เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ญี่ปุ่นครั้งนั้นGinn
#2 โรงแรมลี้ลับ
  • หลังจากโดดขึ้นชินคันเซนรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงนึง ราวๆ 5 ทุ่มครึ่ง ฉันก็พาตัวเองมายืนอ้างว้างอยู่ที่สถานีชิซูโอกะ ผู้คนบางตากว่าที่สถานีโตเกียว แต่ก็ยังสว่างสไว และพลุกพล่าน ฉันเปิด Google map หมุนซ้ายทีขวาที แล้วเดินไปตามเส้นทาง ที่ศึกษาและปักหมุดมา อย่างละเอียดยิบชนิดที่ละเอียดกว่านี้ ฉันก็หลับตาเดินได้แล้ว
    ฉันเริ่มจ้ำอ้าวอีกครั้ง ฉันต้องรีบไปเช็คอินให้ทันเวลา อย่าให้คนญี่ปุ่นมาว่า คนไทยชอบมาสาย ไม่รักษาเวลาเอาได้ 
    ฉันเดินผ่านร้านรวงต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ ปิด กันเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงร้านเหล้า เล็กๆ ที่มีพนักงานออฟฟิศ แวะมานั่งดื่มกันเพียงร้านเดียวเท่านั้น ตรอกซอกซอย เงียบสงัด แต่ไม่น่ากลัว ไม่ต้องจิตนาการว่าผีจะออกมา ไม่มีอารมณ์นั้นเลย นักเรียนมัธยม กลุ่มหนึง ปั่นจักรยานผ่านฉันไปเงียบๆ เหมือนฉากในซีรี่ญี่ปุ่นที่เคยดูสมัยเด็กๆ ที่ไอทีวี เคยเอามาฉายมากๆ อ่ะ(รู้อายุกันหมดแล้วมั๊ง) มันสงบมาก เงียบแต่รู้สึกปลอดภัย คือซอยแถวบ้านยังไม่รู้สึกปลอดภัยขนาดนี้เลยอ่ะ พูดไปก็เหมือนอวย

    ฉันเดินต๊อกแต๊กๆ วนไปวนมา เป้ขนาด 30 ลิตรเริ่มหนักแล้ว ตามพยากรอากาศวันนี้จะต้องมีฝนตก แต่ตอนนี้รักแร้ของฉันเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ เหนียวเหนอะหนะจนอยากจะแก้ผ้าเดิน เสื้อกันหนาวเพียงตัวเดียวที่เตรียมมา ที่ผูกไว้กับเป้ด้านหลัง ตอนนี้เริ่มอยากเหวี่ยงทิ้ง

    Google map เตือนว่าฉันได้เดินมาถึงโรงแรมเรียบร้อยแล้ว แต่…

    ไหนวะโรงแรม ?

    ไม่มีป้าย ไม่มีล็อบบี้ ไม่มีพนักงานต้อนรับ มีแต่ประตูกระจก แล้วก็บรรได มองไปด้านในเหมือนสำนักงานที่ปิดทำการแล้ว

    ไม่มีโรงแรม

    Booking แมร่งเล่นกูละ

    ความล่ก เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เดินวนหาอยู่แถวนั้น2-3 รอบ ฉันพยายามโทรหาโรงแรมตามเบอร์โทรในเว็บ แต่ก็...ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ มันไม่ติดด้วยซ้ำ ฉันเริ่มหงุดหงิดจิตหลุด หน้าตาบอกบุญไม่รับ กระสับกระส่าย เหมือนไก่โดนมดกัด

    นี่จะต้อนรับกันแบบนี้จริงๆ เหรอวะ เอาจริงดิ๊ ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอวะ
     
    ทันใดนั้น(อีกแล้ว) มีพนักงานออฟฟิศผู้โชคดีท่านหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้พอดี ฉันรีบเข้าไปถาม พยายามปั้นหน้าให้ดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่กล้ามเนื้อหน้าจะเอื้ออำนวย

    พี่ชายหยิบเอกสารไปดู แล้วชี้มือไปที่อีประตูกระจก ที่เหมือนออฟฟิศร้างที่ฉันเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ 2-3 รอบเมื่อกี้ ฉันหยุดมอง

    ใช่เหรอวะ

    โรงแรมมันปิดกิจการไปแล้วหรือป่าววะเนี่ย

    สีหน้าฉันคงแสดงออกไปชัดเจนมาก พี่ชายคนนั้นเดินนำฉันเข้าไป ฉันยังยืนงง กับสิ่งที่เห็น พี่แกเห็นฉันไม่เดินตามไปก็กวักมือเรียก ให้เข้าไป เขาเดินนำขึ้นบรรไดไปส่งฉัน เห็นลุงพนักงานโรงแรมยืนยิ้มอยู่หน้าเคาน์เตอร์ นั่นแแหละฉันถึงร้องอ๋อ ขึ้นมา คือโรงแรมนี้ันต้องเดินเข้าประตูมาก่อน แล้วขึ้นบรรไดไปนิดนึง ถึงจะเจอล็อบบี้ ฮา

    สารภาพว่านักเดินทางชั่วโมงบินต่ำ อย่างฉันก็เพิ่งจะเคยเจอที่นี่ครั้งแรกนี่แหละ ปกติต้องมีเคาน์เตอร์เช็คอิน มีเจ้าหน้าที่ อยู่แถวๆ ประตูทางเข้านั่นเลย

    ฉันหัวเราะให้ความเด๋อของตัวเองเป็นครั้งแรก รู้สึกผิดที่ใจคิดว่าโดนหลอกจองโรงแรมร้างเข้าให้แล้ว ทุกคนตรงนั้นพอเห็นฉันหัวเราะออกมาได้ ก็พากันหัวเราะอย่างโล่งใจ ฮ่าๆๆ บ้าจริง พวกเขาจะกลัวฉันหรือป่าวนะ ฮ่าๆๆๆ

    หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย ฉันกล่าวคำขอบคุณพี่ชายคนนั้น ฉันก็ได้ฤกษ์ ขึ้นไปนอนซะที คุณลุงพนักงานเอากุญแจให้ฉัน แล้วอธิบายว่า อาหารเช้าตอนกี่โมง เวลาออกไปข้างนอก จะต้องฝากกุญแจไว้ที่เคาน์เตอร์ด้วยนะ บลาๆๆ แล้วส่งฉันขึ้นลิฟ

    ตัดภาพมา ฉันวางทุกอย่างไว้ที่พื้นอย่างไม่ใยดี ทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างเหนื่อยอ่อน 
    แอ๊ก...
    ที่นอนมันไม่ได้นุ่มขนาดนั้นว๊อย

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in