I_Whyn Reviewi_whyn
[Book Journal] ถลำลึก


  • ชื่อหนังสือ      :  ถลำลึก 入戲 (Ru Xi) [2 เล่มจบ] 

    ผู้แต่ง              : 童子 (Tong Zi)

    นักแปล          :  หลงหยาง

    ประเภท          :  Fiction - Yaoi

    เรท                 :  18+

    trigger           :  Pornographic content, Masculinism and Homophobia, Mental illness, และมี trauma ใหญ่ ๆ อีกมากมาย แต่จะสปอยล์ปมของเรื่อง (ใส่ไว้ข้างล่าง เตือน [ spoiler alert ! ] ไว้ )




    คำโปรยหลังปก เล่ม 1


    “คำพูดทุกคำที่กล่าวในห้องตรวจนี้ ผมจะเก็บเป็นความลับให้คุณ
    ผมจะอยู่เคียงข้างคุณทุกเมื่อ ในยามที่คุณต้องการผม”
    เพื่อรักษาอาการทางจิตของนักค้างานศิลปะ
    จิตแพทย์หนุ่มต้องฝ่าฟันไปทีละขั้น แต่อีกฝ่ายกลับคิดว่า...
    “ที่คุณใช้กับผมเป็นแค่เทคนิคการรักษา ไม่ใช่...ความห่วงใย”

    * * *

    เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ใครคาดเดาเอาแน่เอานอนได้บ้าง...
    หลังอ่านบทภาพยนตร์จบแล้ว เพื่อพลิกผันหนทางในวงการบันเทิง
    ‘จางจุ่น’ ตัดสินใจเล่นภาพยนตร์พิเศษคู่กับ ‘เจินซิน’
    การบ้านชิ้นแรกที่ผู้กำกับมอบหมายคือ...ภายในสิบห้าวันที่ห้องฮันนีมูนสวีท
    ให้พวกเขาสร้างความคุ้นเคยกันบนเตียง เพื่อเข้าถึงบทบาท
    จนความสัมพันธ์นี้มัน ‘ถลำลึก’ เกินที่จะหยุดได้




    คำโปรยหลังปก เล่ม 2

    'เจินซิน' ดาราดังยอมทุ่มสุดตัว 
    'จางจุ่น' ผู้ไม่อาจหันหลังกลับได้อีก
    ไม่สมควรเรียกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า...ความรัก
    คำนี้ช่างน่าหวาดผวาสำหรับพวกเขา
    เพียงทว่า...ความอิ่มเอมซาบซึ้งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก 
    ความรู้สึกนี้ควรเป็นของพวกเขาโดยเฉพาะเท่านั้น
    ไม่สามารถให้คนนอกรับรู้ได้อย่างเด็ดขาด 

    * * *

    ต่อหน้ากล้อง เขาชักสับสนว่าเป็นตนเองหรือเป็นตัวละครในบท
    คนตรงหน้าเป็นดาราชื่อดัง หรือเป็นจิตแพทย์หนุ่มกันแน่? 
    ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว พวกเขาอำลาชีวิตแบบเก่า 
    ความรู้สึกรวดร้าวกลายเป็นอัมพาต ความคลุ้มคลั่งสร่างซาลง 
    พวกเขาแอบรอคอยและคาดหวัง หวังว่าจะได้เป็น 'คู่รัก' กันอีกครั้ง
    เพราะความรู้สึกในตอนนี้มัน 'ถลำลึก' เกิดกว่าที่จะหยุดได้




    เส้นเรื่อง



    นิยายเรื่องนี้มีเส้นเรื่อง 2 เส้น เป็นเส้นเรื่องหลักทั้งคู่ เล่าสลับกันบทต่อบท หลัก ๆ เป็นเรื่องราวของนักแสดงชายแท้สองคนที่มารับเล่นภาพยนตร์เกย์ที่มีความอีโรติกสูงมาก 


    ในนิยายเลยเล่าเรื่องราวทั้งในส่วนของ 'นักแสดง' (บทคี่) เป็นเส้นความสัมพันธ์ที่เกิดจากการถ่ายทำ ความใกล้ชิดระดับถึงพริกถึงขิง จนเลยเถิดถลำลึกไปไกล เต็มไปด้วยฉากเซ็กซี่วาบหวิว


    กับอีกเส้นเรื่อง (บทคู่) ที่เป็นชีวิตของ 'ตัวละคร' ในภาพยนตร์ที่นักแสดงเล่นอีกที เป็นเรื่องราวของจิตแพทย์และผู้ป่วยทางจิตที่มีปมค้นหา เป็นเส้นเรื่องที่ให้กลิ่นอายสืบสวนหน่อย ๆ ค้นหาคลี่คลายปมในใจของผู้ป่วยทางจิต และความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงของทั้งคู่




    ตัวละคร


    บทคี่


    คู่นักแสดง :: เจินซิน x จางจุ่น ::



    เจินซิน - พระเอก อายุน้อยกว่าจางจุ่น น่าจะประมาณสามสิบกว่า ๆ เป็นดาราดังที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว นิสัยค่อนข้างเปิดเผย ชัดเจน เฟรนด์ล่ี่ พื้นเพเกิดที่ 'ไต้หวัน' 


    จางจุ่น - นายเอก อายุน่าจะเกือบสี่สิบปี เป็นแค่ตัวประกอบสายบู๊ คล้าย ๆ สตั้นแมน มารับเล่นหนังเรื่องนี้เพื่อหาโอกาสแจ้งเกิดก่อนลาวงการ นิสัยเอาจริงเอาจัง ยึดติด พื้นเพเกิดที่ 'จีนแผ่นดินใหญ่'


    เส้นเรื่องของคู่นี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นระหว่างถ่ายทำ จากบทบาท 'ถลำลึก' สู่ตัวตนที่แท้จริง



    บทคู่


    คู่ตัวละคร :: ฟางชื่อ x เกาจุ่น ::



    ฟางชื่อ - พระเอกในหนัง เป็นจิตแพทย์ เปิดคลินิกให้คำปรึกษาด้านจิต และแฟนเก่าของฟางชื่อเป็นคนแนะนำให้เกาจุ่นมาพบเขาเพื่อปรึกษาปัญหา


    เกาจุ่น - นายเอกในหนัง เป็นนักลงทุนด้านศิลปะ แต่เพราะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น จึงทำให้เก็บตัว ไม่สุงสิง ปลีกหนีสังคม จนกระทั่งแฟนสาวทนไม่ไหวต้องติดต่อไปให้พบฟางชื่อ


    เส้นเรื่องของคู่นี้จะเน้นที่การค้นหาว่าอะไรคือปมที่ทำให้เกาจุ่นเกิดอาการทางจิต และการเยียวยา จน 'ถลำลึก' ของทั้งคู่


    *คู่นี้มี trigger ที่ค่อนข้างรุนแรง*




    โทนเรื่อง


    เนื้อหาอาจจะดูหนัก แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ดราม่าหนักหน่วงอะไร ออกแนวอีโรติกวาบหวิวด้วยซ้ำ แต่แน่นอนว่าประเด็นมันหนักเพราะงั้นก็จะหม่น ๆ หน่อย



    อ่านยังไงให้อิน



    อันนี้ส่วนตัวหน่อย แต่ไม่สปอยล์มู้ด (มั้ง) 


    เนื่องจากเทคนิคการเล่าเรื่อง คือ เล่าบทสลับบท ระหว่างตัวละครทั้งสองคู่ เลยทำให้ตัดอารมณ์มากอยู่ เนื้อเรื่องไม่ได้ต่อกัน มันทำให้ค่อนข้างอินได้ยาก เหมือนกำลังรู้สึกเข้มข้นกับฉากคู่หนึ่ง ตัดจบตัดอารมณ์ไปอีกคู่แล้ว 


    โดยส่วนตัวเราจะแนะนำให้ อ่านแยกกันไปเลย เส้นเรื่องสองเส้นไม่กระทบซึ่งกันและกัน เรียกว่า ไม่เสริมแล้วยังจะสปอยล์กันเองอีก (เห้อ)


    ถ้าจะอ่านแยกก็จะแนะนำให้อ่าน บทที่หนึ่ง จากนั้นให้อ่านบทคู่ยาวไปจนจบ (หยุดที่ช่วงต้นของบทสุดท้าย บทที่ 62 อ่านถึงแล้วจะรู้ทันทีว่าต้องหยุด) แล้วค่อยกลับมาอ่านบทคี่ ก็จะเหมือนได้อ่านนิยายสองเรื่องในจักรวาลเดียวกัน


    บทคี่จะสปอยล์ปมบทคู่ตั้งแต่ต้น ๆ เรื่องเลย ซึ่งน่าเสียดายมาก


    แต่ใครอดใจไม่ไหว สักประมาณถึงบทที่เก้าน่าจะพอไหว (บทที่สามกับบทที่ห้า แซ่บลืม!) แต่หลังจากนั้นจะสปอยล์! สปอยล์! สปอยล์!


    เราพยายามนั่งทำความเข้าใจนักเขียนว่าเพราะอะไรถึงเลือกใช้เทคนิคนี้ 

    คำตอบเท่าที่คิดออกอาจจะเป็นความเป็นห่วง? 

    กลัวว่าบทคู่จะ trigger คนอ่านมากไป หนักไป? 

    เลยเอาบทคี่ซึ่งเรียบง่ายและอีโรติกมาคั่นความจริงจังของบทคี่? 

    ก็อาจจะเป็นไปได้


    แต่ยังไงก็ตาม ถ้าอ่านแยกหมดแล้ว ลองกลับมาไล่เรียง timeline ดูอีกทีก็ได้ จะเห็นเส้นของความสัมพันธ์สองคู่ที่สอดคล้องไปด้วยกันอยู่นิด ๆ หน่อย ๆ ในช่วงหลัง ๆ (แบบนิด ๆ หน่อย ๆ จริง ๆ....)


    นั่นแหละ เป็นนิยายที่ hate-love relationship กับเราของจริง 

    อ่านไปบ่นไปกับเทคนิคการเขียน แต่ก็อยากขายให้ทุกคนที่ไม่มี trigger อ่าน

    เป็นการอ่านนิยายที่คุ้มมาก เปิดไปเปิดมา มีวิธีการอ่านที่หลากหลาย ท้าทายดี (ฮา)

    รสชาติไม่จำเจและอินกับความสัมพันธ์ ก็คือเชียร์อยู่นิดหน่อยนั่นแหละ 

    message ของเรื่องน่าสนใจจนมองข้ามเทคนิคแปลก ๆ นี้ไปเลย




    * * *


    [ spoiler alert ! ] 


    อันถัดไปจะ สปอยล์ trigger ซึ่งหมายถึง สปอยล์ปมคู่ตัวละคร


    [ spoiler alert ! ] 


    * * *




    เกาจุ่นกลายเป็น Post Traumatic Stress Disorder: PTSD หรือโรคหวาดผวาหลังเหตุการณ์รุนแรง เพราะโดนผู้ชายข่มขืนแล้วมีอารมณ์ร่วมเพราะปฏิกิริยาทางร่างกาย ทำให้เกลียดชังตัวเอง 


    Trigger - Rape


    ยิ่งเป็นสังคม/ครอบครัวที่ไม่ยอมรับเพศทางเลือกด้วยก็จะมีค่านิยมชายหญิงที่กดทับตัวตนเข้าไปอีก


    Trigger - Homophobia / Toxic Masculinity 


    ตอนบำบัดฟื้นฟูกันระหว่างคุณหมอฟางชื่อและเกาจุ่น ก็มีสภาวะกึ่งเป็นเจ้านายกับทาส  แล้วสุดท้ายฟางชื่อก็เผลอกระทำแบบเดียวกับคนข่มขืน อันนี้อ่านไปด่าไปพูดไม่ออกเลย


    Dominant & Submissive / Stockholm Syndrome


    เกาจุ่นพออาการกลัวดีขึ้น โซซัดโซเซไปนอนกับผู้ชายอีกหลายคน แต่ with consent นะ แม้ไม่แน่ใจว่าลึก ๆ มันเกิดจากอาการทางจิต พวกเสพติดเซ็กส์อะไรหรือเปล่า


    Hypersexual disorder


    ทั้งเกาจุ่นและจางจุ่นมีแฟนเป็นผู้หญิงแล้วทั้งคู่ ดังนั้นก็ถือว่าฟางชื่อและเจินซินมาทีหลัง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม


    มือที่สาม



    * * *


    - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - [ spoiler alert ! ] - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

    หลังจากนี้เป็นบันทึกความคิดเห็นและมุมมองส่วนตัว




    LGBTQ+ Movement


    จริง ๆ เราไม่ค่อยได้รับสารเกี่ยวกับเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเท่าไหร่ เหมือนมันซ่อน ๆ ตัวอยู่ บางอย่างก็รู้สึกเอ๊ะ เอ๊ะ เอ๊ะ (ฮา) แต่สิ่งหนึ่งที่เราจับสังเกตได้จะเป็นสัญลักษณ์เรื่อง ไต้หวัน กับ จีนแผ่นดินใหญ่


    พระเอก โดยเฉพาะเจินซินเกิดที่ไต้หวัน วิธีคิด การวางตัว ความเปิดเผย ค่อนข้างจะเสรีในเรื่องเพศทางเลือกมากกว่า และในนิยายก็มีประโยคที่จางจุ่นพูดเองเลยว่า จีนไม่เปิดกว้างเท่าไต้หวันในเรื่องนี้


    ไต้หวันซึ่งเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ผ่านกฎหมายการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน

    กับจีนแผ่นดินใหญ่ที่แม้แต่ซีรีส์เกย์ก็ยังต้องเป็นมิตรภาพลูกผู้ชาย...


    แม้นิยายจะไม่ได้พยายามให้คำตอบชัด ๆ แต่ตลอดเรื่องก็จะวนอยู่ที่ประเด็นนี้แหละ จากชายแท้สู่การพบรัก (ในวิธีไม่ปกติ) และกลายมาเป็นเกย์ มุมมองจากสังคม ปมในใจตัวเอง เป็นต้น




    ประโยคเด็ด ‘ผมไม่ใช่เกย์ แต่เพียงแค่เขาเท่านั้น’


    ประโยคคลาสิกที่เห็นคนบ่นระงมในทุกวันนี้ ก็มาปรากฏในเรื่องนี้เหมือนกัน 


    ดูเหมือนว่านิยายเรื่องนี้จะมีกลิ่นอายโบราณนิด ๆ หน่อย ๆ เหมือนจะเขียนมาอย่างน้อย 3-4 ปี ซึ่งก็มีค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะในปัจจุบัน


    เอาจริง ๆ ในสมัยก่อน ตอนที่ค่านิยมที่ว่า 'เป็นเกย์ = มั่วไม่เลือก ไม่ต้องมีรักผสม' ยังถูกฝังอยู่ในหัวคนอย่างบิด ๆ เบี้ยว ๆ ไอ้ประโยคสุดคลาสิกนี่อาจจะทำหน้าที่ต่อต้านได้ดีอยู่แหละมั้ง ให้อารมณ์ว่า ไม่ได้มั่วนะ รักก็คือรัก อะไรทำนองนั้น (ส่วนคำถามที่ว่า แล้วมั่วมันผิดยังไงถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน หรือไปเป็นมือที่สามของใคร ร่างกายก็เป็นของเรา อันนี้จะไม่มาถกตรงนี้)


    แม้ว่าในวันนี้ ประโยคนี้มันจะเป็นการลดทอนการมีตัวตนอยู่ของชาวเกย์ก็ตาม




    ไม่มีวันเยียวยา


    นิยายลงดีเทลเกี่ยวกับจิตวิเคราะห์เยอะมาก จนแอบเชื่อไปนิดหน่อย แต่นิยายก็คือนิยาย ไม่ใช่ตำราวิชาการ เพราะงั้นหลาย ๆ ฉากก็บ่นไปเยอะ (ฮา) 


    แต่สิ่งหนึ่งที่นิยายสะท้อนออกมาได้ชัดเจนมาก ๆ คือจิตใจของคนที่โดนข่มขืนไม่มีทางเยียวยากลับมาเหมือนก่อนได้อีก แม้ชีวิตจะยังดำเนินต่อ แต่ก็ไม่มีวันฟื้นคืนมาได้อีกเลย แม้อาการ PTSD จะดีขึ้นและหายขาด แต่บาดแผลในใจจะไม่มีวันลบเลือน อ่านแล้วสะเทือนใจตรงนี้มาก ๆ 


    ความคิดของตัวละครบิดเบี้ยวไปหมด ทั้งโทษตัวเอง ทั้งปล่อยปละละเลยชีวิต ทั้งคิดว่าตัวเองเป็นเชื้อโรคที่ส่งต่อเชื้อโรคไปเรื่อย ๆ รู้สึกตัวเองผิดแปลกผิดที่ผิดทางไปหมด ทุกอย่างมันหม่นไปหมดจริง ๆ




    เทคนิคการเขียน


    แม้การเล่าบทสลับบทจะทำให้บ่นตลอดเวลา แต่เราก็ยังมีเสี้ยวหนึ่งที่รู้สึกชอบความกล้าที่จะเขียนของเขาอยู่นะ 


    เวลาอ่านเรื่องนี้ เรารู้สึกว่ามันต้องอ่านในแง่ว่า นั่นคือมุมมองของตัวละคร ไม่ใช่มุมมองของนักเขียน


    มันต่างกันตรงที่ เช่น ถ้าเราอ่านว่าความคิดเรื่องการเป็นเกย์ที่แพร่เชื้อโรคไปให้อีกคน เป็นมุมมองของนักเขียน เราอาจจะเลิกอ่านแล้วด่าว่าคับแคบ เหยียดเพศ บลา ๆ แต่ถ้ามองว่านั่นคือมุมมองของตัวละครที่มีอาการทางจิต อยู่ในค่านิยมของสังคมแบบนั้น มันจะให้มุมมองที่ต่างออกไปทันที เราจะเข้าอกเข้าใจความกดทับของผู้คนได้ง่ายขึ้นมาก ๆ ซึ่งเราไม่ค่อยเจอแนวทางการเขียนที่กล้าเสี่ยงขนาดนี้ 


    หรืออาจเป็นแค่การตีความของเราเองก็ไม่รู้แหละ



    .



    .



    .



    [End]




    จริง ๆ ตอนอ่านใช้เวลาเยอะมาก อ่าน ๆ หยุด ๆ บ่นไปสิบ ชมไปห้า 

    แต่พอมาเขียนอันนี้ กลับนึกออกแค่นี้เอง 


    และก็เหมือนทุกที เขียนในสิ่งที่เข้ามากระทบความคิด ฉุกใจอะไรก็ต่อยอด 

    เป็นความคิดเห็น ณ วันนี้ พรุ่งนี้อาจเปลี่ยนแล้ว



    มิถุนายน ๒๕๖๓





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in