ตอนแรกก็กะว่าแค่จัดบ้าน แต่ได้จัดการชีวิตและความคิดตัวเองไปด้วยซะงั้น!piccarioman
เคยรู้สึกเหมือนบ้านไม่ใช่บ้านมั้ย?
  • คือต้องอธิบายนิดนึงว่า เราค่อนข้างรู้สึกแปลกแยกกับคนในบ้าน บ้าน และสังคมรอบตัวอยู่ประมาณนึง

    เรารู้สึกว่าเราไม่ belonging กับที่ไหนเลย ใช้ชีวิตไปวันๆ ตามแต่ที่ควรจะเป็น

    มีงานก็ไปทำงาน หิวก็กินข้าว ง่วงก็นอน เสื้อผ้าไม่พอใส่ก็ซัก และตอบสนองความรู้สึกโหยหาสิทธิ์ในการครอบครอง ด้วยการซื้อของ ..... ซื้อทุกสิ่งที่ชอบ และ affordable

    มันทำให้เรามีของล้นบ้าน แต่ก็ยังรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่บ้านของเราอยู่ดี เหมือนเช่าที่เก็บของ กับที่กิน ที่นอน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่ที่ของเรา

    เรารู้สึกแบบนั้นมาตลอด
  • คือเราก็อยากรักครอบครัว รักบ้านนะ แบบอยากดูแลให้ดี แต่อีกใจนึงก็คือกลัวมั้ง กลัวว่าถ้ารักและทุ่มเทให้ จะไม่ได้อะไรกลับมา ....... เหมือนที่เราไม่เคยได้มาตลอด ไม่เคยมีที่ของตัวเอง ไม่เคยทำอะไรถูกใจใคร ดีแต่เป็นภาระให้คนอื่นมาตลอด

    เรากับแม่ยังคงมีทะเลาะกันประปรายเหมือนเดิม เรื่องจัดบ้าน แต่ก็ยังโชคดีที่ในส่วนที่เป็นของเรา แม่ก็ให้อิสระเราจัดการเองได้เต็มที่

    อาจจะด้วยเพราะเราทำงานแล้ว หรือเพราะแม่เราแก่ลงก็ไม่รู้ วันนึงในขณะที่ความเห็นไม่ตรงกัน เราหงุดหงิด แม่ก็หงุดหงิด แม่ก็พูดขึ้นมาว่า "นี่ก็บ้านแกมั้ย ช่วยกันคิดสิ"

    เราจึ้กมากนะ เราไม่เคยคิดว่านี่เป็นบ้านเราเลย เพราะที่ผ่านมาแม่จะพูดตลอดว่านี่บ้านบรรพบุรุษ ได้รับมาจากนั่นนู่นนี่ เราไม่เคยได้รับสิทธิ์ในการตัดสินใจอะไรในบ้าน ไม่เคยได้ออกความคิดเห็น ทำได้แค่ทำตามเท่านั้น ในทางกลับกันเรากลับถูกปลูกฝังมาตลอดว่า ต้องดูแลรักษาบ้านนี้ให้ดี เพื่อให้เป็นมรดกตกทอด

    แต่คือเราไม่มีพันธะไง ไม่คิดจะมีด้วย แล้วมันจะตกทอดหาใคร ..... ก็ไม่เกี่ยวกับเราอยู่ดีสินะ

    นั่นทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังขออาศัยชั่วคราว จนกว่าจะถึงวันนึงที่เราไม่อยู่แล้ว เราเลยไม่เคยคิดว่าจะต้องทำให้ที่นี่น่าอยู่ แค่ซุกหัวนอนไปวันๆ เท่านั้น
  • เราเคยคิดจะย้ายไปหาที่อยู่ใหม่นะ แต่ด้วยหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ทำให้เราไม่พร้อมพอที่จะทำแบบนั้น สุดท้ายเลยต้องอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ

    เราเริ่มเข้าใจแม่มากขึ้น เข้าใจความคิดของแม่ ในฐานะคนคนนึง เข้าใจพื้นฐานการใช้ชีวิตของเขา ว่าทำไมแม่ถึงพร่ำพูดเรื่องเหล่านั้นมาตลอด

    ในขณะเดียวกัน เราก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวมากขึ้น เริ่มรู้สึกถึงภาระรับผิดชอบที่มากขึ้น โดยที่สภาพจิตใจเรายังไม่ยอมรับมัน

    การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อาจจะเป็นเฟสที่เราต้องเริ่มคิดว่าเราจะดูแลตัวเอง มีชีวิตรอดต่อไปได้ยังไงล่ะมั้ง หรือถ้าหนักหนากว่านั้นหน่อย ก็คือเราต้องรับผิดชอบ ดูแลคนอื่นด้วย
  • อย่างที่บอกว่าเราไม่เคยคิดว่านี่คือบ้านของเรา เราเลยรู้สึกแย่มากๆ เวลาที่ต้องมารับผิดชอบเรื่องในบ้าน ต้องแบ่งเวลา แบ่งเงินมาจัดการเรื่องภายในบ้าน แทนที่จะเอามาใช้จ่ายให้ตัวเองได้เต็มที่

    แต่มาถึงจุดนึงที่เราตีกับแม่ทุกวัน นั่นทำให้เราเข้าใจในสิ่งที่แม่คิดมากขึ้นไปด้วย จนสุดท้ายเราได้แต่มานั่งทบทวนว่า เรื่องในบ้านมันเป็นหน้าที่เราแล้วเหรอ นี่เราต้องรับผิดชอบเหรอ ไม่ทำได้มั้ย ทำไมต้องทำ ก็อยู่ไปแบบนี้ไม่ได้เหรอ ช่างมันไม่ได้เหรอ

    แต่สุดท้ายมันช่างไม่ได้ เพราะคนที่อยู่ที่นี่ก็คือเราด้วย ถ้าทำแล้วมันจะดีกับตัวเรา ก็ควรทำใช่หรือเปล่า?
  • จริงๆ แม่เราเป็นห่วงเรามากนะ ด้วยความที่เราเป็นพวกใช้ชีวิตสะเปะสะปะมาตลอด ที่อยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้ ส่วนนึงก็เพราะมีแม่คอยดูแลน่ะแหละ

    เพียงแต่ลึกๆ ในใจเรา บาดแผลที่แม่เคยทิ้งไว้ให้มันทำให้เราไม่สามารถเชื่อได้สนิทใจ ว่าเขารักเรา

    ทุกวันนี้เรายังรู้สึกอยู่เลยว่าเราอยู่ด้วยกันแบบเสียไม่ได้ ก็เป็นแม่ลูกกัน บ้านก็มีแค่ที่นี่ เงินก็ไม่ได้มีเยอะ แล้วจะไปไหนพ้น ก็ทำได้แค่อยู่ด้วยกันไป

    การจัดบ้านคราวนี้เลยเหมือนได้รื้อปมต่างๆ ในใจเราขึ้นมา พร้อมกับของที่รื้อไปด้วย

    ข้าวของรกๆ ในบ้านที่แม่ซื้อมา เราเคยคิดว่ามันรกก็เรื่องของแม่ แต่พอได้มาดูดีๆ แล้ว แทบไม่มีอะไรเป็นของส่วนตัวของแม่เลย

    ทุกอย่างคือของใช้ส่วนกลาง จาน ชาม อุปกรณ์ครัว ของใช้ในบ้าน

    ขนาดอุปกรณ์ทำงานอดิเรกของแม่ ยังไว้ทำของตกแต่งบ้านเลย

    เราเพิ่งรู้ว่าจริงๆ แล้ว เวลาชีวิตของแม่ มีไว้สำหรับบ้านนี้ ไม่มีเรื่องส่วนตัว มีแต่เรื่องในบ้าน

    สำหรับแม่ การดูแลบ้านนี้เป็นงาน เป็นหน้าที่ เป็นเรื่องที่ต้องทำ และสิ่งที่แม่กำลังเรียกร้องให้เราทำ คือการให้เรามาช่วยดูแลบ้านนี้ด้วย

    มันไม่ใช่การดูแลบ้านเพื่อไปส่งต่อให้คนอื่น แต่มันคือการดูแลเรื่องในบ้าน เพื่อซัพพอร์ตการใช้ชีวิตของเรา

    มันคือภาระหน้าที่อีกส่วนนึงของการใช้ชีวิต และเราควรจะจับหน้าที่นี้ได้แล้ว

  • ยอมรับตามตรงเลยนะ ว่าตอนนี้เราก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเป็นบ้านของเรา

    แต่สิ่งที่มันชัดเจนขึ้นมาอย่างนึงคือ ตอนนี้เราอยู่ที่นี่ แล้วก็คงยังต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสักพัก

    เราเริ่มรู้สึกว่าถ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ก็ต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งต่างๆ ในบ้านก่อน

    จากที่ปกติเราจะปล่อยทุกอย่างในบ้านให้แม่ตัดสินใจ เพราะเราไม่เคยได้มีเอี่ยว กลายเป็นว่าตอนนี้แม่ก็เริ่มขอความคิดเห็นจากเรามากขึ้น

    จากตอนแรกๆ ที่ไม่เข้าใจว่ามาถามกันทำไม เพราะปกติแม่ก็ไม่เคยสนใจความคิดของเราอยู่แล้ว ก็เริ่มเข้าใจว่า แม่ก็คงเห็นเราโตแล้วได้สักทีล่ะมั้ง
  • แต่การได้รับการยอมรับการมีตัวตนจากคนในบ้าน ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในบ้าน มันทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้มากขึ้นจริงนะ

    มุมตู้หนังสือที่ได้ออกแบบเองว่าจะวางตรงไหน

    ตู้ โต๊ะ กล่อง ลิ้นชัก ที่หาซื้อ และจัดวางด้วยตัวเอง

    ข้าวของต่างๆ ในบ้าน ที่ค่อยๆ เก็บเข้าไป มองไปทางไหนก็รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง

    ทั้งหมดมันบ่งบอกว่านี่เป็นพื้นที่ของเรา และไม่ใช่แค่พื้นที่ส่วนตัวเท่านั้น แต่พื้นที่ใช้สอยโดยรวม ก็ใช้ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ เพราะเราจัดมันเอง และมีสิทธิ์ได้ใช้มัน

    สำหรับเรา ความหมายของคำว่าบ้าน ก็คงเป็นที่ที่สบายใจจะอยู่ เป็นที่ที่เรามีสิทธิ์มีเสียงพอที่จะจัดการกับมัน ให้กลายเป็นสถานที่ที่อยู่แล้วสบายใจได้

    ซึ่งนั่นไม่ใช่แค่การจัดบ้านให้สบายตา แต่มันคือการที่เราสามารถอยู่ร่วมกับคนในบ้านได้อย่างเท่าเทียมกันด้วย
  • ถึงแม้ว่าเรายังไม่สามารถเรียกที่ที่เราอยู่ตอนนี้ว่าเป็นบ้านของเราได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยก็เริ่มรู้สึกว่า พอจะจัดให้มันเข้าที่เข้าทางได้ละ อย่างน้อยก็ในเชิงกายภาพล่ะนะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in