fromJapan พาเที่ยว 47 จังหวัดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยfromjapan.th
จังหวัดอิบารากิ อาณาจักรแห่งนัตโตะ !
  • จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki Prefecture) เป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ น้ำตก ศาลเจ้า วัด และมีภูมิทัศน์ทางธรรมชาติที่แสนน่าทึ่ง นั่นเป็นเพราะว่าภูมิประเทศกว่า 40% เป็นภูเขาที่ทอดตัวยาวทางทิศเหนือ และมีพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ทางทิศใต้ แถมชายฝั่งทางทิศตะวันออกยังหันหน้าออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่อิบารากิจะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่น่าไปเที่ยวมาก!

    และจังหวัดที่อยู่ห่างจากโตเกียวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเพียง 2 ชั่วโมงนี้ ก็เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของผู้ผลิตและผู้บริโภคนัตโตะ (ถั่วหมักญี่ปุ่น) เป็นอันดับ 1 ของประเทศ! นอกจากนี้อิบารากิยังเป็นต้นกำเนิดของไอคิโดซึ่งเป็นศิลปะการป้องกันตัวของญี่ปุ่นด้วย แถม 1 ใน 3 ของสวนดอกไม้ที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่างสวนฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค ก็มีทิวทัศน์ของทุ่งเนโมฟีลาที่สวยงามมากๆยามฤดูใบไม้ผลิ

    เอาล่ะ~ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า จังหวัดอิบารากิ นั้นจะมีที่เที่ยวแห่งไหนรอให้เราไปยลบ้าง

    แต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อความหลัก เราขออนุญาตให้เครดิตกับทีมงานคุณภาพ fromJapan ที่สร้างสรรค์ผลงานดีๆแบบนี้มาโดยตลอด และถ้าหากเพื่อนๆอยากอ่านบทความที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลและความรู้แบบนี้ ก็สามารถไปตำกันได้ที่ Official Website: fromJapan.info กันได้เลย~!

     

    สถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดอิบารากิ

    1. สวนสาธารณะชายทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค (Hitachi Seaside Park)

    สวนสาธารณะชายทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค (Hitachi Seaside Park) ตั้งอยู่ในเมืองฮิตาชินากะ (Hitachinaka) จังหวัดอิบารากิ นอกจากเราจะสามารถชมดอกไม้สวยๆได้ตลอด 4 ฤดูกาลแล้ว เรายังสามารถเพลิดเพลินไปกับเครื่องเล่นในโซนสวนสนุกของที่นี่ได้ด้วย หรือจะนั่งชิงช้าสวรรค์ชมวิวกันเพลินๆก็ได้ เรียกได้ว่าถ้ามาที่นี่ เราก็จะได้สนุกไปกับกิจกรรมที่หลากหลายเลยทีเดียว [01]

    เนื่องจากสวนสาธารณะชายทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์คแห่งนี้หันหน้าออกไปทางทะเลคาชิมานาดะ (Kashimanada Sea) และตั้งอยู่บนเนินทรายซึ่งเกิดจากการที่ลมทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดทรายจากแม่น้ำคุจิ (Kuji River) มาทับถมกันจนเป็นเนิน ทั้งกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นที่ไหลมาบรรจบกันพอดี ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมาะกับการเพาะปลูกอย่างมาก แถมอากาศก็ดีด้วย~

    แม้ว่าในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้จะเป็นสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้ที่ผลิบานอย่างสวยงาม แต่ก็คงไม่มีใครคิดว่าที่นี่เคยเป็นสนามบินของกองทัพญี่ปุ่นมาก่อนเลยใช่ไหมคะ สนามบินที่ว่านี้มีชื่อว่า Higashi-Mito Airport

    ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นฐานทัพของหน่วยรบอากาศอเมริกาที่มีไว้สำหรับฝึกซ้อมรบและทิ้งระเบิด

    เนื่องจาก Higashi-Mito Airport ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อาศัย จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้บริสุทธิ์ตาดำๆจำนวนมากจะโดนลูกหลงที่เกิดจากความผิดพลาดในการซ้อมรบ ไม่ว่าจะเป็นการยิงปืนพลาดก็ดี หรือการทิ้งระเบิดพลาดก็ดี ทั้งนี้ความสูญเสียมากมายที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวออกมาเรียกร้องให้อเมริกาคืนสถานที่แห่งนี้ให้กับญี่ปุ่น

    และในที่สุดความหวังของประชาชนก็เป็นจริง เมื่อปี 1973 อเมริกาคืนพื้นที่ของ Higashi-Mito Airport ให้กับญี่ปุ่นอย่างถาวร

    และเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว เขาจึงเนรมิตให้สถานที่ซ้อมรบแห่งนี้กลายเป็นสวนดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ทั้งนี้ก็เป็นความต้องการเดิมของชาวท้องถิ่นที่นี่ด้วย [02]

    เราจึงเห็นดอกไม้ที่บานสะพรั่งอย่างสวยงามตลอดทั้งปีจวบจนปัจจุบันนั่นเอง

    ว่าแต่ถ้ามาช่วงไหนจะได้ชมดอกอะไรบ้างน๊า~

    • ฤดูใบไม้ผลิ >> ดอกเนโมฟีลา หรือ Baby Blue Eyes (Nemophila Narcissus) และดอกทิวลิป (Tulip)
    • ฤดูร้อน >> ดอกป๊อปปี้ (Poppy) และดอกกุหลาบ (Rose)
    • ฤดูใบไม้ผลิ >> ต้นโคเชีย (Kochia) และดอกคอสมอส (Cosmos)
    • ฤดูหนาว >> ดอกไอซ์ทิวลิป Ice Tulip

    ไม่ว่าจะมาเที่ยวช่วงไหนก็ได้ชมดอกไม้สวยๆแน่นอน!

    ข้อมูลเกี่ยวกับสวนสาธารณะชายทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค (Hitachi Seaside Park)

    วิธีเดินทาง

    • จาก JR Joban Line ให้นั่งรถบัสที่ Katsuta Station โดย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
    • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >>> Click Here!

    เวลาทำการ

    • สามารถตรวจสอบได้ที่ >>> Click Here!

    ค่าเข้าชม

    • สามารถตรวจสอบได้ที่ >>> Click Here!

    เว็บไซต์


    2. สวนไคราคุเอ็น (Kairakuen Garden)

    สวนไคราคุเอ็น (Kairakuen Garden) สร้างขึ้นในปี 1842 ภายใต้คำสั่งของเจ้าครองเมืองนาริอากิ โทคุกาวะ (Nariaki Tokugawa) โดยคำว่าไคราคุเอ็น (Kairakuen) นั้นมาจากคำพูดในหนังสือของเมิ่งเคอ (The Book Of Mencius) ที่กล่าวว่า


    The ancients would share the pleasures with people, so their pleasures would be hearty and deep.

    คนโบราณต่างร่วมแบ่งปันความสุขซึ่งกันและกัน
    แลความสุขของพวกเขานั้น
    จักเป็นดั่งสหายแท้และตราตรึงใจไปชั่วกาล

    -Nariaki Tokugawa-


    และด้วยคอนเซ็ปต์ดังกล่าว จุดประสงค์ที่แท้จริงของการสร้างสวนไคราคุเอ็นนั้นจึงไม่ใช่การสร้างขึ้นเพื่อชนชั้นสูงแต่อย่างใด แต่เพื่อประชาชนทุกคนนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ สวนไคราคุเอ็นจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นสวนสมัยใหม่ ซึ่งผสมผสานกับเอกลักษณ์ของสวนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

    พอเข้าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เราจะเห็นต้นบ๊วยกว่า 100 ชนิด และดอกไม้นานาพันธุ์ร่วม 3,000 ดอก แข่งขันกันผลิบานจนทำให้สถานที่แห่งนี้ติด 1 ใน 3 ของสวนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น!

    ตลอดเวลาที่เดินทั่วทั้งสวนไคราคุเอ็นนั้น เราจะเห็นไม้ดอกหลากหลายสายพันธุ์ รวมทั้งไม้ประดับ ไม่ว่าจะเป็นต้นบ๊วยญี่ปุ่น ต้นซากุระ ต้นอาซาเลีย ต้นโคลเวอร์ญี่ปุ่น ทั้งยังมีส่วนที่เป็นป่าซีดาร์และป่าไผ่ด้วย

    NavinTar / Shutterstock

    และที่ทุกคนเห็นอยู่ในตอนนี้ก็คือ อาคารโคบุงเตอิ (Kobuntei) โดยอาคารไม้แห่งนี้มีทั้งหมด 3 ชั้น ประกอบด้วยอาคารหลักและส่วนขยายเพิ่มบริเวณชั้นหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าเมืองนาริอากิก็มีบทบาทในการสร้างอาคารโคบุงเตอิมากด้วย

    ในอดีตนั้น อาคารโคบุงเตอินิยมใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงน้ำชา แขกในงานที่เจ้าเมืองนาริกาอิเชิญมานั้นก็มีทั้งนักเขียน กวี จิตรกร หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปกครองของเขา โดยเป็นการเชิญมาเพื่อร่วมแต่งกลอนไฮกุ (กลอนญี่ปุ่น) หรือทำกิจกรรมสังสรรค์อื่นๆ เรียกได้ว่าอาคารแห่งนี้เป็นสถานที่จัดอีเวนต์ดีๆนี่เอง

    NavinTa / Shutterstock

    สำหรับส่วนต่อขยายที่อยู่บริเวณชั้นหนึ่งนั้น นอกจากจะใช้เป็นที่พักของขุนนางแล้ว ยังเป็นทางฉุกเฉินสำหรับหนีไฟได้ด้วย

    ในวันที่ 2 สิงหาคม 1945 อาคารบุงเตอิได้รับความเสียหายจากการโจมตีทางอากาศ และได้บูรณะขึ้นมาใหม่ในปี 1955 [03]

    ข้อมูลเกี่ยวกับสวนไคราคุเอ็น (Kairakuen Garden)

    วิธีเดินทาง

    • จาก Mito Station ให้นั่งรถบัสจากฝั่งทิศเหนือ ทั้งนี้จะนั่งรถบัสสายใดก็ได้ที่มุ่งหน้าไปที่ Kairakuen จากนั้นให้ลงที่ป้าย Kairakuen Mae เบ็ดเสร็จแล้วจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที

    เวลาทำการ

    • Kairakuen
      • 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน : 6:00 - 19:00 น.
      • 1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคม : 7:00 - 18:00 น.
    • Kobuntei
      • 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน : 9:00 - 17:00 น.
      • 1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคม : 9:00 - 16:30 น.
      • หมายเหตุ : สวน Kairakuen เปิดทำการทุกวัน ยกเว้นส่วนที่เป็น Kobuntei จะปิดให้บริการในช่วงวันที่ 29 - 31 ธันวาคม ของทุกปี

    ค่าเข้าชม

    • Kairakuen
      • ผู้ใหญ่ 300 เยน
      • เด็กประถมและเด็กมัธยมต้น 100 เยน
    • Kobuntei
      • ผู้ใหญ่ 200 เยน
      • เด็กเล็กและเด็กมัธยมต้น 100 เยน

    เว็บไซต์


    3. พระพุทธรูปอุชิคุไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu)

    พระพุทธรูปอุชิคุไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu) ถูกบันทึกลง Guiness World Record ในปี 1995 ว่าเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปหล่อทองสัมฤทธิ์ปางยืนที่สูงที่สุดในโลก ความสูงรวมกันของรูปปั้นกับส่วนฐานนั้นรวมกันเป็น 110 เมตร ถ้านำไปเทียบกับพระพุทธรูปไดบุทสึที่จังหวัดนารา ไดบุทสึก็จะมีขนาดเท่าฝ่ามือของอุชิคุไดบุทสึ หากเข้าไปดูใกล้ๆเราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของปฏิมากรรมที่แสนอลังการนี้

    Joaquin-Ossorio-Castillo / Shutterstock

    อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ควรค่าแก่การไปทำก็คือการเข้าไปชมข้างในของพระพุทธรูป อย่างนิทรรศการจัดแสดงการสร้างพระพุทธรูปไดบุทสึ ส่วนนิ้วโป้งจำลองพระพุทธรูปไดบุทสึ อีกทั้งบริเวณพระอุระขององค์พระนั้นเป็นจุดชมวิวที่สูงจากพื้น 85 เมตร แน่นอนว่าเราสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้ดีเลยล่ะ และถ้าวันไหนอากาศแจ่มใสก็จะเห็นวิวของภูเขาฟูจิด้วย

    ส่วนบริเวณชั้น 4 นั้นเป็นร้านขายของฝาก แน่นอนว่าสินค้าที่วางขายที่นี่ต้องพิเศษสุดๆ~ ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจพระไดบุทสึ ธูปหอมพระไดบุทสึ คริสตัลพระไดบุทสึ หรือสินค้าอื่นๆของพระพุทธรูปไดบุทสึที่มีขายเฉพาะที่นี่เท่านั้น

    ข้อมูลเกี่ยวกับพระพุทธรูปอุชิคุไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu)

    วิธีเดินทาง

    • สถานีรถไฟที่ใกล้กับ Ushiku Daibutsu มากที่สุดก็คือ Ushiku Station จึงสามารถนั่งรถไฟ JR สาย Joban Line จาก Ueno Station, Tokyo Station หรือ Shinagawa Station มาลงที่สถานี Ushiku Station ได้ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นให้นั่งรถบัสที่ผ่าน Ushiku Daibutsu หรือ Ami Premium Outlet จาก Ushiku Station ฝั่งทางออกทิศตะวันออก ไปลงที่ป้าย Ushiku Station โดยใช้เวลา 25 นาที มีค่ารถบัส 700 เยน
    • หมายเหตุ : รถบัสจะออกทุกๆ 1 ชั่วโมง

    เวลาทำการ

    • มีนาคม - กันยายน : วันธรรมดา 9.30 - 17.00 น. / วันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 9:30 - 17:30 น.
    • ตุลาคม - กุมภาพันธ์ : เปิดทุกวัน เวลา 9:30 - 16:30 น.
    • หมายเหตุ : สามารถเข้าชมได้ก่อนเวลาปิดทำการ 30 นาที

    ค่าเข้าชม

    • 500 เยน สำหรับค่าที่จอดรถอย่างเดียว
    • 800 เยน สำหรับค่าที่จอดรถและเข้าชมอาคารภายในรูปปั้น

    เว็บไซต์


    4. ศาลเจ้าคาชิมะ (Kashima Jingu Shrine)

    mTaira / Shutterstock

    ศาลเจ้าคาชิมะ (Kashima Jingu Shrine) สร้างขึ้นตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสตศักราช เรียกได้ว่าเป็นศาลเจ้าญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุดอีกหนึ่งแห่งเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 3 ศาลเจ้าใหญ่แห่งภูมิภาคคันโต โดยศาลเจ้าคาชิมะนั้นสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งสายฟ้า สงคราม และศิลปะการต่อสู้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า ทาเคมิคาสึจิ โนะ โอคามิ (Takemikazuchi-no-Okami) นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่มีประวัติเรื่องการตีดาบที่เก่าแก่และยาวนานที่สุดจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งชาติเลยทีเดียว

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างลงความเห็นว่าจะต้องมาโดนที่นี่ให้ได้ก็คือสระน้ำที่ซ่อนอยู่ด้านหลังศาลเจ้า ซึ่งมีชื่อเรียกว่า มิตาราชิอิเกะ (Mitarashi Ike) แปลว่าสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยเราสามารถกล่าวได้ว่าน้ำของที่นี่มีความใสสะอาดจริง เพราะเป็นน้ำที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน หากลองสังเกตที่บริเวณผิวน้ำในสระดีๆ เราจะเห็นฟองน้ำที่กำลังผุดขึ้นมาจากก้นบ่อด้วย (ใสเบอร์นั้นจริงๆนะคะคุณ~)

    beibaoke / Shutterstock

    อย่างที่กล่าวไปว่ามิตาราชิอิเกะเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีไว้ชะล้างร่างกายและจิตวิญญาณของผู้ศรัทธาตามหลักของชินโต แต่ในปัจจุบันหากไปเที่ยวที่นี่ เราก็จะเห็นปลาคาร์ปแสนน่ารักว่ายน้ำเล่นอยู่ในสระน้ำ เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสีสันและเพิ่มเสน่ห์ให้กับสถานที่แห่งนี้มากเลยล่ะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าคาชิมะ (Kashima Jingu Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Kashima Jingu Station โดยใช้เวลา 10 นาที

    เวลาทำการ

    • 8:30 - 16:30 น.

    เว็บไซต


    5. ศาลเจ้าโออาราอิ อิโซซากิ (Oarai Isosaki Shrine)

    ศาลเจ้าโออาราอิ อิโซซากิ (Oarai Isosaki Shrine) เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 856 โดยมีจุดประสงค์เพื่อบูชาเทพสององค์ซึ่งเป็นผู้สร้างประเทศญี่ปุ่นตามความเชื่อของลัทธิชินโต นั่นก็คือเทพโอนามุจิ (Oonamuchi no Mikoto) และ เทพสึกุนาฮิโกนะ (Sukunahikona no Mikoto) ซึ่งเป็นดังบุตรแห่งสวรรค์ที่ลงมาสืบเชื้อสายบนโลกมนุษย์

    นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นเองก็เชื่อกันว่า หากใครมีโอกาสได้มาสักการะที่นี่สักครั้งก็จะแคล้วคลาดจากเภทภัยทุกอย่าง แถมยังได้ความโชคดีกลับไปเต็มร้อยเลยด้วย เขาจึงนิยมมาขอพรให้คนในครอบครัวและตัวเองปลอดภัยนั่นเอง โดยเฉพาะบ้านที่กำลังจะมีอีเวนต์คลอดลูกเนี่ย ศาลเจ้าโออาราอิ อิโซซากิสามารถมอบความกล้าและความสบายใจให้ได้นะ

    http://oarai-isosakijinja.or.jp

    สำหรับอาคารหลักของศาลเจ้า (Honden) และโถงสักการะ (Haiden) ของศาลเจ้าโออาราอิก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของจังหวัดอิบารากิเช่นกัน

    และไฮไลต์สำคัญของศาลเจ้าโออาราอิ อิโซซากิก็คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากประตูโทริอิที่ตั้งตระหง่านบนโขดหินอย่าง ประตูคามิอิโซะ โนะ โทริอิ (Kamiiso no Torii) โดยประตูโทริอิที่ว่านี้ตั้งอยู่บนแนวหินที่ยื่นออกสู่ทะเลคาชิมะนาดะ (Kashima Nada Sea)

    สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าทั้งสองดังที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมถึงต้องมาที่นี่ให้ได้นั้นก็คงไม่ต้องพูดเยอะ เพราะวิวสวยๆยามคลื่นกระทบโขดหินจนมวลน้ำสาดกระเซ็นนั้น เป็นดั่งฉากจากธรรมชาติที่สร้างมาให้กับประตูโทริอิแห่งนี้

    แล้วถ้ามากันเช้าๆหน่อย เราก็จะได้เห็นดวงอาทิตย์ที่กำลังทอแสงลอดผ่านประตูโทริอิด้วย มันเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามมากจนโชกุนโทคุกาวะ มิทสึคุนิ (Tokugawa Mitsukuni) ถึงกับแต่งกลอนไฮกุเพื่อชื่นชมความงามของภาพตรงหน้าเลยล่ะ [04]

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าโออาราอิ อิโซซากิ (Oarai Isosaki Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟ Kashima Seaside Railway สาย Oarai Kashima Line ไปลงที่สถานี Orai Station แล้วนั่งแท็กซี่ไปยังศาลเจ้าโดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที

    เวลาทำการ

    • 9:00 - 16:00 น.

    เว็บไซต์


    6. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki Prefectural Museum Of History)

    NavinTar / Shutterstock

    พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki Prefectural Museum Of History) เป็นสถานที่ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรวบรวม จัดระเบียบ อนุรักษ์ และค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของ 'จังหวัดอิบารากิ' เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่สาธารณชน

    นอกจากพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะและงานฝีมือแล้ว ตัวอาคารหลักแห่งนี้ยังมีส่วนพิพิธภัณฑ์ซึ่งใช้เป็นที่เก็บเอกสารโบราณและไมโครฟิล์มจำนวนมาก อีกทั้งยังมีส่วนที่เก็บรักษาหลักฐานและวัตถุทางประวัติศาสตร์ด้วย

    Colosssus-Hong / Shutterstock

    ถัดจากตัวอาคารหลักก็มีการจัดแสดงสิ่งก่อสร้างในอดีตซึ่งย้ายมาจากบริเวณก่อสร้างเดิม โดยประกอบไปด้วยกระท่อมในยุคเอโดะและอาคารเรียนแบบตะวันตกจากสมัยเมจิ แล้วถ้าใครอยากใช้พื้นที่ของห้องชงชาหรือหอประชุมก็ไปสามารถขอใช้ได้นะ แถมช่วงฤดูใบไม้ร่วงยังมีจุดชมต้นแปะก๊วยให้ชื่นชมกันอีกด้วย บริเวณนี้ของพิพิธภัณฑ์จึงเป็นที่นิยมสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจมากเลยล่ะ

    NavinTar / Shutterstock

    และในปี 1996 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จังหวัดอิบารากิก็ได้รับการยอมรับจาก Agency for Cultural Affairs ว่าเป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

    ข้อมูลเกี่ยวกับ (Ibaraki Prefectural Museum Of History)

    วิธีเดินทาง

    • จากทางออกทิศเหนือของสถานี Mito Station ให้ขึ้นรถประจำทางหมายเลข 4 ที่มุ่งหน้าไปทาง Sakuragawa nishi danchi แล้วลงที่ป้าย Rekishikankairakuen โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที จากนั้นเดินต่อไปอีก 2 นาที

    เวลาทำการ

    • 9:30 - 17:00 น.
    • ปิดทุกวันจันทร์และวันหยุดปีใหม่ (29 ธันวาคม - 1 มกราคม)

    ค่าเข้าชม

    • 610 เยน

    เว็บไซต์


    7. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโออาราอิ (Oarai Aqua World)

    BjornBecker / Shutterstock

    https://www.klook.com
    https://japan-magazine.jnto.go.jp

    พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโออาราอิ (Oarai Aqua World) เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่เลียบกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ด้วยพื้นที่ 20,000 ตารางเมตร และแทงก์น้ำที่บรรจุน้ำไว้กว่า 1,300 ตัน ทสำคัญคือเป็นที่จัดแสดงสัตว์น้ำ 580 สายพันธุ์ จำนวนกว่า 58,000 ชีวิต โดยเฉพาะปลาฉลามที่มีมากกว่า 55 สายพันธุ์ ปลาแสงอาทิตย์ที่แสนประหลาด แมงกะพรุนจิ๋ว แมวน้ำที่แสนน่ารัก และอื่นๆอีกมากมาย

    BjornBecker / Shutterstock
    https://www.klook.com

    และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ โชว์น้องแมวน้ำกับโลมาแสนน่ารัก นอกจากนี้ยังมีน้องเพนกวินที่ชอบขึ้นจากน้ำมาตากลมด้วยนะ~

    สำหรับบริการอื่นๆของที่นี่ก็มีร้านอาหารและร้านขายของฝากค่ะ ทุกคนสามารถเที่ยวได้สนุกและสะดวกสบายแน่นอน

    ข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์โออาราอิ (Oarai Aqua World)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟ JR สาย Joban Line จาก Ueno Station ไปเปลี่ยนสายที่ Mito Station โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 80 นาที จากนั้นให้เปลี่ยนไปขึ้นสาย Oarai Kashima Line แล้วลงที่สถานี Oarai Station โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที และต่อรถประจำทาง Ibaraki Kotsu ไปยังพิพิธภัณฑ์ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที

    เวลาทำการ

    • 9:00 - 17:00 น.
    • หมายเหตุ : เข้าชมรอบสุดท้ายได้ในเวลา 16:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ผู้ใหญ่ : 1,800 เยน
    • นักเรียนประถมและมัธยมต้น : 900 เยน
    • เด็กเล็ก : 300 เยน

    เว็บไซต์


    8. อาร์ตทาวเวอร์มิโตะ (Art Tower Mito)

    Colosssus-Hong / Shutterstock

    อาร์ตทาวเวอร์มิโตะ (Art Tower Mito) เป็นตึกที่มีรูปทรงโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตึกแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางเมืองมิโตะ ซึ่งนอกจากจะมีดีไซน์ที่สวยแปลกแหวกแนวแล้ว ภายในตึกยังจัดแสดงนิทรรศการศิลปะอีกด้วย โดยใน 1 ปีจะมีการจัดแสดงงานนิทรรศการทั้งหมด 4 ครั้ง

    https://www.japantimes.co.jp

    สำหรับประเภทของงานศิลปะที่เราสามารถชมได้จากที่นี่ก็จะมีทั้งศิลปะญี่ปุ่นดั้งเดิม ศิลปะร่วมสมัย งานออกแบบทางสถาปัตยกรรม การ์ตูน และงานดีไซน์อื่นๆอีกมากมาย ช่างหลากหลายสมกับเป็นอาร์ตทาวเวอร์จริงๆ

    https://www.ana.co.jp

    ในส่วนที่เป็นฮอลล์จะมีการจัดคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกและละครร่วมสมัยด้วย นอกจากนี้ก็มีร้านค้าและบริการอื่นๆ ดังนี้

    ถ้าใครเป็นสายอาร์ต ชอบงานอาร์ตเหมือนคนเขียนก็ต้องไปโดนกันให้ได้เลยนะ!

    ข้อมูลเกี่ยวกับอาร์ตทาวเวอร์มิโตะ (Art Tower Mito)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Mito Station ทางออกทิศเหนือ ให้ขึ้นรถบัสหมายเลข 4, 5, 6 หรือ 7 ไปลงที่ป้าย Izumi-cho 1-chome (ป้ายดังกล่าวจะอยู่ที่บริเวณด้านนอกของห้าง Keisei Department Store) จากนั้นเดินไปที่ Art Tower Mito โดยใช้เวลา 2 นาที

    เวลาทำการ

    • 09:30 - 18:00 น. และจะเปิดถึงเวลา 19:00 น. ในช่วงสุดสัปดาห์และช่วงวันหยุด
    • ปิดทุกวันจันทร์และช่วงเวลาปีใหม่

    ค่าเข้าชม

    • Art Tower Mito : 200 เยน
    • Contemporary Art Gallery : 900 เยน

    เว็บไซต์


    9. น้ำตกฟุคุโรดะ (Fukuroda Falls)

    น้ำตกฟุคุโรดะ (Fukuroda Falls) เป็น 1 ใน 3 น้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองไดโก จังหวัดอิบารากิ โดยเป็นน้ำตกที่มีความสูงถึง 120 เมตร และกว้าง 73 เมตร! โดยมวลน้ำเหล่านี้จะไหลลงสู่แม่น้ำทากิ (Taki River)

    ถ้าเรามองน้ำตกฟุคุโรดะจากที่ไกลๆก็จะเห็นเหมือนกับว่ามีเส้นน้ำสีขาวค่อยๆไหลลงมาจากชั้นหิน เป็นภาพที่สวยงามมากเลยล่ะ

    นอกจากนี้ น้ำตกฟุคุโรดะยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า น้ำตกโยโดะ โนะ ทากิ (Yodo no Taki) ซึ่งแปลว่า น้ำตกที่ควรชื่นชม 4 ครั้ง เพราะชั้นหินของน้ำตกนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ชั้น จึงต้องชื่นชมให้ได้ 4 ครั้งนั่นเอง และชื่อนี้ยังเป็นที่มาของคำกล่าวของ ไซเกียว โฮชิ (Saigyo Hoshi) นักบวชและกวีชื่อดังในปลายยุคเฮอัน โดยมีเนื้อความว่า


    หากไม่เคยชมน้ำตกฟุคุโรดะสี่ครั้ง
    ก็ไม่อาจเข้าถึงความงามที่แท้จริงของน้ำตกแห่งนี้

    -Saigyo Hoshi-


    ทั้งนี้ คำว่า 4 ครั้ง ในคำกล่าวของไซเกียว โฮชินั้นหมายถึง 4 ฤดูกาล นั่นเอง ถ้าใครอยากเข้าถึงความงดงามของน้ำตกฟุคุโรดะก็ต้องมาชมกันให้ครบทั้ง 4 ครั้งเลยนะ~ แต่สำหรับตัวผู้เขียนนั้น เพียงทิวทัศน์ของน้ำตกในฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวก็ดีต่อใจมากแล้วล่ะ ลองจินตนาการถึงตอนที่ต้นไม้พร้อมใจกันผลัดใบเป็นสีแดง หรือช่วงเวลาที่ได้นั่งมองสายน้ำตกขาวโพลนดูสิ สวยใช่ไหมล่ะ~

    นอกจากนี้แล้ว ยังมีความเชื่อที่ว่าหากใครเห็นรูปหัวใจตรงกลางน้ำตกก็จะสมหวังในความรักอีกด้วย เรียกว่าไม่ได้ด้วยเล่ห์หรือเวทมนตร์ก็ต้องใช้จำนวนครั้งในการบนเข้าช่วยแล้วนะคะ แต่เคสนี้คงต้องหารูปหัวใจกันอย่างอดทน ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะ สู้ๆ!

    ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำตกฟุคุโรดะ (Fukuroda Fall)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟ JR สาย Suigun Line ไปลงที่ Fukuroda Station จากนั้นต่อรถบัสจากหน้าสถานีดังกล่าวไปที่น้ำตกฟุคุโรดะ โดยใช้เวลา 10 นาที

    เวลาทำการ

    • เดือนมีนาคม - ตุลาคม : 8:00 - 18:00 น.
    • เดือนพฤศจิกายน - เมษายน : 9:00 - 17:00 น.
    • หมายเหตุ : ในเดือนพฤศจิกายนจะขยายเวลาเปิดจนถึงเวลา 20:00 น. ส่วนเดือนธันวาคมและมกราคมจะเปิดจนถึง 19:00 น. เนื่องจากช่วงวันและเวลาดังกล่าวมีการประดับแสงไฟที่น้ำตก

    ค่าเข้าชม

    • ผู้ใหญ่ : 300 เยน
    • เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี : 150 เยน

    เว็บไซต์


    10. ทะเลสาบคาซึมิกาอุระ (Kasumigaura Lake)

    ทะเลสาบคาซึมิกาอุระ (Kasumigaura Lake) เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น พื้นที่ประมาณ 170 ตารางเมตรแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งในสมัยเอโดะทะเลสาบแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงเกี่ยวกับการประมงดั้งเดิมด้วย

    ปัจจุบันทะเลสาบคาซึมิกาอุระเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงสำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ เหมาะสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนหย่อนใจสไตล์กินลมชมวิวบนเรือใบชิลล์ๆ หรือจะมาตกปลากันแบบสบายๆก็ได้เช่นกัน

    หากใครอยากล่องเรือรอบทะเลสาบก็สามารถไปได้ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง หรือถ้าอยากได้บรรยากาศสวยๆสุดแสนโรแมนติก เราก็ขอแนะนำช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดินแบบรูปด้านบนนี่แหละ เป็นภาพที่น่าประทับใจสุดๆเลยล่ะขอบอก!

    ข้อมูลเกี่ยวกับทะเลสาบคาซึมิกาอุระ (Kasumigaura Lake)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟ JR สาย Joban Line จากเมือง Mito ไปลงที่เมือง Takahama โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากนั้นให้นั่งแท็กซี่ยาวไปถึงทะเลสาบ โดยใช้เวลาประมาณ 24 นาที (แต่เราขอแอบกระซิบว่าค่าแท็กซี่แพงมาก)
    • ขับรถยนต์จากเมือง Mito ไปยังทะเลสาบ โดยใช้ถนน Ibaraki Kuko-kita IC และตลอดการเดินทางนั้นใช้เวลาประมาณ 40 นาที

     
    อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดอิบารากิ

    จังหวัดอิบารากินั้นนอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ก็ยังมีผลผลิตทางการเกษตรและทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น จังหวัดอิบารากิ ยังขึ้นชื่อว่าเป็น No. 1 เรื่องการทำ 'นัตโตะ' ถั่วหมักญี่ปุ่นที่อยู่คู่โต๊ะอาหารของคนญี่ปุ่นมาช้านาน! แถมยังมีหม้อไฟแสนอร่อยอีกด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปดูกันเลยดีกว่าว่าอาหารขึ้นชื่อของอิบารากินั้นมีอะไรบ้าง~


    1. อังโกะนาเบะ (Anko Nabe)

    ปลาอังโกะ หรือ ปลาแองเกลอร์ (Anglerfish) เป็นปลาทะเลน้ำลึกที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน แถมยังเป็นเมนูซิกเนเจอร์ประจำจังหวัดอิบารากิอย่างแท้จริง

    ส่วน อังโกะนาเบะ (Anko Nabe) เป็นเมนูหม้อไฟที่มีทั้งปลาอังโกะ รวมไปถึงผักสดหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักกาดขาว ต้นหอม แครอท และเห็ดหอม นอกจากนี้อังโกะนาเบะยังเป็นเมนูที่นิยมกินกันตอนหน้าหนาว แค่คิดถึงเวลากินหม้อไฟท่ามกลางอากาศเย็นๆเนี่ย มันก็ดีต่อใจมากแล้วจริงไหม?


    2. เมลอน (Melon)

    รู้หรือไม่... เมลอนประมาณ 1 ใน 4 ที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดญี่ปุ่นนั้นมาจากจังหวัดอิบารากิล่ะ!

    ฤดูเมลอนของอิบารากินั้นจะอยู่ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน แต่ถ้าเราอยากลองไปชิมเมลอนสดๆที่ฟาร์ม ก็สามารถไปเที่ยวกันได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน

    สำหรับรสชาติของเมลอนอิบารากินั้นจะค่อนข้างหวานมาก เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง แถมเนื้อแน่นมากด้วย ไม่ว่าใครได้ทานก็ต้องฟินเฟ่อร์


    3. นัตโตะ (Natto)

    รู้ไหมคะว่าที่ 'จังหวัดอิบารากิ' แห่งนี้คืออาณาจักรนัตโตะ! หรืออาจกล่าวได้เลยว่านัมเบอร์วันเรื่องนัตโตะก็ต้องอิบารากินี่แหละ!

    นัตโตะ (Natto) เป็นอาหารพื้นเมืองของประเทศญี่ปุ่น เป็นอาหารที่ทำขึ้นโดยใช้ถั่วเหลืองหมักด้วยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis สายพันธุ์ Natto

    นัตโตะนั้นอุดมไปด้วยโปรตีนและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงจนสามารถใช้แทนเนื้อสัตว์ได้เลยทีเดียว แต่ว่านัตโตะก็มีกลิ่นแรงมากและมีลักษณะเป็นเมือกเหนียว ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาย่อยโปรตีนระหว่างการหมัก ทำให้มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบนัตโตะนั่นเอง [aa]

    ถ้าใครมาอิบารากิแล้วอยากลองทานของเจ๋งๆอย่างนัตโตะ ขอบอกเลยว่ากลิ่นแรงมากจริงๆนะ แต่อร่อยอย่าบอกใครเลย!


    4. โฮชิอิโมะ (Hoshi Imo)

    โฮชิอิโมะ (Hoshi Imo) หรือ มันหวานแห้ง เป็นของดีอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดอิบารากิ ซึ่งผลิตด้วยการนำมันหวานไปนึ่งก่อนที่จะนำไปอบแห้ง นอกจากนี้โฮชิอิโมะยังเป็นอาหารท้องถิ่นที่ดีต่อสุขภาพด้วย เพราะอุดมไปด้วยโพแทสเซียมและไฟเบอร์

    ที่สำคัญคือโฮชิอิโมะที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปของญี่ปุ่น กว่า 90% นั้นก็มาจากที่อิบารากินี่แหละ!


    5. เนื้อฮิตาจิ (Hitachi Beef)


    https://www.ibaraki-shokusai.net

    จังหวัดอิบารากินั้นขึ้นชื่อเรื่องเนื้อวัวแสนอร่อย โดยเจ้าเนื้อที่ว่านี้ก็คือ เนื้อฮิตาจิ (Hitachi Beef) นั่นเอง!

    เนื้อฮิตาจิเป็นเนื้อวัวคุณภาพเยี่ยมและเป็นหนึ่งในวากิวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ทั้งนี้เนื้อฮิตาจิมีจุดเด่นตรงที่มีไขมันแทรกเป็นลายหินอ่อนและมีเนื้อสัมผัสที่ดี เมื่อนำไปย่างบนเตาร้อนๆก็จะส่งกลิ่นหอมมาก!

    ส่วนปัจจัยที่ทำให้เนื้อฮิตาจิอร่อยขนาดนี้ ก็เป็นเพราะสภาพอากาศที่อบอุ่นและความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดอิบารากินั่นเอง!

    แน่นอนว่าเนื้อฮิตาจิไม่ได้หากินกันได้ง่ายๆ ถ้าใครมีโอกาสได้มาที่อิบารากิ ต้องไปโดนกันให้ได้นะ!

    ที่มา: 10 ที่เที่ยวใน ‘จังหวัดอิบารากิ’ ที่ต้องไปโดนให้ได้สักครั้ง

    ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่: fromJapan.info



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in