fromJapan พาเที่ยว 47 จังหวัดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยfromjapan.th
จังหวัดคาโกชิมะ เนเปิลล์แห่งบูรพาที่น่าค้นหา
  • บทนำ : เปิดประตูสู่ 'จังหวัดคาโกชิมะ' สถานที่ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติแสนงาม

    จังหวัดคาโกชิมะ (Kagoshima Prefecture) อาจจะเป็นชื่อจังหวัดที่ไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยสักเท่าไหร่เลยใช่ไหมล่ะ? ถ้าลองเปรียบเทียบญี่ปุ่นกับไทย คาโกชิมะก็จะเหมือนปัตตานีตรงที่เป็นจังหวัดที่อยู่เกือบใต้สุดของประเทศเหมือนกันค่ะ

    และอย่างที่ทุกคนทราบกันดี (หรือไม่ดีนะ 555) ว่าญี่ปุ่นมีเกาะหลักอยู่ทั้งหมด 4 เกาะ คือฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุ และคิวชู คงจะเดากันได้ไม่ยากเลยว่าคาโกชิมะนั้นตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะคิวชูนั่นเอง ทั้งนี้บริเวณพื้นที่ตอนใต้ของจังหวัดคาโกชิมะก็เป็นคาบสมุทรที่แบ่งออกเป็น 2 บริเวณ คือคาบสมุทรซัตสึมะ (Satsuma Peninsula) ที่อยู่ฝั่งตะวันตก และคาบสมุทรโอสึมิ (Osumi Peninsula) ที่อยู่ฝั่งตะวันออก โดยมีอ่าวคาโกชิมะ (Kagoshima Bay) อยู่คั่นกลางระหว่างคาบสมุทรทั้งสอง

    นอกจากนี้ พื้นที่อีกส่วนของคาโกชิมะก็เป็นเกาะเล็กเกาะน้อยที่มีระยะห่างจากกันประมาณ 100 กิโลเมตร ทั้งยังเชื่อมต่อกันไปจนถึงโอกินาว่าเลยทีเดียว

    ถ้าพูดถึงไฮไลต์ของจังหวัดคาโกชิมะก็ต้องบริเวณพื้นที่ภูเขาไฟนี่ล่ะ เป็นอะไรที่เจ๋งสุดๆไปเลย เพราะที่นี่มีทั้งภูเขาไฟที่มีพลังและภูเขาไฟที่สงบไปแล้ว ทั้งนี้เจ้าภูเขาไฟที่มีพลังก็เคยปะทุครั้งใหญ่มาแล้วถึง 2 ครั้ง คือในปี 1914 และปี 1960 โดยการปะทุครั้งแรกนั้นทำให้ลักษณะภูมิประเทศของเกาะซากุระจิมะ (Sakurajima Island) เปลี่ยนไปนิดหน่อย กล่าวคือ มันทำให้ผืนดินส่วนหนึ่งของเกาะเชื่อมติดกับแผ่นดินหลักฝั่งคาบสมุทรโอสึมิ ทั้งยังสร้างแนวหินพัมมิซ (Pumice Stone) รูปร่างประหลาดตาขึ้นเรียงรายตามแนวชายฝั่ง

    ยิ่งไปกว่านั้น คุณสมบัติเฉพาะของดินภูเขาไฟก็รังสรรค์พื้นที่เกษตรกรรมอันแสนวิเศษให้กับชาวคาโกชิมะอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ยาสูบ มันเทศหวาน หรือหัวไชเท้ายักษ์ที่มีขนาดเท่ากับลูกบาสเบอร์ 7 อย่างหัวไชเท้าไดคอน พืชผลทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นผลผลิตที่เกิดจากความพิเศษของดินภูเขาไฟทั้งสิ้น

    นอกจากนี้ ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ (Crater Lake) ที่ตั้งอยู่บริเวณสุดขอบทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองอิบุสึกิ (Ibusuki) ก็ทำให้ชื่อเสียงของออนเซ็นทรายร้อนของที่นี่ดังกระฉ่อนไปทั่วหล้า! [1]

    สำหรับสินค้าที่เป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของคาโกชิมะก็คือ อาหาร งานไม้ และงานหัตถกรรม

    เกร็ดความรู้อีกอย่างหนึ่งที่อยากมาเล่าสู่กันฟังก็คือ บางพื้นที่ของคาโกชิมะมีขนบธรรมเนียมที่ว่า ห้ามซักเสื้อผ้าของผู้ชายกับผู้หญิงรวมกันเด็ดขาด! ธรรมเนียมดังกล่าวมีมาตั้งแต่ยุคศักดินาของญี่ปุ่น และปัจจุบันก็ยังคงปรากฎให้เราเห็นในบางหมู่บ้าน[2]

    นอกจากนี้ คาโกชิมะก็ยังมีชื่อเล่นเก๋ๆว่า เนเปิลส์แห่งบูรพา (Naples of Orient) ด้วย เพราะจังหวัดนี้เป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญ อีกทั้งยังสวยงามไม่แพ้เมืองเนเปิลส์ในประเทศอิตาลีเลย

    และถ้าถามว่าของดีของคาโกชิมะคืออะไร เราก็ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของคาโกชิมะนี่แหละเด็ดสุด ไม่ว่าจะเป็นป่าซีดาร์บนเกาะยากุชิมะ (Yakushima Island) ภูเขาไฟที่รอการประทุบนเกาะซากุระจิมะ (Sakurajima ) หรือน้ำตกแสนสวยสีเขียวมรกตอย่างน้ำตกโองาวะ (Ogawa Waterfall) อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างหมู่บ้านซามูไรด้วย (Chiran Samurai Distinct) และถ้าใครเป็นสายมูเตลู ก็ไม่ควรพลาดการไปสักการะศาลเจ้าคิริชิมะ (Kirishima Shrine) เด็ดขาดเลย! เพราะศาลเจ้าแห่งนี้เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นเลยนะ ได้ยินแค่นี้ก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวเพราะความขลังแล้วใช่ไหมล่ะ 555

    เพราะฉะนั้นอย่ารอช้า เราไปเที่ยวคาโกชิมะกันเลยดีกว่า!

     

    สถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดคาโกชิมะ

    ก่อนที่เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับสถานที่น่าเที่ยวในคาโกชิมะนั้น เรานำวิธีการเดินทางไปคาโกชิมะอย่างง่ายมาฝากทุกคนกันด้วยล่ะ [3] (ว่าแต่การเดินทางในญี่ปุ่นมันเคยง่ายด้วยเหรอ 555) เอาล่ะ! เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็ขอแจงแถลงความกันเลยเน้อ


    เดินทางโดยเครื่องบิน

    1. บินจากนอกประเทศ (International Flight)

    สำหรับคนที่มีแพลนว่าจะไปเที่ยวเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง หรือเซี่ยงไฮ้ ก็สามารถเพิ่ม จังหวัดคาโกชิมะ เข้าไปในทริปได้นะ เพราะเดินทางสะดวกด้วยเที่ยวบินตรงดังนี้

    • จากโซล (Incheon International Airport) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
    • จากไต้หวัน (Taoyuan) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
    • จากเซี่ยงไฮ้ (Pudong) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที
    • จากฮ่องกง (Hong Kong International Airport) ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

    สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ >>> Click Here!

    สำหรับคนที่แพลนว่าจะเน้นเที่ยวที่คาโกชิมะ ก็สามารถเลือกเที่ยวบินที่ไปคาโกชิมะได้เลย แต่ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่โตเกียวนะ

    สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ >>> Click Here!

    2. บินภายในประเทศ (Domestic Flight)

    สำหรับการเดินทางภายในประเทศญี่ปุ่นนั้น เราสามารถเลือกเที่ยวบินปกติจากสนามบินในโตเกียว โอซาก้า นาโกยะ หรือฟุกุโอกะ เพื่อไปยังคาโกชิมะได้เลย แน่นอนว่าเที่ยวบินดังกล่าวต่างก็ครอบคลุมถึงเส้นทางที่จะไปยังเกาะต่างๆของคาโกชิมะด้วย

    สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ >>> Click Here!


    เดินทางโดยรถไฟความเร็วสูง

    ถ้าใครจะไปเที่ยวฟุกุโอกะแล้วอยากจะได้ที่เที่ยวเพิ่ม ก็สามารถตีตั๋วรถไฟชินคันเซ็นมาที่คาโกชิมะได้นะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 17 นาทีจ้า

    สำหรับการเดินทางในคาโกชิมะนั้น เราสามารถนั่งรถไฟสาย Kagoshima Main Line, Nippo Main Line หรือ Ibusuki Makurazaki Line ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • Kyushu Shinkansen : Fukuoka ---> Kagoshima-Chou Station
    • Kagoshima Main Line : Satsuma-Matsumoto Station ---> Kami-Ijuin Station ---> Hiroki Station ---> Kagoshima-Chou Station ---> Kagoshima Station
    • Nippo Main Line : Ryugamizu ---> Kagoshima Station
    • Ibusuki Makurazaki Line : Kagoshima-Chuo Station ---> Korimoto Station ---> Minami-Kagoshima Station ---> Usuki Station ---> Taniyama Station ---> Jigenji Station ---> Sakanoue Station ---> Goino Station ---> Hirakawa Station ---> Sesekushi Station ---> Nakamyo Station ---> Kiire Station ---> Maenohama Station ---> Nukumi Station [4]

    สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่


    เดินทางโดยรสบัส

    เราสามารถไปคาโกชิมะด้วย Highway Bus ได้ด้วยนะ โดยสามารถเดินทางจากโอซาก้า โกเบ ฟุกุโอกะ นางาซากิ คุมาโมโตะ และ มิยาซากิได้เลย แต่อาจจะต้องทำใจเรื่องเวลาหน่อยนะ เพราะตั๋วเร็วสุดก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงแล้ว โดยจุดเริ่มต้นก็คือ มิยาซากิ

    สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ >>> Click Here!

    แถลงการณ์ยาวจบไปหนึ่งยก 555 และก็สมควรแก่เวลาแห่งการไปเที่ยวแล้ว เย้~

    เรามาดูกันดีกว่าว่าที่ 'จังหวัดคาโกชิมะ' แห่งนี้จะมีอะไรให้เราไปยลบ้าง


    1. หาดทรายยูริกะฮามะ (Yurigahama Beach)

    สถานที่แรกที่เราภูมิใจนำเสนอก็คือ หาดทรายยูริกะฮามะ แน่นอนว่านี่จะต้องไม่ใช่หาดทรายธรรมดาๆ เพราะว่ามันสามารถล่องหนได้!

    หาดยูริกะฮามะ เป็นหาดทรายที่ผุดขึ้นมากลางทะเลแบบเดี่ยวๆ โดยไม่ได้เชื่อมต่อกับพื้นดินแต่อย่างใด (อารมณ์คล้ายๆทะเลแหวกที่กระบี่ แต่หาดนี้ไม่ได้เชื่อมติดกับเกาะเหมือนทะเลแหวก) หาดยูริกะฮามะอยู่ห่างจากเกาะโยรอนมาประมาณ 1.5 กิโลเมตร อีกทั้งเกาะดังกล่าวก็อยู่ถัดลงไปทางทิศใต้ของแผ่นดินใหญ่ (ใต้เกาะคิวชู แต่ยังไม่ถึงเกาะโอกินาว่า)

    นอกจากนี้ รูปร่างของหาดก็ยังเปลี่ยนไปทุกวันตามทิศทางของกระแสน้ำ หากนั่งเรือไปเที่ยววันนี้ เราอาจจะได้เห็นหาดในรูปทรงหนึ่ง แต่พอไปในวันถัดไปเราอาจจะเจอหาดในรูปทรงที่ไม่เหมือนเดิม แถมบางวันหาดก็ยังล่องหนด้วยการจมหายไปใต้ทะเลซะงั้น วันดีคืนดีก็มีการเปลี่ยนตำแหน่งด้วย ช่างเป็นหาดทรายที่เดาอารมณ์ได้ยากเหลือเกินค่ะท่านผู้ชม 555 ดังนั้นถ้าอยากไปเที่ยวหาดยูริกะฮามะ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าหาดนี้จะปรากฏให้เห็นในช่วงเวลาดังต่อไปนี้เท่านั้น

    • ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน (เดือน เม.ย. – ก.ย.) หาดจะปรากฏเฉพาะ 2 ฤดูนี้เท่านั้น เพราะในช่วงฤดูเหล่านี้ลมจะพัดพากระแสน้ำไปในทิศทางที่ทำให้เกิดหาดขึ้นได้
    • วันที่ฟ้าเปิด แดดดี อากาศแจ่มใส
    • ช่วงเวลาน้ำลง เพราะถ้าเป็นช่วงน้ำขึ้น หาดก็จะจมหายไปใต้ทะเลทั้งหาดเลย

    ดังนั้นก่อนเดินทางไป เราควรเช็กตารางน้ำลงที่เว็บไซต์นี้ก่อนนะ >>> http://www.yorontou.info/spot/e000014.html

    อีกหนึ่งความพิเศษของหาดยูริกะฮามะก็คือ เม็ดทรายบนหาดแห่งนี้มีรูปร่างคล้ายดาวค่ะ อีกทั้งยังมีความเชื่อที่ว่าถ้าเราเก็บเม็ดทรายเป็นจำนวนเท่าอายุตัวเอง ชีวิตเราจะประสบกับความโชคดี ใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวก็ต้องลองพิสูจน์ดูหน่อยแล้วล่ะ!

    ข้อมูลเกี่ยวกับหาดทรายยูริกะฮามะ (Yurigahama Beach)

    วิธีเดินทาง

    • ก่อนอื่นเราต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่เกาะโยรอนก่อน โดยสามารถขึ้นเครื่องได้จากสถานที่ดังต่อไปนี้ 1. จากสนามบินคาโกชิมะไปเกาะโยรอน (Kagoshima Airport > Yoron Airport = ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 35 นาที) 2. จากเกาะอามามิไปเกาะโยรอน (Amami Airport > Yoron Airport = ใช้เวลา 45 นาที) 3. จากโอกินาว่าไปเกาะโยรอน (Naha Airport > Yoron Airport = ใช้เวลา 40 นาที) ทั้ง 3 สนามบินมีไฟล์ทไปลงที่เกาะโยรอนทุกวัน และในช่วงฤดูร้อนจะมีไฟล์ทจากโอกินาว่า 2 ไฟล์ทต่อวัน
    • จากเกาะโยรอน เราสามารถไปหาดยูริกะฮามะได้โดยเรือท้องกระจก

    โทร

    • 0997975151

    เว็บไซต์


    2. น้ำตกโองาวะ (Ogawa Waterfall)

    น้ำตกโองาวะ (Ogawa Falls) ตั้งอยู่ในเมือง มินามิโอสึมิ (Minamiosumi) ตรงบริเวณเกือบปลายสุดของคาบสมุทรโอสึมิ (Osumi Peninsula) ซึ่งยื่นออกไปทางทิศใต้ของ จังหวัดคาโกชิมะ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสูง 46 เมตร กว้าง 60 เมตร

    จุดเด่นของน้ำตกแห่งนี้คือน้ำใสๆสีฟ้าอมเขียวที่สวยงามราวกับมรกต และในยามที่แสงแดดส่องกระทบผิวน้ำก็จะเห็นเป็นประกายระยิบระยับราวกับมีดาวนับพันอยู่ใต้น้ำเลยล่ะ นอกจากนี้พื้นทรายสีขาวดูสะอาดตาตรงบริเวณน้ำตกนั้นยังน่าเดินเล่นเป็นที่สุดด้วย

    เมื่อมองขึ้นไปยังหน้าผาที่อยู่เหนือบริเวณผิวน้ำ เราจะเห็นชั้นหินที่โดนลมกัดเซาะจนกลายเป็นแนวลดหลั่นกันไป ดูสวยแปลกตาไม่แพ้น้ำเบื้องล่างเลยทีเดียว ผนังหินที่มีมอสสีเขียวสดเกาะแซมอยู่นั้น ดูตัดกับสีน้ำตาลของหินเป็นอย่างดี เพิ่มความรู้สึกสดชื่นบริสุทธิ์แบบป่าดิบชื้น

    ใครเป็นสายเที่ยวเชิงธรรมชาตินั้น บอกได้เลยว่าน้ำตกโองาวะแห่งนี้เป็นสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาดเลยล่ะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำตกโองาวะ (Ogawa Waterfall)

    วิธีเดินทาง

    • วิธีเดินทางที่สะดวกที่สุดในการไปน้ำตกโองาวะคือการขับรถหรือนั่งรถแท็กซี่ไป โดยใช้เวลา 15 นาทีหากขับจากตัวเมืองมินามิโอสึมิ หรือ 2 ชั่วโมงหาดขับจากเมืองคาโกชิมะ
    • สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางโดยรถไฟ จากสถานีรถไฟ JR Kagoshima Chuo ให้นั่งรถไฟสาย Ibusuki Makurazaki Line ไปลงที่สถานี Ibusuki (ใช้เวลา 50 นาที) จากนั้นเดินไปยัง Ibusuki Port (ใช้เวลา 20 นาที) แล้วโดยสารเรือ Nankyu Express Boat ไปลงที่ Nejima Port (ใช้เวลา 20 นาทีโดยประมาณ) แล้วจึงโดยสารรถบัส Sightseeing Bus ไปลงที่ Ogawa Falls (ใช้เวลา 20 นาที) แล้วเดินต่ออีก 20 นาทีก็จะถึงที่หมาย

    โทร

    • 0994-24-3115

    เวลาทำการ

    • 9:00 – 17:00 น.

    เว็บไซต์


    3. ทะเลสาบอิมุตะ (Imuta Lake)

    ทะเลสาบอิมุตะ (Imuta Lake) มีพื้นที่โดยรวม 60 เอเคอร์ จุดกำเนิดของทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 300,000 ปีก่อน การปะทุของลาวาส่งผลให้แผ่นดินยุบตัวจนกลายเป็นแอ่งขนาดใหญ่ เมื่อมีน้ำไหลเข้ามาในแอ่งนี้ ทะเลสาบจึงเกิดขึ้นพร้อมภูเขา 5 ลูกที่รายล้อม ทำให้ที่นี่มีลักษณะทางธรณีวิทยาที่สวยงาม

    เนื่องจากว่าพื้นที่ 1 ใน 3 ของทะเลสาบอิมุตะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีความสำคัญระดับนานาชาติ ทะเลสาบแห่งนี้จึงจัดว่าเป็น ‘แรมซาร์ไซต์’ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของโลก

    ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูง บริเวณทะเลสาบอิมุตะจึงมีพืชและสัตว์พันธุ์หายากของโลกอยู่ด้วย เรียกได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งธรรมชาติที่สำคัญมากทีเดียว

    ในช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ทะเลสาบอิมุตะมีชื่อเสียงเรื่องการเป็นแหล่งผลิตเสื่อทาทามิที่สำคัญ เนื่องด้วยบริเวณริมทะเลสาบนี้หนาแน่นไปด้วยหญ้ากกที่ใช้ทำเสื่อนั่นเอง

    นอกจากบริเวณรอบทะเลสาบจะร่มรื่นและบรรยากาศดีมากแล้ว ที่นี่ก็ยังมีกิจกรรมให้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือหรือการเดินชอปปิ้งตามร้านรวงบริเวณริมน้ำ หรือถ้าใครเป็นสายแอดเวนเจอร์ คุณสามารถไปปีนผาตามภูเขา 5 ลูกรอบทะเลสาบแห่งนี้ได้ด้วยนะ (ใครแอคทีฟหน่อยจะปีนทั้ง 5 ลูกเลยก็ย่อมได้)

    ส่วนใครที่ชอบถ่ายรูปดอกไม้ใบไม้สวยๆ ตามแนวชายฝั่งทะเลสาบมีต้นพลัมญี่ปุ่นและต้นเชอร์รี่ปลูกไว้ตลอดระยะทาง 4 กิโลเมตร นอกจากนี้ในฤดูใบไม้ผลิต้นซากุระจะออกดอกสวยสะพรั่ง ทำให้เราสามารถชมวิวทะเลสาบที่มีดอกซากุระมาเพิ่มความสวยงามได้ และในฤดูใบไม้ร่วงเราก็สามารถชื่นชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ได้

    ข้อมูลเกี่ยวกับทะเลสาบอิมุตะ (Imuta Lake)

    วิธีเดินทาง

    • จากตัวเมืองคาโกชิมะ สามารถขับรถยนต์มาที่ทะเลสาบอิมุตะได้โดยใช้เวลา 50 นาที

    โทร

    • 0996-56-0085

    เว็บไซต์


    4. เกาะยากุชิมะ (Yakushima Island)

    เกาะยากุชิมะ (Yakushima Island) เป็นเกาะรูปทรงกลมในจังหวัดคาโกชิมะ มีพื้นที่โดยรอบเป็นความยาวประมาณ 130 กิโลเมตร สูงจากระดับน้ำทะเลขึ้นมาประมาณ 2,000 เมตร เกาะแห่งนี้อยู่ถัดจากแหลมซาตะ ซึ่งเป็นจุดปลายสุดของเกาะคิวชูไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 60 กิโลเมตร

    จุดเด่นของเกาะยากุชิมะคือความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ บนเกาะเต็มไปด้วยป่าดงดิบที่มีบรรยากาศลึกลับน่าค้นหา อีกทั้งยังมีระบบนิเวศอันหลากหลาย ด้วยเหตุนี้เกาะยากุชิมะจึงได้รับฉายาว่าเป็น ‘กาลาปากอสแห่งเอเชียตะวันออก’ และขึ้นชื่อว่าเป็นเลิศในด้าน ‘การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ’ นอกจากนี้ พื้นที่บนเกาะประมาณ 20% ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย

    เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวของเกาะยากุชิมะนั้นมีหลายสถานที่ที่สวยงาม เราเลยขอยกตัวอย่างมาสัก 3 แห่งละกันค่ะ

    และสถานที่แรกที่เราภูมิใจนำเสนอก็คือ หุบเขาชิราทานิ อุนซุยเคียว (Shiratani Unsuikyo Ravine) ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่โด่งดังขึ้นมาเนื่องจาก ‘ฮายาโอะ มิยาซากิ’ หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิใช้เป็นฉากในอนิเมะเรื่อง ‘Princess Mononoke’

    ด้วยบรรยากาศของความเป็นป่าดงดิบที่แน่นขนัดไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ มอสสีเขียวเข้มที่เกาะอยู่ตามต้นไม้และพื้นหิน รวมถึงไอน้ำที่ฟุ้งกระจายราวกับมีหมอกจางๆเหนือธารน้ำ เมื่อก้าวเข้าไปในหุบเขาแห่งนี้ เราจึงรู้สึกเหมือนอยู่ในแดนมหัศจรรย์อันลึกลับเลยทีเดียว

    สถานที่ถัดมาคือ อุทยานยาคุสึกิ (Yakusugi Cedar Land) ค่ะ

    พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยต้นสนซีดาร์พันธุ์ยาคุสึกิ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่พบได้เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น

    นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปตามทางเดินยาว 1,000 เมตร โดยใช้เวลาในการเที่ยวชมประมาณ 30–150 นาที (ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหยุดชมจุดต่างๆนานเท่าไหร่)

    และสถานที่สุดท้ายที่เราภูมิใจนำเสนอก็คือ จุดชมต้นสนโจมงสึกิ

    ต้นสนโจมงสึกิ (Jomonsugi Cedar) เป็นต้นสนที่มีอายุถึง 7,200 ปี นับว่าเป็นต้นสนพันธุ์ยาคุสึกิที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นต้นไม้ที่คาดว่าน่าจะอายุยืนที่สุดในญี่ปุ่นด้วยค่ะ ต้นสนต้นนี้มีความสูง 25 เมตร มีความยาวเส้นรอบวง 16 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 5 เมตร

    ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมต้นสนโบราณนี้นับหมื่นคน ตอนนี้ทางอุทยานจึงสร้างจุดชมต้นสนขึ้นใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นสนโจมงสึกิเสียหายค่ะ

    แน่นอนว่าแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติบนเกาะยากุชิมะยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านต่อได้ในบทความ 6 แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจบนเกาะยากุชิมะ จ. คาโกชิมะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับเกาะยากุชิมะ (Yakushima Island)

    วิธีเดินทาง

    • เครื่องบิน : นั่งเครื่องบินจาก Kagoshima Port มาลงที่ Yakushima Airport โดยใช้เวลาประมาณ 35 นาที
    • เรือ : จาก Kagoshima Chou Station ไปลง Suizokukan-guchi ใช้เวลาประมาณ 15 นาที จากนั้นเดินต่อไปยังท่าเรือ Kagoshima Port : Minami-futo Wharf จากนั้นก็นั่งเรือต่อไปยัง Miyanoura Port ที่อยู่บน Yakushima Island ทั้งนี้ หากเลือกนั่งเรือเฟอร์รีจะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกเรือเจ็ทฟอยล์ (Jetfoil) ก็จะใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาทีเท่านั้น

    เว็บไซต์


    5. อิบุสึกิออนเซ็น (Ibusuki Onsen)

    อิบุสึกิออนเซ็น (Ibusuki onsen) เป็นบ่อทรายร้อนตามธรรมชาติเพียงแห่งเดียวในโลก ตั้งอยู่ในเมืองอิบุสึกิ จังหวัดคาโกชิมะ

    เหตุผลที่จัดสถานที่แห่งนี้เป็นออนเซ็นประเภทหนึ่ง เพราะผืนดินข้างใต้ชายหาดนี้เป็นบริเวณที่มีน้ำพุร้อนในชั้นดิน ส่งผลให้ทรายในบริเวณอิบุสึกิออนเซ็นมีอุณหภูมิสูงจนทำให้รู้สึกอุ่นเมื่อนอนแช่ แถมยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงประโยชน์ของทรายร้อนตั้งแต่เมื่อ 300 ปีก่อนด้วย

    แม้แต่ในปัจจุบันเอง ก็มีการยืนยันจากงานวิจัยหลายแหล่งว่าการแช่ทรายร้อนจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ส่งผลให้ร่างกายนำออกซิเจนและสารอาหารไปบำรุงอวัยวะต่างๆได้ดีขึ้น และในขณะที่แช่ทรายร่างกายก็จะขับของเสียออกมาพร้อมกับเหงื่อ ทำให้หลังจากแช่เสร็จเราจะรู้สึกสดชื่นขึ้นทั้งกายและใจ

    หากเบื่อการแช่ออนเซ็นแบบปกติแล้ว ลองมาแช่ออนเซ็นทรายร้อนที่นี่ดูนะ~

    บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับอิบุสึกิออนเซ็น

    ข้อมูลเกี่ยวกับอิบุสึกิออนเซ็น (Ibusuki Onsen)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ JR Ibusuki Station ไปยังอิบุสึกิออนเซ็น หากขับรถจะใช้เวลา 3 นาที หากเดินเท้าใช้เวลา 20 นาที

    โทร

    • 0993-23-3900

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดทำการทุกวัน ในเวลา 8:30 – 21:00 น. (last admissions : 20:30 น.)
    • ออนเซ็นจะปิดชั่วคราวในเวลา 12:00 – 13:00 น. เพื่อทำความสะอาด ยกเว้นวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดประจำปี
    • ออนเซ็นจะปิดทำการเพื่อตรวจสอบและซ่อมบำรุงในวันอังคารของอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน ก.ค. และ ธ.ค.

    ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

    • ผู้ใหญ่ 1,080 เยน
    • เด็ก 590 เยน

    เว็บไซต์


    6. สวนไฮเดรนเยียชิโนโนเมะ โนะ ซาโตะ (Shinonome no Sato)

    ในจังหวัดคาโกชิมะมีหุบเขาแห่งหนึ่งที่สวยงามดั่งสรวงสวรรค์ หุบเขาแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ Shinonome no Sato สวนดอกไฮเดรนเยียแสนน่ารัก

    สวนไฮเดรนเยียชิโนโนเมะ โนะ ซาโตะ (Shinonome no Sato) ตั้งอยู่ในเมืองอิซุมิ (Izumi) มีพื้นที่โดยรวมประมาณ 40 เอเคอร์ ภายในสวนมีดอกไฮเดรนเยียถึง 16 สายพันธุ์เป็นจำนวนกว่า 100,000 ต้น

    ดอกไฮเดรนเยียที่หุบเขาแห่งนี้จะบานสะพรั่งพร้อมกันในเดือนมิถุนายนของทุกปี หากมองไปรอบๆหุบเขาเราจะรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางทะเลไฮเดรนเยียหลากสีเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเดือนธันวาคม ดอกไม้ชนิดอื่นก็จะเริ่มผลิบานจนย้อมหุบเขาให้กลายเป็นสีแดงสลับเหลือง ดูงดงามเป็นที่สุด

    ด้วยวิวภูเขาดอกไม้ที่สวยงามและอากาศอันแสนบริสุทธิ์สดชื่น เราจึงสามารถไปเที่ยวสวนไฮเดรนเยียชิโนโนเมะ โนะ ซาโตะได้ตลอดทั้งปี

    นอกจากนี้ ในบริเวณใกล้ๆกับสวนดอกไม้ยังมีแกลเลอรีงานปั้นเซรามิกและโรงน้ำชาให้ไปเที่ยวชมด้วย

    หากใครอยากเห็นทิวทัศน์ที่แสนงดงามตระการตาของหุบเขาไฮเดรนเยีย ลองแวะไปที่สวนไฮเดรนเยียชิโนโนเมะ โนะ ซาโตะดูสิจ๊ะ ><

    ข้อมูลเกี่ยวกับสวนไฮเดรนเยียชิโนโนเมะ โนะ ซาโตะ (Shinonome no Sato)

    วิธีเดินทาง

    • รถไฟ : นั่งรถไฟ JR หรือรถไฟ Hisatsu Orange Railway ไปลงที่สถานี Izumi (ใช้เวลาเดินทาง 25 นาที)
    • รถแท็กซี่หรือรถยนต์ : ขึ้นทางด่วน Minamikyushu ทางแยกต่างระดับ Ashikita IC ไปยังเมือง Izumi (ใช้เวลาเดินทาง 40 นาที) หรือขึ้นทางด่วน Kyushu ทางแยกต่างระดับ Hitoyoshi IC ไปที่เมือง Okuchi หรือ Izumi (ใช้เวลาเดินทาง 40 นาที)

    โทร

    • 0996-68-2133

    เวลาทำการ

    • 09:00 - 17:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ช่วงฤดูไฮเดรนเยีย 500 เยน
    • ช่วงฤดูใบไม้ร่วง 300 เยน

    เว็บไซต์


    7. หมู่บ้านซามูไรชิรัน (Chiran Samurai District)

    ranmaru / Shutterstock

    ชิรัน (Chiran) เป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ตรงกลางของคาบสมุทรซัตสึมะ เมืองแห่งนี้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านซามูไรที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 250 ปี (ก็ตั้งแต่ยุคเอโดะเลยจ๊ะ) จึงทำให้ที่นี่มีชื่อเล่นว่า 'เกียวโตแห่งซัตสึมะ (Kyoto of Satsuma)' ด้วย

    ตลอดระยะทาง 700 เมตรของถนนสายนี้จะขนาบไปด้วยบ้านโบราณทั้งสองข้างทาง นอกจากนี้กำแพงหินและทัศนียภาพของป่าใหญ่บนเนินเขาก็สร้างเสน่ห์ให้กับหมู่บ้านซามูไรแห่งนี้มากทีเดียว ส่วนใครที่อยากดื่มด่ำไปกับบรรยากาศย้อนยุคนั้น บอกเลยว่าหมู่บ้านซามูไรชิรันไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เพราะแม้แต่ลานจอดรถหรือเสาโทรศัพท์สักต้นก็ยังไม่มี เราจะได้ซึมซับบรรยากาศความวินเทจแบบจัดเต็มแน่นอน

    ไฮไลต์ของหมู่บ้านซามูไรชิรันอีกหนึ่งอย่างก็คือโซนที่เป็นสวน 7 แห่ง หรือ Seven Garden โดยสวนทั้งเจ็ดนั้นมีขนาดค่อนข้างเล็ก เพราะออกแบบมาเพื่อให้มองเห็นได้จากที่พักอาศัยเท่านั้น โดย 1 จาก 7 สวนนั้นเป็นสวนที่ประดับด้วยสระน้ำและไม้พุ่ม ส่วนที่เหลือเป็นสวนแห้งสไตล์คาเรซังซุย (Karesansui Dry Garden) ซึ่งตกแต่งประดับประดาด้วยหินภูเขาไฟและเถ้าภูเขาไฟที่พบได้ทั่วไปในแถบคิวชู นอกจากนี้การจัดสวนสไตล์คาเรซังซุยก็นับว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชิรันด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านซามูไรชิรัน (Chiran Samurai District)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี JR Kagoshima โดยสารรถประจำทาง Kagoshima City View bus ไปลงที่ป้าย Bukeyashiki-guchi

    โทร

    • 0993-58-7878

    เวลาทำการ

    • 09:00 - 17:00 น.

    ค่าเข้าชม (Seven Garden)

    • ผู้ใหญ่ 500 เยน
    • เด็ก 300 เยน

    เว็บไซต์


    8. โทคุโนะชิมะ (Tokunoshima)

    โทคุโนะชิมะ (Tokunoshima) เป็นเกาะกึ่งเขตร้อนที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะอามามิ จังหวัดคาโกชิมะ อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะซัตสึนัน ที่เชื่อมระหว่างเกาะคิวชูและเกาะโอกินาว่าเป็นแนวเดียวกัน ด้วยสภาพภูมิอากาศ ลักษณะของชายหาด และพืชพันธุ์บนเกาะ เกาะโทคุโนะชิมะจึงมีความคล้ายกับโอกินาว่ามาก

    ทั้งนี้ เกาะโทคุโนะชิมะมีศูนย์กลางเมืองหลักอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 แห่ง คือ เมืองโทคุโนะชิมะ (Tokunoshima) ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออก เมืองอามากิ (Amagi) ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกและเป็นที่ตั้งของสนามบิน และเมืองอิเซ็น (Isen) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ

    หากเท้าความไปยังอดีต เราจะพบว่าเกาะโทคุโนะชิมะนั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรริวกิว (Ryukyu, Okinawa) และในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นซัตสึมะ (Satsuma Domain) ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นจังหวัดคาโกชิมะในปัจจุบันนั่นเอง นอกจากนี้ เกาะโทคุโนะชิมะยังเคยอยู่ในการปกครองของอเมริกาตอนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะส่งคืนให้ญี่ปุ่นในปี 1953

    นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมเกาะโทคุโนะชิมะนั้นจะได้สัมผัสกับชายหาดที่ค่อนข้างเงียบสงบ อีกทั้งสถานที่บนเกาะหลายๆแห่งยังเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติอามามิกุนโต เช่นเดียวกับโอกินาว่า สภาพอากาศที่เหมาะกับกิจกรรมชายหาดที่สุดมักจะเป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม

    แต่ความน่าสนใจยังไม่หมดเท่านี้ค่ะท่านผู้ชม เพราะนอกจากโทคุโนะชิมะจะมีชายหาดที่สวยงามมากแล้ว เกาะแห่งนี้ยังมีงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงอย่างงานไตรกีฬาโทคุโนะชิมะ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี โดยในงานจะมีการประชันพลังของซูโม่วัวให้เราดูด้วย จะดุเดือดและน่าลุ้นแค่ไหนก็ต้องลองไปยลดูจ้า

    ข้อมูลเกี่ยวกับโทคุโนะชิมะ (Tokunoshima)

    วิธีเดินทาง

    • เครื่องบิน : จาก Kagoshima Airport ไปยัง Tokunoshi ใช้เวลาเดินทางประมาณ 70 นาที และถ้าเดินทางมาจากเกาะข้างเคียงอย่าง Amami-Oshima และ Okinoerabu ก็จะใช้เวลาเพียง 35 นาทีเท่านั้น ทั้งนี้ค่าโดยสารจากสนามบินคาโกชิมะไปยังเกาะโทคุโนะชินั้นจะอยู่ที่ 31,000 เยน แต่ตั๋วมักจะลดราคาเหลือ 19,000 และสำหรับการเดินทางไปโทคุโนะชิมะจากเกาะข้างเคียงก็จะมีค่าโดยสารอยู่ที่ 15,000 เยน แต่ตั๋วจะลดเหลืออยู่เพียง 10,000 เยน เสมอ
    • เรือเฟอร์รี : โทคุโนะชิมะมีท่าเรืออยู่ด้วยกัน 2 แห่ง คือ Kametoku Port ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออก และ Hetono Port ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ทั้งนี้เราสามารถเดินทางจาก Kametoku Port ได้ทุกวัน โดยเส้นทางเดินเรือนั้นจะเชื่อมระหว่าง Kagoshima กับ Amami-Oshima และ Naha ของโอกินาว่า การโดยสารเที่ยวเดียวจากคาโกชิมะไปยังโทคุโนะชิมะใช้เวลา 15 ชั่วโมง ราคาประมาณ 12,000 เยน แน่นอนว่าคุณสามารถเดินทางจาก Hetono Port ได้เช่นกัน โดยเส้นทางเดินเรือนั้นจะเชื่อมระหว่าง Kagoshima ถึง Okinoerabu นอกจากนี้ เรือจะจอดที่ท่าเรือเพิ่มเติมอีกสองสามแห่งซึ่งอยู่บริเวณรอบๆ Amami-Oshima เพียงแต่เรือจาก Hetono Port จะให้บริการทุกๆ 2-3 วันเท่านั้น

    โทร

    • 0997-82-1211

    เว็บไซต์


    9. ศาลเจ้าคิริชิมะ (Kirishima Shrine)

    ศาลเจ้าคิริชิมะ (Kirishima Shrine) เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพนินิกิ (Ninigi no Mikoto) โดยสร้างขึ้นในสมัยมุโรมาจิ (Muromachi Period) และเนื่องจากในอดีตมีเหตุภูเขาไฟระเบิดหลายครั้ง ศาลเจ้าแห่งนี้จึงได้รับความเสียหายและต้องสร้างขึ้นใหม่อยู่เสมอ โดยศาลเจ้าที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันก็คือรูปแบบที่สร้างขึ้นมาในปี 1715

    ด้วยความสวยงามของตัวอาคารขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ ศาลเจ้าคิริชิมะจึงนับว่าเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ ภูเขาคิริชิมะก็เป็นสถานที่สำคัญที่ปรากฎในตำนานการถือกำเนิดขึ้นของประเทศญี่ปุ่น โดยบริเวณนี้เป็นสถานที่จุติของเทพเจ้านินิกิ (Ninigi no Mikoto) ซึ่งเป็นหลานชายของเทพีแห่งดวงอาทิตย์นามว่า อามาเทราสุ (Amaterasu) ว่ากันว่าการจุตินี้เป็นการสืบเจตนารมย์ของสวรรค์ที่ต้องการให้โลกมนุษย์สงบสุข

    ทันทีที่เทพนินิกิมาจุติที่ภูเขาทาคาชิโฮ โนะ มิเนะ (Mt. Takachiho no mine) เทพนินิกิก็ได้นำเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของจักรพรรดิติดตัวมาด้วยกัน 3 ชิ้น คือดาบ กระจก และอัญมณี ซึ่งต่อมาเทพองค์นี้ก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่น และได้กลายเป็นผู้สร้างเชื้อสายของจักรพรรดิญี่ปุ่น โดยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 3 ชิ้นที่กล่าวมาข้างต้นก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นไปในที่สุด

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าคิริชิมะ (Kirishima Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ JR Kagoshima Chuo Station ให้นั่งรถไฟสาย Nippo-honsen โดยนั่งจากสถานี Kirishima Jingu Station ไปลงที่ Kirishima Jingu (ฝั่งที่ไปทางโรงแรม Kirishima Iwasaki Hotel)
    • จากสนามบินคาโกชิมะ ให้นั่งรถ Airport shuttle bus ไปเปลี่ยนรถที่ Maruo Bus Stop (ฝั่งที่ไป Kirishima) จากนั้นไปลงที่ Kirishima Jingu Stop Bus

    โทร

    • 0995-57-0001

    เว็บไซต์


    10. ปราสาทคาโกชิมะ (Kagoshima Castle)

    ปราสาทคาโกชิมะ (Kagoshima Castle) หรือที่ชาวคาโกชิมะเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ปราสาทสึรุมารุ (Tsurumaru Castle) เป็นปราสาทญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองคาโกชิมะ จังหวัดคาโกชิมะ ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1601 โดยมัตสึไดระ อิเอฮิสะ (Matsudaira Iehisa) ผู้เป็นหัวหน้าตระกูลชิมาสึ (Shimazu) และเป็นไดเมียวคนแรกที่ปกครองแคว้นซัตสึมะ (Satsuma Domain)

    แม้ว่าปราสาทคาโกชิมะจะเป็นสถาปัตยกรรมหลักของไดเมียวที่ร่ำรวยที่สุดในสมัยนั้น แต่ปราสาทแห่งนี้กลับมีขนาดเล็กและมีรูปแบบที่เรียบง่ายมากเมื่อเทียบกับปราสาทอื่นๆในญี่ปุ่น กล่าวคือมีเพียงฮอนมารุ (ปราสาทส่วนหลักที่อยู่ชั้นใน) และนิโนมารุ (ปราสาทชั้นนอก) ที่ตั้งอยู่ตรงบริเวณเชิงเขาเท่านั้น แถมภายในปราสาทเองก็มีโรงเก็บเสบียงด้วย นั่นเป็นเพราะว่าในช่วงต้นยุคเอโดะนั้น เกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างแคว้นซัตสึมะกับอาณาจักรริวกิว โดยมีการทำสงครามกันระหว่างไดเมียวแห่งซัตสึมะกับโชกุนโทคุกาวะ อิเอยาสึแห่งริวกิวอยู่หลายครั้ง และฝ่ายซัตสึมะก็มักจะพ่ายแพ้เสมอ ไดเมียวจึงยกเหตุผลนี้มาอ้างว่า หากสร้างปราสาทคาโกชิมะให้มีขนาดที่ใหญ่เกินไปก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนในแง่ของยุทธภูมิและโดนลอบโจมตีได้ในภายหลัง

    ในปี 1874 ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ปราสาทคาโกชิมะ ซึ่งหลังจากที่ตัวปราสาทได้รับความเสียหายในครั้งนั้นก็ไม่ได้มีการบูรณะหรือสร้างขึ้นมาใหม่อีกเลย แม้ปัจจุบันบริเวณรอบๆตัวปราสาทคาโกชิมะจะเหลือเพียงซากปรักหักพัง คูน้ำ และกำแพงหินของปราสาท แต่ก็มีการสร้างประตูโอเตะมง (Otemon) ขึ้นในปี 2018 ซึ่งบริเวณนี้เป็นประตูดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ตรงพิพิธภัณฑ์ Reimeikan หรือ Kagoshima Prefectural Center for Historical Material

    และในปี 2020 ก็มีการสร้างประตูโกโรมง (Goromon) ขึ้นใหม่อย่างประณีตและสวยงาม โดยการรีโนเวตนี้ก็ทำให้โกโรมงเป็นประตูปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นจุดชมซากุระที่ดีเยี่ยมอีกแห่งหนึ่งของคาโกชิมะด้วยนะ หากอยากชมซากุระในช่วงที่บานสะพรั่งเต็มที่ เราขอแนะนำว่าควรมาช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน

    ข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทคาโกชิมะ (Kagoshima Castle)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถบัส Kagoshima City View Bus ไปลงที่สถานี Satsuma Gishi Hi Mae

    โทร

    • 0992-22-5100

    วันและเวลาทำการ

    • 9:00 - 17:00 น.
    • หยุดทุกวันจันทร์และวันหยุดช่วงปีใหม่

    เว็บไซต์

     

    อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดคาโกชิมะ

    เที่ยวกันมาตั้งหลายที่ ทุกคนคงจะเริ่มหิวกันแล้วใช่ไหมนะ อย่างที่ทราบกันดีว่าจังหวัดคาโกชิมะนั้นเป็นสถานที่ที่รวบรวมแหล่งธรรมชาติอันแสนยิ่งใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นวัตถุดิบชั้นเลิศที่จะนำมาสร้างสรรค์อาหารจานเด็ดก็คงหนีไม่พ้นวัตถุดิบจากภายในจังหวัดคาโกชิมะนั่นเอง เรามาดูกันดีกว่าว่าที่คาโกชิมะนั้นมีอะไรที่น่าไปโดนบ้าง~


    1. น้ำส้มสายชูดำ (Artisan Amber Rice Vinegar)

    น้ำส้มสายชูดำ เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของโรงงานผลิตน้ำส้มสายชูดำสึโบบาตาเกะ (Kurozu Factory Shop & Restaurant 'Tsubobatake') โดยที่นี่จะผลิตน้ำส้มสายชูจากข้าวกล้องญี่ปุ่น ทำให้มีรสชาติเปรี้ยวแบบละมุน เพราะข้าวญี่ปุ่นจะช่วยปรับความเปรี้ยวให้อ่อนลง

    นอกจากนี้ผู้ก่อตั้งโรงงานในปี 1800 อย่างตระกูลซากาโมโตะก็เป็นผู้ที่ค้นพบว่าเขตฟุกุยามะอันเป็นที่ตั้งของโรงงานแห่งนี้ มีสภาพอากาศที่เหมาะแก่การหมักน้ำส้มสายชูมาก เราจึงหมดข้อสงสัยในคุณภาพและรสชาติที่ดีเยี่ยมของน้ำส้มสายชูดำไปโดยปริยาย

    ส่วนในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการ ก็มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่าน้ำส้มสายชูดำมีประโยชน์ต่อสุขภาพ คือช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยเรื่องการย่อยอาหารและการหลั่งน้ำลาย ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยให้ระบบการทำงานของตับดีขึ้นด้วย

    บทความอื่นๆเกี่ยวกับน้ำส้มสายชูดำ


    2. โซเม็งนากาชิ (Somen Nagashi)

    โซเม็งนากาชิ (Somen Nagashi) หรือ 'เส้นหมี่โซเมงในน้ำวน’ เป็นอาหารที่พิเศษมว้าก~ เพราะนอกจากวิธีการทานจะมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครแล้ว วัตถุดิบที่ใช้ยังเป็นของดีที่หาได้แค่ในคาโกชิมะด้วย น้ำวนที่ใช้ในการแช่เส้นหมี่โซเมงนั้นเป็นน้ำที่มาจากแหล่งน้ำพุธรรมชาติที่มีชื่อเสียงติดอันดับ 1 ใน 100 ของญี่ปุ่น ส่วนเส้นหมี่โซเมงจะเสิร์ฟพร้อมกับปลาย่างที่มาจากการเลี้ยงในแม่น้ำใสสะอาด

    ในส่วนของวิธีการทาน เขาจะเสิร์ฟมาเป็นหม้อที่มีน้ำไหลวนไปเรื่อยๆค่ะ เราแค่ต้องคีบเส้นหมี่ลงไปหมุนในน้ำวนสักพัก จากนั้นก็คีบเส้นขึ้นจากหม้อ แล้วจุ่มลงในน้ำซอสก่อนตักเข้าปากค่ะ  เป็นการทานอาหารที่เหมือนได้เล่นเกมไปด้วยเลย เพราะบางทีเส้นมันก็หมุนเร็วจนเราคีบไม่ทันค่ะ 555555 เรียกได้ว่าทั้งสนุกทั้งอร่อยเลย!

    และร้านที่เราอยากจะแนะนำให้กับทุกคนก็คือ ร้าน Tosenkyo นั่นเองค่ะ และเราก็มีคลิปบรรยากาศร้านมาฝากด้วย



    3. หม้อไฟคุโรบุตะ (Kurobuta Nabe)

    หม้อไฟคุโรบุตะ หรือ คุโรคุมะนาเบะ เป็นเมนูหม้อไฟของคาโกชิมะที่เสิร์ฟมาใน ‘คุมะโซะนาเบะ’ หรือหม้อเหล็กสีดำขนาดใหญ่ที่ใช้ต้มทำนาเบะ ส่วนผสมหลักของนาเบะแบบคาโกชิมะก็คือ ‘เนื้อหมูดำคาโกชิมะ’ ซึ่งเป็นเนื้อหมูที่ได้ชื่อว่ามีคุณภาพมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

    โดยคุณภาพที่ยอดเยี่ยมของเนื้อหมูดำนี้ มาจากการที่เกษตรกรชาวญี่ปุ่นเลี้ยงหมูด้วยอาหารที่ดี ให้หมูกินมันเทศเยอะๆเพื่อเพิ่มไขมัน รวมถึงให้หมูอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ วีธีการเลี้ยงดูแบบนี้จะช่วยสร้าง ‘marbling’ หรือ ‘ไขมันที่แทรกอยู่ในกล้ามเนื้อ’ อย่างที่เราจะเห็นเป็นลายสีขาวๆคล้ายหินอ่อนบนเนื้อหมู

    ส่วนรสชาติของเจ้าเนื้อหมูดำนั้นคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะทันทีที่เราคีบเข้าปากก็จะได้รับรู้ถึงรสสัมผัสอันแสนกลมกล่อม บวกกับรสหวานนิดๆจากมันที่ติดมาด้วย เป็นอะไรที่ฟินเฟ่อร์~

    นอกจากนี้แล้ว หม้อไฟคุโระคุมะนาเบะก็ยังมีส่วนผสมอื่นๆ เช่น ฟองเต้าหู้ทอด ต้นกระเทียม ผักกาดแก้ว เห็ดชิเมจิ เห็ดเข็มทอง เป็นต้น


    4. ซาชิมิไก่บ้าน (Tori Sashimi)

    พออ่านชื่อเมนูปุ๊บก็คงจะมีหลายคนตกใจว่า โอ้ว คุณพระ! นั่นเขากินไก่ดิบกันเลยเหรอซาร่า?

    เราจึงอยากมาแถลงไขว่ามันเป็นเรื่องจริงค่ะทุกคน แถมเมนูอย่างซาชิมิไก่เนี่ย ยังเป็นเมนูที่เลื่องชื่ออีกต่างหาก

    เอาล่ะ! เรามาทำความรู้จักกับไก่บ้านญี่ปุ่นกันเถอะ

    ไก่บ้านญี่ปุ่น หรือ Jidori Chicken มีต้นกำเนิดจากการผสมข้ามพันธุ์กันระหว่างไก่ฮิไน (Hinaidori) พันธุ์ไก่ชื่อดังของจังหวัดอาคิตะ กับไก่พันธุ์ Rhode Island Red โดยที่คาโกชิมะนั้นขึ้นชื่อเรื่องการนำเนื้อไก่บ้านมาทำเป็นอาหารมากๆค่ะ

    จุดเด่นของไก่บ้านคาโกชิมะคือเนื้อที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเกษตรกรชาวญี่ปุ่นเลี้ยงไก่พันธุ์นี้ด้วยการให้กินมังสวิรัติ! ตัวอย่างอาหารไก่ก็อย่างเช่นใบโคลเวอร์ มะเขือเทศ  และแอปเปิล ดังนั้นเมื่อไก่บ้านคาโกชิมะกลายมาเป็นอาหารของเราแล้ว เนื้อของมันจึงมีไขมันต่ำ ไม่เหนียว และมีกลิ่นหอมต่างจากไก่พันธุ์อื่นๆ

    ด้วยเหตุนี้ไก่บ้านคาโกชิมะจึงมีความสดสะอาดเป็นอย่างมากจากการเลี้ยงแบบออร์แกนิกดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

    แต่ถ้าใครเป็นสายไม่กินซาชิมิ เราว่าลองเมนูไก่ย่างเตาถ่านก็ได้น๊า รับรองอร่อยจนลืมฟินไปเลยจ้า


    5. ขนมจัมโบ้โมจิ (Jumbo Mochi)

    ขนมจัมโบ้โมจิ นั้นเรียกได้ว่าเป็นของขึ้นชื่อของคาโกชิมะเลยค่ะ ด้วยชื่อที่มีคำว่า ‘จัมโบ้’ คนส่วนใหญ่เลยมักจะคาดหวังว่าขนาดมันต้องใหญ่ กินคำเดียวอิ่มถึงเช้าของอีกวัน อะไรงี้ (นี่ก็เว่อร์เกิ๊น 555555) แต่จริงๆแล้วจัมโบ้โมจิมีขนาดเพียงแค่พอดีคำค่ะ (ประมาณ 3-4 เซนติเมตร)

    แต่ที่ขนมชนิดนี้ได้ชื่อว่าจัมโบ้โมจินั้น เป็นเพราะ ‘จัมโบ้’ คือคำศัพท์ญี่ปุ่นในสำเนียงคาโกชิมะที่แปลว่า ‘ดาบซามูไร 2 เล่ม’ ค่ะ และด้วยเหตุนี้เอง จัมโบ้โมจิของคาโกชิมะจึงต้องเสียบไม้ไผ่ 2 ไม้ เพื่อเป็นการสื่อถึงดาบซามูไรนั่นเอง

    จัมโบ้โมจินั้นทำจากแป้งข้าวเหนียวที่ให้สัมผัสนุ่มหนึบ โดยเราต้องนำแป้งที่ปั้นเป็นรูปวงรีไปย่าง แล้วเสียบด้วยไม้ไผ่ 2 ไม้ ก่อนจะนำไปเคลือบด้วยซอสโชยุผสมน้ำตาลหวานๆ ซึ่งความอร่อยของขนมจัมโบ้โมจิอยู่ที่ซอสโชยุนี่เอง

     

    ที่มา: 10 ที่เที่ยวใน 'จังหวัดคาโกชิมะ' ที่ต้องไปโดนให้ได้สักครั้ง!

    ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่: fromJapan.info

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in