It was Summer when I kissed youMs.Ambiguous
THREE
  • ชาร์ลส์แชร์ห้องกับผมเพียงแค่สองคืน ในคืนที่สาม คุณพ่อสั่งให้ผมพาเขาไปส่งที่โรงนอนของบ้านแรคคูน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายเล็กๆ ที่ทำให้พี่เลี้ยงค่ายปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน


    โดยปกติแล้วเด็กที่มาใหม่มักจะเศร้าซึมไม่ค่อยยุ่งกับใคร แน่นอนว่าชาร์ลส์เองก็เป็นแบบนั้น เพียงแค่นอกจากอาการปลีกตัวไม่สุงสิงกับเพื่อนร่วมบ้านยังพ่วงมาด้วยฝีปากร้ายกาจที่ยิ่งพูด ยิ่งสร้างศัตรูในค่ายจนไม่มีใครอยากยุ่งกับเด็กชายชาร์ลส์ ผู้ไม่ประสงค์จะแจ้งนามสกุลให้เราทุกคนทราบ


    “ผมล่ะเกลียดหมอนั่นจริงๆ นะ” ปีเตอร์บ่นให้ผมฟังขณะช่วยกันล้างมะเขือเทศที่เราปลูกเองจากสวน “เขาเย่อหยิ่งเกินกว่าจะยอมรับว่าเรามันก็แค่เด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการ”

    “ไม่เอาน่าปีเตอร์ คิดแบบนั้นมีแต่ทำให้นายรู้สึกแย่เปล่าๆ”


    ผมบอกเด็กชายตัวจ้อยแก้มยุ้ย เราต่างรู้ทั้งนั้นว่าเด็กในค่ายคุณแม่โลลามาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร แต่ผมไม่อยากให้เด็กๆ ย้ำคิดย้ำทำกับคำว่า ‘เหลือขอ’ พวกเขาอาจไม่เป็นที่ต้องการสำหรับบางคน ทว่าในค่ายคุณแม่โลลา พวกเขาคือเด็กๆ ของคุณพ่อจอห์น


    “สตีเฟ่นบอกว่าชาร์ลส์ฉี่รดที่นอนด้วย”

    “จริงเหรอ?” ผมเลิกคิ้วประหลาดใจเพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลย ปกติผมจะเช็กที่นอนของพวกเด็กๆ ทุกเช้า และที่นอนของชาร์ลส์ก็สะอาดมาก เข้าขั้นสะอาดกว่าทุกคนในหอด้วยซ้ำ ถ้าเขาฉี่รดที่นอนจริงผมต้องเห็นสิ “นายเห็นกับตาหรือไง?”

    “เปล่าหรอก ผมฟังเขามา”

    “คราวหลังนายอย่าปล่อยข่าวอะไรที่ฟังต่อๆ กันมาเลย ส่วนใหญ่ก็แค่เรื่องโกหกในวงเด็กๆ เท่านั้นแหละ คนที่อยากเป็นตำรวจเขาไม่ทำกันหรอกนะ”


    ปีเตอร์จ๋อย แต่ผมคิดว่าเขาคงเข้าใจแล้วล่ะว่าการส่งต่อข่าวลือที่ไม่จริงมันคือเรื่องไม่ถูกต้อง หลังล้างผักเสร็จเรียบร้อยเราก็ย้ายกันไปโซนครัว ที่นั่น เด็กชายชาร์ลส์สวมหมวกเบเร่ต์กำลังขะมักเขม้นกับการตีไข่ในชาม ส่วนมาดามแมรี่ยืนอยู่ข้างเขา ใช้สายตาแหลมคมจ้องมองทุกขั้นตอนปรุงอาหารของชาร์ลส์ราวกับจับผิด ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่วงท่าตอนที่เขาทำอาหาร ไม่ว่าจะตอนตีไข่หรือแม้แต่โรยเกลือ มันช่างดูพิถีพิถันผิดกับเด็กคนอื่นจริงๆ ในขณะที่สตีเฟ่นกำลังใช้มีดหั่นมะเขือเทศออกมาเป็นชิ้นเบี้ยวๆ บูดๆ ชาร์ลส์กลับรู้วิธีหั่นให้มันออกมาเป็นลูกเต๋าสวยๆ จนเราทุกคนต่างอึ้งเมื่อเห็นไข่คนฉบับ “เหมาะแก่การกระเดือกลงคอ” ถูกเสิร์ฟบนจาน


    “ชิมดูสิครับ”


    ชาร์ลส์ใช้มือเช็ดผ้ากันเปื้อนพลางมองพวกเราที่จับจ้องอาหารจานสวยตรงหน้า ทีแรกมาดามแมรี่ปรามาสว่ามันจะอร่อยซักแค่ไหนกัน ทว่าเมื่อได้ชิมไข่คนฝีมือของชาร์ลส์ เราต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าฝีมือของเขาไม่ธรรมดา และชาร์ลส์ควรได้รับหน้าที่ทำอาหารทุกเช้าแทนการผลัดเวร


    “ไม่ได้หรอก แบบนั้นมันก็ไม่แฟร์กับชาร์ลส์สิ” ผมค้านโดยมีมาดามแมรี่พยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าอาหารของเขาอร่อย สิ่งที่เราควรทำคือเรียนรู้จากชาร์ลส์ว่าเขาปรุงยังไง ใช้เทคนิคอะไรถึงได้ออกมาอร่อยขนาดนั้น ไม่ใช่โยนหน้าที่ให้เป็นของเขา มันเห็นแก่ตัวเกินไป”


    พวกเด็กๆ ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่เพราะงานครัวเป็นงานที่ค่อนข้างเหนื่อยและเปลืองแรง นอกจากต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่นๆ แล้วยังต้องทำอาหารในปริมาณที่มากพอสำหรับคนทั้งค่าย แถมตอนไปจ่ายตลาดก็ต้องวางแผนอย่างรัดกุมว่าในวงเงินจำกัดเท่านี้สามารถปรุงเมนูไหนได้บ้าง ไม่มีเด็กคนไหนในค่ายโลลาชอบงานครัว ยกเว้นเด็กชายชาร์ลส์ที่ยืนยิ้มแฉ่งภูมิใจเมื่อใครต่อใครต่างพูดว่าอาหารฝีมือเขาอร่อยกว่าของมาดามแมรี่


    “งั้นพวกเธอก็ไม่ต้องกินอาหารฝีมือฉันอีก!” มาดามแมรี่โกรธจนหน้าแดง “ส่วนเธอน่ะ ถ้าไม่ถึงเวรตัวเองก็อย่าเข้ามาทำครัวเด็ดขาด ไม่งั้นเด็กที่เหลือจะเสียนิสัย กินนอนอยู่สบายโดยทิ้งให้เธอทำงานหนักคนเดียว!”


    มาดามพูดถูก การที่เด็กๆ เหล่านี้ต้องสลับกันเตรียมอาหารก็เพื่อฝึกให้พวกเขาดูแลตัวเองได้ พวกเขาควรรู้วิธีใช้เครื่องครัวพื้นฐาน อย่างน้อยๆ ก็การหั่นผักและเนื้อที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ รวมถึงการใช้แก๊สและการปรุงอาหารเบื้องต้นเพื่อประทังชีวิตเพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อหมดค่ายฤดูร้อนพวกเขาต้องอยู่กับใคร อยู่ที่ไหน มีคนคอยดูแลไหม หรือต้องอยู่บ้านเพียงลำพังกับน้องชายหรือน้องสาวที่กำลังแบเบาะเท่านั้น


    ชาร์ลส์ดูมีความสุขมากขึ้นเมื่อทุกคนรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา เดี๋ยวนี้เด็กๆ ในค่ายไม่พูดถึงชาร์ลส์ในแง่ลบเท่าช่วงแรก แต่เพราะบุคลิกดื้อรั้นและแสนเย่อหยิ่งก็ไม่ทำให้เขาเป็นที่รักใคร่เท่าไหร่ สำหรับผม ชาร์ลส์เป็นเด็กดีใช้ได้ โดยสันดานแล้วเขาไม่ใช่เด็กดื้อเอาแต่ใจหรืออยากเอาชนะ แต่เขาเป็นเด็กฉลาดที่ชอบต่อรองเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างเช่นเทปเพลงที่ผมซื้อเมื่อวันนั้น จนถึงตอนนี้ เด็กชายชาร์ลส์ตัวแสบก็ยังไม่มีโอกาสได้ฟัง


    “ผมจะไม่ทำงานครัวอีก”


    ชาร์ลส์เคยขู่ผมหนึ่งครั้งแต่ไม่ได้ผล เพราะเด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรักอาหารฝีมือมาดามแมรี่ ดังนั้นต่อให้ผมไม่ว่าอะไร ยังไงเขาก็ต้องโดนเด็กคนอื่นกดดันอยู่ดี ทุกครั้งที่ชาร์ลส์แผลงฤทธิ์ ผมมักจะขำให้กับความไร้เดียงสาของเขาแทนที่จะรู้สึกหมั่นไส้ แต่ชาร์ลส์คงเจออะไรมาเยอะจึงไม่ค่อยเปิดเผยตัวเองให้พวกเราได้สัมผัสเท่าไหร่ เรารู้จักชาร์ลส์ในด้านเด็กหัวสูงแสนหยิ่งผยอง ไม่เคยเห็นเขาเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ชาร์ลส์หนีจากโรงนอนมาดักรอผมในห้องเพื่อขอร้องให้ซื้อช็อกโกแลตให้เขาหน่อย


    “นายจะเอาไปทำอะไรล่ะ?”

    “ผมแค่อยากกิน”

    “ไม่ได้หรอก เราไม่มีเงินซื้อขนมแจกเด็กๆ ทุกคน”

    “คุณก็ไม่ต้องซื้อให้พวกเขาสิ ซื้อให้ผมแค่คนเดียวก็พอ” ชาร์ลส์ตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะถือวิสาสะเดินมานั่งบนเตียงที่เขาเคยนอนช่วงแรก

    “นั่นไม่ยุติธรรม”

    “คุณไม่คิดว่าผมควรได้โอกาสพิเศษบ้างเหรอ? ผมอายุสิบสามเองนะ”

    “งั้นนายลองบอกฉันมาสิว่าโอกาสพิเศษที่ว่าคืออะไร? สำคัญขนาดไหนนายถึงอยากกินช็อกโกแลตนักหนา?”


    ชาร์ลส์ไม่ยอมตอบ เขาอ้อมแอ้มบอกว่า “โอกาสอยากจะกิน” แล้วเดินกระแทกส้นเท้ากลับโรงนอน หลังจากวันนั้นเราไม่ได้พูดเรื่องช็อกโกแลตอีก มันหายไปราวกับชาร์ลส์ไม่เคยร้องขอ และผมก็ลืมเสียสนิทจนกระทั่งถึงเวรที่เราต้องไปซูเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อของใช้ด้วยกัน


    “อย่ามัวแต่เถลไถลล่ะ! จำได้ใช่ไหมว่าเราต้องรีบกลับไปช่วยทุกคนเก็บส้ม!”


    มาดามแมรี่เอ็ดเด็กๆ ที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งลงเดินเขากันอย่างสนุกสนานร่าเริง เด็กชายชาร์ลส์ผู้ไม่เปิดใจยอมรับใครเดินข้างผมเงียบๆ ทอดสายตามองกลุ่มเพื่อนกระโดดโลดเต้นราวกับว่าตัวเองไม่ใช่เด็กวัยเดียวกัน ผมใช้ศอกกระทุ้งสีข้างของชาร์ลส์ที่เดินเหม่อใจลอยเพื่อถามว่าเป็นอะไร ไม่อยากออกข้างนอกหรือไง ชาร์ลส์ส่ายหน้าก่อนจะบอกว่า


    “ผมแค่เบื่อเฉยๆ” ชาร์ลส์ถอนหายใจ ไม่ยินดียินร้ายเมื่อมาดามแมรี่ตวาดเสียงดังเรียกให้เราสองคนที่เดินรั้งท้ายรีบจ้ำอ้าวตามให้ทัน “ผมอยากกลับบ้าน”

    “หมดฤดูร้อนก็ได้กลับแล้ว”

    “ผมอยากกลับบ้านที่ไม่มีไอ้สารเลวนั่น”

    “ใคร?”

    “ผู้ชายคนใหม่ของแม่” ชาร์ลส์ตอบเสียงเรียบ “และยายน้องสาวสันดานเสีย”

    “ไม่เห็นนายเคยบอกว่ามีน้องสาว”

    “ผมไม่อยากพูดถึงคนที่ตัวเองเกลียดน่ะ”

    “ทำไมล่ะ?”


    ชาร์ลส์ไม่พูดอะไรอีก สีหน้าของเขาเรียบตึงทว่าแววตาแข็งกร้าวแฝงไปด้วยความคับแค้นอัดอั้น ผมนึกสงสัยว่าอะไรผลักดันให้เด็กผู้ชายอายุสิบสามปีพูดออกมาได้เต็มปากว่าน้องสาวของเขาเป็นเด็กน่ารังเกียจ เดาเอาว่าคงไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ อาจจะเป็นเด็กคนใหม่ระหว่างแม่กับพ่อเลี้ยง หรือไม่ก็ลูกติด


    “คุณจะไม่ซื้อช็อกโกแลตให้ผมจริงๆ เหรอ?”

    “จริงสิ” ผมตอบขณะเดินตามหลังเขาขึ้นรถบัส เราเดินไปที่เบาะหลังสุดและทิ้งตัวนั่งลงข้างกัน ชาร์ลส์แกว่งขาไปมาด้วยท่าทางไร้ชีวิตชีวา

    “คุณเคยรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินของโลกใบนี้ไหม?”

    “ไม่เคย”

    “พ่อแม่คงเลี้ยงคุณมาดี”

    “เปล่าหรอก ฉันไม่เคยมีพ่อแม่ ฉันเป็นเด็กที่โตมาในโบสถ์” ผมเล่าเรื่องของตัวเองให้ชาร์ลส์ฟัง เขาดูสนอกสนใจแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ

    “บางทีโลกก็ใจร้ายกับเด็กๆ อย่างพวกเราเหลือเกินนะ”


    ชาร์ลส์บ่นพึมพำขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง เรานั่งข้างกันแต่ไม่มีใครพูดอะไรอีกจนกระทั่งถึงย่านชุมชน พวกเราเดินลงจากรถพร้อมกันเพื่อฟังมาดามแมรี่สั่งว่าใครมีหน้าที่ซื้ออะไรและต้องมาพบกันตรงไหน เป็นอีกครั้งที่ผมได้รับหน้าที่ซื้อของร่วมกันกับชาร์ลส์ ดังนั้นเราจึงเดินเข็นรถเข็นไปด้วยกัน


    “ฉันเข้าใจความรู้สึกของนายนะ” ผมเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน “ฉันไม่อยากให้นายรู้สึกแย่ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะปลอบใจเด็กแบบนายยังไง”

    “ไม่เห็นจะยาก คืนเทปเพลงและซื้อช็อกโกแลตให้ผมสิ”

    “ฝันอยู่หรือเปล่า”


    ผมหยอกพร้อมกับหัวเราะ เด็กชายชาร์ลส์เริ่มยิ้มได้เมื่อเราเดินผ่านโซนขายขนม เขาหยิบจับทุกอย่างที่ตัวเองชอบแล้วมองด้วยแววตาเสียดาย แต่ถึงอย่างนั้นชาร์ลส์ก็ไม่ได้โวยวายหรือร้องงอแงขอให้ซื้อขนมอีก ผมคิดว่าเขาเป็นเด็กเข้าใจอะไรง่าย เมื่อบอกว่าไม่มีเงินมากพอสำหรับซื้อแจกจ่ายให้ทุกคนในค่าย เขาก็คงเข้าใจในทันทีโดยไม่ต้องพูดย้ำอีกสองสามครั้งให้เหนื่อยหน่าย เราช่วยกันซื้อของใช้ที่จำเป็น ผมหยิบผงซักฟอกที่ราคาถูกที่สุดลงรถเข็น ส่วนชาร์ลส์แกล้งพนักงานในซูเปอร์ด้วยการสลับสินค้าให้ไม่ตรงป้าย


    “อย่าทำแบบนี้สิ มันทำให้คนอื่นเดือดร้อนนะรู้ไหม”


    ผมดุ แต่ชาร์ลส์ดูจะไม่ถือโทษโกรธเคืองเท่าไหร่ เขาแกล้งสลับไปสลับมาอีกสองสามครั้งก็เรียงกลับเข้าที่ดังเดิม เมื่อเห็นชาร์ลส์คุยกันรู้เรื่องผมจึงเข็นรถเพื่อซื้ออย่างอื่นต่อ นอกจากผงซักฟอกแล้วยังมีสบู่ ยาสีฟัน รวมถึงมีดโกนหนวก ผมคงวุ่นอยู่กับการรีบซื้อของให้ครบรายการจึงละเลยชาร์ลส์ไปบ้าง กว่าจะรู้ตัวอีกที เด็กตัวแสบก็วิ่งหายไปไหนแล้วไม่รู้


    “ชาร์ลส์!”


    ผมเรียกชื่อเขาด้วยเสียงค่อนข้างดังพลางเดินสับเท้าตามหาไปทั่ว ในหัวก็ก่นด่าตัวเองที่เผลอไว้ใจเด็กกะล่อนแบบชาร์ลส์ คราวก่อนก็หนีหายไปแบบนี้ คราวนี้ไม่รู้ว่าจะไปแอบที่ไหน ไม่รู้ว่าจะขโมยของเหมือนไม่กี่วันก่อนหรือเปล่า ผมคิดจนว้าวุ่นขณะเดินหาเขาทั่วซูเปอร์มาเก็ต แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงของชาร์ลส์ตะคอกใส่อารมณ์กับใครบางคน


    “ฉันไม่สนหรอกนะว่าแม่จะคิดยังไง ที่แน่ๆ ฉันจะกลับบ้าน!”


    ผมยืนแอบอยู่หลังชั้นขายซีเรียล พยายามจ้องมองว่าชาร์ลส์กำลังคุยอยู่กับใครแล้วก็เห็นเด็กหญิงอายุประมาณเจ็ดขวบในชุดเสื้อผ้าสวยๆ เงยหน้ามองเขาอย่างท้าทาย เด็กหญิงคนนั้นถือแท่งช็อกโกแลตที่ชาร์ลส์ไม่มีโอกาสได้กิน เธอกัดมันหนึ่งคำก่อนจะแสยะยิ้มใส่ชาร์ลส์


    “ไม่มีใครอยากให้นายกลับบ้านเลยซักคน แม้แต่แม่ยังพูดว่าดีจังที่บ้านไม่มีนาย”


    ชาร์ลส์โกรธจนแทบร้องไห้ ผมเห็นเขากำหมัดแน่นราวกับพร้อมชกหน้าเด็กผู้หญิงคนนั้นที่เดาเอาว่าคงเป็นน้องสาวที่เคยพูดถึง


    “อยู่ในค่ายนรกนั่นต่อไปเถอะ มันเหมาะกับนายแล้ว”

    “ยังดีนะที่นั่นเป็นแค่ค่ายนรก ไม่เหมือนเธอ เป็นสัตว์นรกในคราบเด็กผู้หญิง!”

    “แกสิสัตว์นรก!”


    ผมเบิกตากว้างเพราะความตกใจ ไม่อยากเชื่อว่าเด็กผู้หญิงอายุประมาณเจ็ดแปดขวบจะกล้าพูดคำว่าสัตว์นรกกับพี่ชายตัวเอง


    “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแม่จะพูดแบบนั้น เด็กขี้โกหกแบบเธอน่ะก็ดีแต่พูดอะไรแย่ๆ ออกมา แหงสิ คนที่มาจากนรกจะพูดอะไรได้อีกล่ะ ถ้าไม่ใช่คำพูดแย่ๆ และคำหยาบ”

    “ก็ยังดีกว่าเด็กแม่ไม่รัก”

    “แม่รักฉันมากกว่าที่เด็กจากนรกอย่างแกจะสัมผัสได้”

    “ถ้ารักแม่จะส่งแกไปอยู่ที่อื่นเหรอ?” เด็กหญิงตัวน้อยถ่มน้ำลายที่มีช็อกโกแลตปนใส่หน้าชาร์ลส์ “นี่ความรักจากแม่ ฝากไว้บนหน้าแก!”


    ถึงตรงนี้แล้วชาร์ลส์คงยืนเฉยไม่ได้ เขาจิกเปียของน้องสาวแล้วเหวี่ยงเธอเข้าหาชั้นวางของทันที เสียงอาหารกระป๋องหล่นระเนระนาดเรียกความสนใจจากทุกคนในร้านรวมถึงผมด้วย ต่อให้ไม่ประทับใจเด็กหญิงคนนั้นขนาดไหน ผมคงไม่สามารถทนดูชาร์ลส์รังแกเด็กผู้หญิงได้จึงพยายามเข้าไปห้าม แต่ดูเหมือนจะสายเกินไปเพราะพ่อของเด็กหญิงมาทันเวลาพอดี เขากระชากคอเสื้อของชาร์ลส์และเหวี่ยงเขาจนหน้ากระแทกกับชั้น


    “อย่าแตะลูกฉันไอ้เด็กเหลือขอ!”


    ชายคนนั้นตะคอกและชี้หน้าชาร์ลส์ที่กำลังล้มลุกคลุกคลาน เขายืนแทบไม่ไหวเพราะเจ็บไปทั้งหน้าจนต้องเอามือเล็กๆ กอบกุมเอาไว้ ผมรีบแสดงตัวทันทีว่าชาร์ลส์ไม่ได้มาคนเดียว เขามีผมเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลอยู่ และจะไม่ปล่อยให้มีการใช้กำลังกับเด็กในปกครองเด็ดขาด


    “ค่ายนี้มันห่วยแตกจริงๆ อย่างที่คนเขาว่า ขนาดเด็กเหลือขอยังเก็บให้อยู่ในที่ในทางไม่ได้ ปล่อยออกมาทำร้ายคนอื่น”

    “ก็ลูกสาวคุณใช้คำพูดต่ำๆ ยังหวังว่าจะได้รับความรักจากคนอื่นอีกงั้นเหรอ?”


    ผมเถียงกลับ เราจ้องหน้ากันราวกับว่าหากสามารถเหวี่ยงหมัดใส่กันได้คงทำไปแล้ว ผมเข้าใจในทันทีว่าทำไมชาร์ลส์ถึงเกลียดพ่อเลี้ยงของตัวเองนัก เขาทั้งเกรอะกรัง สกปรกและมารยาททราม เขาใจต่ำยิ่งกว่าสัตว์เดรัชฉานที่ทำร้ายเด็กอายุสิบสามจนกำเดาไหล เราสองคนทุ่มเถียงกันเสียงดังจนเด็กหญิงสันดานเสียแหกปากร้อง และพนักงานร้านเข้ามาห้ามเพราะเรากำลังทำให้ลูกค้าคนอื่นกลัว


    “เรื่องนี้ถึงหูแม่แกเมื่อไหร่ อย่าหวังว่าจะมีใครขับรถไปรับแกกลับบ้านเลย ไอ้เด็กเปรต”


    พ่อเลี้ยงของชาร์ลส์พูดทิ้งท้ายก่อนจะอุ้มลูกสาวและเดินจากไป ปล่อยให้ชาร์ลส์ยืนร้องไห้จ้าเหมือนเด็กเล็กในอ้อมกอดของผมโดยไม่มีแม้แต่คำขอโทษเลยซักคำ



    เรื่องของชาร์ลส์ถึงหูทุกคนในค่ายโดยคำบอกเล่าของคนที่ไปซื้อของด้วยกัน พวกเด็กๆ ต่างสนุกสนานกับการส่งต่อข่าวลือเกี่ยวกับชาร์ลส์จนคุณพ่อจอห์นต้องเรียกประชุมกลางดึกและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมรู้ว่าไม่มีอะไรห้ามปากซุกซนของเด็กเหล่านี้ได้หรอก โศกนาฏกรรมของคนอื่นเป็นเรื่องสนุกเสมอ และชาร์ลส์คงทำได้เพียงทำใจยอมรับว่าเรื่องของเขาจะเป็นที่พูดถึงไปอีกนานจนกระทั่งค่ายฤดูร้อนนี้จบลง


    ตั้งแต่กลับจากซูเปอร์มาร์เก็ต ชาร์ลส์ไม่พูดไม่จากับใครเลย เขาไม่ดื่มและไม่กิน ไม่เข้าร่วมกิจกรรมกับใครทั้งนั้นนอกจากนอนคลุมโปงบนเตียงของตัวเอง หากพอมีเวลาก็คงแวะเวียนไปหาเขา ทว่าหน้าที่รัดตัวที่ต้องทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวทำให้ผมไม่สามารถปลีกตัวไปหาเขาได้จนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน


    “คริส ฝากเรียกชาร์ลส์มากินอาหารด้วยล่ะ” มาดามแมรี่บอกขณะวางถาดอาหารเย็นลงบนโต๊ะ “เขาคงเสียใจและอับอายมาก ฝากเธอปลอบใจเขาหน่อยนะ”


    ผมรับปากมาดามขณะเดินไปโรงนอนแรคคูน ที่นั่น พวกเด็กๆ เข้านอนหมดแล้ว รวมถึงชาร์ลส์ที่คลุมโปงหันหลังตั้งแต่ช่วงบ่ายด้วย ผมพยายามเดินบนปลายเท้าเพื่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุด เมื่อถึงเตียงของชาร์ลส์ ผมก็นั่งลงอย่างระมัดละวังและจับตัวเขาเบาๆ


    “ชาร์ลส์” ผมเรียก “กินอาหารหน่อยไหม?”


    ผมเอ่ยปากชวนแต่ชาร์ลส์ยังคงนิ่งเงียบ เขาหายใจอยู่เพียงแค่ไม่มีอารมณ์ตอบสนองคำเชิญชวนของผมนอกจากนอนเฉยๆ เห็นแบบนั้นผมจึงจนปัญญาไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากโน้มตัวลงไปกอดเขาเงียบๆ ชาร์ลส์ที่ตอนแรกดูไม่ค่อยอยากยุ่งกับใครค่อยๆ พลิกตัวกลับมา


    “หนักนะ”

    “กอดไม่ได้เหรอ?”

    “ได้” ชาร์ลส์ตอบเสียงแผ่ว “คริส”

    “ว่าไง?”

    “ผมคงเป็นเด็กเปรตที่แม่ไม่รักจริงๆ นั่นแหละ”

    “ไม่หรอก” ผมปลอบเขา ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ของเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้ “พ่อเลี้ยงกับน้องสาวของนายเป็นคนไม่ดี พวกเขาก็แค่อยากพูดอะไรแย่ๆ ให้นายเสียใจ”

    “แต่ถ้าแม่รักผมจริง แม่คงไม่ส่งผมมาที่นี่”

    “ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ” ผมพูดตามตรงเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในซูเปอร์มาร์เก็ต “แม่ของนายต้องรักนายมากต่างหากถึงส่งมาที่นี่”

    “ทำไมล่ะ?”

    “เพราะวันนี้ฉันเห็นกับตาแล้วว่าพ่อเลี้ยงและน้องสาวของนายมันระยำขนาดไหน”


    ผมได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอเล็กๆ ของชาร์ลส์ด้วยเมื่อพูดคำว่าระยำ ซึ่งปกติในค่ายของเรามีกฎห้ามเด็กๆ พูดคำหยาบ แต่ผมที่เป็นพี่เลี้ยงกลับเป็นฝ่ายพูดเสียเอง


    “วันนี้เขาทำเหมือนนายไม่ใช่คน เขาเหวี่ยงนายใส่ชั้นวางของ ขืนอยู่ที่บ้านต่อไปนายต้องตายคามือเขาซักวันแน่ๆ”

    “นั่นยังน้อยไปเมื่อเทียบกับตอนอยู่บ้าน”

    “เขาทำอะไรนาย?”


    ชาร์ลส์เงียบพักหนึ่งราวกับไม่อยากพูด ผมคิดว่าเขาเหนื่อยหรือไม่ก็รู้สึกแย่เกินกว่าจะเล่าความจริงให้ฟัง ทว่าจู่ๆ เด็กชายชาร์ลส์ก็ลุกขึ้นนั่งและกระซิบข้างหูผม


    “คืนนี้ให้ผมนอนกับคุณสิ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง”

    “ทุกเรื่องไหม?”

    “ทุกเรื่องเลย”

    “ตกลง แต่นายต้องกินอาหารให้หมดด้วย ไม่งั้นก็นอนที่นี่ เพราะฉันไม่อนุญาตให้เด็กขาดสารอาหารเข้าห้องหรอกนะ”


    ชาร์ลส์ชักสีหน้าไม่พอใจทันที แต่ก็ยอมรับปากเพียงเพราะอยากไปค้างที่ห้องผมอีกครั้ง ดังนั้นเราสองคนจึงย่องออกจากโรงนอนของหอแรคคูนพร้อมกัน มุ่งหน้าสู่ห้องนอนของคริสซึ่งผมยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษเพื่อปลอบใจชาร์ลส์ที่เจอเรื่องแย่ๆ มาตลอดทั้งวัน




    เราเดินกันอย่างเงียบเชียบกลับไปที่บ้านพักใหญ่หลังชาร์ลส์อาบน้ำเสร็จ ผมไม่ได้ขออนุญาตคุณพ่อจอห์นเพราะกลัวว่าจะได้รับคำปฏิเสธ อย่างน้อยในวันนี้ชาร์ลส์ควรได้รับการปลอบใจเล็กๆ น้อยๆ เป็นการตามใจชั่วคราวบ้าง เขากำลังเจ็บร้าวไปทั้งหน้าและช้ำใจอย่างหนักจนผมไม่อาจปล่อยผ่านให้นอนซมคนเดียวในหอพัก


    “เอ้า นี่มื้อเย็นของนาย”


    ผมวางถาดไก่อบและมันบดลงบนเตียง ชาร์ลส์ไม่ได้เรื่องมากอย่างที่คิด เขาค่อยๆ ละเลียดกินอาหารอย่างเรียบร้อยราวกับเด็กที่ได้รับการสอนสั่งมาอย่างดี ผมกระโดดขึ้นเตียงไปนั่งข้างเขาและถือวิสาสะสำรวจใบหน้าเล็กๆ นั่น ตรงโหนกแก้มของเขาเริ่มแดงแต่ไม่ช้ำมาก ส่วนอื่นๆ บนใบหน้ายังคงปกติดี เมื่อเช็กดูจนแน่ใจว่าชาร์ลส์ไม่ได้เจ็บหนักถึงขนาดมีกระดูกส่วนไหนแตกหักก็ค่อยโล่งใจหน่อย ผมจึงสามารถมองเขาทานอาหารต่อไปโดยไม่กระวนกระวายเหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว


    “มันบดอร่อยขึ้นไหม?” ผมแกล้งถาม

    “งั้นๆ แหละ”

    “แต่นายก็ยังกินมัน”

    “เพราะถ้าไม่กิน คุณจะไม่ให้ผมนอนที่นี่น่ะสิ” ชาร์ลส์ตอบเรียบๆ ไม่มีท่าทีงอแงของเด็กอายุสิบสามอีกต่อไป “ผมเกลียดเด็กในค่ายนี้ชะมัด พวกเขาล้อเลียนผมเรื่องในซูเปอร์มาเก็ต”

    “จำได้ไหมว่าใครล้อนายบ้าง?” ผมถามต่อ

    “จำได้สิ”

    “จดชื่อให้ฉัน เดี๋ยวฉันจะจัดการเอง”


    ผมบอก ชาร์ลส์ดูประหลาดใจแต่ก็ยอมเล่าจนหมดว่าเด็กในค่ายของเราใจร้ายกับเขามากแค่ไหน ถึงจะมีคุณพ่อ มาดาม และพี่เลี้ยงคอยสอนสั่งให้พวกเขาเข้าอกเข้าใจคนอื่นมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะปฏิบัติตาม ผมยอมรับว่าหนึ่งเป็นเพราะคุณพ่อไม่จริงจังกับการลงโทษขั้นเด็ดขาดด้วย ค่ายของเราจึงยังมีเด็กหัวโจกที่ชอบแกล้งคนอื่นอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าไม่หนักเมื่อเทียบกับค่ายดัดสันดานค่ายอื่นที่อยู่ในการดูแลของรัฐบาล


    “ทะเลาะกับน้องสาวบ่อยมากเหรอ?”

    “ทุกวินาทีที่เห็นหน้ากันก็ว่าได้” ชาร์ลส์ใช้ส้อมจิ้มไก่เข้าปาก “ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเด็กเก้าขวบถึงนิสัยเสียแบบนั้น เลือดชั่วของพ่อมันแรง”

    “ก็เห็นๆ กันอยู่ คำพูดคำจาไม่ค่อยรื่นหู” ผมบอกอย่างเห็นอกเห็นใจ “น้องสาวแท้ๆ ของนายหรือเปล่า?”

    “เปล่า ลูกติดของพ่อเลี้ยง”

    “แล้วพ่อของนายล่ะ?”


    ชาร์ลส์ไม่ตอบ แววตาของเขาดูเศร้ามากจนผมเสียใจที่ถามถึงพ่อของเขา บางทีมันคงเป็นเรื่องอ่อนไหวที่ชาร์ลส์ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง ดังนั้นผมจึงบอกเขาว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องเล่าหรอก ที่บอกว่าต้องเล่าความจริงเพื่อแลกกับการได้นอนที่นี่ก็แค่เรื่องโกหก


    “หมายความว่าไง?”


    ชาร์ลส์ถามด้วยสีหน้าใคร่รู้ เขาเอียงคอมองผมที่ลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปหยิบบางอย่างออกมาจากลิ้นชัก เมื่อเห็นช็อกโกแลตแท่งขนาดเท่าฝ่ามือของผู้ใหญ่ ชาร์ลส์ที่เคยหงอยเหงาและเจ็บปวดกับชีวิตก็เริ่มมีอาการดีใจจนออกนอกหน้า แววตาของเขาระยิบระยับเหมือนดาว ริมฝีปากแดงสดคลี่ยิ้มจนเห็นฟันสีขาวเรียงสวยราวกับพระเจ้าบรรจงปั้นแต่งมาอย่างดี ผมโบกช็อกโกแลตแท่งไปมาเพื่อล่อเขาก่อนจะยื่นให้ตรงหน้า


    “ไหนคุณบอกว่าผมจะไม่มีวันได้กินช็อกโกแลตไง?”

    “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว” ผมอมยิ้มและกระโดดขึ้นเตียงเพื่อกลับไปนั่งข้างเขาตามเดิม “ถือว่าเป็นของขวัญจากฉันก็แล้วกันนะ”

    “ขอบคุณครับ”

    “แต่นายต้องกินอาหารให้หมดก่อน ไม่งั้นก็อด”


    ชาร์ลส์มุ่ยหน้าแต่ไม่อิดออดอีกแล้ว เขากินอาหารทุกอย่างบนถาดจนเกลี้ยงและได้รับช็อกโกแลตเป็นของขวัญหนึ่งแท่ง เด็กชายตัวน้อยบรรจงแกะกระดาษห่ออย่างระมัดระวัง เขาเอียงช็อกโกแลตประมาณสี่สิบห้าองศาก่อนจะกัดมันคำเล็กแล้วยิ้มหวาน


    “ในที่สุดวันเกิดปีนี้ผมก็ได้กินช็อกโกแลต”

    “วันเกิดนายเหรอ?” ผมถาม

    “เปล่าหรอก ยังไม่ถึงวันเกิดของผม ผมเกิดวันที่ยี่สิบเจ็ดพฤศจิกายน”

    “ฉันก็เกิดเดือนพฤศจิกาเหมือนกัน”

    “คุณเกิดวันที่เท่าไหร่เหรอคริส?”

    “วันที่หก” ชาร์ลส์พยักหน้ารับฟัง “งั้นถือว่านี่เป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้าจากฉันก็แล้วกันนะ ยังไงวันนั้นนายก็คงไม่อยู่ที่นี่แล้ว”

    “หลังจบค่าย คุณจะไปอยู่ที่ไหนเหรอ?”

    “โบสถ์กับคุณพ่อจอห์น”

    “ผมก็ต้องไปโบสถ์กับแม่ แต่ทำไมถึงไม่เคยเห็นคุณเลยล่ะ?”

    “หลังจากนี้นายต้องเริ่มมองหาฉันบ้างแล้วนะ” ผมใช้นิ้วโป้งเช็ดปากที่เลอะคราบช็อกโกแลตให้ชาร์ลส์ ผมนั่งมองเด็กชายตัวน้อยละเลียดกินช็อกโกแลตไปประมาณหนึ่งในสิบแท่งแล้วส่งคืน “ทำไมไม่กินให้หมดล่ะ?”

    “ผมอยากให้คุณกินด้วย”

    “ฉันโตเกินกว่าจะชอบช็อกโกแลตแล้ว”

    “จะเด็กหรือแก่ ทุกคนก็ชอบรสชาติของช็อกโกแลตด้วยกันทั้งนั้น” ชาร์ลส์ว่าพลางคะยั้นคะยอให้ผมกินมันซักคำ “เอาหน่อยเถอะน่า กินช็อกโกแลตไม่บาปหรอก มันไม่ได้ถูกบันทึกเป็นข้อห้ามในไบเบิ้ลเสียหน่อย”


    ผมหัวเราะให้กับความช่างพูดและกัดช็อกโกแลตตามคำเชิญชวน รสชาติถือว่าอร่อยสำหรับผม แต่ชาร์ลส์กลับคิดว่ามันหวานเกินไป เขาเคยกินช็อกโกแลตที่อร่อยกว่านี้มากๆ มันคือช็อกโกแลตสวรรค์ที่พ่อเป็นคนซื้อมาฝาก เมื่อพูดถึงพ่อ ชาร์ลส์ก็เซื่องซึมอีกครั้งทว่าไม่ถึงกับร้องไห้ ผมกัดช็อกโกแลตอีกคำแล้วส่งคืนให้ชาร์ลส์ก่อนจะสัญญากับเขาว่าในอนาคต ถ้าผมมีเงินมากกว่านี้ หรือถ้าซูเปอร์มาเก็ตเริ่มนำเข้าช็อกโกแลตอร่อยๆ มากขึ้น ผมจะซื้อให้เขา


    “นอกจากพ่อแล้ว คงมีแค่คุณนี่แหละที่ใจดีกับผม” ชาร์ลส์พูดยิ้มๆ ก่อนจะห่อช็อกโกแลตเหมือนเดิม “ผมพอแล้วล่ะสำหรับวันนี้ ไว้โอกาสหน้าเรามากินด้วยกันอีกนะ”

    “ยังจะมาที่นี่อีกหรือไง? ไหนนายเคยบอกว่าเกลียดห้องของฉันนักหนา”

    “ผมไม่ได้เกลียดมันหรอก ถ้าพูดกันตามตรง – ห้องของคุณน่าอยู่กว่าโรงนอนรูหนูนั่นตั้งเยอะ”


    เราต่างเห็นด้วยในเรื่องนี้ โรงนอนของเด็กๆ ในค่ายโลลานอกจากจะแออัดเกินไปแล้วยังค่อนข้างอับชื้นจนไม่ค่อยน่านอน หลังกินอาหารและของหวานเสร็จ ผมก็บังคับเด็กชายชาร์ลส์ให้ไปแปรงฟันอีกครั้งไม่อย่างนั้นจะส่งเขากลับไปโรงนอนแรคคูน ไม่รู้ทำไมพวกเด็กๆ ถึงเกลียดการแปรงฟันนักหนา แม้แต่เด็กที่ถูกอบรมสั่งสอนเรื่องสุขอนามัยมาอย่างดีก็ยังอิดออดที่จะต้องทำความสะอาดช่องปาก เมื่อทนดูชาร์ลส์แกล้งใช้แปรงปัดไปมาลวกๆ ไม่ไหว ผมจึงยืนซ้อนหลังเขา ใช้มือซ้ายล็อคคาง ส่วนมือขวาก็แปรงฟันให้เสียเลย


    “อ่อยนะ!” (ปล่อยนะ!)


    ชาร์ลส์ดิ้นสุดแรง แต่แรงของเด็กอายุสิบสามหรือจะสู้แรงผู้ใหญ่ได้ ผมบังคับขู่เข็ญจนช่องปากของชาร์ลส์สะอาด ไม่มีเศษอาหารและคราบช็อกโกแลตติดตามซอกฟันหลงเหลืออยู่ จากนั้นเราจึงเดินไปนั่งบนเตียงด้วยกัน

    “ผมไม่นึกเลยว่าคุณจะซื้อช็อกโกแลตมาให้” ชาร์ลส์มองผมด้วยสีหน้าซาบซึ้งสุดขีด “ขอบคุณนะคริส ผมรู้สึกดีขึ้นมาก”

    “อย่าบอกใครล่ะว่าฉันลำเอียงซื้อให้นายคนเดียว”

    “ไม่บอกหรอก เพราะผมอยากกินช็อกโกแลตกับคุณไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันกลับบ้านเลย”

    “นับถอยหลังรอวันนั้นอยู่ล่ะสิ”

    “ช่าย” ชาร์ลส์ลากเสียงยาวก่อนจะเบนสายตาไปทางลิ้นชักที่ผมเก็บของใช้ส่วนตัว “คุณฟังเพลงที่ซื้อมาวันนั้นหรือยัง?”

    “ยัง”

    “เรามาฟังด้วยกันเถอะ”

    “ให้มันน้อยๆ หน่อย การที่ฉันซื้อช็อกโกแลตให้นาย ไม่ได้หมายความว่าฉันจะตามใจนายทุกเรื่องหรอกนะ”

    “แต่วันนี้ผมโดนคนเลวเหวี่ยงใส่ชั้นวางของเลยนะ”

    “ฉันก็ปลอบใจนายด้วยกอดและช็อกโกแลตแล้วไง”

    “มันไม่พอหรอก” ชาร์ลส์เบะปากแกล้งทำเป็นร้องไห้ เขารีบซบหน้าลงกับไหล่ของผมอย่างออดอ้อนและขอร้องให้เปิดเทปที่เราซื้อมาวันนั้น “ผมเจ็บไปหมดทั้งตัวเลย”

    “สำออย”

    “จริงๆ นะ คุณดูแก้มผมสิ ดูปากผมสิ โอ๊ย – ผมเจ็บจัง เจ็บมากๆ เลย ไม่รู้ว่าหัวกระแทกแรงหรือเปล่า ถ้ามีเลือดคั่งผมคงต้องตายแน่ๆ --”

    “โอเค เพลงเดียวเท่านั้นนะ จบเพลงแล้วฉันจะปิดทันที”


    ผมตัดรำคาญก่อนจะหยิบตลับเทปออกมาจากลิ้นชัก ชาร์ลส์ดูตื่นเต้นมากจนไม่ละสายตาเมื่อผมค่อยๆ ใส่ตลับเทปลงในเครื่องเล่นและกดปุ่ม หลังจากรอไม่กี่วินาที เพลงแรกหน้าเอก็ดังขึ้น ผมพลิกตลับเพื่ออ่านชื่อเพลง มันเขียนไว้ว่า It won’ t be long

    จังหวะเพลงสนุกสนานทำให้เด็กชายชาร์ลส์มีความสุขมากพอสมควร เขาทั้งโยกหัวและกระดิกเท้าขณะฟังเพลงของศิลปินวงโปรด


    Every night the tears come down from my eyes

    (ทุกคืนน้ำตาไหลจากตาของผม)

    Every day I've done nothing but cry

    (ทุกวันผมไม่ทำอะไรเลยนอกจากร้องไห้)


    เนื้อเพลงสองท่อนนี้ฟังดูเศร้าทั้งๆ ที่จังหวะสนุกสนาน ผมไม่ค่อยอินกับเพลงของเดอะ บีเทิลส์เท่าไหร่จึงทำเพียงนั่งเฉยและจ้องมองชาร์ลส์อมยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ข้างๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นอีกมุมของเด็กชายตัวน้อยที่นอกจากเย่อหยิ่งเย็นชา เขายังมีความซุกซนเหมือนเด็กชายธรรมดาที่ชื่นชอบกีต้าร์เป็นพิเศษ


    “ผมอยากเรียนกีต้าร์มาตลอด” ชาร์ลส์พูดขึ้นมาเฉยๆ เมื่อเนื้อเพลงเล่นถึงท่อน So every day we'll be happy I know “แต่แม่บังคับให้เรียนเชลโล”

    “นายไม่ชอบเครื่องดนตรีคลาสสิคเหรอ?”

    “ไม่เลยซักนิด” ชาร์ลส์ตอบทันควัน เขาดูจ๋อยเมื่อเสียงเพลงแรกจบลง เป็นสัญญาณว่าเราต้องเข้านอนทันทีตามที่ตกลงกันไว้ “ผมขอฟังอีกเพลงได้ไหม?”

    “นายไม่รักษาคำพูดแบบนี้ ต่อไปใครจะอยากมอบอะไรให้นายล่ะ”

    “โอเค งั้นผมนอนก็ได้ คุณน่ะลุกออกไปจากเตียงผมเลย”


    ชาร์ลส์ดันไหล่ผมให้ลุกขึ้นก่อนจะล้มตัวลงนอน ผมแกล้งบ่นเขาอีกสองสามคำก็เลิกเพราะรู้ว่าชาร์ลส์เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อหรือก้าวร้าวอะไรหากเราพูดจากันดีๆ หลังปิดเครื่องเล่นเทปและเก็บลงตลับ ผมก็ปิดไฟเพื่อเตรียมตัวเข้านอนบ้าง จังหวะที่กำลังเคลิ้มๆ พลิกตัวไปมาด้วยความง่วงงุน ผมได้ยินเสียงสูดน้ำมูกเบาๆ จากเตียงฝั่งที่อยู่ข้างๆ


    ผมรู้ในทันทีว่าชาร์ลส์กำลังร้องไห้อยู่


    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ไม่ว่าจะแปลกใจแค่ไหนที่จู่ๆ เขากลับมาร้องไห้ใต้ผ้าห่มอีกครั้งทั้งๆ ที่เพิ่งได้กินช็อกโกแลตและฟังเพลงโปรด ผมกลับไม่เอ่ยคำตำหนิชาร์ลส์ หรือต่อว่าเขาเป็นเด็กขี้แย เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มันสะเทือนใจเกินไปสำหรับเด็กอายุสิบสามปี ผมเข้าใจ และเห็นใจชาร์ลส์จนรู้สึกไม่อยากปล่อยให้เขาใช้ผ้าห่มเป็นปราการซุกซ่อนความอ่อนแอของตัวเอง ดังนั้นผมจึงลุกขึ้นนั่งและเดินไปหาเขาที่เตียง ค่อยๆ สอดตัวนอนข้างๆ และสวมกอดชาร์ลส์ที่กำลังร้องไห้เอาไว้หลวมๆ


    “ผมคิดถึงพ่อ” ชาร์ลส์บอก “ผมอยากให้พ่อกลับมาหาผมไวๆ”

    “พ่อของนายอยู่ไหน?”

    “แม่บอกว่าพ่อไปรบที่ไกลๆ” ผมนิ่งเงียบไปเมื่อได้ยินเรื่องเล่าของเด็กชายตัวน้อย “แม่บอกอีกว่าถ้าผมอายุสิบห้าแล้วพ่อยังไม่กลับมา แปลว่าพ่อตายแล้ว”

    “บางทีพ่อของนายอาจจะกำลังยุ่งอยู่กับภารกิจ”

    “แต่พ่อของแมรีแอนด์ที่ไปรบหลังพ่อเดินทางกลับถึงอเมริกาแล้ว ผมรู้ว่าคุณก็คงคิดเหมือนกัน พ่อน่าจะตายจริงๆ อย่างที่แม่ว่า”


    ผมไม่อยากโกหกชาร์ลส์ว่าไม่หรอก พ่อของนายยังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องกลับมาหานายแน่นอน ดังนั้นผมจึงทำแค่กอดชาร์ลส์แน่นๆ และบอกเขาว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไรนะ คืนนี้ฉันอยู่กับนาย ฉันกอดนายอยู่ ไม่มีใครทำร้ายนายได้อีก


    “ผมรู้มาว่าแม่แต่งงานกับไอ้หมอนั่นเพราะมันรวย” ชาร์ลส์สะอึกสะอื้น “แม่อยากให้ผมได้เรียนโรงเรียนดีๆ แต่สุดท้ายผมกลับต้องอยู่ในค่ายนี้แทนที่จะเป็นซัมเมอร์แคมป์ของโรงเรียนกับเพื่อนๆ”

    “เพราะพ่อเลี้ยงไล่นายเหรอ?”

    “เขาจะฆ่าผม” ชาร์ลส์ร้องหนักขึ้น “คืนแรกที่มาที่นี่ เขาตีผมที่หัวและเหวี่ยงผมเข้ากับกำแพง ยายน้องสาวนรกได้แต่ยืนหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นผมร้องไห้ ส่วนแม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากกรี๊ดเป็นคนบ้า เราถึงต้องหอบหิ้วกันมาที่ค่ายนี้ ผมไม่รู้ว่าแม่กลับไปอยู่กับไอ้เวรนั่นไหม แต่เท่าที่ได้คุยในซูเปอร์ ผมเดาว่าแม่ก็ยังอยู่กับมัน คริส -- ผมกลัว”

    “กลัวอะไร?”

    “ผมกลัวว่าจะไม่ได้เจอแม่อีก ผมกลัวว่าจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป”


    ความกลัวของชาร์ลส์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว มีบ้างบางครั้งที่เด็กๆ ในค่ายไม่มีผู้ปกครองมารับจนต้องเริ่มกระบวนการส่งตัวเด็กๆ ให้รัฐบาลดูแลต่อ ดังนั้นตอนที่ได้ยินชาร์ลส์สารภาพความกลัวในใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจึงไม่สามารถปลอบเขาได้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ยิ่งผมเป็นคนใช้คำพูดไม่ค่อยเก่งจึงทำได้แค่กอดชาร์ลส์ให้แน่นขึ้น


    “ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าแม่ของนายไม่มา ฉันจะไปส่งนายที่บ้านเอง”

    “คุณพูดจริงเหรอ?”

    “จริงสิ” ผมให้สัญญา “ทีนี้นายก็นอนได้แล้วนะ อย่ากังวลเกี่ยวกับอนาคตเลย ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่ปล่อยให้นายโดดเดี่ยวอีกเด็ดขาด”


    ผมพูด จริงๆ ไม่รู้หรอกว่าจะช่วยเด็กชายชาร์ลส์ยังไงด้วยซ้ำนอกจากสวดภาวนาให้แม่ของเขามารับกลับบ้าน ไม่อยากนั้นเราอาจจะต้องคิดกันอย่างจริงจังอีกครั้งว่าจะทำยังไงกับเด็กคนนี้ต่อไป


    หลังเหตุการณ์ในคืนนั้น ผมสัมผัสได้ว่าระหว่างเรามีสายสัมพันธ์พิเศษก่อตัวขึ้น


    ชาร์ลส์ติดผมอย่างลับๆ ต่อหน้าเพื่อนๆ ในค่ายเขาจะแกล้งทำเป็นไม่สนใจ บางครั้งก็ดื้อไม่เชื่อฟัง บางครั้งก็แกล้งกวนประสาทด้วยการทำหูทวนลมและเดินหนี แต่หลังพระอาทิตย์ตกดินเมื่อไหร่ เด็กชายชาร์ลส์จะแอบลุกจากเตียงแล้วงัดเข้ามาในบ้านใหญ่ เขาจะสะเดาะกลอนประตูห้องนอนซึ่งไม่เคยล็อคและขึ้นมานอนบนเตียงกับผม


    “เฮ้ --” ผมรู้สึกตัวตื่นเมื่อสัมผัสได้ว่ามีเด็กแสบแอบปีนขึ้นมาเบียดอยู่ข้างๆ “อีกแล้วนะนายน่ะ”

    “ผมนอนไม่หลับ”

    “ข้ออ้างล่ะสิ” ผมบ่นแต่ก็ลุกขึ้นนั่ง “วันนี้จะฟังเพลงอะไรอีก? นายฟังจบอัลบั้มแล้วนะ”


    ผมถามพลางมองชาร์ลส์ที่กำลังก้มหน้าเปิดตลับเทปอยู่ใกล้ๆ เขาไม่ตอบคำถามของผมนอกจากกระโดดลงเตียงและใส่เทปลงเครื่องเล่น เขากรอไปจนกระทั่งถึงเพลงที่อยากฟังจึงกลับมานั่งบนเตียงตามเดิม นับวันชาร์ลส์ยิ่งแสดงความสุนทรีย์ทางดนตรีออกมามากขึ้นเรื่อยๆ จนผมชักสงสัยว่าเขาชอบอะไรนักหนา ในขณะที่เรากำลังฟังเพลงด้วยกัน ชาร์ลส์ทั้งโยกหัวและทำมือประกอบราวกับตัวเองกำลังเล่นกีต้าร์อยู่จริงๆ โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าท่อนฮุค


    “And when I -- I wanna kiss you yeah” ชาร์ลส์ทำปากขมุบขมิบ ผมที่เริ่มเข้าใจความเป็นตัวเองของเขาจึงเอ่ยปากแซว

    “ร้องออกมาดังๆ สิ”

    “ได้เหรอ?”

    “ทำไมจะไม่ได้”


    ผมท้า และชาร์ลส์ก็ร้องเพลงเสียงดังออกมาจริงๆ เขากระโดดโลดเต้น ทำมือทำไม้ราวกับตัวเองเป็นสมาชิกคนหนึ่งของวงเดอะ บีเทิลส์ ผมมองชาร์ลส์ที่กำลังร่าเริงอยู่ตรงหน้าโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบช่วงเวลานี้มากขนาดไหน ผมชอบตอนที่เขาสะบัดมือขวามั่วๆ ราวกับกำลังเกากีต้าร์ ชอบที่เขาโยกหัวและเอียงไหล่ไปมาราวกับกำลังสะพายกีต้าร์อยู่ ชอบที่เขายิ้มและหัวเราะเมื่อจำเนื้อร้องไม่ได้ ชอบตอนจบของเพลงที่เขาโค้งตัวลงแล้วพูดซ้ำๆ ว่าขอบคุณฮะ ขอบคุณทุกคนฮะ ทั้งๆ ที่ผู้ชมมีเพียงผมคนเดียว หลังจากเปิดคอนเสิร์ตส่วนตัวเสร็จ ชาร์ลส์ที่เหงื่อซ่กจะกระโดดขึ้นเตียงและนอนเล่น เราจะคุยด้วยกันอีกพักใหญ่ก่อนที่ชาร์ลส์จะผล็อยหลับบนเตียงเคียงข้างผม


    ผมมอบสิทธิพิเศษนี้ให้ชาร์ลส์หลายครั้งนับไม่ถ้วน ทั้งช็อกโกแลตแท่ง ทั้งเทปเพลง และการได้นอนในบ้านใหญ่ พูดกันตามตรงว่าหากมีคนล่วงรู้เรื่องนี้เข้า ผมอาจจะถูกคุณพ่อจอห์นทำโทษและชาร์ลส์อาจโดนเด็กวัยเดียวกันรุมแกล้งได้ ดังนั้นก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น ก่อนคุณพ่อและมาดามแมรี่จะรู้สึกตัวตื่น ผมจะอุ้มเด็กชายชาร์ลส์กลับไปที่เตียงในโรงนอนหอแรคคูน ผมทำแบบนี้อยู่หลายคืนจนกระทั่งช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนค่ายฤดูร้อนจบลง ชาร์ลส์บอกว่าไม่ต้องอุ้มเขาไปวางในเตียงนั่นอีกแล้ว เขาอยากนอนกับผมจนเช้า


    “คุณพ่อจะว่าเอาได้นะถ้ารู้ว่าฉันลำเอียง”

    “แต่ผมนอนไม่หลับถ้าไม่มีคุณอยู่ด้วย คุณคือความสบายใจของผม”

    “ฉันรู้” ผมพึมพำ

    “อีกไม่กี่วันผมก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วนะ”

    “ฉันรู้”

    “คุณไม่เศร้าเหรอ?”


    ผมนิ่งเงียบเมื่อเด็กชายตัวน้อยถามเพราะไม่เคยคิดมาก่อน ผมไม่ค่อยผูกพันกับใครเพราะส่วนใหญ่เราไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันขนาดนั้น แต่สำหรับชาร์ลส์ ผู้ไม่ประสงค์จะเอ่ยนามสกุลของตัวเอง เขาคือข้อยกเว้นที่ทำให้ผมเริ่มวูบโหวงนิดๆ เมื่อคิดถึงวันที่แม่มารับเขากลับบ้าน


    “นายจะเศร้าหรือไงถ้าเราไม่ได้เจอกัน?”

    “เศร้าสิ”

    “ไหนพูดตลอดว่าอยากกลับไปอยู่ที่บ้าน?”

    “ก็ใช่” ชาร์ลส์ตอบเสียงแผ่ว “แต่มันคงดีกว่านี้ถ้าเราได้เจอกันทุกวัน รู้ไหมว่านอกจากพ่อแล้วผมไม่เคยเจอใครที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขเหมือนคุณมาก่อนเลย”

    “เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันทุกวันอาทิตย์ จำไม่ได้หรือไงว่าฉันอยู่ที่ไหน?”

    “จำได้สิ แต่ผมกลัวว่าจะไม่ได้เจอคุณอีก”

    “ทำไม?”

    “ลางสังหรณ์น่ะ” ชาร์ลส์เงยหน้าสบตาผม

    “นายก็แค่กลัวเท่านั้นแหละ” ผมโอบไหล่เขาที่ยืนเศร้าอยู่ข้างๆ “งั้นเรามาเขียนจดหมายหากันดีไหม? นายเขียนหนังสือเป็นหรือเปล่า?”

    “ก็ต้องเป็นอยู่แล้ว” ชาร์ลส์มุ่ยหน้า ดังนั้นเราจึงแลกที่อยู่กันผ่านเศษกระดาษจากสมุดแถมฟรีของเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง “คุณไม่ต้องเขียนตอบกลับมาหรอกนะ ให้ผมเขียนไปหาคุณคนเดียวก็พอ”

    “ทำไมล่ะ?”

    “เพราะถ้าไอ้สารเลวกับลูกสาวของมันรู้ว่าผมมีคนอื่น มันต้องหาทางทำลายความสุขผมอีกแน่ๆ เหมือนเบบี้ลูก้า แมวของผมที่จู่ๆ ก็หายไป”

    “นายชอบแมวเหรอ?”

    “ช่าย” ชาร์ลส์ยิ้มจนตาหยี “ผมเคยอยากเป็นนักเพาะพันธุ์แมวด้วยล่ะ”

    “ช่างฝันจริงๆ เลยนะนายเนี่ย”


    ผมหัวเราะขณะพับเก็บที่อยู่ของชาร์ลส์ลงกระเป๋าเสื้อ บทสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นริมทะเลสาปในค่ายโลลา เรามักจะปลีกตัวในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังง่วนกับกิจกรรมของตัวเองมาพบกันและพูดคุยกันเสมอ เมื่อถึงเวลาทานอาหารเย็น เราก็เดินกลับเข้าค่ายพร้อมกันโดยแสร้งทำเป็นว่าไม่ได้นัดเจอกัน หรืออยู่ด้วยกันมาก่อน





    วันที่เรากังวลมาถึงแล้ว ค่ายฤดูร้อนของคุณแม่โลลาต้องจบลงโดยผมกับทุกคนจะอยู่ที่ค่ายอีกแค่ไม่กี่วัน เราจะรอจนกระทั่งเด็กๆ ทุกคนกลับบ้านจึงเดินทางกลับโบสถ์กลางเมืองเหมือนเช่นที่ผ่านมา


    เมื่อคืนชาร์ลส์นอนไม่ค่อยหลับ เขาเครียดและกังวลเพราะไม่รู้ว่าแม่จะมารับหรือเปล่าทว่าเมื่อถึงเวลานัดหมาย แม่ของชาร์ลส์กลับยืนรอลูกชายอยู่แถวหน้าสุดราวกับรอเวลานี้มานาน เด็กชายตัวน้อยที่เคยกลัวมาตลอดรีบวิ่งไปกอดแม่จนตัวลอย คุณแม่ของชาร์ลส์หอมแก้มเขา จูบเขาตรงหน้าผากและพูดอะไรบางอย่าง ชาร์ลส์ชี้นิ้วมาทางผม เธอมองตามและก้มหัวขอบคุณราวกับรู้ว่าผมเข้าใจว่าพวกเขาพูดถึงเรื่องอะไร


    “คริส!”


    ชาร์ลส์กวักมือเรียกและตะโกนเสียงใสแต่ไกล ผมที่ตั้งใจจะลาเขาจากทางนี้จึงต้องเดินไปหาสองแม่ลูกอย่างเลี่ยงไม่ได้ คุณแม่ของชาร์ลส์จับมือทักทายผมและแนะนำตัว เธอขอบคุณที่ช่วยดูแลลูกชายของเธออย่างดี นี่คงเป็นครั้งแรกที่ชาร์ลส์ไม่มีแผลบนตัวเลย


    “ขอบคุณ – ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ” เธอยิ้มและกอดลูกชายเอาไว้แน่น “หวังว่าฤดูร้อนหน้าชาร์ลส์จะยังไม่แก่เกินไปสำหรับค่ายคุณแม่โลลา”

    “อ้อ ไม่หรอกครับ เขายังคงมาพักที่นี่ได้เสมอ”


    ผมยิ้มตามมารยาทขณะมองเด็กชายชาร์ลส์ในอ้อมกอดของแม่ จู่ๆ ดวงตาของเขาก็เศร้าและเจือไปด้วยน้ำตาราวกับอยากร้องไห้เต็มทน ผมจึงเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการยีหัวเขาก่อนจะดึงเขามากอดอำลา กระซิบข้างหูเพื่อเตือนเขาให้เขียนจดหมายมา และมาเจอกันที่โบสถ์หากชาร์ลส์รู้สึกไม่ปลอดภัย


    “ผมเรียนที่โรงเรียนนี้” ชาร์ลส์บอกชื่อโรงเรียนของเขาให้ผมทราบ “ถ้าคุณมีเวลา แวะมาหาผมบ้างนะ ผมคงโดดเรียนไปหาคุณไม่ได้หรอก”

    “ฉันไม่ได้ขอให้นายโดดเรียน ฉันบอกว่าเจอกันวันอาทิตย์”

    “ผมรู้น่า แค่พูดเฉยๆ” ชาร์ลส์กอดผมแน่นเป็นครั้งสุดท้าย “แล้วก็ – อย่าเพิ่งทิ้งเทปเพลงของผมนะ”

    “จะเก็บไว้ให้อย่างดีเลยล่ะ”


    เราโบกมือลากันจนกระทั่งสุดสายตา ท่ามกลางเด็กๆ และผู้ปกครองที่กำลังวุ่นวายกับการมารับกลับบ้าน ผมมองเห็นแค่ชาร์ลส์จูงมือแม่เท่านั้น เขาหันหลังมามองบ่อยครั้งราวกับกลัวว่าผมจะเลิกจ้อง และเมื่อเห็นว่าคริสยังคงยืนอยู่ที่เดิม ยังคงมองแผ่นหลังของเขาด้วยความวูบโหวงไม่ละสายตาไปไหน ชาร์ลส์ก็โบกมือลาอีกครั้งพร้อมกับทำท่าดีดกีต้าร์จนโดนแม่ดุเพราะท่าทีออกลิงจนเกินไป


    “ลาก่อนชาร์ลส์”


    ผมพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างมันขาดหายไป แม้ว่าแม่ของเขาจะพูดเป็นเชิงว่าอยากส่งชาร์ลส์มาค่ายคุณแม่โลลาอีก แต่ไม่มีอะไรรับประกันว่าชาร์ลส์จะกลับมา



    TBC



    __________________________


    #summerkissky

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in