เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
fromJapan พาเที่ยว 47 จังหวัดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยfromjapan.th
จังหวัดเฮียวโกะ ไม่ใช่จังหวัดโกเบนะ !
  • จังหวัดเฮียวโกะ เป็นจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคคันไซ ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดโอซาก้า แม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าจังหวัดโอซาก้านั้นได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างท่วมท้น แต่จังหวัดเฮียวโกะเองก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นอกจากจะอุดมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างภูเขาหรือทะเลแล้ว 'จังหวัดเฮียวโกะ' ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหาและมีอายุนานนับพันปี

    นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและน่าไปแล้วนั้น ความอร่อยของ ‘เนื้อโกเบ’ ก็น่าลิ้มลองเช่นกัน เราขอเคลมตรงนี้เลยว่าเนื้อโกเบคือดีมาก สามารถให้คำนิยามว่า ‘สีแดงที่ดีต่อใจ’ หรือ ‘เข้าปากปุ๊บ ละลายปั๊บ’ ได้!

    แต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อความหลัก เราขออนุญาตให้เครดิตกับทีมงานคุณภาพ fromJapan ที่สร้างสรรค์ผลงานดีๆแบบนี้มาโดยตลอด และถ้าหากเพื่อนๆอยากอ่านบทความที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลและความรู้แบบนี้ ก็สามารถไปตำกันได้ที่ Official Website: fromJapan.info กันได้เลย~!

     

    สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเฮียวโกะ

    จังหวัดเฮียวโกะขนาบข้างด้วยทะเลญี่ปุ่นกับทะเลเซโตะ อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่าโกเบที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันระหว่างความเป็นตะวันตกกับญี่ปุ่นโบราณ หรือแหล่งโบราณสถานที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ร่วมพันปี รวมถึงบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียง

    สำหรับการเดินทางมาที่จังหวัดเฮียวโกะก็ถือว่าสะดวกสบายไม่ใช่น้อย นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟชินคันเซ็นจากจังหวัดใกล้เคียงมาได้

    • จากโอซาก้าใช้เวลา 12 นาที
    • จากเกียวโตใช้เวลา 27 นาที
    • จากฮิโรชิม่าใช้เวลา 1 ชั่วโมง 7 นาที

    เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีที่ไหนใน 'จังหวัดเฮียวโกะ' ที่น่าไปโดนบ้าง ฟอลโลมีเลยจ้า



  • เมืองโกเบ

    1. โกเบพอร์ต ทาวเวอร์ (Kobe Port Tower)


    Kobe Port Tower สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1963 ด้วยการออกแบบของบริษัทก่อสร้างที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่นอย่าง Nikken Sekkei บริษัทดังกล่าวนี้นอกจากจะเป็นผู้ออกแบบ Kobe Port Tower แล้ว ก็ยังเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบหอโทรทัศน์ Tokyo Skytree ที่มีความสูงกว่า 600 เมตรด้วย รวมถึง Barcelona Camp Nou สนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

    ด้วยความแปลกแต่น่าสนใจของรูปทรงตึกที่คล้ายกับนาฬิกาทราย และการตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง สถานที่แห่งนี้จึงเป็นจุดแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองโกเบไปโดยปริยาย

    ภายในอาคารมีจุดชมวิวที่สามารถชมวิวของเมืองโกเบได้ทั่วทั้งเมือง และความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ Kobe Port Tower คือบนชั้น 3 จะมีคาเฟ่ที่หมุนรอบตัวเองด้วยอัตราเร็ว 20 นาทีต่อ 1 รอบ ! จึงทำให้เราได้สัมผัสกับวิวที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของเมืองโกเบได้อย่างรื่นเริงบันเทิงใจ

    ข้อมูลเกี่ยวกับโกเบพอร์ต ทาวเวอร์ (Kobe Port Tower)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Minatomotomachi ไม่เกิน 10 นาที

    พิกัด

    • Kobe Port Tower, 5-5 Hatobacho, Chuo Ward, Kobe, Hyogo

    เวลาทำการ

    • 9:00 - 20:30 น. (เฉพาะเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ เปิดทำการเวลา 9:00 - 18:30 น.)

    ค่าธรรมเนียม

    • Port Tower : ผู้ใหญ่ 700 เยน / เด็ก 300 เยน
    • Kobe Maritime Museum : ผู้ใหญ่ 900 เยน / เด็ก 400 เยน
    • Multi-use ticket : ผู้ใหญ่ 1,300 เยน / เด็ก 550 เยน

    เว็บไซต์ 


    2. ศาลเจ้าอิคุตะ (Ikuta-jinja Shrine)

    Vichean Jinatakaweekul / Shutterstock
    ศาลเจ้า Ikuta-jinja เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่โด่งดังของโกเบ เพราะนอกจากจะมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีอายุเกือบสองพันปีแล้ว (เป็นการคาดคะเนอายุจากเรื่องเล่าที่ว่าศาลเจ้าอิคุตะแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 3) บริเวณศาลเจ้าก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็นป่าอิคุตะหรือป่าไม้ไผ่เบ็งเกอิ

    ไหนๆก็จะมาที่นี่กันแล้ว รู้หรือเปล่าว่าในศาลเจ้าอิคุตะมีศาลเจ้าย่อยที่โด่งดังมากด้วยนะ ศาลที่ว่านี้ตั้งอยู่ภายในศาลเจ้าหลักและเป็นที่รู้จักกันในนามว่า ‘ศาลเจ้าประทานรัก’ เพราะในตำนานเล่าว่ามีเทพเจ้าแห่งการแต่งงานสถิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ทำให้ใครก็ตามที่มาขอพรเกี่ยวกับความรักหรือขอพรให้ประสบความสำเร็จในชีวิตหลังแต่งงาน มักจะได้รับความสมหวังดังพรปรารถนา ซึ่งศาลที่ว่าก็คือ ‘ศาลเจ้า Matsuo-jinja’ นั่นเอง

    และศาลเจ้าอิคุตะแห่งนี้ก็ยังมี ‘ต้นสนซีดาร์’ ที่เลื่องชื่อเรื่องเสริมดวงความรัก รักใครดูใกล้จะพัง หรือรักดีอยู่แล้วแต่อยากให้ดีกว่าเดิมก็ไปขอพรกันได้เลยนะจ๊ะ

    อ่านข้อมูลเจาะลึกเกี่ยวกับศาลเจ้าได้ที่นี่ > ขอพรความรักที่ศาลเจ้าอิคุตะและชมวิวกลางคืนสวยติดอันดับที่ภูเขามายะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าอิคุตะ (Ikuta-jinja Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Sannomiya 10 นาที

    พิกัด

    • 1 Chome-2-1 Shimoyamatedori, Chuo Ward, Kobe, Hyogo

    เวลาทำการ

    • 9:00 - 17:00 น.

    เว็บไซต์


    3. โกเบฮาร์เบอร์แลนด์ (Kobe Harborland)

    beeboys / Shutterstock

    Kobe Harbourland เป็นย่านการค้าและสถานบันเทิงที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ระหว่างสถานีรถไฟ JR Kobe และริมน้ำของท่าเรือ Kobe ในพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสถานบันเทิงต่างๆมากมาย บรรยากาศยามเย็นที่สุดแสนโรแมนติกทำให้ Kobe Harbourland เป็นที่เที่ยวยอดนิยมสำหรับคู่รัก รวมไปถึงนักท่องเที่ยวด้วย

    ศูนย์การค้าที่โดดเด่นที่สุดในย่านนี้คือ Umie ซึ่งแบ่งพื้นที่เป็นสามส่วนคือ Mosaic, South Mall และ North Mall

    และถ้าพูดถึงความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ จะเห็นว่าพื้นกระเบื้องบริเวณริมแม่น้ำได้นำเอาศิลปะแบบโมเสกมาตกแต่ง

    ใน Kobe Harbourland แห่งนี้มีร้านอาหารหลายแห่งที่สามารถมองออกไปเห็นวิวของท่าเรือและตึก Kobe Port Tower ได้ นอกจากนี้ยังมี Kobe Maritime Museum และชิงช้าสวรรค์ที่พร้อมจะให้เราขึ้นไปนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่แสนสวยงาม

    สำหรับเด็กๆที่ชื่นชอบ Anpanman ต้องไม่พลาดพิพิธภัณฑ์ Anpanman นะ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์มังงะและอนิเมะยอดนิยมอีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับโกเบฮาร์เบอร์แลนด์ (Kobe Harborland)

    วิธีเดินทาง

    • ใกล้สถานี Kobe และสถานี Harbor Land

    พิกัด

    • 1 Chome Higashikawasakicho, Chuo Ward, Kobe, Hyogo

    เวลาทำการ

    • แตกต่างกันในแต่ละสถานที่

    ค่าธรรมเนียม

    • แตกต่างกันในแต่ละสถานที่

    เว็บไซต์


    4. กระเช้าลอยฟ้าชินโกเบ (Shin-Kobe Ferris Wheel) และน้ำตกนุโนะบิกิ (Nunobiki Waterfall)

    Blanscape / Shutterstock

    กระเช้าลอยฟ้า Shin-Kobe เป็นหนึ่งในสามกระเช้าลอยฟ้าที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้ขึ้นเขาไปทางตอนใต้ของภูเขา Rokko ซึ่งจุดขึ้นกระเช้าลอยฟ้านี้อยู่บริเวณถัดจากสถานี Shin-Kobe

    นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวทิวทัศน์ที่แสนงดงามของโกเบได้ทั้งกลางวันและกลางคืนเลยทีเดียว

    เส้นทางของกระเช้าลอยฟ้า Shin-Kobe จะผ่านน้ำตก Nunobiki  และสวนสมุนไพร Nunobiki

    Visun Khankasem / Shutterstock

    สวนสมุนไพร Nunobiki เป็นสวนสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะนอกจากจะมีสมุนไพรหลายร้อยชนิดแล้ว ยังมีดอกไม้ตามฤดูกาลอีกด้วย เราสามารถเข้าไปชมในเรือนกระจกหรือในสวนได้เลย

    ข้อมูลเกี่ยวกับกระเช้าลอยฟ้าชินโกเบ (Shin-Kobe Ferris Wheel) และน้ำตกนุโนะบิกิ (Nunobiki Waterfall)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Shinkobe ประมาณ 18 นาที หรือนั่งแท็กซี่ประมาณ 5 นาที

    พิกัด

    • Kobe Nunobiki Ropeway, Chūō-ku, Kobe, Hyogo

    เวลาทำการ

    • 9:30 - 20:30 น. *ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สามารถเช็กได้ตามเว็บไซต์ด้านล่าง

    ค่าธรรมเนียมสำหรับกระเช้า (9:30 - 17:00 น.)

    • เที่ยวเดียว : ผู้ใหญ่ 950 เยน / เด็ก 480 เยน
    • ไป – กลับ : ผู้ใหญ่ 1,500 เยน / เด็ก 950 เยน

    เว็บไซต์


    5. ย่านคิตะโนะ (Kobe Kitano Ijinkan-Gai)

    Shawn.ccf / Shutterstock

    ในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้นได้มีชาวต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากและทำการค้าในเมืองคิตะโนะแห่งนี้ ด้วยภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา Rokko ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพของอ่าวโกเบได้อย่างทั่วถึง จึงเป็นที่นิยมสร้างบ้านของเหล่าพ่อค้าชาวต่างชาติ เพราะพวกเขาเล็งเห็นประโยชน์ของทำเลทองแห่งนี้ ทำให้ Kitano Ijinkan-Gai เป็นเมืองท่าของโกเบที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ รวมไปถึงการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกกับความเป็นญี่ปุ่นย้อนยุคได้อย่างลงตัว โดยจะเห็นได้จากบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บริเวณนี้จะมีความสวยงาม โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

    ในย่านคิตะโนะมีคฤหาสน์โบราณ (Ijinkan) ที่ยังคงตั้งอยู่ในพื้นที่หลายหลัง ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้

    สำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็จะอยู่ระหว่าง 550 ถึง 750 เยน นอกจากเราจะได้รับชมบ้านเรือนสไตล์ย้อนยุคแล้ว ก็ยังมีคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านบูติกอีกมากมายให้เราได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ ย่านคิตะโนะจึงเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นและคู่รักชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

    ข้อมูลเกี่ยวกับย่านคิตะโนะ (Kobe Kitano Ijinkan-Gai)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Sannomiya หรือสถานี Shin-Kobe ประมาณ 10 - 15 นาที

    พิกัด

    • Kitanocho, Chuo Ward, Kobe, Hyogo

    เวลาทำการ

    • 9:30 - 18:00 น.

    ค่าธรรมเนียม

    • ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานที่

    เว็บไซต์


    6. โกเบลูมินาริเอะ (Kobe Luminarie)

    Mariia Semenova / Shutterstock

    Kobe Luminarie คือเทศกาลชมไฟประดับที่จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูหนาวของเมืองโกเบ ซึ่งการจัดแสดงแสงไฟที่สวยงามนี้มีจุดประสงค์เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบ (Great Hanshin earthquake) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 1995

    ผลกระทบของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบริเวณตอนใต้ของจังหวัดเฮียวโกะในครั้งนั้น ทำให้ชาวเมืองได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจเป็นอย่างมาก

    ในขณะที่ทุกคนตกอยู่ในความมืดมิดและความสิ้นหวังนั้น แสงไฟประดับที่สุกสว่างขึ้นก็เป็นเสมือนตัวแทนแห่งความหวังและความฝันที่รอคอยการหวนกลับมาอีกครั้ง

    นอกจากจุดประสงค์ของการจัดงาน Kobe Luminarie จะเป็นการถ่ายทอดความทรงจำที่เกี่ยวกับภัยพิบัติครั้งนี้ให้กับคนรุ่นหลังแล้ว งานนี้ยังเป็นเหมือนกับการจุดไฟส่งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นให้ไปสู่สุคติ

    ในปีเดียวกันนั้นเอง เมืองโกเบได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลอิตาลีในการบริจาคหลอดไฟ โดยคำว่า ‘Luminarie’ เป็นภาษาอิตาเลียน มีความหมายว่า 'การจัดแสดงแสงไฟด้วยหลอดไฟดวงเล็ก'

    ด้วยเสียงตอบรับและการชื่นชมจากสาธารณชน เมืองโกเบจึงจัดเทศกาล Kobe Luminarie ขึ้นอีกในปีถัดไปและจัดต่อเนื่องมาจวบจนปัจจุบัน สำหรับจำนวนผู้คนที่เข้าชมงานในแต่ละปีนั้นมีประมาณ 4 ล้านคนเลยทีเดียว!

    ข้อมูลเกี่ยวกับโกเบลูมินาริเอะ (Kobe Luminarie)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Motomachi 6 นาที หรือจากสถานี Sannomiya 12 นาที

    พิกัด

    • Kobe Luminarie Place, 神戸御幸ビル 44 Akashimachi, Chuo Ward, Kobe, Hyogo

    ช่วงเวลาจัดงาน

    • ประมาณช่วงเดือนธันวาคม (โปรดตรวจสอบทางเว็บไซต์อีกครั้ง)

    เว็บไซต์


    7. อาริมะออนเซ็น (Arima Onsen)


    Arima Onsen เป็นเมืองน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงในเมืองโกเบ ซึ่งที่ตั้งของออนเซ็นนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับภูเขา Rokko

    นอกจากเราจะสามารถตีตั๋วรถไฟแบบไปเช้าเย็นกลับ (โอซาก้า – โกเบ) ได้แล้วนั้น บรรยากาศแสนสงบของอาริมะออนเซ็นยังให้ความรู้สึกผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติได้อีกด้วย สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่นิยมในวันหยุดของญี่ปุ่น

    glen photo / Shutterstock

    ด้วยประวัติความเป็นมาที่ยาวนานกว่า 1,000 ปีของอาริมะออนเซ็น สถานที่แห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในรีสอร์ตน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น โซนน้ำพุร้อนที่นี่แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ Kinsen (น้ำสีทอง) และ Ginsen (น้ำสีเงิน)

    น้ำในบ่อคินเซ็นนั้นจะเป็นเฉดสีน้ำตาลเกือบทอง อันเป็นผลมาจากคราบเหล็กและเกลือที่ผสมกันอยู่ในนั้น มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังดีต่อผิวหนังเพราะสามารถรักษารอยแผลเป็นหรือรอยน้ำร้อนลวกได้ด้วย

    ส่วนน้ำจากบ่อกินเซ็นจะประกอบด้วยธาตุเรเดียมอ่อนๆและคาร์บอเนต ทำให้เราเห็นน้ำในบ่อเป็นสีเงิน ทั้งนี้น้ำจากบ่อกินเซ็นยังได้รับการกล่าวขานว่าสามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อยและความเหนื่อยล้า ช่วยเรื่องการกระตุ้นเซลล์ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

    นักท่องเที่ยวที่มาเยือนอาริมะออนเซ็นสามารถเพลิดเพลินไปกับการแช่บ่อน้ำพุร้อนได้ที่แหล่งอาบน้ำสาธารณะทั้งสองแห่ง หรือจะไปแช่น้ำร้อนในเรียวกังก็ได้ เพราะมีเรียวกังหลายแห่งเลยทีเดียวที่เปิดห้องอาบน้ำให้กับนักท่องเที่ยวขาจร โดยค่าบริการจะตกอยู่ที่ประมาณ 500 - 2,500 เยน

    อ่านรีวิวเจาะลึกเกี่ยวกับ Arima Onsen ได้ที่นี่ > รีวิวออนเซ็นที่เก่าแก่อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น Arima Onsen @Taiyo Hot Spring

    ข้อมูลเกี่ยวกับอาริมะออนเซ็น (Arima Onsen)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Sannomiya หรือสถานี Shin-Kobe ให้ขึ้นรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Tanigami (ใช้เวลา 10 - 15 นาที) จากนั้นต่อรถไฟสาย Shintetsu Arima-Sanda ไปยัง Arima-guchi และเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Arima ลงที่สถานี Arima Onsen (ใช้เวลา 20 นาที) การเดินทางทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที

    พิกัด

    • Arimacho, Kita Ward, Kobe, Hyogo

    เว็บไซต์


    8. เกาะอาวาจิ (Awaji Island)

    เกาะอาวาจิ (Awaji island) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลเซโตะ อยู่ระหว่างเกาะฮนชูกับเกาะชิโกกุ โดยมีช่องแคบอากาชิและช่องแคบนารูโตะคั่นระหว่างเกาะทั้งสองกับเกาะอาวาจิ นอกจากเราจะสามารถเดินทางจากเมืองโกเบไปยังเกาะอาวาจิด้วยสะพานอากาชิไคเกียวได้แล้ว บริเวณช่องแคบนารูโตะยังเป็นแหล่งน้ำวนที่มีชื่อเสียงด้วย

    คำว่า 'อาวาจิ' มีความหมายว่า 'เส้นทางสู่อาวะ' และอาวะก็คือชื่อมณฑลเก่าแห่งหนึ่งบนเกาะชิโกกุ ปัจจุบันอาวะเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโทคุชิมะ

    สำหรับความเชื่อและวัฒนธรรมของสถานที่แห่งนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเกาะอาวาจิเป็นหนึ่งในหมู่เกาะโอยาชิมะที่กำเนิดจากอิซานางิและอิซานามิ เทพเจ้าแห่งท้องฟ้าและผืนดิน ผู้ให้กำเนิดโลกตามคติความเชื่อของลัทธิชินโต

    สำหรับสถานที่ที่น่าสนใจและจะต้องไปให้ได้สักครั้งบนเกาะอาวาจินั้นมีหลายแห่งมาก ไม่ว่าจะเป็นออนเซ็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างปราสาทสุโมโตะที่ตั้งบนเขามิกุมะยามะ รวมไปถึงเทศกาลอาวาจิที่จัดขึ้นทุกปี ซึ่งในงานเทศกาลก็จะมีขบวนพาเหรดรวมถึงการแสดงเชิดสิงโตด้วย

    และอีกหนึ่งสถานที่ที่จัดว่าเป็นแลนด์มาร์กของเกาะอาวาจิก็คือรูปปั้นหัวหอมยักษ์ หรือ ‘อทตะมะเนงิ’ (ottamanegi) ซึ่งสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ที่อนุสรณ์สถานสะพานแขวนนารุโตะ อุซุโนะโอกะ (Uzu no Oka, The Great Naruto Bridge Memorial Museum)

    หัวหอมอาวาจิเป็นผลิตภัณฑ์เลื่องชื่อของเกาะอาวาจิ เพราะมีรสสัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำและหวานหอม หากใครอยากสัมผัสรสชาติอันแสนอร่อยนี้ ลองทานอาวาจิเบอร์เกอร์ได้นะ เพราะนอกจากจะได้ลิ้มรสของหัวหอมอาวาจิแล้ว เราจะยังได้ชิมเนื้อวัวอาวาจิอีกด้วย นอกจากนี้อาวาจิเบอร์เกอร์ยังได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดแฮมเบอร์เกอร์ในระดับประเทศมาด้วยนะ ถ้าไม่ได้ลองก็เท่ากับพลาดแล้วล่ะ

    สำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ รักน้ำ รักปลา และสายลม ก็สามารถไปชมความงามของดอกไม้ตามฤดูกาลได้ ไม่ว่าจะเป็นดอกซากุระที่วัดอนโจจิ แปลงดอกไม้ที่สวนอาวาจิฮานะสะจิกิ หรือทิวทัศน์ที่งดงามของเขื่อนยูสุรุฮะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับเกาะอาวาจิ (Awaji Island)

    พิกัด

    เว็บไซต์



  • เมืองฮิเมจิ

    1. ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

    ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโกะ เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่เหลือรอดจากระเบิดปรมาณูในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมไปถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในโกเบเมื่อปี พ.ศ. 2538

    ปราสาทฮิเมจิได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น ร่วมกับปราสาทมัตสึโมโตะและปราสาทคุมาโมโตะ นอกจากจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมมากที่สุดในญี่ปุ่นแล้ว ปราสาทฮิเมจิก็มีความสง่างาม ดังจะเห็นได้จากสีขาวสว่างของทั้งตัวปราสาท จนได้รับฉายาว่า 'ปราสาทนกกระสาขาว'

    ปัจจุบันปราสาทฮิเมจิได้รับการจดทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น อีกทั้งองค์การยูเนสโกยังยกย่องให้สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในมรดกโลกที่สำคัญอีกด้วย

    อ่านข้อมูลเจาะลึกเรื่องปราสาทฮิเมจิได้ที่นี่ > ชมซากุระฟูลบลูมที่ Himeji Castle ปราสาทดั้งเดิมสุดอลัง

    ข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Himeji ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หรือนั่งแท็กซี่ประมาณ 10 นาที

    พิกัด

    • 68 Honmachi, Himeji, Hyogo 670-0012

    เว็บไซต์


    2. สวนโคโคะ (Koko-en)

    สวนโคโคะเป็นจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมในเมือง Himeji

    ไฮไลต์ของที่แห่งนี้เห็นจะเป็นจุดชมวิวที่สามารถชมความสวยงามของปราสาทฮิเมจิได้ในมุมกว้าง เพราะสวนนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทฮิเมจิ

    ภายในสวนโคโคะนั้นยังมีสวนย่อยอีก 9 แห่ง ทั้งนี้การจัดแต่งสวนย่อยแต่ละแห่งก็จะมีสไตล์ที่แตกต่างกัน เช่น สวนย้อนยุคเอโดะ สวนสำหรับทำพิธีชงชา เป็นต้น ซึ่งสถานที่แห่งนี้มักถูกใช้เป็นฉากสำหรับละครทีวีและภาพยนตร์ย้อนยุค

    ส่วนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสวนโคโคะก็สามารถเพลิดเพลินกับอาหารญี่ปุ่นแสนอร่อยตามฤดูกาล พร้อมทัศนียภาพที่แสนงามตาของสวนแห่งนี้ได้ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นคัทสุอิเค็น (Kassui-ken)

    ข้อมูลเกี่ยวกับสวนโคโคะ (Koko-en)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Himeji ประมาณ 10 นาที

    พิกัด

    • Honmachi 68, Himeji City, Hyogo

    เวลาทำการ

    • 27 เมษายน - 31 สิงหาคม : 9:00 - 17:30 น.
    • 1 กันยายน - 26 เมษายน : 9: 00 - 16:30 น.

    ค่าธรรมเนียม

    • ผู้ใหญ่ 310 เยน
    • เด็ก 150 เยน

    เว็บไซต์


    3. วัดเอ็นโคจิ (Enkoji Temple)

    tera.ken / Shutterstock

    วัดเอ็นโคจิ (圓光寺) ก่อตั้งในปี 966 บนยอดเขาโชชา (Shosha) ที่กว้างขวางและทอดตัวยาวหนึ่งกิโลเมตรในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโกะ

    ภายในสถานที่แห่งนี้มีอาคารและรูปปั้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาคารไม้ Daikodo, Jikido และ Jogyodo หรือจะเป็นรูปปั้นไม้ของ Shitenno ก็ดี ทรัพย์สินเหล่านี้ล้วนขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ ทำให้ได้รับการทะนุบำรุงอย่างดีและสม่ำเสมอตลอดมา

    นอกจากนี้วัดเอ็นโคจิยังเคยเป็นสถานที่ซึ่งใช้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai และ Musashi รวมถึง Gunshi-Kanbei ซึ่งเป็นละครโทรทัศน์ออกอากาศโดย NHK อีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดเอ็นโคจิ (Enkoji Temple)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถบัสหมายเลข 8 จากสถานี Himeji ลงป้าย Mount Shosha Ropeway (書写山ロープウェイ) ประมาณ 30 นาที

    พิกัด

    • 2968 Shosha, Himeji, Hyogo

    เวลาทำการ

    • 8:30 - 17:00 น.

    ค่าธรรมเนียม 

    • 500 เยน

    เว็บไซต์



  • เมืองโทโยโอกะ (Toyooka)

    1. คิโนซากิ ออนเซ็น (Kinosaki Onsen)

    Rei Imagine / Shutterstock.com

    คิโนซากิ ออนเซ็น (Kinosaki Onsen) เป็นเมืองออนเซ็นที่มีชื่อเสียงในแถบคันไซ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ 'จังหวัดเฮียวโกะ'

    ตามตำนานเล่ากันว่าชาวญี่ปุ่นค้นพบเมืองคิโนซากิตั้งแต่สมัยอะซุกุ โดยค้นพบจากการเห็นนกกระสาขาวบาดเจ็บหนัก แต่กลับหายดีเป็นปลิดทิ้งหลังจากที่บินไปรักษาตัวที่เมืองคิโนซากิ

    แต่ประวัติความเป็นมาจากข้อมูลทางการบอกว่าเมืองคิโนซากิ ออนเซ็นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในสมัยนารา น้ำพุแรกในคิโนซากิได้พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินหลังจากที่นักบวช (Dochi Shonin) รับคำพยากรณ์จากเทพประจำหมู่บ้าน (Shisho Myojin) และบำเพ็ญเพียรเป็นเวลา 1,000 ปี ทำให้ผู้คนในสมัยก่อนมีความเชื่อว่าหากได้มาเยือนบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้แล้วจะทำให้สุขภาพดี เพราะนอกจากสถานที่แห่งนี้จะมีศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองอย่างวัดออนเซ็นจิแล้ว (Onsenji Temple) ยังได้มาสักการะดวงวิญญาณของนักบวชคนดังกล่าวด้วย

    ต่อมาคิโนซากิ ออนเซ็นได้เป็นสถานที่เลื่องชื่อในสมัยเอโดะ เพราะได้รับคำชมจากนายแพทย์ที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นนามว่า ‘คากาวะ ชูโทคุ’ นายแพทย์กล่าวว่าคิโนซากิ ออนเซ็นเป็นสุดยอดเมืองน้ำพุร้อนของญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นในปี 1909 ได้มีการขยายทางรถไฟสายซันอิ ความนิยมของเมืองคิโนซากิจึงทะยานขึ้นไปสู่จุดสูงสุดจนถึงปัจจุบัน

    สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่เรื่องราวและความเก่าแก่เท่านั้น แต่ยังเป็นที่นิยมด้วยบรรยากาศย้อนยุคสุดชิลล์ที่ไม่ว่ามองไปทางไหนก็จะพบบ้านไม้หลังเก่าตามทางเลียบกับคลองสายเล็ก หรือต้นหลิวที่ขึ้นเรียงรายเป็นริ้วทิวทัศน์ที่สวยงาม บนถนนมีผู้คนมากมายแต่งชุดยูกาตะ อีกทั้งสีสันในยามพลบค่ำก็มีเสน่ห์น่าดึงดูดไม่แพ้กัน

    และถ้าใครมีโอกาสได้มายังเมืองคิโนซากิ ก็อย่าลืมไปลองทานเมนูเด็ดอย่างปูมัตสึบะกับสเต็กเนื้อทาจิมะด้วยล่ะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับคิโนซากิ ออนเซ็น (Kinosaki Onsen)

    วิธีเดินทาง

    • เริ่มต้นจากสถานี JR Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ Limited Express Konotori แล้วไปลงที่สถานี JR Kinosaki Onsen ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 50 นาที
    • เริ่มต้นจากสถานี JR Osaka ขึ้นรถไฟ Limited Express Konotori หรือ Limited Express Hamakaze แล้วไปลงที่สถานี JR Kinosaki Onsen ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที

    พิกัด 

    • Kinosakicho Yushima, Toyooka, Hyogo 669-6101
    • Google Map

    เบอร์โทรศัพท์

    • 0796-32-3663

    เวลาทำการ

    • 09:00 – 17:00 น. (หยุดทุกวันพุธ)

    เว็บไซต์


    2. ภูเขาคันนะเบะ (Mt. Kannabe)

    https://visitkinosaki.com

    ในช่วงหน้าหนาวที่เฮียวโกะนั้น ภูเขาคันนาเบะ (Mt. Kannabe) เป็นสถานที่อีกหนึ่งแห่งที่น่าไปเที่ยวมาก ด้วยสีขาวโพลนของหิมะหนานุ่มที่ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้น ยาวไปจนถึงปากปล่องภูเขาไฟ สร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

    ในสถานที่แห่งนี้มี Kannabe Nature School เปิดให้บริการอยู่ ซึ่งเราสามารถจ้างสตาฟนำทางจากที่นี่ได้ ทั้งนี้เราจะเดินทางด้วยตัวเองก็ย่อมได้ แต่ถ้าได้สตาฟนำทางก็จะได้เห็นเส้นทางลับที่สวยงามด้วย นอกจากนี้เราจะต้องลงทะเบียนและฟังคำแนะนำก่อน เพื่อความปลอดภัยในการเดินชมสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้

    หากเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆจนถึงปากปล่องภูเขาไฟคันนาเบะ เราจะได้สัมผัสกับความสดชื่นและทัศนียภาพที่สวยงามตระการ ยังสามารถพักจิบชาบนนี้ได้ด้วย ส่วนเวลาลงเขานั้นแนะนำว่าให้สไลเดอร์ลงไปโลดจ้า แต่ต้องขอเตือนว่าถ้าจะมาเที่ยวที่นี่ต้องฟิตร่างกายมาหน่อยนะ เพราะการเดินขึ้นเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็คุ้มมากสำหรับวิวสวยๆที่ได้เห็นและประสบการณ์ดีๆที่ได้รับ

    ข้อมูลเกี่ยวกับภูเขาคันนะเบะ (Mt. Kannabe)

    พิกัด

    • Mt. Kannabeyama, Hidaka-cho, Toyooka-shi, Hyogo

    เบอร์

    • 0796-45-0800

    เวลาทำการ

    • 09:00 – 17:00 น.

    เว็บไซต์


    3. เมืองปราสาทอิซุชิ (Izushi Castle Town)

    beeboys / Shutterstock

    เมื่อประมาณ 200 - 300 ปีที่แล้ว ปราสาทอิซุชิเป็นเมืองปราสาทที่เคยเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยเอโดะ สถานที่แห่งนี้มีการจัดแสดงสถาปัตยกรรมโบราณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซากปราสาทอิซุชิ ศาลเจ้า และหอนาฬิกาเก่าชินโคโร ด้วยเหตุนี้เมืองปราสาทอิซุชิจึงได้รับการกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์อาคารแห่งชาติ

    นอกจากเมืองปราสาทอิซุชิจะขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมแล้ว โซบะของที่นี่ก็ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน เพราะถ้าหากมาเยือนสถานที่แห่งนี้แล้ว จะต้องไม่พลาดชิมโซบะแบบดั้งเดิมหรือ ‘ซาระโซบะ’ เด็ดขาดเลย เพราะนอกจากจะหาซื้อได้ง่ายแล้ว เราก็ขอการันตีเรื่องความอร่อยด้วย

    ซากปราสาทอิซุชิสร้างขึ้นเมื่อปี 1604 สถานที่แห่งนี้จึงเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเรื่องราวมากมาย ทั้งนี้ยังได้รับการปรับปรุงและดูแลเป็นอย่างดีจากเหล่าซามูไรที่เคยเข้ามาพำนัก ณ สถานที่นี้ในอดีต ปัจจุบันเขตเมืองที่ตั้งของปราสาทอิซุชิได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘กลุ่มอาคารเก่าแก่ดั้งเดิมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ของญี่ปุ่น’

    เนื่องจากว่าซากปราสาทอิซุชินั้นตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา การเดินชมความร่มรื่นของธรรมชาติหรือเงี่ยหูฟังเสียงนกร้องจึงเป็นกิจกรรมที่เหมาะที่สุดเลยก็ว่าได้

    beeboys / Shutterstock

    ที่ศาลเจ้าอาริโกะยามะ อินาริ (Arikoyama-inari) มีบันไดหินทอดขึ้นไปยังภูเขาสูง และมีประตูโทริอิสีแดงสดเรียงรายตลอดทางที่จะไปศาลเจ้า ทันทีที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง เราจะได้ชมทัศนียภาพที่สวยงามของใบไม้สีแดงเหลืองที่ตัดกับโทนสีของสถานที่แห่งนี้

    Sergey / Shutterstock

    อีกหนึ่งไฮไลต์ของสถานที่แห่งนี้คือ ‘สิ่งก่อสร้างในยุคโชวะ’ ที่สร้างขึ้นตามแนวถนนที่ทอดยาวจรดตัวปราสาท นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นหอนาฬิกาชินโคโรเป็นฉากด้านหลังได้อีกด้วย ช่างเป็นวิวที่สวยงามมากจริงๆ

    ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองปราสาทอิซุชิ (Izushi Castle Town)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Toyo-Oka นั่งรถบัสประมาณ 30 นาทีไปลงที่ป้าย Izushi

    พิกัด

    • Izushi Tourist Association 104-7 Uchimachi Izushi-cho, Toyooka-shi, Hyogo

    เวลาทำการ

    • 9:00 - 17:00 น.

    เว็บไซต์


    4. ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์นกกระสาขาวเฮียวโกะ (Hyogo Park of the Oriental White Stork)

    https://th.tripadvisor.com

    แม้ชาวญี่ปุ่นจะมีความเชื่อว่านกกระสาขาว หรือโคโนะโทริ เป็นนกที่นำพาความสุขและความโชคดีมาให้ แต่ในปี 1971 นกกระสาขาวตัวสุดท้ายที่พบในจังหวัดโทโยโอกะได้ตายไป เพราะช่วงนั้นการทำเกษตรกรรมในญี่ปุ่นได้ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงอย่างหนัก จึงทำให้นกกระสาขาวญี่ปุ่นสูญพันธุ์ไปในที่สุด

    http://orientalbirdimages.org

    อีกไม่กี่ปีถัดมาประเทศญี่ปุ่นก็ได้รับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นกกระสาขาวมาจากประเทศรัสเซีย และในปี 1989 การคืนชีพนกกระสาขาวก็ประสบผลสำเร็จในญี่ปุ่น โดยการศึกษาและความช่วยเหลือจากทีมนักวิจัย รวมถึงหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง

    ในปี 2005 ได้มีการเพิ่มจำนวนนกกระสาขาวในญี่ปุ่นจนถึง 200 ตัว จากศูนย์อนุรักษ์พันธุ์นกกระสาขาวเฮียวโกะ (Hyogo Park of the Oriental White Stork)

    หากได้มีโอกาสไปยังสถานที่แห่งนี้ นอกจากจะได้สัมผัสกับความอุดมสมบูรณ์ของสวนแห่งนี้แล้ว เรายังได้รับความรู้ในเชิงสารคดีพร้อมกับได้ชมนกกระสาขาวตัวจริงเสียงจริงด้วย แน่นอนว่านักท่องเที่ยวสายธรรมชาติหรือสายส่องสัตว์โลกน่ารักจะต้องไม่พลาดศูนย์อนุรักษ์พันธุ์นกกระสาขาวเฮียวโกะนะ!

    ข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์นกกระสาขาวเฮียวโกะ (Hyogo Park of the Oriental White Stork)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ JR Toyooka ให้นั่งรถบัสไปลงที่ป้าย Kounotori no Sato Kouen

    พิกัด

    • Jiniketani (字二ケ谷), Shounji, Toyooka, Hyogo, 〒668-0814
    • Google Map

    เวลาทำการ

    • 9:00 - 17:00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

    เว็บไซต์



  • เมืองอากาชิ (Akashi)

    1. ซากปราสาทอากาชิ (Akashi Castle)

    ปราสาทอากาชิ (Akashi Castle) สร้างขึ้นในสมัยเอโดะตอนต้น มีจุดประสงค์เพื่อเป็นด่านหน้าในการรับมือและป้องกันข้าศึกที่เข้ามารุกรานจากทางตะวันตกของโอซาก้า แม้ว่าตัวปราสาทจะถูกทำลายลงในปี 1874 แต่หอคอยทั้งสองแห่งและผนังปราสาทส่วนใหญ่ยังคงสภาพสมบูรณ์

    ในปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่กลางสวนสาธารณะอากาชิ และยังเป็นจุดชมดอกซากุระที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอีกด้วย

    นอกจากนี้บริเวณโดยรอบยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดหรืออุปกรณ์ออกกำลังกาย

    ข้อมูลเกี่ยวกับซากปราสาทอากาชิ (Akashi Castle)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Akashi ประมาณ 10 นาที

    พิกัด

    • 1-27 Akashikoen, Akashi-shi, Hyogo

    เวลาทำการ

    • เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

    เว็บไซต์


    2. สะพานอากาชิไคเคียว (Akashi-Kaikyo Bridge)

    สะพานอากาชิไคเคียว (Akashi Kaikyo Bridge) เป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก สะพานนี้เชื่อมระหว่างเมืองโกเบกับเมืองอิวายะที่อยู่บนเกาะอาวาจิ และเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงฮนชู – ชิโกกุ (Honshu – Shikoku) ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1986 และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1998

    นักท่องเที่ยวสามารถไปยัง ‘Maiko Marine Promenade’ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีทัวร์นำเที่ยวของบริษัท Bridge World ซึ่งจะมีมัคคุเทศก์คอยให้ความรู้เกี่ยวกับส่วนต่างๆของสะพาน ทั้งยังสามารถปีนขึ้นไปด้านบนสุดของสะพานที่สูงถึง 300 เมตรได้อีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับสะพานอากาชิไคเคียว (Akashi-Kaikyo Bridge)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Maiko ประมาณ 5 นาที ไปยัง Akashi-Kaikyo Bridge Exhibition Center

    พิกัด

    • 4-115 Higashi-Maiko-cho, Tarumi-ku, Kobe

    เว็บไซต์

    เว็บไซต์บริษัท Bridge World

     


  • แหล่งชอปปิ้ง

    1. ห้าง KOBE-SANDA PREMIUM OUTLETS®

    beeboys / Shutterstock

    แหล่งชอปปิ้งขนาดใหญ่ใน 'จังหวัดเฮียวโกะ' ที่รวบรวมสินค้าไว้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแบรนด์ดัง ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือของเบ็ดเตล็ดมากมาย และที่พิเศษไปกว่านั้นคือศูนย์อาหารของสถานที่แห่งนี้ เพราะเราจะได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมืองของโกเบอย่างสเต็กเนื้อโกเบ อาหารยอดฮิตที่ครองใจผู้คนทุกเพศทุกวัยด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับห้าง KOBE-SANDA PREMIUM OUTLETS®

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถบัสจากสถานี Shin Kobe ประมาณ 40 นาที ลงที่ป้าย Kozudai 1 Chome Nishi

    พิกัด

    • KOBE-SANDA PREMIUM OUTLETS®, 7-3 Kozudai, Kita Ward, Kobe, Hyogo

    เวลาทำการ

    • 10:00 - 20:00 น.

    เว็บไซต์


    2. Kobe Anpanman Children’s Museum & Mall

    Cowardlion / Shutterstock

    พิพิธภัณฑ์เด็กและห้างสรรพสินค้าอันปังแมน (Kobe Anpanman Children’s Museum & Mall) เป็นเสมือนโลกของอันปังแมน (Anpanman) ตัวการ์ตูนที่ครองใจเด็กๆทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยการตกแต่งของสถานที่แห่งนี้จะเป็นธีมอันปังแมนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่หรือร้านอาหาร

    สำหรับบริเวณชั้น 1 จะมีร้านเบเกอรี่ที่สามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศแสนน่ารักและอบอุ่น พร้อมกับลิ้มรสขนมปังอบใหม่จากอันปังแมนและเหล่าผองเพื่อนได้ ส่วนชั้น 2 จะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เด็กๆจะได้เปิดประสบการณ์กับโลกของอันปังแมน

    ข้อมูลเกี่ยวกับ Kobe Anpanman Children’s Museum & Mall

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Kobe ประมาณ 8 นาที

    พิกัด

    • Kobe Anpanman Children’s Museum & Mall, 1 Chome - 6 -2 Higashikawasakicho, Chuo Ward, Kobe, Hyogo

    เวลาทำการ

    • 10:00 - 18:00 น.

    ค่าธรรมเนียม

    • ค่าชมพิพิธภัณฑ์ 1,800 เยน (เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ไม่มีค่าธรรมเนียม)

    เว็บไซต์


    3. Miyuki-dori Shopping Street

    https://live.staticflickr.com

    ไหนๆก็มาถึง 'จังหวัดเฮียวโกะ' กันแล้ว หากใครได้ไปเยือนปราสาทฮิเมจิก็ต้องไม่พลาดการแวะไปเดินช้อปในย่านมิยุกิโดริ !

    ย่านการค้ามิยุกิโดริ (Miyuki-dori Shopping Street) เป็นแหล่งชอปปิ้งที่รวบรวมร้านค้าไว้มากมาย โดยจะเห็นว่าจำนวนร้านค้าที่เปิดอยู่นั้นยาวขนานไปกับถนนโอเตะมาเอะโดริ (Otemae-dori) สุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว

    นอกจากจะมีร้านขายของฝากให้เลือกซื้ออย่างหลากหลายแล้ว ย่านมิยุกิโดริยังมีร้านอาหารเป็นจำนวนมากอีกด้วย แถมเรายังได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมจากรูปแบบการปลูกสร้างร้านค้าแต่ละร้าน ซึ่งมีการยืนพื้นด้วยเสาไม้แบบญี่ปุ่นและเพดานไม้ ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อ แถมยังเพลิดเพลินกับการจับจ่ายอีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับ Miyuki-dori Shopping Street

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Himeji ทางประตูทิศเหนือ ประมาณ 5 นาที

    พิกัด

    • Hyogo, Himeji, Konyamachi, 39

    เวลาทำการ

    • 10:00 - 23:30 น. (ขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน)

    เว็บไซต์



  • อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดเฮียวโกะ

    'จังหวัดเฮียวโกะ' นั้นอุดมไปด้วยอาหารทะเลและอาหารพื้นบ้าน ทำให้เราเพลิดเพลินกับการตะลุยหาของอร่อยกันไม่น้อยเลย


    1. โซบะเมชิ (Soba-meshi)

    โซบะเมชิ (Sobameshi) เป็นเมนูอาหารที่เกิดจากการนำโซบะมาผัดกับข้าวบนกระทะร้อน จากนั้นก็ใส่ผักหรือเนื้อสัตว์และปรุงรสด้วยซอสต่างๆ หน้าตาของอาหารจานนี้ก็จะมีกลิ่นอายของความเป็นอาหารจีน

    หลายคนอาจจะแปลกใจกับความเป็นโซบะเมชิ เพราะทั้งโซบะและข้าวต่างก็เป็นแป้งเหมือนกัน พอเอามากินด้วยกันมันจะไม่แน่นไปหน่อยเหรอ แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วนั้นโซบะเมชิเป็นอาหารจานพิเศษที่ชาวเมืองโกเบชื่นชอบมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

    สำหรับคนที่อยากลิ้มรสโซบะเมชิก็สามารถไปลองทานกันได้ตามร้านโอโคโนมิยากิทั่วไปในเมืองโกเบและเมืองใกล้เคียง


    2. เนื้อทาจิมะ (Tajima Beef)

    วัวทาจิมะเป็นต้นกำเนิดของเนื้อวากิวคุณภาพดี เพราะกว่าจะมาเป็นเนื้อทาจิมะได้จะต้องผ่านกระบวนการคัดสรรและเลี้ยงดูมาอย่างดีจากฟาร์มคุณภาพที่ตั้งอยู่ในเมืองทาจิมะ

    ลักษณะพิเศษของเนื้อวัวทาจิมะก็คือมีไขมันแทรกพอประมาณ เมื่อวางในปากปุ๊บก็ละลายปั๊บ รสสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นเป็นพิเศษ แต่ต้องรีบย่างแล้วรีบทานทันทีนะ เพราะไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อจะละลายหมดเสียก่อน!


    3. อากาชิยากิ (Akashiyaki)

    หลายคนคงรู้จักทาโกยากิกันดีอยู่แล้วใช่หรือเปล่า เราจะมาแนะนำอากาชิยากิ (Akashiyaki) ซึ่งเป็นอาหารที่มีส่วนคล้ายกับทาโกยากิ ความคล้ายกันของอาหารสองอย่างนี้คือรูปทรงที่เป็นก้อนกลมๆและการสอดไส้ด้วยปลาหมึก (แต่อากาชิยากิอาจจะดูไม่กลมเท่ากับทาโกยากิสักเท่าไหร่)  ส่วนความต่างก็คือตัวแป้งของอากาชิยากิจะมีส่วนผสมของไข่มากกว่า อีกทั้งเวลาทานจะต้องนำแป้งไปจุ่มกับน้ำซุปร้อนๆด้วย

    นอกจากนี้อากาชิยากิยังเป็นเมนูขึ้นชื่อของเมืองอาคาชิอีกด้วย หากอยากจะไปลิ้มลองรสชาติของอากาชิยากิก็สามารถหาได้ตามร้านอาหารทั่วไปในเมืองอากาชิเลย


    4. ปูมัตสึบะ (Matsuba Crab / Snow Crab)

    ปูมัตสึบะมีลักษณะพิเศษคือตัวใหญ่และมีเนื้อที่หวานอร่อย จึงเป็นอาหารยอดฮิตอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดเฮียวโกะ

    ในช่วงฤดูหนาวของทุกๆปีจะมีเทศกาลจับปูครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งในงานนักท่องเที่ยวจะได้ชิมสารพัดเมนูปูมัตสึบะ ไม่ว่าจะเป็นซาชิมิหรือนาเบะ(หม้อไฟ) ทุกเมนูก็ล้วนแล้วแต่อร่อยเลิศ!


    5. เนื้อโกเบ (Kobe Beef)

    ถ้าไปโกเบแล้วไม่ได้กินเนื้อโกเบเท่ากับไปไม่ถึง!

    เพราะนอกจากเนื้อโกเบจะเป็นของขึ้นชื่อประจำ 'จังหวัดเฮียวโกะ' แล้ว มันยังเป็นวัตถุดิบเลื่องชื่อของประเทศญี่ปุ่นด้วยนะ

    เนื้อโกเบเป็นวากิว(วัวญี่ปุ่น)อีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีความโดดเด่นในเรื่องไขมันน้อย แต่มีความนุ่มและชุ่มฉ่ำ ให้รสชาติที่กลมกล่อมโดยไม่ต้องพึ่งซอสหรือเครื่องปรุงใด

    สำหรับรูปแบบการรับประทานเนื้อโกเบนั้น ชาวเฮียวโกะนิยมทานเป็นสเต็ก ชาบู หรือสุกี้ แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเห็นจะเป็นเนื้อโกเบแบบ ‘เทปันยากิ’ หรือกรรมวิธีที่ทำให้อาหารสุกด้วยการนำวัตถุดิบไปจี่บนกระทะเหล็กนั่นเอง

    ที่ร้านเทปันยากิ เชฟจะย่างเนื้อบนกระทะร้อนหน้าเคาน์เตอร์ที่ลูกค้านั่งอยู่ เพื่อให้ลูกค้าได้ทานทันทีหลังจากที่ปรุงเสร็จ

    สำหรับราคาของเนื้อวากิวในร้านอาหารเทปันยากิก็จะอยู่ที่ 8,000 ถึง 30,000 เยนต่อคน ซึ่งอาจจะแพงหน่อยสำหรับคนไทย แต่ขอรับประกันความอร่อยและคุ้มค่า เข้าปากทีเหมือนไปสู่นิพพานเลยจ้า

    เรามีรีวิวร้านสเต๊กเนื้อโกเบชื่อดังอย่าง Steakland ด้วยนะ หากสนใจสามารถอ่านได้ที่นี่เลย > ชมวิวอ่าวโกเบที่ Kobe Harbour Land & ทานเนื้อโกเบที่ร้านสเต๊กในตำนาน Steakland

    ที่มา: รวมข้อมูลและสถานที่ท่องเที่ยวใน ‘จังหวัดเฮียวโกะ’

    ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่: fromJapan.info



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in