เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
House of storyManualEyeko
Day 3 : Hungry
  • Day 3 : Hungry

    Story by : Yoruhoueko (ManualEyeko)


    บทสนทนามันเริ่มต้นจากอะไรที่มันฟังดูแล้วก็ต้องเงยหน้าขึ้นมาจากจานอาหารที่สนใจอยู่ตรงหน้าแทนอย่างช่วยไม่ได้

    “นี่ เวลาที่หิวนายคิดถึงอะไรอยู่”

    "อ้าว ทำไมถามแปลกๆอ่ะ"

    "คิดอะไรอยู่ล่ะ"

    "ก็ต้องคิดถึงอาหารดิ"

    "อยากกินเกี๊ยวซ่า ไปกินกัน"

    “แต่...นี่นายกำลังกินบูแดจิเก ?”

    “ก็บอกว่าอยากไปกินเกี๊ยวซ่า ลุก!”

    ผมถอนหายใจอย่างหนัก แน่นอนครับผมวางเงินค่าบูแดจิเกไว้บนโต๊ะก่อนจะลุกตามคนเอาแต่ใจไปติดๆ

    เราคบกันมาได้2เดือนแบบงงๆ เป็นความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการกินอาหาร เขาเป็นเพื่อนที่บริษัท อยู่คนละแผนกแต่เพราะช่วงหลายเดือนมานี้แผนกของเราสองคนต้องทำงานด้วยกันตลอด ผมกับเขาเลยได้เจอกันบ่อยๆ

    เสียงรถไฟใต้ดินนำพาเราไปยังสถานีอิแทวอน ตามที่เจ้าตัวเขาเปิดหารีวิวในเน็ตว่ามีร้านเกี๊ยวซ่าเจ้าไหนอร่อยเด็ดบ้าง แล้วก็พบว่าพวกเราต้องถ่อมาไกลเปลี่ยนรถใต้ดิน2สายเพื่อให้ได้มากินเกี๊ยวซ่าเจ้าดัง ในขณะที่ในท้องผมแทบลุกเป็นไฟ เราสั่งบูแดจิเกมายังไม่ทันซดน้ำซุปด้วยซ้ำ หมอนี่ก็ลุกออกจากร้านเลย ยังไม่นับเสียงด่าสาปแช่งของป้าเจ้าของร้านที่น่าจะดังตามหลังมาแต่ผมแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

    “นี่...”

    “หิวเหรอ”

    “เออสิวะ”

    “ขอโทษนะที่จู่ๆก็บอกให้ลุกออกมา แต่มันอยากกินจริงๆอ่ะ”

    ผมโบกมือเป็นเชิงว่าช่างมัน พอเห็นสีหน้าหงอยๆของคนที่ชอบทำหน้าตาสดใสเป็นประจำ ผมเลยค้านไม่ออก ไม่รู้จะด่าอะไร จริงๆควรจะด่าออกไปสักคำสองคำเพื่อไม่ให้บรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนนี่มันยังคงลอยล่องอยู่ในอากาศแท้ๆ แต่ผมก็ไม่ได้ทำ

    เรานั่งเงียบๆมองดูอากัปกิริยาต่างๆ ของผู้คนบนรถไฟใต้ดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีบทสนทนาร่วมกันเท่าไหร่จนกระทั่งมาถึงสถานีอิแทวอน พวกเราลงจากรถไฟและเดินขึ้นมาบนถนน ผมตัดสินใจแวะซื้อคิมบับในร้านสะดวกซื้อ

    “ช่วยเลือกหน่อยว่ากินไส้อะไรดี”

    “ไส้กิมจิ”

    ผมมองหน้าหมอนั่นอย่างหาเรื่องก่อนที่เขาจะหัวเราะเสียงดัง แล้วหยิบคิมบับไส้หมูย่างมายัดใส่มือผม ผมถอนหายใจออกไปแรงๆ แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นมาได้อย่างไม่อยากจะเชื่อ

    ความสัมพันธ์สองเดือนของเรามันงงมากจริงๆ ครับ แต่รวมๆ มันเป็นสองเดือนที่มีสีสันที่สุดแล้วตั้งแต่ผมใช้ชีวิตทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมา5ปี

    คิดเงินเสร็จเดินออกจากร้าน GS25 มาผมก็เจอเขายืนรออยู่หน้าร้าน ผมแกะห่อคิมบับแล้วกัดหัวกัดท้ายของมันก่อน เขาทำหน้าปูเลี่ยนๆ ก่อนจะถามผมขึ้นมา

    “ทำไมกินแบบนั้นอ่ะ”

    “ติดแล้วอ่ะ เวลาแม่ทำคิมบับให้กินแม่ไม่ชอบผ่าเป็นท่อนๆ แม่ชอบม้วนเสร็จก็เอามาให้กินเลย”

    “อ๋อ ชอบที่ไส้มันล้นออกมตรงหัวกับท้ายล่ะสิ”

    ผมพยักหน้าตอบเขาก่อนจะกัดเข้าให้อีกคำ เขาเหม่อมองออกไปยังถนน รถยังคงวิ่งกันจอแจเพราะพึ่งเลยเวลาเลิกงานมาได้ไม่กี่ชั่วโมง การจราจรยังไม่คลี่คลายดีเท่าไหร่ จู่ๆเขาก็พูดขึ้นมาแทรกเสียงจราจรที่แสนหนวกหูบนถนน

    “จำวันแรกที่เราตกลงคบกันได้มั้ย”

    “จำได้ดิ ใครจะไปลืม”

    “ฮ่าๆๆ ยังจำต๊อกบกกี10จานที่กินวันนั้นได้ ขอบคุณนะที่เลี้ยง”

    “ผ่านมาสองเดือนแล้วพึ่งจะมาขอบคุณกันรึไง”

    “จำได้ด้วยแฮะว่าคบกันมาสองเดือน”

    ผมเหม่อมองคิมบับในมือแทนการมองหน้าเขา ไม่รู้ว่าตอนนี้สายตาที่เขามองมาทางผมมันเป็นสายตาแบบไหน แต่ผมกลับรู้สึกถึงรอยยิ้มบนใบหน้าตัวเองที่มันคลี่ออกนิดๆ แต่แทนที่จะต่อบทสนทนาที่คล้ายจะโรแมนติกนี่ เผื่อให้มันหวานพอจะเป็นการแซวกันของคู่รัก ผมกลับเปลี่ยนเรื่องคุยเสียเอง

    “เมื่อไหร่จะเลิกเครียดแล้วต้องได้กินอะไรที่อยากกินด้วย อย่างกับคนท้องเลยไม่ใช่รึไง”

    “ไม่รู้สิ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนแบบนั้นไปแล้ว”

    “....”

    “แต่ถ้าวันนั้นไม่โดนด่าตอนพรีเซนท์โปรเจ็คต์เราก็คงไม่ได้ไปกินต๊อกด้วยกันวันนั้นนะ”

    “นั่นสิ”

    ผมพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะกัดคิมบับเข้าไปอีกคำ ในหัวนึกถึงหน้าเขาตอนที่กินต๊อกบกกีทั้งน้ำตา กระดกโซจูหมดไป3ขวดและพ่นคำหยาบแบบที่กองเซ็นเซอร์ทำงานหนักมากๆใส่หัวหน้าแผนก แบบที่ถ้าไม่ใช่ผมที่เป็นคนฟัง เรื่องนี้อาจจะถึงหูของคุณหัวหน้าแผนกไปแล้ว

    “ถามจริงวันนั้นได้กลับไปล้วงคออ้วกมั้ย กินไปเยอะขนาดนั้น”

    “ไม่ กลับไปถึงก็หลับเลย ตื่นมาตาบวมฉึ่ง จำไม่ได้เหรอที่ถ่ายรูปส่งไปให้ดู วันนั้นเลยขอลาครึ่งวัน”

    “อ่อ อย่างงั้นเอง”

    “ถามหน่อย”

    “หืม”

    “นายชอบฉันตอนกินต๊อกบกกีหรอวะ”

    “ฮ่าๆๆๆ จะบ้าหรอวะ”

    ผมขำออกดังลั่นหน้าร้านสะดวกซื้อ ก่อนจะปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะขำแรงเกินไป หมอนั่นทำหน้างงใส่ผม

    “ขำน่าเกลียดมาก”

    “ก็ถามอะไรอ่ะ”

    “เอ้า ก็อยู่ๆวันนั้นพอกินไปได้สัก4จานมั้ง...จู่ๆนายก็บอกว่าคบกันมั้ย”

    ผมพยักหน้าให้กับความจำดีเลิศของหมอนั่น ในขณะที่เขากินต๊อกบกกีทั้งน้ำตา ผมทำหน้าที่เพียงหยิบทิชชู่ให้เช็ดน้ำตาให้เขาและก็เช็ดปากที่เปื้อนซอสต๊อกบกกีเหมือนเด็ก 3 ขวบหัดกินข้าวเองไม่มีผิด จู่ๆผมก็พูดออกไปแบบนั้น...

    ที่จริงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมแตะโซจูไปอึกเดียวเท่านั้นไม่ใช่ความเมาแน่ๆแต่ว่านะ...

    “เงียบเลย”

    “แล้วทำไมนายตกลงล่ะ”

    “เมามั้ง”

    ผมขำออกมาอีกรอบอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนยัดคิมบับคำสุดท้ายเข้าปากแล้วโยนห่อมันทิ้งขยะไป คว้ามือเขามาจับไว้แล้วพาเขาเดินออกมาจากหน้าร้านสะดวกซื้อเพื่อจะมุ่งหน้าไปยังร้านเกี๊ยวซ่าแทนการต่อบทสนทนากับเขา

    “ทำเป็นเปลี่ยนเรื่องป่ะเนี่ย”

    “ขอคบมันก็ต้องชอบสิวะ”

    “ชอบตั้งแต่เมื่อไหร่ถามได้มั้ย”

    “ทำไมอยู่ดีๆถึงถามอ่ะ”

    “ก็เพราะนายยอมมากินเกี๊ยวซ่ากับฉันถึงที่นี่ไง”

    ผมหันกลับไปมองหน้าหมอนั่น ก็พบว่าเขาเองก็กำลังมองมาทางผมอยู่เหมือนกัน คำตอบของเขาฟังเผินๆมันอาจจะธรรมดาจนดูตลก แต่มันคงเป็นมาตรฐานความไว้วางใจที่เขามีให้จากความทุ่มเทของผมล่ะมั้ง อันที่จริงมันไม่ใช่ความทุ่มเทอะไรเลย เขาอยากไปไหนก็ไปผมก็แค่จะไปด้วยเท่านั้นเอง

    มันคงจะไม่ค่อยโรแมนติกเท่าไหร่ถ้าผมบอกออกไปแบบนั้น ช่างมันก็แล้วกัน

    “คงตั้งแต่ช่วงที่ต้องทำงานด้วยกันบ่อยๆมั้ง...ตอนนั้นพอรู้สึกตัวอีกทีก็มีเสียงนายวนเวียนอยู่ในหัว เสียงนายน่ะ เข้าใจนะ มันแหลมหน่อยๆน่ะ พออยู่ในที่เงียบๆทำงานแล้วมันเลยเหมือนหลอนหูนิดๆ”

    “นี่ชมป่ะวะ”

    “ก็เวลาประชุมนายมักจะออกความเห็น หัวเราะเสียงดังเวลามีเรื่องตลก เคี้ยวเสียงดังด้วยเวลาได้กินขนมที่ชอบและก็อะไรอีกวะ....อย่ามองแล้วกดดันกันน่า”

    “เอ้า ก็...แล้วไงต่อ”

    สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความคาดหวังแบบนั้นกับคำพูดที่ดูติดขัดของเขา มันเหมือนกับว่าเขาคงเขินอยู่หน่อยๆล่ะมั้งครับ

    “ไม่รู้สิ หมดแล้วมั้ง”

    “ยังไม่เห็นข้อดีเท่าไหร่เลย”

    “อืม....”

    “คิดนาน”

    “อ่า ร้องไห้แล้ว...ดูน่าสงสาร”

    “โห ”

    "แล้วถามคืนบ้างได้มั้ยอ่ะ"

    "แน่นอน ของนายหรอ ง่ายมาก มีเหตุผลเดียว”

    “อย่าบอกนะว่าเพราะฉันยอมจ่ายค่าต๊อกบกกีสิบจานให้น่ะ”

    “อันนั้นเป็นเรื่องรอง จริงๆเป็นเพราะ....”

    “...”

    “เพราะวันนั้นนายเช็ดน้ำตาให้ฉัน....”

    ผมอึ้งไปเหมือนกันตอนที่ได้ยิน มันเป็นเพียงสิ่งเล็กๆที่ผมทำ แต่ใครจะรู้ว่าเรื่องเล็กๆของเรามันกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของใครอีกคนหรืออีกๆ หลายๆ คน มันกลายเป็นความรู้สึกที่ท้วมท้นจากความประทับใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 

    อาจเป็นเพราะในวันนั้น ขณะที่จานเปล่าของต๊อกบกกีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกที่ผมมีต่อเขามันก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

    ในที่สุดเราสองคนก็มาหยุดยืนที่หน้าร้านเกี๊ยวซ่าเป้าหมายของเรา ป้ายไฟขนาดใหญ่แสดงให้เห็นความเป็นเจ้าดังของแถบนี้และคนที่นั่งในร้านกันหนาแน่น ผมทำท่าจะเดินเข้าไปในร้านแต่แล้วก็โดนเขารั้งแขนไว้ มองเหม่อขึ้นไปยังป้ายไฟหน้าร้าน

    “มีอะไร”

    “นี่...”

    “....”

    “ไปกินจกบัลที่ซิตี้ฮอลล์กัน”

    “ว๊อท!?”

    “ไปด้วยกันนะ...นะ”

    อย่างน้อยๆเขาก็เปลี่ยนจากการบังคับให้ลุกจากร้านเป็นการขอร้องที่ดูอ่อนโยนขึ้น เราเดินออกจากหน้าร้านกลับไปยังสถานีรถไฟใต้ดินในเวลา3ทุ่ม


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in