เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Kill Him Before Christmas ComesPrywrytes
โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสมกับเยาวชน ช่วยบังเอิญตรงที่อยากให้บังเอิญที
  • "บังเอิญน่า"


    ไม่รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิดเดียว อีซรานั่งนิ่งชั่งน้ำหนักพิลึกกึกกือในอกอยู่ตรงโต๊ะกินข้าวช่วงสายของวัน ช่วงที่หมิ่นเหม่ระหว่างยังเร็วไปกับ 'หรือจะกินบรันช์เลยก็ได้' อีซราคอยเอาเท้าถูกันไปมาใต้โต๊ะไล่ความรู้สึกหนาวชาที่แผ่ไปถึงแผ่นเล็บ


    พวกเขางงงันอยู่พักใหญ่หลังจากทุกคนในละแวกยืนยันกันว่า หน่วยกู้ภัยและตำรวจพบศพในแม่น้ำจริง ไม่ใช่แผนของนักเขียนหนีความรับผิดชอบเลยสักนิดเดียว กระทั่งอิงการ์ดก็ตกใจจนหมดแรงจะขับรถกลับในคืนเดียว อีซราจึงชวนให้มารบกวนป้าของเขาด้วยกัน ป้าซีโมนย้อมผมแดงอมน้ำตาล ปัดมาสคาร่าก่อนจะลุกมาเปิดประตูต้อนรับหลานกับคนแปลกหน้ายามวิกาล พวกเขาค่อยเข้าใจว่าแสงไฟเปิดโร่อยู่หลายนาทีแต่คนในบ้านมัวทำอะไรกว่าจะมาถึงประตูประดับหรีดเขียวแดง แวบหนึ่งอีซราประหวั่นว่าแกเรียกตำรวจหรือเปล่า


    แน่นอนว่าซีโมนยินดีต้อนรับให้ทั้งสองค้างคืนด้วย แต่ก็อดพิศวงไม่ได้ว่าทำไมหลานชายจึงโผล่หน้ามากะทันหันมืดค่ำดึกดื่นกับชายหนุ่มที่ไม่เคยมาร่วมงานรวมญาติโกลด์สก็อต อีซราต้องถลึงตาไล่ให้แกกลับไปนอน ไม่ใช่มายืนเมียงมองพวกเขาสลับไปมาอย่างหานัยยะแฝงทั้งคืน เขายกห้องนอนแขกให้อิงการ์ด ส่วนตัวเองไปนอนโซฟาในห้องรับแขก แล้วกลางคืนก็ผ่านไปพร้อมกับความงงงวยว่าเหตุใดถึงมีศพในแม่น้ำ โอกาสสักเท่าไรเชียวที่พวกเขาผู้ขับรถมาเฮอร์ชีย์กะทันหันต้องเผอิญมาเจอคดีฆาตกรรมเข้าพอดิบพอดี หรือบางทีโลกนี้อาจมีคดีฆาตกรรมถี่กว่าที่ชายหนุ่มเข้าใจ


    มาถึงตอนเช้าขาวโพลน แสงแดดสว่างจ้าสะท้อนหิมะทั่วถนนข้างนอกมายังข้างในตัวบ้าน ป้าซีโมนต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญทั้งสองอย่างดีด้วยจานอาหารเต็มโต๊ะ ตั้งแต่ขนมปังปิ้ง กาแฟ ไข่ดาว เครปชีส มันฝรั่งผัดเบคอน และผลไม้สด อีซรารู้ว่าตัวเองอารมณ์ไม่ดีขึ้นสักนิดตรงที่หมดนี่ไม่ทำให้เขาอยากขอไอศกรีมกินอย่างทุกทีที่มาร่วมงาน ซีโมนเองก็บอกได้ ทว่ายังไม่ทันให้หญิงสูงวัยทักถามว่าเกิดอะไรขึ้น โทรทัศน์ที่แกเผอิญเปิดช่องข่าวท้องถิ่นทิ้งไว้ก็ช่วยให้ความหนักอึ้งเป็นรูปเป็นร่าง "...ยืนยันตัวตนศพคือนายเจมส์ คอลลิมอร์ที่หายตัวไปสิบเอ็ดเดือนเศษ เมื่อวันที่..." พร้อมกับคำถามตัวเบ้อเริ่มว่า 'เจมส์??????' ตามด้วย 'จะเป็นไปได้ไงวะ'


    "บังเอิญน่า" ชายทั้งสองปลอบกันเอง "ใช่ไหม" และนิ่วหน้าถามกันเอง


    "ฉันไม่กล้าเดาว่านายคิดยังไงกับเรื่องนี้" อีซราสารภาพ


    อิงการ์ดถือส้อม ปลายชี้ลงจานมื้อเช้าที่เขายังไม่กลับไปรับประทานต่อตั้งแต่ได้ยินชื่อเจมส์ คอลลิมอร์จากปากผู้ประกาศข่าวผมเรียบแปล้ "ถ้าหมายถึง...ไม่หรอก มั้ง?"


    "นายเป็นนักเขียนดังนะ"


    "และฉันไม่เคยเรียบเรียงอะไรได้ชัดเจนกว่านี้อีกแล้ว" หมอนั่นวางส้อมลง หยิบแก้วกาแฟซดเหมือนเป็นซุปหัวหอม แล้วอีซราก็เพิ่งสังเกตเอาป่านนี้ว่ามนุษย์ไม่ค่อยดื่มซุปอย่างที่ดื่มเครื่องดื่มสักเท่าไร เขาหลับตาลงข่มให้สมาธิอันกระจัดกระจายของตนกลับมารวมกันที่เดิม "ก็ได้" ไม่ทันกลืนเอื๊อกดี อิงการ์ดยอมแพ้ "สหรัฐมีประชากรประมาณสามร้อยสามสิบล้านกว่าคน มีคนชื่อเจมส์ประมาณสามล้านสี่แสนคน นั่นคือร้อยละหนึ่งใช่ไหม"


    "ทำไมคนเราถึงรู้ว่ามาตุภูมิของเขามีคนชื่อเจมส์กี่คนวะ" อีซราพึมพำ ค่อนข้างบ่นกับตัวเองเพื่อจะได้หยาบคายได้ง่ายขึ้นอีกสักหน่อย


    "ใครมันจะหมกมุ่นเรื่องชื่อคนสักชื่อซ้ำกันขนาดไหนเท่าวิชาชีพพวกเรา"


    หลังจากนี้ เว้นช่วงไปอีกพักใหญ่ อีซรารู้ตัวว่าตนจะดีใจที่อิงการ์ดย้ำว่าการเป็นนักเขียนเป็นอาชีพเฉยๆ เพราะตอนนี้ และจากนี้ เขาจะไม่มองย้อนมาแล้วเห็นว่าตนกำลังกังวลเหตุบังเอิญนี้ในฐานะนักเขียนเลยสักนิด พวกเขากำลังเป็นคนแปลกหน้าอยากรู้อยากเห็น ขณะเดียวกันก็อ้ำอึ้ง กระอักกระอ่วนจะรู้ที่มาที่ไปของข่าวเบื้องหน้า


    เพราะชื่อเจมส์ คอลลิมอร์ไม่ใช่แรงบันดาลใจหรือวัตถุดิบงานเขียนสร้างสรรค์ใดๆ ชื่อเจมส์ คอลลิมอร์ที่เขาได้ยินเป็นครั้งแรกพิมพ์อยู่ตรงเส้นคาดกรอบของช่องข่าวท้องถิ่น


    "เขามีเหตุผลนะ" ป้าซีโมนผู้เพิ่งหาโยเกิร์ตในตู้เย็นเจอเดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะ ตักโยเกิร์ตใส่ชามผลไม้ส่วนของตัวเอง "พวกหลานคุยเรื่องอะไรอยู่กันแน่น่ะ -- อ๊า น่าสงสารจริง" หน้าจอโทรทัศน์กำลังฉายภาพคนจำนวนหยิบมือเอาของไว้อาลัยไปวางตรงเครื่องเล่นในสวนสาธารณะ ดอกไม้สวยงามเข้ากับปราสาทที่มีทั้งบาร์โหน กำแพงปูตาข่ายเชือก ท่อลอด บันไดวน "ป้าไปวันที่เขาติดชิ้นนั้นเสร็จด้วยนะ เด็กๆ ดีใจกันมากเลย เป็นคนขยันเอาการเอางานคนหนึ่งแท้ๆ ใครมันช่างทำกันได้นะ ไม่มีเหยื่ออื่นให้ทำกันแล้วรึไง อย่างพวกนีโอนาซีพวกนั้นน่ะ ฮึ่ย"


    "ป้ารู้จักเขาด้วยเหรอครับ"


    ซีโมนกะพริบตาปริบๆ จากนั้นค่อยนึกได้ว่าอีซราไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ แกเริ่มเล่าหลังฝากให้หลานชายลุกไปเร่งเครื่องทำความร้อน "ไม่เชิง เขาเป็นคนของเทศบาลเมืองน่ะ แต่ค่อนข้างเก็บตัว เขาจัดการอะไรเก่งนะ เรื่องซ่อมสนามเด็กเล่นก็ได้เขาจัดการนั่นแหละ แต่คนไม่ค่อยรู้จักตัวเขาเท่าไร ไมโลบอกป้าว่าเคยคุยกับเขานับครั้งได้ เพราะอย่างนั้นละมั้งเลยทำให้จำชื่อได้ คิดดูสิ ยุคนี้ที่ได้ยินชื่อแต่ไม่มีหน้าให้เห็น" ไมโลคือลูกชายของซีโมน รายนี้อีซรารู้ว่าลูกพี่ลูกน้องก็ทำงานให้หน่วยเทศบาลเมืองเช่นเดียวกัน เขาไม่รู้ว่าอะไรทำให้โกลด์สก็อต ไม่ว่าจะแต่งเข้าหรือแต่งออก แต่ละบ้านจะไปทางเดียวกันหมด บ้านที่เป็นข้าราษฎการก็จะเป็นข้าราษฎการกันทุกรุ่น บ้านที่ไม่ทำข้าราษฎการก็จะแห่กันทำงานสายอื่นกันหมด เหลือไว้สักคนให้ผ่าเหล่าผ่ากอ ของรุ่นพ่อของเขา คนนั้นคือป้าซีโมนนั่นเอง พี่น้องคนอื่นรวมถึงพ่อของอีซราต่างเป็นศิลปินสักแขนงกันทั้งนั้น แต่ซีโมนกลับเป็นข้าราษฎการ และลูกๆ ของแกก็เป็นข้าราษฎการ ยกเว้นลูกคนรอง อายุคราวเดียวกับอีซรา เคยวิ่งเล่นหกล้มด้วยกันตามที่เขาเล่าให้อิงการ์ดฟัง รายนั้นเห็นว่าไปเรียนทันตกรรม แล้วก็ผันตัวไปเป็นนักจัดรายการ ปักหลักอยู่ในซิลิคอน แวลลีย์ "ตอนเขาหายตัวไป เห็นว่ากว่าจะรู้ตัวก็หายไปหลายวันแล้ว เพราะเขาก็แจ้งลางานเอาไว้ด้วย"


    "ถึงได้ยืนยันตัวตนได้เร็วขนาดนั้นสินะครับ" อิงการ์ดสังเกต ส่วนหนึ่งคงสันนิษฐานไว้ว่าศพในน้ำควรจะหาของติดตัวยืนยันตัวตนได้ยาก รายงานข่าวลงรายละเอียดที่พวกเขาไม่รู้ อย่างเรื่องนายเจมส์ คัลลิมอร์หายตัวไปเกือบปีแล้ว ซึ่งแม้จะไม่มีภาพ และอีซราไม่ทันเห็นสภาพศพเมื่อคืน ร่างกายก็ควรจะแทบไม่เหลือเค้าเดิมของสมัยยังมีชีวิตอยู่ กลายเป็นโครงกระดูกที่เนื้อละลายเหลวรวมไปกับองค์ประกอบระบบนิเวศในน้ำ อิงการ์ดเองก็ไม่เห็น เพียงรั้งเขาไว้เมื่อคืนเพราะเห็นหน่วยกู้ภัยพุ่งเข้าไปตรงแถวตลิ่งโดยไม่มีใครหิ้วอุปกรณ์พยาบาลเข้าไปด้วยเลยสักราย แต่รายละเอียดต่อมาแจ้งว่าตำรวจพบกระเป๋าเงินและบัตรประจำตัวยังติดตัวศพอยู่


    "เขา...ผมไม่เคยเจอเขาใช่ไหม" อีซราถามไปในที่สุด


    "เหอ" ป้าซีโมนเลิกคิ้วทั้งสองข้าง "ไม่น่านะ ทำไมเหรอ"


    "เวลาพวกเราจัดงานเลี้ยงกันที่นี่ พวกเด็กๆ จะไปวิ่งเล่นกัน แล้วก็มีเด็กของครอบครัวที่ผมไม่รู้จักมาเล่นด้วย" จนเขาโตแล้ว พอมารวมตัวกัน เด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของพี่น้อง ลูกพี่ลูกน้อง ญาติบ้านอื่นก็ยังทำแบบนั้นกันอยู่ จึงค่อนข้างยากจะลืมว่าสมัยตนเป็นเด็ก เวลาในงานรวมญาติโกลด์สก็อตดำเนินไปอย่างไร กลับกันตรงรายละเอียดนี่สิที่เลือนหายไปหมด เขาเล่นกับเด็กหลายคนโดยไม่รู้จักชื่อหรือมีความคิดจะแนะนำตัวกัน


    "ป้าไม่คิดงั้นนะ ไมโลก็ อืม...เดี๋ยวรอไมโลกลับมาสิ ป้าจำได้ว่าไมโลเคยพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเจมส์ แล้วก็เกี่ยวกับเราเหมือนกัน แต่นึกไม่ออกแล้วว่าคืออะไร"


    "เอ๊ะ ไมโลอยู่ที่นี่เหรอครับ"


    "อืม ป้าต้องคุมน้ำตาลน่ะ ไมโลเลยย้ายกลับมาอยู่นี่จะได้คุมอาหารการกินของป้า ไม่ไว้ใจกันเล้ย" อิงการ์ดเหลือบมองอาหารพูนโต๊ะ อีซราถองให้เลิกมอง "แต่เมื่อคืนเขาไปค้างบ้านเพื่อนที่ทำงาน พวกเธอเลยไม่เจอ เขาบอกจะกลับมาตอนบ่าย"


    "บ่าย..." อีซรามองหน้ากับเพื่อนร่วมทาง ต่างไม่มั่นใจว่าเรื่องนี้สำคัญขนาดจะต้องเลื่อนเวลาขับรถกลับนิวยอร์กไปอีกหลายชั่วโมง เพราะมันก็แค่เรื่องบังเอิญ ควรจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น ทางซีโมนดูจะอนุมานว่าพวกเขาเพียงสนใจคดีฆาตกรรมที่บังเอิญผ่านมาเจอ แล้วก็ยอมรับไปเลยว่านั่นเป็นเรื่องปกติสามัญที่สุดแล้ว


    โทรศัพท์มือถือของอิงการ์ดสั่นเสียงดังในกระเป๋ากางเกง เขาเห้นชื่อไซมอนต์ชัดแจ๋ว นักเขียนดังรีบพุ่งไปรับสายเจ้าของไซมอนต์เฮ้าส์อีกห้องหนึ่ง อีซราไม่แน่ใจว่าเพราะโทรศัพท์คือเรื่องส่วนตัว หรือเพราะเสียงของไซมอนต์อาจจะทะลุโทรศัพท์มือถือออกมา และถ้อยคำที่หล่อนเตรียมไว้ให้เพื่อนยาอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้เรือนของสาวกที่ดีของพระผู้เป็นเจ้า


    เมื่ออิงการ์ดเดินกลับมา หมอนั่นลังเลว่าตัวเองหายหูอื้อหรือยัง "โน้ต อย่าหนีเพื่อนที่ทวงต้นฉบับเราไปเมืองอื่น"


    "รัฐอื่นน่ะสิไม่ว่า" อีซราจิบกาแฟ แสวงคาเฟอีน รวมถึงครีมเทียม


    "ฉันยังไม่ได้เล่าให้เครนฟังหรอกนะ ว่าเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวจะยาว"


    "แล้วนายมีข้อกำหนดว่าจะไม่คุยโทรศัพท์นานๆ ในบ้านคนอื่นรึอะไร"


    "ถ้าทำได้ อืม" อิงการ์ดกลับลงนั่งข้างเขา เยื้องจากซีโมน "คุณทำอาหารเก่งมากจริงๆ ผมไม่เคยปรุงมันฝรั่งกับเบค่อนให้ได้ที่อย่างนี้เลย ทุกทีเลย ชอบออกมาเลี่ยนน้ำมันเกินไป ไม่ก็ไม่รู้สึกถึงหัวหอมเท่าไร"


    อีซราเบลอบทสนทนาเรื่องเคล็ดลับทำอาหารออกจากการรับรู้ทางโสตประสาท เขาหันไปสนใจโทรทัศน์ เปลี่ยนช่องดูรายการอื่น สองจิตสองใจระหว่างหวังให้เจอช่องข่าวที่พูดถึงเจมส์ คอลลิมอร์อีก หรือเจอรายการไร้สาระอะไรก็ได้ที่ห่างไกลจากประเด็นฆาตกรรม เขาอาจจะยินดีด้วยซ้ำถ้าเจอช่องไหนกำลังรีเพลย์เกมฟุตบอลสักเกมเมื่อคืน ทั้งที่ตัวเองจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าระหว่างเอ็มบีเอกับเอ็นเอฟแอล อะไรเป็นของวงการกีฬาไหน


    มีเสียงกดออดดังก่อนอีซราจะได้คำตอบว่าควรหยุดที่ช่องไหน และพอซีโมนสั่งให้พวกเขานั่งกินมื้อเช้าต่อไป ส่วนตัวแกจะไปเปิดประตูเอง เพราะคงไม่พ้นเป็นลูกชายกลับมาบ้านเร็วกว่าที่บอก และลืมกุญแจเข้าบ้าน หรือใช้ออดให้แม่ผู้ควรขยับตัวเข้าไว้ลุกมาเดิน เขาหันกลับไปหาอิงการ์ด "ไม่มีส่วนไหนในกมลจิตของนายคิดว่าฉันบ้าขนาดเคยฆ่าคนโยนทิ้งแม่น้ำ แล้วเอามาเขียนนิยายใช่ไหม"


    "ฉันก็ไม่อยากสเตริโอไทป์ฆาตกรโรคจิตน่ะนะ..."


    เขาเตะขาอิงการ์ด เจ้าตัวขำออกจมูก


    "ใจเย็นน่า เอาตามตรงเลยนะ" อิงการ์ดประกบมือ รวมสมาธิอีซราไม่ให้ฟุ้งซ่าน "ฉันคิดว่าบังเอิญแหละ มันหลอนประสาทสุดๆ เลยไหม ใช่ แต่ออกไปทาง 'เอาละ บางทีวิญญาณของเจมส์ คัลลิมอร์อาจจะเคยมาเข้าฝันอีซราก็ได้ บรื๋อ' ไม่ใช่หลอนว่า 'ให้ตาย ฉันปิ๊งฆาตกรต่อเนื่องอีกแล้วเหรอ'"


    "จะให้ฉันจดจ่อที่ 'ปิ๊ง' หรือ 'อีกแล้ว' ก่อน --"


    ถัดจากเสียงออด คราวนี้เสียงฝีเท้าหนักหลายคู่ มากเกินจะเป็นไมโลเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับมารดาขัดพวกเขา อีซราเงยหน้าขึ้นมองตรง ซีโมนเดินเข้ามาในห้องพร้อมเจ้าหน้าที่สืบสวนสองคนและลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้พบหน้ากันมาพักใหญ่ ไมโลจ้องพวกเขาตาถลน


    "เอ่อ...ไง ไมโล"



    "ขออีกครั้งซิ" อิงการ์ดยืนพิงผนังทางเดิน สองแขนกอดอก หน้าเชิดขึ้นเชยชมรอยฝุ่นบนเพดาน "ทำไมตำรวจถึงมาหาป้าของนาย เพราะบ้านเก่าที่เขาเคยอาศัยอยู่เมื่อสิบกว่าปีก่อนอาจจะเป็นที่เกิดเหตุ แต่คำถามแรกสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ วัยหกสิบสามถึงเป็น 'สามวันก่อนคุณอยู่ที่ไหน' นะ" เสียงทุ้มต่ำแผ่วเบาพึมพำด้วยความเร็วเท่าเสมียนศาลมากประสบการณ์จดบันทึกบทพูดของโอลิเวีย โป๊ป


    อีซราซึ่งยืนพิงผนังข้างกันสูดลมหายใจเข้า "ฮืม..." ผ่อนออก "อาจจะเกี่ยวกับที่ป้าเคยโดนตั้งข้อหาฆาตกรรมข้าราษฎการมั้ง ไม่รู้สิ พวกเขาคงถามตามระเบียบน่ะ"


    สีหน้าอิงการ์ดคุ้มค่ากระทั่งที่พวกเขาต้องโดนตำรวจสอบปากคำด้วยเหมือนกัน


    ไม่นานตำรวจก็เรียกพวกเขาเข้าไป ทั้งสองเจ้าหน้าที่ดูไม่ได้คาดหวังสิ่งใดนักหนา อีซราไม่ประหลาดใจ เท่าที่เขาได้ยิน ร่องรอยการเคลื่อนย้ายศพนานเป็นวันแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานับแต่เจมส์ คอลลิมอร์หายตัวไป ศพถูกเก็บอยู่ในตู้เย็นในบ้านหลังเก่าของซีโมน พอแกย้ายออกมาอยู่ในเมือง บ้านหลังนั้นก็กลายเป็นบ้านร้าง ที่ทิ้งขยะเนื่องจากมีบริษัทหนึ่งมีแผนปรับปรุงที่ดินและสร้างหมู่บ้านจัดสรร ทว่าบริษัทเกิดปัญหาการเงิน ทำให้โครงการทั้งหมดหยุดชะงัก ไม่มีคนว่างไปดูแล แต่มีคนไร้หน้ามากมายผ่านขยะไปสุมในนั้นทั้งบริเวณ ซีโมนกับครอบครัวคือคนอาศัยชุดสุดท้ายที่อยู่ตรงนั้น อีซราเพิ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นสาเหตุหลักของการย้ายเข้ามาในตัวเมืองของแก เขาหลงคิดว่าเพราะไมโลได้งานในเทศบาลเมือง หรือไม่ก็เพราะสังขารพาให้อยากย้ายมาอยู่ใกล้โรงพยาบาลมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย


    บ้านหลังใหม่หลังนี้ของแกสวยงาม อบอุ่นน่าอยู่ รายล้อมทุกด้านด้วยถนนคอนกรีตหลายสีัสัน เดอร์รีมีต้นไม้ปลูกยืนต้นเต็มแทรกตามอาคารหินปูนเต็มไปหมด ปูสนามหญ้า และตามย่านที่อยู่อาศัยไม่นิยมพุ่มไม้กันสักเท่าไร แม้ที่นี่จะเล็กกว่าบ้านหลังเก่าในทางกายภาพ แต่บัดนี้บ้านหลังนั้นคงให้ความรู้สึกเล็กเท่ากระป๋องบนฝ่ามือต่อให้ไม่มีเรื่องเลวร้ายพวกนี้เพิ่มเข้ามา


    "แปลว่าคุณไม่รู้เห็นเลยใช่ไหมคะว่ามีใครอาจจะเข้าออก หรือไปใช้งานบ้านหลังนั้นบ้าง"


    ซีโมนส่ายหน้า ตำรวจพยักหน้าตามอย่างเข้าอกเข้าใจ ไม่ได้คาดหวังอะไรนอกจากคำยืนยันเรื่องสามัญธรรมดา เห็นได้ชัดว่าสองแม่ลูกตอบตรงกัน รวมถึงตรงกับสภาพบ้านที่เพียงแค่ฟังคำบรรยายก็สะอิดสะเอียน ซีโมนถามว่าเกิดอะไรขึ้นถึงจำต้องเวียนมาคุยกับหล่อน แขกทั้งสองจึงพลอยได้ทราบไปด้วยว่าศพของเจมส์ คอลลิมอร์ไม่ได้อยู่ในน้ำนานเท่าที่หลงคิดกันไป มีร่องรอยเคลื่อนย้ายศพจากตู้เย็นในบ้านขยะไปทิ้งในแม่น้ำ เจ้าหน้าที่พิจารณาว่ายางประตูตู้เย็นเสื่อม ทำให้กลิ่นรั่วออกมา คนไร้บ้านที่แอบเข้าไปอยู่ในนั้นจึงเจอศพเข้าแล้วพยายามกำจัดศพ ศพถูกเจออีกครั้งในแม่น้ำ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่นที่ไปลองของแถวนั้นเมื่อคืน เมาและอ่านพวกเรื่องสยองขวัญตามเว็บบอร์ด ก่อนจะสันนิษฐานเองว่าสถานที่จริงคือเดอร์รี


    "บังเอิญน่าดูเลย จากที่ฟังมาทั้งหมด"


    "จนฉันรู้สึกเศร้าแปลกๆ นายพอจะรู้ไหมว่าทำไม"


    "ฉันไม่อยากแน่ใจเท่าไรนะ"


    เขาอยากจะหัวเราะว่าข้อมูลได้มาง่ายขนาดไหน พอไม่ได้ต้องเป็นคนสืบทั้งหมดนั่นเอง แต่อีซราขำไม่ออก ไม่อยากเชื่อว่าทั้งหมดนั่นเกิดขึ้นกับมนุษย์สักคน คนที่ไมโลเล่าว่าขี้อาย เข้าสังคมไม่เก่ง แต่ตั้งอกตั้งใจทำงานเสมอ "ที่จริงเขาดูเศร้าบ่อยๆ ด้วย แบบ เวลาเดินสวนกัน ผมไม่คิดว่าเขาชอบอยู่คนเดียว วันนี้ผมเพิ่งรู้ว่าเขามีปัญหากับที่บ้านมาตลอด" ไมโลบอกตำรวจ เจ้าของบ้านทั้งสองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่งคุยกันตรงโต๊ะอาหารที่กินค้างไว้ ส่วนอีซราและอิงการ์ดปลีกมายืนฟังตรงเคาน์เตอร์กั้นระหว่างห้องอาหารกับห้องครัว "เคยมีที่ผมคิดว่าเขาอาจจะเบื่อแล้ว อยู่มาวันหนึ่งเขาก็เลยตัดสินใจจะหนีไปรึเปล่า แบบ ไปเริ่มต้นที่อื่น"


    "ดีกว่าตั้งเท่าไรถ้าเป็นอย่างนั้นแทน"


    มีคนแบบนั้นในชั้นเรียนเสมอ อีซราเชื่อ เขานึกถึงสมัยไฮสคูล คนที่มักจะอยู่คนเดียว และในชั้นมีคนที่ไม่สนใจจะคบคนวัยเดียวกัน ดังนั้นจึงเห็นง่ายมากเหลือเกินว่าใครที่อยู่ตามลำพังทั้งที่ไม่ได้ต้องการเช่นนั้น คนพวกนั้นมักจะเป็นตัวละครเอกในนิยาย และเป็นตัวประกอบในฉากหลังชีวิตจริงของทุกคน จริงอยู่ว่าสุดท้ายแล้ว คนทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง กระนั้น ฟังจากน้ำเสียงสลดของไมโล อีซราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีชีวิตที่กระทั่งเจ้าของชีวิตเองก็ยังต้องแสวงหาแรงบันดาลใจจะเริ่มต้นอ่านเองด้วยความรัก พวกเขาเหล่านั้นที่ยังต้องเดินทางอีกไม่รู้เท่าไรให้ความเหงาคลายตัว ให้ความอ้างว้างเลิกคั่นแต่หน้าไม่น่าภิรมย์ซ้ำๆ จนไม่อาจพลิกไปหน้าอื่นเสียทีหนึ่ง แล้วทำไมพวกเขาต้องถูกฆ่าด้วย


    อีซราไม่เคยเข้าใจความรู้สึกโศกเศร้านี้ ตอนใครสักคนบอกเขาเองกับปากว่ามีคนแปลกหน้าตาย แต่มันก็อยู่ตรงนั้นกับเขาแล้ว ไมโลไม่ได้ร้องไห้หรือฟูมฟาย ตัดพ้ออาลัยอาวรณ์ น้ำเสียงลูกพี่ลูกน้องของเขางุนงง ไม่เข้าใจว่าจากความเป็นไปได้ทั้งหมดที่เขาคิดไว้สำหรับเพื่อนร่วมงานสักคนผู้หายตัวไป ทำไมถึงมาลงเอยที่นี่ บางทีคนแปลกหน้ากัน แม้จะไม่ผูกพัน ก็คงจะยังมีตรมให้ความเป็นไปได้ดีกว่าทั้งหลายมากมายที่รออยู่ได้กระมัง


    "ขอโทษด้วยนะ ซีโมน แต่เพราะมันทั้งเป็นบ้านเก่าคุณ ลูกคุณเป็นเพื่อนร่วมงานเขา แล้วก็..."


    "ฉันเข้าใจ คนมันมีประวัติ อันที่จริงฉันค่อนข้างปลื้มใจนะที่พวกเธอมองข้ามเรื่องหยุมหยิมอย่าง 'อ๊า แต่ป้าแกก็หกสิบกว่าแล้วนะ' เมอร์รี่ คริสต์มาสนะคะ"


    ทุกครั้งที่บทสนทนาวนมาเรื่องอดีตน่าสงสัยสำหรับคนนอกของป้าซีโมน อิงการ์ดทำหน้าประหลาดสิ้นดี เขานิ่วหน้า หันไปมาดั่งว่าจะมีใครช่วยอธิบายว่าจริงหรือหลอก


    "นายโผล่มาที่นี่จังหวะเป๊ะขนาดนี้ได้ไงนะ อีซ" ไมโลเอ่ยขึ้นตอนกลับมาจากไปส่งเจ้าหน้าที่ตรงประตูหน้าแทนซีโมน ครั้งได้มองลูกพี่ลูกน้องโดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะพลั้งพูดหรือทำอะไรให้อยู่ๆ เจ้าหน้าที่สืบสวนพวกนั้นชักปืน อีซราเพิ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากกว่าในความทรงจำล่าสุด หรือไม่ คงจะเป็นมุมมองจากการที่เขายืนเท้าเปล่าในเสื้อผ้าชุดเดิม ไม่ได้อาบน้ำอาบท่า อยู่ในบ้านอีกฝ่ายด้วยเหตุผลเด็กน้อยอย่างจับมือขึ้นรถ หนีจากงานมาด้วยกันกับอิงการ์ด เด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง


    "บังเอิญน่ะ ไมโล นอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว เป็นยังไงบ้าง"


    ไมโลยิ้มเศร้า "พวกเราโอเค สบายดี แม่น่าห่วงนิดหน่อยเรื่องน้ำตาล นายคงไม่ได้ถ่อมาเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบหรอกมั้ง"


    "เป็นความคิดเขาน่ะ" อีซราบุ้ยไปทางอิงการ์ด


    "แฟน?"


    "เพื่อนร่วมงาน แต่ก่อนหน้านั้นเป็นเพื่อนบ้านมาก่อน"


    ไมโลทำสายตาอย่างเดียวกับที่ซีโมนทำเมื่อคืน อีซราก็ถลึงมองซ้ำให้คนลูกหยุดเช่นกัน


    "ฉันกับเขา -- พวกเรากำลังเขียนนิยายด้วยกัน เลยหนีบรรณาธิการมาขับรถเล่นด้วยกัน"


    ไมโลยิ้มออก "สนิทกันดีนี่" เขากระทุ้งเย้าแหย่ "ไม่ยักรู้ว่านักเขียนเขาเขียนนิยายร่วมกันด้วย"


    "แบบนีล เกแมนกับเทอร์รี่ แพรทเชตต์ไง อ๊า ฉันยอมทำสัญญากับซาตานเลยถ้าเป็นแบบสองคนนั้นได้"


    "ฉันก็เหมือนเดิมแหละ อีซ ไม่ค่อยอ่านหรือดูอะไรเท่าไร ดังนั้นฉันไม่เก็ตชื่อราวๆ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่นายพูดถึง โทษทีนะ"


    อีซราส่ายหน้าเบาๆ "อย่าเลย ถึงไม่สน แต่ไมโลก็..." เขาเพิ่งจดจำเรื่องนี้ได้ "คนที่ไม่ชอบอ่านนิยาย แต่เป็นคนที่หาสำนักพิมพ์ที่ยอมตีพิมพ์งานของฉันเจอ จำได้ไหม" เขาโล่งใจที่ไมโลฉีกยิ้มกว้างขึ้น จากนั้นลูกพี่ลูกน้องของเขาก็พึมพำลงในคอ ให้ตาย ฉันละหวังว่าฉันจะช่วยคนอื่นได้แบบนั้นอีก ถ้าฉันช่วยเขาได้ -- อีซราใจแป้ว "นายดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนะ" แม้แต่ในตอนที่กำลังหดหู่ -- เขาไม่ได้พูดความคิดทั้งหมด


    "แน่สิ ฉันแก่กว่านี่นา"


    "ไม่ใช่เรื่องนั้น" เขาขัดคอ "เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า"


    "หมายถึงอะไรน่ะ"


    "ฉันแค่รู้สึกว่านายสุขุมขึ้นน่ะ เป็นอะไรที่ฉันเข้าไม่ถึงเท่าไร" รวมกับเรื่องเพื่อนร่วมงานถูกฆ่าตายด้วยแล้ว ซีโมนผู้ไม่เคยเห็นหน้าเจมส์ คอลลิมอร์ยังมีปฏิกิริยารุนแรงกว่าเสียอีก เขาได้แต่ถาม


    "ทำไม นายอยากสุขุมเหรอ"


    "...เออเนาะ ไม่แฮะ"


    เขาอยากรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นมากกว่า


    "อาจจะเพราะเจมส์นั่นแหละ"


    ใบหน้าด้านข้างของไมโลย้อนแสงยามสายจากหน้าต่าง เงานุ่มนวลระบายล้อมแววตาอาดูร อีซราตั้งใจฟัง "ฉันคุยกับเขาไม่กี่ครั้ง ทุกครั้งมักจะเป็นเรื่องช่วยงานส่วนที่ความรับผิดชอบของแผนกเรามันคร่อมๆ กัน ฉันไม่เคยกระตือรือร้นจะทำนั่นแก้ปัญหาร้องเรียนนี่แบบเขาหรอก แค่ว่าขอให้ช่วยอะไรฉันก็ทำเท่าที่ทำได้ แต่แค่นั้นก็" เปลือกตาปิดลง คล้ายว่าชายผู้เล่ากำลังย้อนภาพกลับไป "เป็นวันๆ ที่เรียบง่ายและประสบความสำเร็จ เขาทำให้ฉันรู้สึกว่างานนี้มีอะไรให้ทำมากกว่าเพื่อความมั่นคงของชีวิตตัวเอง ไม่รู้สิ ฉันแค่ตอกบัตร ทำหน้าที่ แล้วก็ถือว่าทำได้ดีแล้วน่ะ แบบ สนามเด็กเล่น ตู้กดน้ำฟรี ลานศิลปะใหม่ รายงานเชลเตอร์ที่ยอดช่วยเหลือให้คนตั้งตัวได้เพิ่มขึ้น ฉันแค่ทำไปตามหน้าที่ ไม่ได้มีอุดมการณ์อะไร แต่มันก็ออกดอกออกผลดี เลยรู้สึก อืม ฉันก็มีที่ของตัวเองจริงๆ เลยสบายใจ"


    สองมือใหญ่ยกขึ้นลูบหน้าลง หน้าปัดนาฬิกาข้อมือสายเงินเรือนโตบอกเวลาจวนสิบโมงเช้า


    "พอมารู้ว่า แต่คนอย่างเขากลับถูกฆ่าอย่างโหดร้ายแบบนี้ ถึงจะไม่เข้าใจ แต่ฉันก้โวยวายไม่ออกหรอก ไม่ใช่คนใกล้ชิดอะไรของเขานี่นา ดังนั้นฉันไม่มีพื้นที่ในหัวเหลือจะนึกถึงคนร้ายหรอกว่าใคร ทำไม ฉันได้แต่นึกถึงเขา ว่าวันๆ ของเขาที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้างนะ กับขอให้ตำรวจจับคนร้ายได้เร็วๆ ยังไงคนอื่นก็คงนึกถึงคนร้ายกันทั้งนั้นแล้วนี่นา"


    "ฉันก็หวังแบบนั้น"


    ไมโลผละไปยังส่วนของห้องครัว หมุนก๊อก หยิบแก้วรองน้ำดื่ม "อีซ"


    "อะไร"


    "นายได้เป็นนักเขียนอย่างที่นายอยากเป็นหรือยัง"


    พวกเขาคุยกันเฉพาะวันงานเลี้ยงรวมเครือญาติโกลด์สก็อต อีกความหมายหนึ่ง พวกเขาคุยกันไม่เยอะ จำได้แทบทุกประเด็นที่เคยแลกเปลี่ยนกันแต่เล็กจนโต


    "ยังเลย"


    "พยายามเข้านะ" เสียงน้ำไหลหยุดลง "พยายามเข้า"


    "อืม"


    "บังเอิญจริงๆ นะ อาจจะสำหรับฉันมากกว่าสำหรับนายอีก" ได้ยินเช่นนั้น อิงการ์ดหันมามองอีซรากับไมโลคุยกัน "ฉันกำลังนึกถึงนายเลย แล้วนายก็นั่งกินอาหารเช้าอยู่ในบ้านเฉย บังเอิญชะมัด"


    "นึกถึงฉัน?"


    "ใช่ พวกเขาเอารูปของเจมส์ไปตั้งกันตามที่ที่เขาเคยช่วยเรื่องงบแก้ไขน่ะ แล้วเจมส์ไม่ค่อยชอบถ่ายรูป รูปส่วนใหญ่เลยไปขอมาจากโรงเรียนเก่าของเขา จริงๆ เลยนะ ฉันก็คิดหลายทีแล้วเวลาเห็นเขา แต่ยิ่งพอเป็นรูปเขาตอนสมัยวัยรุ่นยิ่งใช่เลย"


    "อะไรใช่"


    "เจมส์กับนายไง พวกนายสองคนคล้ายกันมากเลยนะ"


    "คล้ายเหรอ"


    พวกเขาไม่เห็นรูปอะไรพวกนั้นในข่าว ฉะนั้นอีซรายังพอคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนว่าไมโลเกิดชั่วขณะไร้รสนิยม เอาเรื่องพรรค์นี้มาอำกันเล่น แต่ก็ไม่


    ไม่ใช่


    "หน้าพวกนายนั่นแหละ ไม่ใช่อะไรซับซ้อนหรอก"


    ศพนามเจมส์อยู่ใต้น้ำในหัวเขา เตรียมคำบรรยายว่ารูปงามอย่างดาราภาพยนตร์สมัยก่อน นิ่งสงบ ปูน ลึกลับ


    รูปของเจมส์ คอลลิมอร์ตรงสวนสาธารณะ ทับบนหิมะกองแล้วกองเล่น ปนกับช่อดอกไม้ไว้อาลัยและขอบคุณสำหรับงานเพื่อส่วนรวมต่างๆ เป็นรูปของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มยาวถึงคาง ดวงตาสีเขียว อีซราจำหน้าตัวเองสมัยวัยรุ่นได้ ตอนนี้เขาเหมือนกำลังยืนมองรูปถ่ายของตัวเองวัยสิบแปด เจมส์ คอลลิมอร์เทียบได้เป็นอีซราที่ซูบผอม และมีดวงตาเล็กกว่าหน่อย ไม่ยิ้ม แววตาก็ไม่ได้ดุร้ายเกลียดชังเลนส์กล้องและสิ่งที่กล้องกับช่างถ่ายรูปเป็นตัวแทนอะไร เขาดูเหมือนเด็กวัยรุ่นขี้อายขาดความมั่นใจทั่วไป ยืนห่อไหล่ อีซราจำไม่ได้แล้วว่าตนยืนอย่างไรตอนถ่ายภาพเดี่ยวลงหนังสือรุ่น รู้แค่ตนยิ้ม เขามักจะยิ้มหน้ากล้อง ต่อให้ถ่ายคนเดียวก็ไม่พ้นมีพวกแก๊งเพื่อนยืนทำหน้ากวนตีนอยู่ข้างไหล่ตากล้อง แต่โดยรวม พวกเขา อีซรากับเจมส์ ต่างมีโครงหน้าเด่นตรงโหนกแก้มกับทรงจมูกโด่งสันยาว หูใหญ่ ริมฝีปากกว้างอยู่ในรูปทรงพิมพ์ไม่ไกลกันนัก 


    ถ้าพูดถึงอเมริกันบอยผิวเข้มกระน้ำตาลระบายกระจัดกระจาย หลายคนย่อมอยู่ใต้หมวดนี้ ซึ่งอีซรากับเจมส์ก็จะยืนอยู่ด้วยกันทั้งคู่ ไม่ต้องสงสัยเลย


    อีซราถูมือไปมา กวาดมองทัศนียภาพตัวเมือง คอยหลบคนอื่นที่เอาดอกไม้มาเติม นำเทียนมาวาง ชมฟ้าเป็นสีท้องเถ้า หิมะกับเมืองดูหยุดนิ่งต่อให้คนกำลังขยับ ถ้าหิมะไม่ตกก็ดูแข็งทื่อไปทุกมุม เขาอยู่ในเสื้อผ้าไปจนถึงถุงเท้ากับรองเท้าที่ไมโลให้ยืมอย่างปราศจากคำถามว่า 'แล้วรองเท้าแกหายไปไหนน่ะ' "ใช้ชื่อเจมส์ไม่ได้หรอก ห้ามเป็นชื่อเจมส์" ชายหนุ่มอายุน้อยกว่าบอกคนแก่กว่า โลกนี้มีชื่อมากมาย พวกเขาไม่ได้เสียอะไรไป แต่เจมส์ คอลลิมอร์นี่สิ คนผู้นี้ได้เป็นเจ้าของอะไรบ้าง นอกจากสิ่งที่อีซรารู้ว่าเจ้าตัวย่อมไม่ต้องการ อย่างปลายวันที่ยี่สิบธันวาคม กับเช้าวันที่ยี่สิบเอ็ดธันวาคมของพวกเขาสองคน อีซราบอกได้ว่าอิงการ์ดเองก็ยกให้เจมส์ คอลลิมอร์แล้วเรียบร้อย พวกเขาเก็บเอาไว้กับตัวไม่ได้ ต้องมอบให้ไปเลย อย่างน้อยอาจจะต้องรอให้ตกบ่ายก่อน วันนี้ถึงจะตัดแบ่งกลับมาเป็นของพวกเขาแต่ละคน


    อิงการ์ดตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าพวกเขาสมควรกลับบรูคลินกันได้แล้ว แรงจับตรงแขนอีซราบีบแน่นจนเขาต้องเหลียวมองว่าไม่มีใครจะพุ่งมาดึงตนไปอีกทางหนึ่งก่อนจะถึงประตูรถยนต์


    สิ่งสุดท้ายที่อิงการ์ดพูดก่อนรถจะพุ่งพ้นเพนซิลเวเนียคือ "ฉันไม่คิดว่านี่เรื่องบังเอิญแล้วนะ"


    อีซรามองสีหน้ากำลังคิดทำนองเดียวกันสะท้อนบางๆ บนกระจกหน้าต่างข้างคนขับ เขาเห็นตัวเองผงกหัวสั่นๆ




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in