คลังฟิคผู้หญิงล้านมูดผู้หญิงล้านอารมณ์
[OS: 11] Night Before Wedding - จูเอ็ม
  • Title: Night Before Wedding

    Genre: Romance x Fantasy

    Couple: Jooheon x I.M

    Author: Mmoods_girl





    "อะไรกัน ไยผู้เป็นถึงว่าที่ราชินีจึงไม่ไปร่วมในงานสังสรรค์ มานั่งทำอะไรอยู่ข้างนอกนี่"

    "เจ้าก็รู้ว่าข้าเกลียดเขาอย่างกับอะไรดี ไยข้าต้องเข้าร่วมงานบ้า ๆ นั่น" 

    "ข้ารู้ดี แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อพรุ่งนี้ก็ถึงวันที่ต้องอภิเษกสมรส เจ้าไม่มีทางเลือกแล้วไม่ใช่หรือ" 


    'ชางกยุน' องค์รัชทายาทเพียงคนเดียวของเมืองทางตะวันออก ประเทศฝรั่งเศส ที่ในขณะนี้กำลังมีศักดิ์เป็นว่าที่เจ้าสาว และว่าที่ราชินีคนใหม่ของเมือง....ด้วยความไม่เต็มใจ 


    ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน ‘เมืองเอสปัวร์’ เคยเป็นเมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งความผาสุข  ไม่ว่าจะเด็กเล็ก หนุ่มสาวน้อยใหญ่ หรือวัยชรา พสกนิกรทั้งหลายล้วนมีความเป็นอยู่ที่ดี บ้านเมืองสงบสุข แต่แล้วโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น...

    บรรยากาศความเศร้าโศกเสียใจเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ในเมืองเอสปัวร์ นับตั้งแต่วันที่องค์ราชาและองค์ราชินี ผู้เป็นพระบิดาและพระมารดาของชางกยุนสวรรคตลงอย่างเป็นปริศนา บ้างก็ว่าพระองค์ทั้งสองถูกลอบสังหาร โดยทหารฝีมือดีจากต่างเมือง แต่บ้างก็ลือกันว่าพระองค์ทั้งสองปลิดชีพตนเอง เพราะทุกข์ทรมานจากโรคร้ายที่กำลังเผชิญ 

    ไม่มีใครรู้ถึงต้นตอที่แท้จริงของการสวรรคต ยกเว้น...ผู้เป็นรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียว 

    เขาคลางแคลงใจในตัวของผู้ก่อเหตุมานานพอสมควร แต่ทุกครั้งที่ชางกยุนพูด กลับไม่มีใครฟัง.... 

    "ฮ่า ๆ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน พ่อว่าเจ้าคงเข้าใจอะไรผิดแล้วชางกยุน"

    "นั่นสิจ้ะ โอดินอยู่กับพวกเรามาตั้งหลายปี เขาคงไม่คิดหักหลังเราหรอกลูก" 

    'โอดิน' เด็กหลงป่าที่องค์ราชาและองค์ราชินีชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก เขาเคยเป็นเด็กหนุ่มจิตใจดีมีเมตตา เป็นพี่ชายที่ดีของชางกยุน ด้วยความมีฝีมือด้านการต่อสู้เป็นเลิศ เมื่อเติบใหญ่โอดินจึงได้เข้ารับตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของเมือง และเป็นองครักษ์ประจำพระองค์ คอยติดตามรับใช้จนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากทั้งองค์ราชาและราชินี รวมไปถึงชาวบ้านทั้งหลายก็พากันสรรเสริญชื่นชม แต่ทว่ามีอยู่อย่างหนึ่งที่โอดินไม่เคยทำได้เลย...


    “ การได้อยู่ในสายตาของชางกยุนในฐานะผู้ชายคนนึง ไม่ใช่ในฐานะพี่ชาย ”


    คงเดากันได้ใช่ไหม? โอดินไม่ได้คิดกับชางกยุนเพียงแค่พี่ชายน้องชายที่แสนดี เขารู้สึกมากกว่านั้น ตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา เขาพยายามเอาอกเอาใจ ดูแลชางกยุนเป็นอย่างดี จนในที่สุดก็ได้สารภาพรักกับชางกยุนไป แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า 'โอดินเคยเป็นพี่ชายที่ดีของชางกยุน' 

    ชางกยุนไม่ได้คิดเช่นเดียวกับโอดิน เพราะสำหรับชางกยุนแล้ว ความสัมพันธ์ของเขากับโอดินไม่สามารถพัฒนาเป็นอย่างอื่นได้มากไปกว่าพี่ชายและน้องชาย

    "เพราะตัวพี่เป็นเพียงเด็กหลงป่าที่โดนชุบเลี้ยงมา ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติและอาณาจักรเหมือนเหล่าบรรดาองค์ชายทั้งหลายสินะ เจ้าถึงไม่รับรักข้า"

    "ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ แต่มันเพียงเพราะข้าไม่ได้รู้สึกเช่นคนรักกับท่าน"

    "ไม่มีทาง ข้าดูแลเจ้าเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ของข้าที่ไม่ทัดเทียมคู่ควรกับเจ้าต่างหาก เจ้าจึงไม่รับรักข้า"

    "ท่านพี่มันไม่ใ--"

    "เจ้าคอยดูให้ดีนะชางกยุน แล้วซักวัน ข้าจะต้องได้ทุกสิ่งทุกอย่าง"

    ความรัก คำชื่นชม อำนาจบารมี ทรัพย์สมบัติเงินทอง มันกลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้โอดินเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งร่างกายและจิตใจของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหาย และความต้องการที่จะครอบครอง 


    ความละโมบโลภมากกลืนกินพี่ชายที่แสนดีของชางกยุนคนนั้น ให้หายไปจากโลกใบนี้...


    และแล้วโอดินก็คิดขึ้นได้ว่าหนทางเดียวที่จะทำให้เขามีทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นก็คือ...การขึ้นเป็นพระราชา
    หากเขาได้ขึ้นครองบัลลังก์แล้วล่ะก็พื้นที่ทุกตารานิ้วในเมืองเอสปัวร์ ทรัพย์สมบัติทุกชิ้นในคลัง ข้าราชบริพารพลทหารทุกนาย และที่สำคัญ....ชางกยุน เขาจะได้ครอบครองทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว 

    เพราะอย่างนั้นเองสิ่งที่เขาต้องทำก็คือ กำจัดผู้ครองบัลลังก์คนปัจจุบันเสียก่อน

    โอดินอาศัยบารมีของความเป็นแม่ทัพใหญ่ระดมพลทหารที่ละโมบโลภมากไม่ต่างจากเขา ก่อเป็นฝ่ายกบฏขึ้นอย่างเงียบ ๆ จากนั้นก็เริ่มดำเนินการใช้อาวุธร้ายที่ชื่อ ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ ปลิดชีพองค์ราชาและราชินีลง ณ ห้องบรรทมในคืนเดือนมืด

    "ม...ไม่จริง ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ มันเกิดอะไรขึ้นคะท่านโอดิน..."

    "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ตัวข้าเพิ่งกลับจากการตรวจตราบ้านเรือน ตั้งใจยกชาร้อนมาให้พวกท่านก่อนเข้านอน แต่กลายเป็นว่าพอเข้ามาก็เจอพวกท่านในสภาพนี้เสียแล้ว..."

    หึ...คนโกหกปลิ้นปล้อน หน้าไม่อาย

    "อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ว่าทั้งหมดนั่นเป็นฝีมือของใคร"

    "เก่งตลอดเลยนะชางกยุน เจ้ารู้ว่าข้าเป็นคนปลิดชีพองค์ราชาราชินี แต่แล้วยังไงล่ะ"

    "ข้าจะบอกความจริงกับทุกคน!"

    "ฮ่า ๆ โถชางกยุน เจ้าคิดว่าทุกคนจะเชื่อใครเล่า? ระหว่างองครักษ์คนสนิทประจำพระองค์ผู้ที่ทุกคนต่างนับหน้าถือตา กับ องค์ชายที่เก็บตัวอยู่แต่ในพระราชวังจนใคร ๆ เขาก็ลือกันให้ทั่วว่าเจ้าสติฟั่นเฟือง"

    "แต่อย่างไรก็ตาม ข้าก็คือลูกชายเพียงคนเดียวของท่านพ่อท่านแม่!"

    "หึ...อย่างนั้นเหรอ โลกมันไม่ได้สวยงามแบบในนิยายที่เจ้าอ่านหรอกนะชางกยุน
    ถ้าไม่เชื่อเจ้าลองดูก็ได้"

    "แล้วเจ้ากับข้าจะได้เห็นดีกัน!"


    ช่างน่าเศร้าที่คำพูดของโอดินเป็นความจริง...ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ชางกยุนพยายามร้องหาความยุติธรรม หวังจับคนผิดมารับโทษให้สาสม แต่ทว่านี่เป็นอีกครั้งที่ไม่มีใครรับฟังเขาเลย

    "ท่านขุนนาง ท่านว่าอย่างไรกับเรื่องที่องค์ชายกล่าวอ้างว่า ฆาตกรที่แท้จริงคือท่านโอดิน..."

    "จะว่าอย่างไร หากท่านโอดินเป็นฆาตกรจริงใครจะทำอะไรได้ ขืนลุกฮือขึ้นมามีหวังชีวิตได้วอดวายเข้าให้น่ะสิ แล้วอีกอย่างพวกเจ้าก็รู้ว่าองค์ชายชางกยุนละเมอเพ้อพกมาเป็นแรมปีแล้ว บุคคลผู้พร่ำเพ้อถึงสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านั้น เชื่อถือได้มากแค่ไหนก็ไม่รู้"

    มันน่าตลกดีว่าไหม? เป็นถึงลูกในไส้ขององค์ราชาราชินี แต่สิ่งที่พูดไปกลับถูกตีค่าให้มีน้ำหนักน้อยกว่าลมปากของคนบางคนที่ไม่รู้แม้หัวนอนปลายเท้า ลูกหลานก็ไม่ใช่ สายเลือดแม้แต่น้อยก็ไม่มี


    ความน่าเชื่อถือวัดจากอะไรกัน? 

    คุณงามความดีที่เคยทำ? 

    อำนาจบารมี? 

    ความเป็นพรรคเป็นพวกเดียวกัน?

    และเพียงเพราะ ข้าไม่เหมือนพวกเขา คำพูดของข้าจึงไม่มีความหมายอย่างนั้นหรือ?

    ยังไม่ทันได้สืบหาความจริงใด ๆ แต่คำพูดของข้าก็ถูกตีค่าให้น้อยกว่าอีกฝ่ายเสียแล้วหรือ?


    ช่างตลกร้ายสิ้นดี...


    ด้วยความที่ 2 ปีให้หลังมานี้มีเรื่องเล่ากันปากต่อปากว่าพระโอรสหัวแก้วหัวแหวนขององค์ราชาราชินีมีสติฟั่นเฟือง พระองค์มีนิสัยชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหนังสือภายในพระราชวัง ทั้งยังพร่ำเพ้อและกล่าวถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ หรือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน มากไปกว่านั้นบ้างก็ลือกันว่าพระองค์กำลังเดินทางเข้าสู่เส้นทางแห่งมนต์ดำ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังมักได้ยินเสียงควบม้าขององค์ชายชางกยุน หายเข้าไปในป่าทุกคืนที่มีแสงจันทร์สว่าง

    "ข้าว่าองค์ชายต้องเข้าป่าไปบูชาซาตาน เพื่อให้ได้มาซึ่งมนต์ดำแน่ๆ"

    "จริงหรอ ถ้างั้นก็น่ากลัวน่ะสิ มีคนอันตรายแบบนี้กำลังอยู่ร่วมกับพวกเราเหรอเนี่ย"

    "ไม่ใช่ ๆ พวกเจ้าน่ะผิดแล้ว ที่องค์ชายต้องเข้าป่าไปกลางค่ำกลางคืน
    ก็เพราะนัดพบกับอมนุษย์ไว้ต่างหาก"

    "อมนุษย์เนี่ยนะ? เจ้าบ้าไปแล้วรึ มีอยู่จริงที่ไหนกัน"

    "มีสิ ก็ข้าได้ยินเขาลือกันให้หนาหูว่าที่องค์ชายไม่รับรักท่านโอดินเสียที
    ก็เพราะพระองค์กำลังมีความรักกับอมนุษย์มีปีก"


    เขาว่ากันว่า... เขาลือกันว่า... พูดกันปากต่อปาก ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีส่วนที่เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ก็พูดถึงคนอื่นไปในทางเสีย ๆ หาย ๆ ก่อนแล้ว ถึงแม้ว่าสิ่งที่ลืออาจเป็นได้ทั้งเรื่องจริงหรือเรื่องไม่จริง แต่มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกเขาไม่ใช่หรือไง... ข้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่เห็นจะเข้าใจเลย


    "ชางกยุน! ได้ยินที่ข้าพูดไหม ชางกยุน!"


    ก็ยังดีที่พระเจ้ายังไม่โหดร้ายกับชางกยุนจนเกินไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาคนที่ยังอยู่เคียงข้าง และทำให้เขาเห็นว่าโลกนี้ยังมีความน่าอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นก็คือ 'มินฮยอก' สหายสนิทเพียงคนเดียวที่อยู่กับชางกยุนมาตั้งแต่เล็กจนปัจจุบัน ผู้ที่ถือเป็นความสดใสในโลกของชางกยุน มินฮยอกคอยปลอบประโลมยามเขาร้องไห้ ทั้งยังเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่รับฟังและเชื่อในทุกสิ่งที่เขาพูด

    "อื้อได้ยิน เมื่อครู่เจ้าถามข้าว่ายังไงแล้วตอนนี้ข้าก็ไม่มีทางเลือก"

    "มันก็ใช่ใช่ไหมล่ะ ตอนนี้โอดินกลายเป็นผู้กุมอำนาจเมืองนี้ไปเสียแล้ว ลำพังข้ากับเจ้าจะไปทำอะไรได้"

    "ใช่ ข้ากับเจ้าทำอะไรเขาไม่ได้ แต่มี 'คนบางตน' ทำได้"

    "หื้ม เจ้าว่าอะไรนะชางกยุน?"

    "อ๋อป่าวหรอก ข้าก็พร่ำเพ้อไปเรื่อย...มินฮยอก"

    "ว่าไง"

    "จนกว่าแสงแดดจะลอดผ่านเข้ามายังห้องของเจ้าในยามเช้า จำไว้ว่าอย่าออกมาจากห้อง"

    "หื้ม เจ้าหมายความว่าอะไร?"

    "ลงกลอนหน้าต่างและประตูทุกบานอย่างแน่นหนา ปิดผ้าม่านของเจ้าให้สนิท ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามออกมาจากห้องจนกว่าจะเช้า"

    "คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้นชางกยุน!?"

    "ให้คืนนี้มันผ่านไปก่อน ตอนนี้เจ้าจำที่ข้าพูดให้ดีก็พอ"

    "แล้วเจ้าล่ะชา--"

    "ไม่ต้องห่วงข้า เอาเป็นว่าข้าสัญญาว่าพรุ่งนี้เช้า เจ้าจะได้เจอข้าที่ห้องอาหารแน่นอน"

    "...เข้าใจแล้ว ไม่ว่าอย่างไรข้าจะไม่ออกมาจากห้อง และเจ้าก็ต้องสัญญากับข้าเช่นกัน ว่าหลังจากคืนนี้ผ่านไปเจ้าจะต้องเล่าทุกอย่างให้ข้าฟัง...ทั้งหมด"

    "สัญญา"



    ✘ ✘ ✘ -



  • งานเลี้ยงก่อนวันอภิเษกสมรสที่จัดขึ้นในค่ำคืนนี้จบลง ณ เวลาเกือบเที่ยงคืน โอดิน เหล่าคนสนิท และข้าราชบริพาร รวมถึงมินฮยอกเอง ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามห้องพัก ยกเว้นอยู่เพียงผู้เดียว ที่บัดนี้ยังคงเดินไปเดินมาอยู่ที่โถงของพระราชวัง

    "องค์ชายชางกยุนยังไม่ขึ้นบรรทมเหรอเพคะ"

    "อื้อ ข้าว่าจะเดินเล่นดูสถานที่จัดงานในวันพรุ่งนี้ต่อเสียหน่อย"

    "แต่พรุ่งนี้เช้าพระองค์ต้องตื่นเช้ามากนะเพคะ เอ่อ ข้าเกรงว่าท่านจะพักผ่อนไม่เพียงพอ"

    "ข้าไม่เป็นไรหรอก เจ้าไม่ต้องกังวล ไปพักผ่อนเถอะ"


    ตามจริงแล้วชางกยุนไม่ได้อยากมาเดินเล่นดูสถานที่จัดงานอะไรหรอก เขาเพียงแค่รอเวลาที่ใครบางคนจะมาก็เท่านั้น...และขณะนั้นเองที่ลมพายุโหมพัดเข้ามายังโถงของพระราชวัง ผ้าม่านและชานเดอเลียต่างเคลื่อนตัวไปมาตามแรงลม แสงไฟจากเปลวเทียนดับลง เหลือไว้เพียงความมืดมิด เมื่อนั้นเองชางกยุนจึงรู้ได้ทันทีว่า 'เขา'  มาถึงแล้ว


    "ท่านมาช้า"


    "ข้าสายไปเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น"


    บุคคลปริศนาปรากฏกายขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ก่อนจะเดินเข้ามายังพื้นที่ที่มีแสงจันทร์ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เผยให้เห็นร่างสูงคล้ายกับร่างกายของมนุษย์ แต่หากมองไปยังเบื้องหลัง จะเห็นได้ถึงปีกสีดำขนาดใหญ่อันน่าเกรงขาม อมนุษย์ผู้มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่มีปีกอันแข็งแกร่ง พละกำลังอันล้นเหลือ และสายตาอันเฉียบคมดั่งเช่นเหยี่ยว อมนุษย์ตนนั้นมีนามว่า "จูฮอน"



    "ไม่เอาน่าชางกยุน ทำไมทำหน้าเช่นนั้น ข้าไม่ได้จงใจให้เจ้าต้องรอนาน
     ข้าขอโทษ" ร่างสูงกุมมือเล็ก ๆ ของคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน

    "ท่านบอกข้าให้มั่นใจได้หรือไม่ ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนรุ่งสาง ข้าไม่อยากอภิเษกสมรส" อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นพร้อมสีหน้าที่แสดงถึงความกังวล

    "ข้ารู้ และข้าไม่มีวันให้งานนั้นเกิดขึ้นแน่นอน ข้าสัญญาว่าเรื่องทุกอย่างจะจบก่อนรุ่งสาง" จูฮอนเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะมองไปยังบริเวณรอบ ๆ โถงพระราชวัง "ที่นี่หรือ ที่เตรียมไว้จัดงานเลี้ยงอภิเษกสมรสในวันพรุ่งนี้"

    "อื้อ สำหรับงานเต้นรำตอนกลางคืนน่ะ"

    "แล้วเจ้าชอบงานเต้นรำไหม?"

    "หืม ถามทำไม"

    "ก็แค่อยากรู้"

    "ตามจริงก็ชอบ เพราะเคยอ่านมาจากหนังสือแล้วดูเป็นบรรยากาศที่ดี"

    "แต่เจ้าเคยบอกว่าไม่ชอบเวลาต้องเจอผู้คนเยอะ ๆ มันวุ่นวาย เหตุใดจึงชอบงานเต้นรำ"

    "ไม่ได้ชอบเพราะได้เจอคนเยอะ แต่ชอบเพราะคิดว่าการได้อยู่ในอ้อมกอดของคนรัก พร้อมเสียงเพลงบรรเลงคงดีไม่น้อย"


    "งั้นเอาเป็นว่า...หลังเราจัดการเรื่องทั้งหมดจบ
    คืนพรุ่งนี้ข้าจะมารอเจ้าที่นี่แล้วเต้นรำกัน ตกลงไหม"


    “ท่านน่ะเหรอจะเต้นรำ  ไม่ยักรู้ว่าชอบอะไรแบบนี้ด้วย”

    อะไรที่เจ้าอยากทำ ข้าก็อยากทำด้วยทั้งนั้น ว่าอย่างไรตกลงไหม”

    "ก็ต้องตกลงอยู่แล้ว" ชางกยุนยกยิ้มอย่างน่ารัก ก่อนจะเดินตรงเข้าไปจุมพิตเล็ก ๆ ที่แก้มของคนตัวสูง

    “แต่ก่อนอื่น ตอนนี้เจ้าต้องขึ้นไปรออยู่ที่ห้องนอนของเจ้าได้แล้ว มันถึงเวลาแล้ว” จูฮอนกางปีกคู่ใหญ่สีดำสนิท พร้อมทะยานสู่การล้างแค้นให้กับคนที่เขารัก แต่แล้วก็ถูกมือเล็ก ๆ ของชางกยุนหยุดไว้เสียก่อน

    “จูฮอน ให้ข้าไปด้วยไม่ได้หรือ? ถึงตอนนั้นข้าจะได้ปลิดชีพเขาด้วยตัวเอง ล้างแค้นให้ท่านพ่อท่านแม่”

    “แต่เรื่องนี้เราตกลงกันแล้วชางกยุน” 

    “....แต่ข้าเป็นห่วงท่าน การให้ท่านไปสู้ด้วยตัวคนเดียวข้าไม่สบายใจ”
    คนตัวเล็กจับมือของอีกฝ่ายไว้แน่น

    จูฮอนยกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยพรางลูบหัวอีกฝ่ายเบา ๆ “ หากเจ้าไปด้วยอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ ถึงตอนนั้นข้าคงไม่สบายใจมาก ชางกยุน จงเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของข้า ไม่ว่าใครหน้าไหนก็หยุดข้าไม่ได้ มนุษย์ผู้นั้นทำให้เจ้าทุกข์ทรมานมามากเกินพอ ได้เวลาชำระบาปเสียที"


    อมนุษย์ร่างสูงผู้มาพร้อมปีกอันน่าเกรงขามหายไปพร้อมกับลมพายุลูกใหญ่ที่พัดเข้ามายังโถงพระราชวัง ส่วนองค์ชายเองก็กลับขึ้นยังห้องพักของตน เพื่อรอดำเนินการสำคัญขั้นถัดไป จากนั้นเพียงไม่นานนัก เสียงที่เป็นสัญญาณถึงการล้างแค้นก็เริ่มลอยผ่านมาตามอากาศ 

    ตั้งแต่เสียงที่เกิดจากการต่อสู้ ไล่ต่อมายังเสียงแห่งความเจ็บปวดและการร้องขอชีวิต จนมาถึงเสียงสุดท้าย...เสียงภาวนาถึงพระผู้เป็นเจ้า ชางกยุนซึ่งอยู่ห้องติดกัน เขาได้ยินเสียงเหล่านั้นอย่างชัดเจน

    และครั้นพระราชวังกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง บัดนั้นเองที่สองเท้าขององค์รัชทายาทย่างก้าวออกจากห้องพัก มุ่งตรงไปยังห้องพักของคนทะนงตัวว่าจะได้เป็นผู้ครองเมืองเอสปัวร์เมื่อยามรุ่งสาง เขาค่อย ๆ หลับตาลงพร้อมกับหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง เขาก้าวเข้าสู่ห้องที่ในขณะนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่อยู่อย่างกระจัดกระจาย มีเลือดมากมายเปื้อนอยู่ทั่วบริเวณ และสุดท้าย...คนที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิตกำลังพยายามใช้ลมหายใจสุดท้ายตะเกียกตะกายอย่างน่าเวทนาบนพื้น


    “ช….ชา...ชาง..ก...กยุน...ช่ว...ช่วยข...ข้า”


    ชางกยุนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาอันเรียบเฉย แล้วจึงค่อย ๆ เผยรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก


    “คนสติฟั่นเฟืองเช่นข้า ช่วยอะไรท่านไม่ได้หรอก แต่อีกไม่ช้ายมทูตคงจะมาช่วยท่านเอง”

    “จ...เจ้า...กับอ….ไอ้ตั...ตัวประ….หลาดนั่น”

    “หึ ข้าบอกท่านแล้วใช่ไหมว่าเราจะได้เห็นดีกัน อ่อ...แล้วก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของท่านจะหมดลง ฟังไว้ให้ดี  อย่าเรียกคนรักของข้าด้วยคำเช่นนั้น” ชางกยุนยกเท้าขึ้นแล้วกระแทกลงตรงกลางอกของคนที่อยู่เบื้องล่าง และต่อจากนั้นเพียงไม่ถึงนาทีก็ถึงเวลาที่ยมทูตเดินทางมารับตัวคนชั่วช้าไปลงทัณฑ์ ซึ่งในตอนนั้นเองที่การดำเนินการขั้นถัดไปของชางกยุนกำลังจะเริ่มขึ้น…


    นับถอยหลัง 3...2...1


    “ใครก็ได้ช่วยด้วย! มีใครได้ยินข้าไหม! ”


    ใช่...เพื่อล้างแค้นให้ครอบครัวของข้า ข้ากำลังทำแบบเดียวกับที่เจ้าทำไง โอดิน


    “โอ้ไม่นะ...นะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นขอรับ!? ทำไมองค์โอดินถึงได้…!?”

    “ฮึก....ข้าก็ไม่รู้เช่นเจ้า ข้าเพียงแค่ต้องการเข้ามาหาผู้เป็นว่าที่พระสวามี แต่เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็กลับเห็นท่านโอดินในสภาพเช่นนี้แล้ว ฮึก….ไม่น่าเลย”

    “โถองค์ชาย...สูญเสียทั้งพระบิดาพระมารดา มาถึงครั้งนี้ก็ต้องสูญเสียผู้เป็นว่าที่พระสวามี ทำไมท่านถึงได้น่าสงสารเพียงนี้”

    “เช่นนั้นข้าว่าพวกเจ้าควรรีบพาองค์ชายไปพักผ่อนก่อน ส่วนทางนี้ข้ากับเหล่าทหารจะจัดการเอง”

    “ขอบใจพวกเจ้ามากนะ ยังไงข้าก็ต้องขอฝากด้วย...” ชางกยุนเอ่ยตอบเหล่าข้าบริพาร แล้วจึงหันหลังกลับไปยังห้องพักของตนพร้อมเหล่าคนรับใช้ รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาหลังจากบานประตูปิดลง และเมื่อนั้นที่ชางกยุนโผเข้ากอดกับ ‘เขา’ ที่กำลังรอฉลองชัยชนะครั้งนี้อยู่หลังประตูห้องพัก

    “ขอบคุณท่านมาก ในที่สุดเราก็ชนะแล้วที่รัก”


    - ✘ ✘ ✘ -
  • แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามายังพระราชวัง บรรดาฝูงนกต่างขับร้องเสียงเพลง เสมือนเป็นการฉลองชัยชนะให้กับองค์รัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของเมืองเอสปัวร์ 

    ณ ขณะนี้เช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

    ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของโอดินถูกกระจายไปทั่วเมือง ข่าวลือเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตของเขาถูกเล่าต่อไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าเป็นผลจากศัตรูที่โอดินเคยไปทำสงครามมาลอบปลิดชีพเขาก่อนได้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่บ้างก็ว่าเป็นผลจากพลทหารบางนายที่ไม่พอใจกับการแบ่งสรรปันอำนาจ จนลงเอยด้วยการลอบปลิดชีพผู้เป็นนาย 

    แต่อย่างไรเสียในตอนนี้ชางกยุนก็ได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรเป็นของเขากลับคืนมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชางกยุนป่าวประกาศสถาปนาตนขึ้นเป็นผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวของเอสปัวร์ 

    ไม่มีแล้วซึ่งคำติฉินนินทา...เหล่าคนทั้งหลายทั้งข้าราชบริพาร พลทหารหรือชาวบ้านที่เคยกล่าวลือเรื่องขององค์รัชทายาท บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นคำสรรเสริญ


    นี่สินะ...อำนาจอยู่ในมือใคร คนส่วนมากก็พร้อมจะเลือกอยู่ข้างนั้น


    ชางกยุนรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก แต่เรื่องราวที่ผ่านมาตลอดหลายปีมานี้ มันทำให้ชางกยุนได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ว่าในเมื่อคนในเมืองนี้ประพฤติตนเช่นคนสอพอ พร้อมเปลี่ยนสีตนเองให้เข้ากับฝ่ายที่เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นเช่นนี้แล้ว เห็นทีชางกยุนเองก็จำต้องมีหน้ากากเป็นของตัวเองบ้างเช่นกัน

    “บางทีการเป็นคนเลวบ้างก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เพราะในเมื่อเป็นคนดีมากไปมันอยู่บนโลกนี้
    ลำบากนี่นะ” ชางกยุนกล่าวกับมินฮยอกในขณะที่อาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า

    “นั่นสินะ ว่าแต่แล้วเขาล่ะ? เจ้ากับเขาจะไม่ขึ้นครองบัลลังก์ด้วยกันหรือ?”  มินฮยอกเอ่ยถาม

    “เขาไม่ชอบอะไรแบบนี้หรอก เชื่อข้าสิ” ชางกยุนหันมายิ้มให้กับมินฮยอก จากนั้นมินฮยอกจึงได้เอ่ยชวนสหายคนสนิทไปยังโต๊ะอาหาร เพื่อเฉลิมฉลองให้กับองค์ราชาคนใหม่แห่งเมืองเอสปัวร์ 

    ในที่สุดความสุขสงบกลับมาสู่ชีวิตขององค์ชายชางกยุนอีกครั้ง



    **ตั้งแต่นี้ไปถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้เปิดเพลงงานเต้นรำในคืนพระจันทร์เต็มดวง 
    ฟังไปด้วยจะดีมากเลยค่ะ : https://www.youtube.com/watch?v=y04gImu0qiw **



    และเมื่อท้องฟ้ามืดสนิท เผยให้เห็นดวงจันทร์กลมสวย พร้อมหมู่ดาวพร่างพราว เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งรัตติกาล ทันใดนั้นเองที่นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน ชางกยุนในชุดสูทวิวาห์สีขาว กำลังย่างก้าวเดินลงบันไดมายังโถงใหญ่ของพระราชวัง เพื่อมาตามสัญญาของใครบางคน

    “นึกว่าเจ้าจะลืมนัดข้า” เสียงสุขุมดังขึ้นจากผู้ที่ใส่ชุดสูทสีดำอยู่มุมโถงพระราชวัง

    “ไม่มีทาง นัดก็ต้องเป็นนัดอยู่แล้ว” ชางกยุนยิ้มพร้อมยกไหล่ขึ้นเบา ๆ 

    “วันนี้เจ้าน่ารักเป็นพิเศษหรือเปล่า” จูฮอนมองคนตรงหน้า พรางยิ้มจนเห็นถึงรอยบุ๋มข้างแก้ม

    “ข้าจะไม่ปฏิเสธหรอกนะ” คนตัวเล็กขำออกมาเล็ก ๆ หลังจากพูดไป

    อมนุษย์ผู้มีปีกคู่ใหญ่สีดำสนิทย่อตัวลง และยื่นมือออกไปยังเบื้องหน้า “องค์ราชาชางกยุน ได้โปรด...เต้นรำกับข้าในคืนนี้ได้หรือไม่” คนตัวเล็กไม่ตอบอะไร แต่กลับยื่นมือออกไปจับกับมือ
    ของอีกฝ่ายแทนคำตอบ


    เมื่อนั้นเองที่เสียงเพลงค่อย ๆ เริ่มบรรเลงขึ้น ดวงไฟบริเวณโดยรอบของพระราชวังค่อย ๆ ลดแสงในตัวเองลง แสงจันทร์จากภายนอกหน้าต่างส่องเข้ามากระทบกับตัวอาคารเกิดเป็นแสงสีน้ำเงินสลัว บรรยากาศแสนโรแมนติก เสมือนภาพฉายจากความฝันก็เกิดขึ้นจริง ณ พระราชวังแห่งเมืองเอสปัวร์
    ทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์แบบขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะคู่รักเพียงหนึ่งเดียวที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างอ่อนโยนอยู่บนฟลอร์เต้นรำ


    “ข้าเพียงคิดว่าบรรยากาศสว่างไสวที่เต็มไปด้วยสีทองมันช่างแสนน่าเบื่อ หวังว่าเจ้าเองก็จะชอบบรรยากาศอย่างนี้เช่นกัน” ร่างสูงเอ่ยขึ้น ในขณะที่มือโอบอยู่รอบเอวของอีกฝ่าย

    “ข้ารักมัน บรรยากาศตอนนี้สวยกว่างานเต้นรำเมื่อคืนเป็นไหน ๆ แต่ถึงอย่างไรจริง ๆ แล้วอะไรที่ท่านชอบ ข้าก็ชอบด้วยอยู่แล้ว” ชางกยุนเงยหน้าขึ้นสบตากับจูฮอน และส่งรอยยิ้มน่ารักมาให้เขา

    “ทุกวันนี้ยังทำให้ข้ารักเจ้าไม่พออีกหรือชางกยุน” จูฮอนสบตาตอบ

    “ไม่พอ ข้าจะทำให้ท่านรักข้ามากขึ้นทุกวัน ๆ จนท่านขาดข้าไม่ได้สักวินาทีเดียว” คนตัวเล็กกว่ายักคิ้ว

    “ก็ได้ หากเจ้าต้องการให้เป็นเช่นนั้น...” จูฮอนปล่อยมือจากตัวของคนตรงหน้า ก่อนจะนั่งลงย่อกับพื้นพร้อมหยิบกล่องไม้กล่องหนึ่งขึ้นมา “แต่งงานกับข้าสิที่รัก หลังจากนั้นทุกวินาทีในชีวิตของข้าจะมีเพื่อเจ้าเพียงผู้เดียว” เขาเปิดกล่องไม้ออก เผยให้เห็นแหวนเงินแท้ที่มีสัญลักษณ์ปีกอยู่ข้างเพชรสีน้ำเงินเม็ดงาม


    ชางกยุนยืนนิ่ง เบิกตาโตมองภาพที่เห็นตรงหน้า น้ำตาแห่งความสุขใจค่อย ๆ ไหลออกจากนัยน์ตาดวงสวย รอยยิ้มแห่งความปิติปรากฏขึ้นบนใบหน้าได้รูปของเขา ร่างสูงเอื้อมมือมาปาดน้ำตาออกจากแก้มนวลอย่างอ่อนโยน “ว่าอย่างไรชางกยุน เจ้าจะรับคำขอของข้าไหม” 

    “อื้อ ข้าตกลง” องค์ชายค่อย ๆ ยื่นมือไปให้กับอมนุษย์ผู้เป็นคนรักของเขา 

    จูฮอนคิดไว้ไม่มีผิด แหวนประจำเผ่าพันธุ์ช่างเข้ากับนิ้วสวย ๆ ของชางกยุน

    “ขอบคุณ ขอบคุณที่ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน จนถึงวันนี้ท่านคอยอยู่เคียงข้างข้ามาโดยตลอด”


    ครั้งแรกที่เจอกัน...วันนั้นเป็นคืนจันทร์เพ็ญ ชางกยุนหลบหนีงานสังสรรค์ที่ถูกจัดขึ้นที่พระราชวัง เขาไม่อยากพบปะกับผู้ใด เพราะไม่เพียงแต่ชาวบ้าน หรือข้าราชบริพารที่พากันติฉินนินทา แต่รวมไปถึงเหล่าบรรดาราชวงศ์เองก็ชอบพูดจาดูถูกและเหยียดหยามในความแตกต่างของเขา ชางกยุนไม่ชอบที่ใครต่อใครมาว่าถึงความชอบของเขาว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ชางกยุนไม่ชอบที่ใครต่อใครมักพูดว่าเขาสติฟั่นเฟือง ชางกยุนไม่ชอบสายตาของคนเหล่านั้นที่มองมาทางเขา และที่สำคัญ....ชางกยุนไม่ชอบที่ต้องทำให้พระบิดามารดาของเขาต้องเอือมระอา 

    เขาจึงตัดสินใจควบม้าอย่างไม่คิดชีวิตมุ่งหน้าเข้าป่า ยิ่งร้องไห้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งควบม้าเร็วขึ้นเท่านั้น ค่อย ๆ เดินทางเข้าสู่ป่าที่ลึกขึ้นและลึกขึ้น จนรู้ตัวอีกทีก็หาทางกลับไม่เจอแล้ว และในตอนนั้นเองที่เขาได้เจอกับจูฮอน แรกพบก็มีกลัวจนตัวสั่นไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่พอเมื่อเวลาผ่านไปชางกยุนก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความจริงใจจากอมนุษย์ตนนี้ คืนนั้นจูฮอนพาชางกยุนกลับมายังพระราชวังก่อนรุ่งสาง และหลังจากนั้นทุกคืนจันทร์สว่าง ชางกยุนจะควบม้ามุ่งสู่ป่า เพื่อเดินทางเข้าไปพบกับจูฮอน เขาทั้งคู่มีความรู้สึกดีให้ต่อกัน จนพัฒนาความสัมพันธ์มาสู่สถานะคนรักจนถึงทุกวันนี้


    “ข้าเต็มใจ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เจ้าสุขข้าก็สุข เจ้าทุกข์ข้าก็ทุกข์ด้วย ข้ารักเจ้าชางกยุน”

    “ข้าก็รักท่าน จูฮอน นับตั้งแต่วินาทีนี้ไปชีวิตของข้าก็อยู่เพื่อท่านเพียงผู้เดียวเช่นกัน”


     จูฮอนค่อย ๆ ก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานให้กับชางกยุน สัมผัสนั้นดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความรักและความอ่อนโยน ถึงแม้จูฮอนจะไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์คู่กับชางกยุน แต่ทั้งสองก็ใช้ชีวิตรักกันอย่างมีความสุข ต่างคนต่างดูแลและเป็นความสุขให้แก่กันไปชั่วนิรันดร์



    END.


    - ✘ ✘ ✘ -


  • - ช่วงทอล์กกะไร๋เต๋อ -


    ไอ่ล้านมู้ดกลับมาพร้อมฟิคแฟนตาซีอีกครั้งค้าบเย่ะ!
    ดูท่าคงจะได้เดบิวต์มาเป็นไร๋เต๋อฟิคสายแฟนตาซีเทพนิยายแล้วจริง ๆ ล่ะ ฮ่า ๆ 

    ตอนแรกไม่คิดว่าจะยาวขนาดนี้ มันเริ่มมาจากความว้อนแต่งซีนเต้นรำของเค้าเฉย ๆ
    ไหงมาไกลขนาดนี้ได้ไม่รู้ ก็หวังว่าทุกคนจะชอบแล้วก็เข้าใจเรื่องราวกันนะคะ คิ้กค้าก

    ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ เก่งกันมากเลยแง้ ยังไงเค้าต้องขอฝากให้มาสะกิด
    บอกเค้าในแท็ก หรือที่ไหนก็ได้ซักนิดอะลิทเทิ้วบิดว่าอ่านแล้วเป็นไงบ้าง 

    ทุกกำลังใจมีผลกับใจดวงน้อยของเค้าเสมอ *^*


    สุดท้ายนี้ฝากติดตามผลงานในครั้งต่อ ๆ ไปของไอ่ล้านมู้ดมันด้วยน้า
    แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้า เมื่อประตูวันเดอร์แลนด์เปิด
     #คลังฟิคผู้หญิงล้านมูด 


    ปล. ภาพที่เอามาประกอบเป็นโถงพระราชวังทั้งสองภาพ คือ  

    'The Hall of Mirrors' จากพระราชวังแวร์ซาย (Versailles Palace) ประเทศฝรั่งเศสค่ะ


    - ✘ ✘ ✘ -

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in