ตอนแรกก็กะว่าแค่จัดบ้าน แต่ได้จัดการชีวิตและความคิดตัวเองไปด้วยซะงั้น!piccarioman
จัดของกันเถอะ
  • ทั้งชีวิตเราคิดว่าเรามีของส่วนตัวน้อยมาก

    เรามีเสื้อผ้า มีของสะสม มีหนังสือ มีชีทเรียนเก่าๆ ...... มีแค่นี้ที่เรียกว่าเป็นของส่วนตัว นอกนั้นคือแชร์กันใช้ในบ้าน

    เนื่องจากเราไม่มีห้องส่วนตัว ที่ที่พอจะเก็บของเหล่านี้ได้ก็คือตู้ กล่อง ลิ้นชักต่างๆ แบ่งเป็นตู้ใครตู้มันไป

    เราเริ่มจากจัดการหนังสือก่อน

    /เราเคยเล่าไว้ในบันทึกเคลียร์กองดองละ ตอนนี้ขอข้ามมาที่ตอนจัดชั้นหนังสือเลยละกันนะ
  • เรามีตู้หนังสือหลักๆ อยู่ 3-4 ตู้ จากที่เคยยัดๆ หนังสือเข้าไปก่อน ให้มันเก็บได้ ไม่ให้มารกข้างนอก

    พอเริ่มเคลียร์พื้นที่ในบ้านไปได้ระดับนึง ก็เริ่มมีเวลามาจัดชั้นหนังสือใหม่

    ทีนี้พอเริ่มจัดชั้นหนังสือ มันก็ต้องเน้นหยิบอ่านง่ายด้วย และดูผ่านๆ ก็เป็นระเบียบด้วยใช่มะ ..... แต่ลักษณะตู้ที่ใช้อยู่ไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ เลยต้องสรรหาวิธีมาจัดตู้อีก เสียเงินอีก 555555555

    ตู้ที่เราใช้คือตู้เหล็กสูง แต่ชั้นเสริมไม่พอ ก็ต้องไปหาซื้อเพิ่ม ซื้อชั้นมาเสริมแล้ว จัดไปจัดมา หนังสือตกร่องชั้นอีก ต้องไปหาแผ่นพลาสติกมารองตรงช่องว่าง หนังสือจะได้ไม่ตกอีก หลายสิ่งมาก 555555555

    แต่ตรงนี้เราสนุกที่ได้แก้ปัญหานะ คือมันก็ต้องเอาให้ได้ เพราะเราไม่มีตู้อื่นแล้ว ไม่มีเงินซื้อใหม่แล้วด้วย ก็ต้องสรรหาวิธีปรับให้มันใช้ได้เท่าที่มี และยัดหนังสือเข้าไปได้หมดด้วย

    แต่พอจัดเสร็จ (ในที่นี้คือยัดหนังสือเข้าไปหมด) ก็ใช่ว่าจะพอใจนะ 555555555555

  • เราค้นพบว่ามีหนังสือหลายเรื่องที่เราไม่อยากเก็บแล้ว แม้ว่าจะยังไม่แกะอ่านก็ตาม

    มีหลายเรื่องที่ก็ยังจำความรู้สึกคลั่งรักตอนซื้อมาได้นะ แต่ให้อ่านตอนนี้ ก็ไม่เอาแล้ว

    มีหลายเรื่องที่ต้องมานั่งถามตัวเองอีกครั้ง ว่าซื้อมาทำไมวะ

    และอีกหลายเรื่องที่รู้สึกโชคดีจังที่ตอนนั้นหยิบมาด้วย
  • การจัดตู้หนังสือทำให้เราเห็นภาพรวมของหนังสือที่เรามี เริ่มทำให้ความรู้สึกอยากอ่านกลับมา

    เราเริ่มหยิบหนังสือออกมาเปิดอ่าน แม้จะยังอ่านไม่ทนเท่าเมื่อก่อน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้เริ่ม

    นานมากแล้วนะ ที่เราไม่ได้แตะหนังสือแบบนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนต้องอ่านทุกวัน

    อีกอย่างนึงที่ค้นพบคือ เราตัด(สิน)ใจง่ายขึ้นมาก

    แต่ก่อนเราเป็นประเภทที่จะเก็บทุกอย่างที่มีอยู่ในมือเอาไว้ก่อน ..... เผื่อได้ใช้

    แต่ตอนนี้เราสามารถเอาหนังสือที่ไม่คิดว่าตัวเองจะอ่านออกมาปล่อยขายได้เลย โดยแทบไม่ต้องแกะเพื่อสกิมก่อน

    แน่นอนว่าเราโตขึ้น ความสนใจของเราเปลี่ยนไป และบางการเลือกของเราในสมัยก่อน ไม่ตอบโจทย์เราในตอนนี้แล้ว

    และเพราะเรารู้จักตัวเองดีขึ้น เราเลยรู้ว่าถ้าไม่คลิกแล้ว ก็คือไม่คลิก ส่งต่อให้คนอื่นดีกว่า
  • กมรคัดหนังสือที่ไม่คิดจะเก็บ หรืออ่านแล้วออก สำหรับเราไม่ใช่แค่การเคลียร์ที่ว่างในตู้เพื่อใส่ของใหม่ แต่มันคือการสำรวจตัวเราไปด้วย

    เรื่องอะไรที่ยังมีความหมาย ไม่ว่าจะเพราะแต่ก่อนชอบมาก หรือเพราะชอบตัวเองตอนอ่านเรื่องนี้มากๆ หรือเพราะคนที่ชอบแนะนำให้อ่าน

    เรื่องอะไรที่เรายังสนใจ ทำให้เราได้รู้ว่าไวบ์ในการอ่านของตัวเองเป็นแนวไหน หรือชอบของนักเขียนคนไหน มีของใครอยู่เยอะ ก็ทำให้เราเลือกงานเขียนที่จะอ่านได้ง่ายขึ้น (เพราะว่าตอนนี้อ่านหว่านแบบเมื่อก่อนไม่ไหวแล้วน่ะนะ)

    เรื่องไหนที่รู้สึกเหมือนได้รับการเซอร์ไพรส์จากตัวเองในอดีต เรานี่เก่งจังเลย หยิบเรื่องนี้มาด้วย เซนส์ดีมากตัวชั้น!!

    เรื่องไหนที่ได้รับการเซอร์ไพรส์จากสำนักพิมพ์ ..... อ้าว พี่ลอยแพหนูแล้วเหรอคะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ หนูชอบเรื่องนี้มาก เก็บ!!

    ความทรงจำและความรู้สึกต่างๆ ที่อัดแน่นอยู่ในตู้ ทำให้เรารู้สึกใจฟูมากๆ เหมือนตู้หนังสือกลายเป็นของสำคัญที่เก็บกักสิ่งต่างๆ ของเราเอาไว้ ไม่ใช่แค่เก็บหนังสือไม่ให้รกอย่างเดียว
  • อย่างน้อยในบ้านนี้ ก็มีสิ่งสำคัญของเรา มีพื้นที่ของเราเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งจุด

    เริ่มอยากจัดบ้านให้น่า(อยาก)อยู่กว่านี้ ขึ้นมาอีกนิดนึงแล้ว!

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in