ่ม แต่ความคิดของซาโตรุยังคงทำการประมวลผลที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เงียบๆ



    เพิ่งรู้จักกันแท้ๆ เข้ากับคนอื่นง่ายชะมัดเลย



    แต่ก็ดูสดใสดี---จะยิ้มเผื่อคนทั้งอพาร์ทเมนท์รึไงนะ



    20 : 26 AM



    ‘เออ ตลกดีว่ะ เด็กมนุษย์ด้วยเหรอ’



    เสียงทุ้มนุ่มของเพื่อนสนิทเขาเปรยขึ้นถึงเด็กหนุ่มที่ซาโตรุเพิ่งจะเล่าให้ฟังไปเมื่อครู่นี้ ผ่านมาแล้วสองวันหลังจากคืนนั้นที่เขาได้พบกับเพื่อนใหม่ข้างห้องโดยบังเอิญ ซาโตรุได้เก็บเอาบทสนทนาในคืนนั้นมาตกผลึกจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนวนิยายที่เขากำลังจะร่างโครงเอาไว้ น่าเสียดายที่ผ่านมาแล้วสองวันหลังจากนั้น ซาโตรุก็ไม่ได้เจอหน้าของยูจิอีกเลยถึงแม้ว่าเขาจะลองออกไปนั่งเล่นที่ระเบียงในเวลาเดิมที่เคยเจอกันก็ตาม



    “อืม พูดมากพอตัว” เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหน้าโทรทัศน์ ขณะที่มือกำลังถือโทรศัพท์แนบหู



    ‘น่ารักไหม’



    “เด็กผู้ชาย”



    ‘ก็เออไง’ เกะโท เพื่อนสนิทที่สุดของเขาหัวเราะเบาๆ ‘เด็กผู้ชายน่ารักไม่ได้เหรอ?’



    ซาโตรุนิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง เกิดความรู้สึกบางอย่างที่เขาเริ่มจะเอะใจขึ้นมา



    “เด็กผู้ชายน่ารักได้” ดวงตาสีฟ้าประกายกะพริบถี่เมื่อภาพใบหน้าเล็กของเด็กหนุ่มข้างห้องผุดพรายขึ้นในหัว เขาแทบไม่เคยชมใครมาก่อนเลยในชีวิตนี้ โดยเฉพาะกับสรรพนามที่ใช้ชมกับเพศสภาพที่ไม่คุ้นชิน “น้องคนนั้นก็...น่ารักดี”



    และเหมือนเพื่อนสนิทของซาโตรุจะรู้จักตัวตนของเขาดีกว่าใครๆ เสียงหัวเราะในลำคอของเกะโทดังมาตามสายแผ่วเบาแต่มันกลับชัดเจนสำหรับซาโตรุ ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีขาวสว่างเริ่มขมวดคิ้วไม่พอใจที่เขาเอ่ยชมผู้ชายเป็นครั้งแรกแต่กลับถูกเกะโทหัวเราะใส่



    “หัวเราะอะไร”



    ‘ชมเขาน่ารักแบบตะกุกตะกักเชียวนะ น่ารักมากขนาดนั้นเลยรึไง’



    “กูไม่เคยชมผู้ชายมาก่อน มันไม่ถนัดปาก”



    ‘แล้วต้องชมสาวรึไงถึงจะถนัดปาก’



    “ถามย้อนแบบนี้คือตั้งใจกวนตีนใช่ไหม” ซาโตรุที่เริ่มจะหัวเสียขึ้นมามีน้ำเสียงที่แข็งกระด้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ที่เล่าให้ฟังไม่ได้จะให้ล้อสักหน่อย แค่จะถามว่ามันแปลกไหมที่คนเราจะเริ่มรู้จักกันด้วยสถานการณ์แบบนี้”



    ‘มึงนี่ยังหัวแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะ นี่ขนาดไม่ได้เห็นหน้ากันเป็นเดือน..โควิดหมดแล้วไปก๊งเหล้าหน่อยดีไหม’



    “ที่ถามน่ะเข้าหูบ้างไหม”



    ‘ฮ่าๆๆ! กูไม่ได้หูหนวกนะ แต่กูแค่อยากให้มึงปล่อยวางบ้าง’ เกะโทหัวเราะในลำคออีกครั้ง ‘มันไม่มีอะไรแปลกในโลกนี้หรอก ไม่มีอะไรถูกอะไรผิดด้วย การที่น้องเขาจะน่ารักมันก็เป็นไปได้ ถามใจมึงลึกๆ สิ มึงยังเลือกชมเขาน่ารักเลย...แล้วนี่มึงลองเปิดใจอ่านนิยายชายรักชายที่เขาแนะนำบ้างหรือยังวะ’



    “หึ กูไม่อ่านเลย”



    ‘อ้าว’



    ซาโตรุนั่งกอดอก สายตาหลุบลง มองกองหนังสือนิยายแนวชายรักชายบนโต๊ะหน้าโทรทัศน์ที่เขาเพิ่งจะถือโอกาสออกจากห้องพักเพื่อไปซื้อหนังสือเหล่านี้มา แต่เมื่อเขาเปิดอ่านดูคร่าวๆ แล้ว กลับพบว่ามันก็แค่นิยายรักโรแมนติกทั่วไป เพียงแค่เป็นผู้ชายกับผู้ชายเพียงเท่านั้น หรือบางเล่มอาจจะเป็นแนวตื่นเต้น ผจญภัย หรือตลกโปกฮาอะไรทำนองนั้น บางเรื่องก็มีดราม่าตั้งแต่เริ่มเรื่องซึ่งไม่ต้องคาดเดาเลยว่าต่อไปเนื้อเรื่องจะหักหลบไปในทิศทางใด ซาโตรุไม่ได้กำลังจะบอกว่านิยายที่วางขายนั้นธรรมดา เขาในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากผู้ที่เริ่มศึกษาในศาสตร์ด้านนี้เป็นครั้งแรก เขาไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงนักกับนิยายแนวชายรักชาย อาจจะมีฉากโรแมนติกที่พาให้ใจกระตุก แต่สำหรับเขาที่ไม่ได้เป็นสาวกวายก็คงอ่านแบบผ่านๆ เท่านั้น



    เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันซึมซาบถึงหัวใจ...นั้นคือจุดประสงค์ของงานเขียนที่เขาต้องการ



    “กูรู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์ว่ะ”



    ‘แล้วแบบไหนถึงจะตอบโจทย์วะ’



    “กูอ่านแล้วเฉยๆ มันไม่ได้ซึมซาบถึงหัวใจ มึงเข้าใจไหม”



    ‘อา กูเข้าใจ’



    “อา นั่นแหละ” ซาโตรุเริ่มแสดงสีหน้าตึงเครียดอีกครั้ง มือที่ว่างข้างหนึ่งลูบปลายคางตัวเองอย่างครุ่นคิด “แต่ตัวกูเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าซึมซาบถึงหัวใจมันจะขนาดไหน แต่กูแค่ต้องการแบบนั้น”



    ‘กูเข้าใจว่า ซึมซาบถึงหัวใจของมึง คือมึงต้องสัมผัสด้วยตัวมึงเอง’



    “….”



    ‘มึงถึงจะเขียนถ่ายทอดออกมาได้ ถูกไหม’



    “สัมผัสด้วยตัวเองเหรอวะ.. จะให้กูลองชอบผู้ชายเหรอ” ซาโตรุถึงกับขมวดคิ้วเป็นปมแน่น เขาคิดว่าการตีความของเขาไม่น่าจะผิดเท่าไหร่ “ความรักที่ตั้งใจ มันจะออกมาดีเหรอวะ กูจะไปรักกับใครได้ ขนาดกับคนเก่ากูยัง---”



    ‘ใจเย็นๆ เพื่อน มึงรีบร้อนไปก็เท่านั้นเอง สำนักพิมพ์เร่งงานมึงรึไง ก็ไม่...โครงเรื่องมึงยังไม่เริ่มเลย’ เกะโทเตรียมที่จะเอ็ดเพื่อนรักนิสัยมุทะลุอีกครั้ง ‘ยิ่งมึงใจร้อนจะมีไอเดียเท่าไหร่ มึงจะยิ่งคิดไม่ออกนะ’



    “แต่กูไม่มีจะกินแล้วนะ”



    ‘ยืมกูก่อนได้’ เกะโทหัวเราะ ‘แต่กูเชื่อมั่นในตัวมึงนะ ซาโตรุ...มึงทำอะไรก็ออกมาดีโดยตลอด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน’



    ร่างสูงรู้ดีว่าที่เพื่อนรักของเขาเป็นคนใจเย็นได้ก็เพราะการมองโลกในแง่ดีเกินเหตุนี่เอง แต่เขาก็ไม่คิดอคติใดๆ กับเกะโท เพราะหากไม่มีเพื่อนที่คอยรั้งความมุทะลุของเขาไว้เสียอย่าง งานจะมีแต่พังไม่เป็นท่าเท่านั้น..อีกทั้งบทเรียนหลายอย่างที่ผ่านมาได้สอนให้ตัวเขาเองใจเย็นมากยิ่งขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ หลังจากการสนทนาปรับทุกข์ประจำสัปดาห์จบลง นับครั้งได้เลยที่นักเขียนหนุ่มจะพูดคุยกับใครยาวนานเกินสองนาที หากไม่นับรวมกับเพื่อนข้างห้องเมื่อสองวันก่อนที่ตอนนี้หายไปราวกับธาตุอากาศ มือใหญ่วางเครื่องมือสื่อสารลงบนโซฟาข้างตัว คำพูดของเกะโทยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดไม่ขาด ราวกับเข็มนาฬิกาที่ยังคงวนกลับมาที่เลขเดิมอยู่ซ้ำๆ



    ซึมซาบถึงหัวใจของมึง คือมึงต้องสัมผัสด้วยตัวมึงเอง



    มึงถึงจะเขียนถ่ายทอดออกมาได้ ถูกไหม



    “...ใครมันจะไปอยากลองสัมผัส” ซาโตรุเริ่มพึมพำกับตัวเอง “แล้วทำไมต้องทำอะไรที่มันฝืนตัวเองด้วยวะ…”



    ตึงๆๆ !!



    ร่างสูงสะดุ้งเฮือกใหญ่จนตัวแทบนั่งไม่ติดโซฟาอีกต่อไป เมื่อเสียงของแข็งบางอย่างถูกกระทุ้งเข้ากับบานกระจกหน้าระเบียงห้องเขากะทันหัน ดวงตาคู่สวยตวัดกลับไปมองต้นเสียงอย่างรวดเร็ว เขาแทบจะคว้าเอาแจกันบนโต๊ะมาถือไว้ตามสัญชาตญาณป้องกันตัว แต่ทว่าเมื่อหันไปมองที่ประตูกระจกซึ่งไม่ได้ดึงผ้าม่านปิดไว้ เขากลับพบกับไม้แขวนเสื้อสีแดงในมือเล็กของใครบางคนที่เอื้อมยื่นข้ามมาจะเคาะกับประตูกระจกห้องเขาอีกครั้ง



    ตึงๆ !!



    “เฮ้ยๆ! เล่นอะไรเนี่ย” ซาโตรุลุกพรวดจากโซฟาหน้าโทรทัศน์ไปเปิดประตูกระจกทันที และก็ต้องพบกับภาพที่ไม่หน้าพิสมัยเท่าไหร่นัก เมื่อเด็กหนุ่มมหาลัยที่เคยเจอหน้าเมื่อสองวันก่อนกำลังอยู่ในท่าปีนระเบียงห้องตัวเองเอื้อมเอาไม้แขวนเสื้อจากระเบียงห้องเขา ซึ่งพอมองดูดีๆ แล้ว ราวตากผ้าของห้องเจ้าตัวคงจะหลุดจากตะปูที่เกี่ยวอยู่และปลิวมาติดระเบียงห้องเขาเป็นแน่



    ยูจิที่ได้ยินชายหนุ่มเย็นชาผู้เป็นเจ้าของอาณาเขตระเบียงที่ตนเองกำลังแอบรุกล้ำเอ่ยขึ้นเสียงตั้งแต่จากในประตูกระจกก็ลุกลี้ลุกลนใหญ่ พยายามที่จะยกขากลับไปยืนอยู่บนระเบียงห้องตัวเองให้เร็วที่สุด แต่มันก็คงจะช้าเกินไปในตอนที่ซาโตรุเดินออกมานอกห้องเสียแล้ว---



    “จะทำอะไร”



    “คือ..ผม..” ยูจิที่รีบปีนระเบียงกลับไปยืนตรงกล่าวอ้ำอึ้ง ทั้งยังไม่กล้าแม้แต่จะสบตาชายหนุ่มอายุมากกว่าอีกต่างหาก “ผมจะปีนไปเอาราวตากผ้าน่ะครับ..”



    “แล้วทำไมไม่มาเคาะห้อง”



    “ผมกลัวรบกวนครับ”



    เป็นซาโตรุเสียเองที่ยืนนิ่งงันกับคำตอบที่ได้ยิน ต้องเกรงใจเขาขนาดไหนกันถึงไม่ยอมที่จะเดินมาเคาะประตูห้องเขา ยอมเสี่ยงที่จะตกจากที่สูงมากกว่าการยืนรอเขาเดินไปเปิดประตูห้องให้อย่างนั้นหรือ



    นักเขียนหนุ่มถอนหายใจ ยิ่งเห็นคนตัวเล็กกว่ายืนก้มหน้าหงุกอย่างสำนึกผิด คำพูดติตำหนิต่างๆ ก็ถูกกลืนหายเข้าไปในลำคออย่างช่วยไม่ได้ เขากลับหลังหันเดินไปหยิบเอาเชือกที่มีเสื้อผ้าห้อยด้วยไม้แขวนเสื้อทั้งแผงขึ้นมาจากเหล่าต้นไม้ที่เสียหายบ้างเป็นบางส่วน จากการถูกลมพัดและเสื้อผ้าปลิวมาทับ ทำให้บางใบหักจนแทบดูไม่ได้ แต่เขาไม่แคร์หากมันทำให้เด็กหนุ่มข้างหลังเขาคิดมากและยิ่งเกรงใจเขามากขึ้นกว่าเก่า



    “ถ้ามีครั้งหน้าอีก ไม่ต้องกลัวจะรบกวน..เข้าใจไหม”



    “..ครับ..”



    “แล้วไม่ต้องทำหน้าสำนึกผิดด้วย ตัวเองไม่ได้ผิดหรอกที่จะปีนมาเอาเสื้อผ้า แต่ควรที่จะมาเคาะห้องพี่มากกว่ามาปีนระเบียงแบบนี้” ซาโตรุเอ่ยยาวเหยียดขณะหยิบเสื้อผ้าทีละตัว โดยไม่ได้หันกลับไปมองยูจิเลยสักนิด “มันอันตราย เกิดเจ็บตัวขึ้นมาจะทำยังไง ใครจะช่วยได้ทัน”



    ก่อนจะหันกลับมาพร้อมกองเสื้อผ้ากองโต เขาก็ยังเห็นเด็กหนุ่มยืนรับฟังอยู่แบบนั้น ซาโตรุถอนหายใจยาวเหยียด เขาไม่อยากแม้แต่จะยื่นเสื้อผ้าข้ามระเบียงไปให้เสียด้วยซ้ำ ระยะห่างไม่ได้สั้นเพียงแค่หนึ่งช่วงแขนเสียหน่อย ทำไมเด็กมันถึงได้กล้าที่จะปีนข้ามมาขนาดนั้นกัน



    “เดี๋ยวพี่จะเอาไปให้ที่ห้อง” ซาโตรุว่าพร้อมส่งสายตาเป็นเชิงให้เด็กหนุ่มรอเปิดประตูให้เขาด้วย ก่อนจะหันตัวเดินกลับเข้าไปในห้องตัวเองพร้อมเสื้อผ้าของยูจิในอ้อมแขน เด็กหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็รีบเงยหน้าขึ้นและวิ่งเข้าห้องตัวเองไปรอเปิดประตูให้เขาโดยเร็ว แต่ใจความสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น--- ระหว่างทางที่เขากำลังจะเดินไปถึงหน้าห้องของเด็กหนุ่ม ถ้อยคำของเกะโท เพื่อนรักเพื่อนร้ายของเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่ไม่หายไปไหน กระทั่งประโยคที่คุยกันก่อนหน้านี้ว่า---



    ‘น่ารักไหม’



    ‘เด็กผู้ชายน่ารักไม่ได้เหรอ’



    “ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ”



    เสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยขึ้นเมื่อบานประตูถูกเปิดออกกว้าง ปรากฏเด็กหนุ่มเจ้าของห้องในเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นเหนือเข่ายืนอยู่หน้าประตูพร้อมส่งมือยื่นมาจะรับเสื้อผ้าจากเขา



    “ขอคุยด้วยหน่อยสิ” ซาโตรุเอ่ยพลางยื่นเสื้อผ้าให้อย่างไม่รีบร้อน “ตอนนี้ว่างอยู่ใช่ไหม?”



    21 : 05 AM



    “คิดยังไงปีนระเบียงขนาดนั้น”



    เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยพร้อมเสียงกระทบกันของแก้วน้ำที่ยูจิกำลังจัดเตรียมให้แขกอยู่ ยอมรับว่าเด็กหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาดที่มีใครสักคนเข้ามานั่งอยู่ภายในห้องของเขาในตอนนี้ ซาโตรุนั่งอยู่ที่โซฟากลางห้อง เขาเป็นชายหนุ่มที่ทำให้ยูจิใจเต้นแรงตั้งแต่แรกเห็นในคืนนั้น รูปร่างสูงใหญ่ ช่วงขายาวและแผ่นหลังกว้างราวกับเตียงที่ดึงดูดให้อยากเข้าไปกอดซุก ดวงตาสีฟ้าประกายที่ยูจิแอบชื่นชอบอยู่ภายในใจกำลังกวาดไปมองรอบๆ ห้องอย่างพิจารณา เด็กหนุ่มแอบประหม่าเล็กน้อยว่าข้าวของภายในห้องจะถูกจัดไม่เป็นระเบียบต่อหน้า โกะโจ ซาโตรุ หรือเปล่า แต่ทว่าชายหนุ่มร่างสูงกลับดูไม่ใช่คนเคร่งเรื่องความเป็นระเบียบขนาดนั้น



    “ผมไม่อยากรบกวนเวลาส่วนตัวของพี่อะครับ”



    “กวนได้” ร่างสูงเอ่ยเสียงเรียบ พลางมองตรงไปยังโซนห้องครัวที่เด็กหนุ่มกำลังยืนอยู่ “..จริงๆ พี่อยากให้กวนนะ”



    สิ้นเสียงทุ้ม มือที่เพิ่งจะแกะห่อขนมคุกกี้และกำลังจะจัดเทใส่จานถึงกับหยุดชะงัก ดวงตาเบิกกว้างไปครู่ใหญ่ พร้อมเสียงหัวใจเต้นระรัวดังก้องภายในหูที่กำลังอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์ แต่จำต้องตอบประโยคนั้นไปให้ทันท่วงทีเพราะกลัวว่าจะเกิดพิรุธต่อหน้าชายหนุ่มเข้า



    “อา..จะเชื่อแล้วกันครับ ถ้าพี่เลิกทำหน้าตึงเครียดซะที” ยูจิเอ่ยติดตลกแก้เก้อ พร้อมเดินถือจานคุกกี้และแก้วน้ำเปล่ามาหาร่างสูงที่โซฟาหนังสีกรม ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ อย่างเป็นกันเอง “แล้วพี่มีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ..หรือว่าพี่อยากลองแต่งนิยายชายรักชายจริงๆ”



    “ประมาณนั้น”



    “อ๊ะ หา!” ยูจิถึงกับหันขวับ “พี่ลองศึกษาหรือยังครับ”



    “ก็ลองซื้อมาอ่านบ้าง ก็สนุกดีนะ” ซาโตรุพูดพลางกอดอก สายตามองจานคุกกี้บนโต๊ะที่ยังไม่มีใครเอื้อมไปแตะมัน เขายังคงจมปลักอยู่ในห้วงความคิดเพียงลำพัง “แต่พี่ศึกษาแล้วยังไง พี่ก็เขียนออกมาไม่ได้อยู่ดี”



    “อา…เหรอครับ” ยูจิเอ่ยตอบแผ่วเบา “แล้วยังไงเหรอครับ พี่จะให้ผมช่วยคิดไอเดียเหรอ?”



    ซาโตรุเริ่มมีท่าทีที่ต่างออกไป เขาเริ่มเปลี่ยนมานั่งเอามือประสานกันโดยไม่พูดอะไร ยูจิสัมผัสได้ว่าลึกๆ แล้วชายหนุ่มตรงหน้าเขาคงกำลังแบกรับอะไรมากมายแต่ไม่ได้อธิบายให้เขาได้รู้ อาจจะเพราะเด็กหนุ่มเป็นเพียงแค่เพื่อนข้างห้องหรือคนที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่กี่วัน ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ยูจิจะเอื้อมมือไปแตะที่แผ่นหลังกว้างนั้น ก่อนจะลูบเบาๆ เพื่อหวังให้ชายหนุ่มตรงหน้าเขาผ่อนคลายมากขึ้นไม่มากก็น้อย เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในตอนนี้



    “มีอะไร..ระบายกับผมได้ตลอดเลยนะครับ” มือเล็กยังคงลูบเบาๆ “พี่อย่าเครียดเลยนะครับ..ผมโอ๋คนไม่เก่งนะ แต่ผมรับฟังได้”



    “โอ๋?” ซาโตรุเงยหน้าขึ้นหันมามอง แนวคิ้วย่นเข้าหากันเล็กน้อยราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน หรือเพราะเขาไม่เคยถูกใครพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและถ้อยคำที่ใช้กับเด็กแบบนี้มาก่อนก็เป็นได้



    แต่จะว่าไป...ก็ดีเหมือนกัน



    สายตาคู่สวยเริ่มมองทั่วใบหน้าของยูจิในระยะที่นั่งข้างกันบนโซฟาตัวยาว เขาคิดว่าเป็นระยะห่างที่ใกล้ชิดมากกว่าตอนยืนคุยกันที่ระเบียงห้องของกันและกันอย่างแน่นอน นั่นยิ่งทำให้เขาได้มีโอกาสพิจารณาใบหน้าของเด็กหนุ่มข้างห้องอย่างละเอียดทุกอณูแม้กระทั่งแววตาที่ไม่ได้กลมโตเหมือนเช่นของเขา หากแต่มันดูใสสะอาด ไร้เดียงสา และไม่มีความหม่นหมองในนั้นเลย ซาโตรุยอมรับว่ามันชวนให้เขาอยากเข้าใกล้ยูจิอย่างประหลาด แม้จะรู้ตัวดีกว่าเขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายด้วยกันมาก่อน



    แต่อย่างที่เพื่อนรักของเขาบอก..



    ...เด็กผู้ชายก็น่ารักได้เหมือนกัน



    “น่ารักจังนะ”



    “อะ ครับ?” ยูจิเลิกคิ้วสูง พวงแก้มขาวขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย พร้อมสายตาที่แสมองไปทางอื่น ไม่กล้าสบตากับชายหนุ่มโดยตรง



    “ยูจิไง” ซาโตรุเอ่ยแผ่วเบา ราวกับไม่ต้องการให้ประตูหรือหน้าต่างบานไหนได้ยินถ้อยคำเชยชมของเขา “หน้าตาน่ารักมากเลย รู้ตัวหรือเปล่า?”



    สิ้นคำพูดนั้น ราวกับบางอย่างในความคิดถูกจุดประกายเกิดเป็นพลุขนาดใหญ่ ผนึกในใจของซาโตรุถูกปลดล็อก เขาค้นพบว่าการเอ่ยชมเชยใครสักคนที่ไม่ใช่หญิงสาวหรือคนเก่งนั้นมันรู้สึกอย่างไร โดยที่คนตรงหน้าเขาไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่เขานั่งอยู่เฉยๆ เพียงแค่เขาสบตา และเพียงแค่เขาพยายามที่จะโอ๋หรือปลอบโยน รูปร่างหน้าตาไม่มีเพศอีกต่อไปแล้วสำหรับเขา พร้อมกับเหล่าผีเสื้อนับล้านตัวกำลังบินว่อนในอกของเด็กหนุ่ม พาให้ต้องยกมือขึ้นดึงเสื้อยืดที่ใส่อยู่โดยอัตโนมัติ ซาโตรุสังเกตได้ว่าใบหูเล็กของร่างเล็กแดงก่ำลามมาทั่วทั้งหน้าจนอดยิ้มตามเสียไม่ได้



    ทำไมต้องเขินขนาดนั้นกัน?



    “พี่พูดอะไรครับ ผมทำตัวไม่ถูกเลย” ยูจิพยายามที่จะควบคุมน้ำเสียงและร่างกาย แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน ยามเมื่อรอยยิ้มมุมปากของซาโตรุเริ่มขยับยกขึ้นต่อหน้า ใจของยูจิก็เต้นระทึกจนแทบจะทะลุออกมานอกอกเสียให้ได้ เมื่อทำตัวไม่ถูกจึงเลือกที่จะขยับตัวออกมานั่งห่างๆ แทนการเผชิญหน้าตรงๆ “โซเชียลดิสแทนซิ่งด้วยสิครับ!”



    “ไม่ทันแล้วมั้ง ถ้าจะติด..ป่านนี้ติดตั้งแต่คุยกันที่ระเบียงแล้ว” ซาโตรุเริ่มหัวเราะ ซึ่งนับว่าเป็นเสียงหัวเราะแรกที่ยูจิเคยได้ยิน และมันพิเศษมากเสียจนเด็กหนุ่มไม่อาจละสายตา “พี่จะมาคุยด้วยแค่นี้แหละ ขอบคุณมากเลยนะ..ทำให้พี่เกิดไอเดียได้จริงๆ ด้วย”



    “อ..เอ๋..” ยูจิเริ่มขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่ซาโตรุพูด แอบสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือใหญ่ของชายหนุ่มยกขึ้นมายีกลุ่มผมนิ่มสีชมพูอย่างแผ่วเบา ก่อนร่างสูงใหญ่จะลุกขึ้นยืนและย่างเดินตรงไปยังประตูห้องภายใต้รอยยิ้มมุมปากที่ยูจิไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ จากคนที่ดูเย็นชาและไม่มีอารมณ์สุนทรีย์ถึงได้ยิ้มกรุ่มกริ่มกับตัวเองเช่นนั้น เขามองตามแผ่นกว้างที่เดินไปหยุดอยู่หน้าประตูห้อง ก่อนจะกลับหลังหันกลับมาเอ่ยประโยคทิ้งท้ายไว้เพียงสั้น---



    “ช่วยพี่เขียนนิยายจนถึงตอนจบด้วยนะ ...คุณผู้ช่วย”



    TBC.

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in