หาเรื่องมาเล่าชุติมา
คนชอบเขียน
  • ชีวิตในวัยปลายยี่สิบแปด เรารู้สึกว่าไม่มีคำว่ายากเกินไปอีกแล้ว ถ้าเราพยายามมากพอ ด้วยวัยนี้และสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจนทำให้ระบบคิดวิเคราะห์และความมีเหตุมีผล การยอมรับความเป็นไปของโลกก็เพิ่มมากขึ้นด้วย เมื่อเราเริ่มยอมรับในความเป็นไปต่างๆในอีกนัยนึงเหมือนเราเริ่มผ่อนเครื่องยนต์ ความมีไฟในเรื่องต่างๆมันเริ่มไม่ได้ร้อนแรงแบบเมื่อกี้ แรงฮึดมันเริ่มน้อยลงและยากมากที่จะพยายามบิ้วมันขึ้นมา เมื่อชีวิตมันเริ่มเข้าที่หรืออยู่ในจุดที่เราพอใจระดับนึงแล้ว เราจะเริ่มมีความรู้ว่าแล้วยังไงต่อดี ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตแบบเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จริงจังอะไรมาก ได้แต่ปลอบตัวเองว่า อย่ากดดันตัวเองมากไป ขอให้ใช้ชีวิตแบบที่มีความสุขในทุกๆวันก็พอแล้ว พอถึงจุดๆนั้น มันว่างเปล่า คือมีความสุขในทุกๆวันแล้วยังไงต่อ แค่นั้นมันไม่พอ
      
    เรากลับค้นพบว่าเราเป็นคนที่ต้องการมีอะไรที่เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตและรู้ว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไปเพื่ออะไร จุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร ปลายทางที่กำลังเดินทางไปนั้นมันคือสิ่งที่คุ้มค่าที่จะตั้งหน้าตั้งตารอหรือไม่ และมันก็ทำเรากลับมาคิดวิเคราะห์ตัวเองอีกครั้งว่า เราต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ พยายามใช้เวลากับตัวเอง ตัดทุกสิ่งรอบตัว ใช้เวลากับตัวเองจริง แล้วลองฟังเสียงจากตัวเองดู อาจจะเหมือนเป็นคนเพี้ยนๆ แต่เรารู้สึกว่าทุกวันนี้เราใช้เวลาไปกับสิ่งรอบตัวมากเกินไป จนลืมตัวตนของตัวเอง เราอาจจะไม่ใช่สายอัพโชเชียลทุกวันทุกเวลา แต่ เรากลับใช้เวลามองดูความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆในโชเชียลอยู่ทุกวี่วัน และรู้สึกติดตามความเป็นไปของชีวิตคนอื่น มากกว่าความเป็นไปของชีวิตตัวเอง ซึ่งไม่ได้บอกว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี คือถ้าคนทำแล้วมีความสุขที่ได้ใช้เวลากับสิ่งๆนั้นมันก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่สำหรับเราเวลามันเดินไวมากกกก ในแต่ละครั้งที่เราเสียเวลาไปกับโลกออนไลน์ และพอรู้สึกตัวก็จะรู้สึกผิดกับตัวเองที่เอาเวลาไปใช้ในทางที่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเองมากนัก พอคิดได้แบบนั้น เลยมีพวกแอปต่างๆไว้แค่เป็นช่องทางติดต่อกับเพื่อนๆ เคยถึงกับลบแอปต่างๆออกไป แต่มันไม่ได้เพราะด้วยยุคสมัย โซเชียลคือช่องทางติดต่อสื่อสารไปแล้ว และก็นะมนุษย์คือสัตว์สังคม มันก็จะมีช่วงเวลาที่ต้องการรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับโลกภายนอก พอคิดได้แบบนั้นก็เริ่มมองหาสิ่งที่ตัวเองชอบทำ ทำแล้วมีความสุขและรู้สึกใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าเมื่อได้ทำมัน สิ่งที่เราชอบทำและหาเวลาว่างใช้เวลากับมันได้อยู่เสมอ แม้ว่าในช่วงเวลาที่ยุ่งมากๆ หรือถึงแม้จะไม่ได้ทำมันแต่ใจก็ยังโหยหา นั้นแหละที่เรามองหา หรือเรียกแบบเข้าใจง่ายๆว่า" งานอดิเรก " เหมือนจะง่ายนะ แต่ว่างเปล่าหว่ะ
      
    ต้องบอกก่อนว่าจังหวะมันพอดีให้ได้ใช้เวลากับตัวเองมากๆ เพราะช่วงก่อนหน้านี้ล็อคดาวน์ ก็คือได้มีเวลากับตัวเองแบบเต็มที่ไม่ต้องกังวลเรื่องงาน ไม่มีเรื่องอะไรมากมายให้ต้องรับผิดชอบ คือสมองโปร่งของจริง และก็โปร่งจริงๆ คือไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรไม่มีความสามารถอะไรที่โดดเด่นออกมา ไม่สิเราจะไม่มองที่เก่งไม่เก่ง มองที่ว่าเราชอบและมีความสุขกับมันเวลาได้ทำไหม เราไม่ใช้สายวาดรูป แต่ก็รู้สึกสงสัยตลอดว่าคนที่เค้าวาดรูปเก่งๆเช่นพี่สาวเรา เวลาเค้ามองสิ่งต่างๆ มุมมองของเค้าจะแตกต่างจากเราที่วาดรูปไม่เป็นแบบเราไหมนะ เมื่อศิลปะไม่ใช่ทางก็มองหาอะไรที่เราทำได้ดีและชอบทำ เคยอ่านเจอในหนังสือเค้าเขียนไว้ว่า ตัวตนของเราหรือสิ่งที่เราชอบมักจะโชว์ให้เห็นแบบแอบๆตั้งแต่สมัยประถม ทำให้เรานึกย้อนไป และเราชอบทำอะไรนะสมัยนั้น นอกจากนั่งเฝ้าพี่สาวตีปิงปองทุกพักเที่ยงและหลังเลิกเรียน ซึ่งก็งงกับตัวเองว่าทำไมไม่ตีเป็นเพื่อนพี่ ทำไมกูแค่นั่งมอง และก็ได้คำตอบว่า นั้นคือสิ่งเราสบายใจที่จะทำคือรับบทเป็นผู้ชมที่ดี เพราะพอโตขึ้นเรื่อยๆกีฬาอะเล่นได้แต่ถ้าต้องแข่งขันอะ ไม่ได้ละ เราไม่ชอบการแข่งขันไม่ชอบโมเม้นก่อนจะชนะหรือก่อนจะแพ้ สำหรับเราเรามองว่ามันกดดันมากไปแต่สำหรับคนที่เค้าชอบ มันก็คือความท้าทาย ก็พยายามค้นหาตัวเองต่อไป นึกขึ้นได้ว่า มะม้าเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากกกก มากแบบมากจริงๆถ้านับคนรู้จักในชีวิต มะม้าน่าจะอยู่ในระดับต้นๆในหมวดหมู่ของหนอนหนังสือ และมันส่งผลมายังเราและพี่สาว ตอนเด็กๆมะม้าจะให้อ่านหนังสือพิมออกเสียงทุกวัน อ่านผิดอ่านถูกก็อ่านไปเรื่อยๆ ทำอยู่แบบนั้นจนเป็นกิจวัตร จนถึงจุดนึงที่เลิกอ่านคำว่า สามารถ เป็น สา-มา-รถ และอ่านคำว่า มหัศจรรย์ ได้คล่องแล้ว รู้ตัวอีกทีทุกพักเที่ยงก็ไปทำหน้าที่เป็นบรรณารักษ์ ลาออกจากตำแหน่งผู้ชมที่ดี เราไม่ได้คลั่งการอ่านหนังสือขนาดนั้น แต่เราชอบเวลาเราอยู่ท่ามกลางหมู่หนังสือ และรู้ตัวอีกทีเราก็กลายเป็นคนชอบเขียน ชอบแบบไร้เหตุผล จริงๆมันมีเหตุผลแหละ แต่ตอนเด็กๆมันยังไม่ได้ชัดเจนมากว่าทำไม รู้แค่ว่าชอบ ตอนนั้นเขียนทุกวันเขียนเรื่อยเปื่อย งี่เง่าก็เขียนแฮปปี้ก็เขียนไม่รู้ว่าทำทำไมแต่รู้สึกว่าทำแล้วรู้สึกดี ใช้เวลากับการเขียนได้นานมาก และรู้สึกเขียนแค่ไหนก็ไม่พอ จนโตขึ้นมามองย้อนกลับไปนั้นคือการเขียนไดอารี่
      
    สมัยนั้นทุกปีวันแม่จะต้องมีประกวดเขียนเรียงความ เราไม่ได้คิดว่าเราต้องชนะหรืออยากเข้าประกวด เรารู้สึกแค่ว่าอยากจะเขียน อยากลองเขียนอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวดู และครูก็ให้นักเรียนทุกคนในห้องเขียนเรียงความวันแม่ แล้วครูจะเป็นคนคัดเข้าประกวด เราเขียนด้วยความสนุก ตอนนั้นยังเด็กมากแต่เราสนุกกับการเล่นคำ รู้สึกว่ามันมีหลายมิติมากในการเขียนเรื่องราวต่างๆ และปีนั้นเป็นปีแรกที่เราได้เปิดโลกการเขียน ได้อ่านมุมมองการเขียนของคนอื่น พูดให้ดูดีคือได้เห็นงานเขียนที่แตกต่างออกไป ทำให้เราเริ่มหลงใหลในการเขียน

    ถึงแม้ว่าถึงเราจะพยายามแค่ไหนในการตามหาเป้าหมายในการใช้ชีวิตและตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่าเป้าหมายและปลายทางของเราคืออะไร ถึงแม้ว่าเราจะยังตามหามันไม่เจอ แต่อย่างน้อยช่วงที่ผ่านมาเราก็ได้ใช้เวลากับตัวเอง เราไม่ได้มองว่าเราเขียนเก่งเขียนดี แต่เราแค่เจอสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำมัน รู้สึกอยากใช้เวลาไปกับมันแบบเต็มใจและไม่ได้มีโมเม้นเสียดายเวลา
    จำได้ว่าช่วงนึงของวัยเด็กบอกมะม้าว่าอยากเป็นนักเขียน มะม้าพูดมาประโยคนึงว่า อยากเป็นนักพูดที่ดีก็ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีก่อน อยากเป็นนักเขียนก็ต้องเป็นนักอ่านก่อน ตอนนั้นก็เข้าใจความหมายแบบ โอเค ต้องอ่านให้ได้เยอะๆ เผื่อที่จะได้เขียนเก่งๆ แต่พอโตขึ้นความหมายของประโยคนั้นมันลึกและกว้างมากกว่านั้น
    ปล.ถ้าตอนนี้คู่สร้างคู่สมยังอยู่เราคงส่งเรื่องราวต่างๆที่เราเขียนไปแบบนอนสต๊อป

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in