It was Summer when I kissed youMs.Ambiguous
TWO
  • ไอ้เด็กบ้า --


    ผมสบถแล้วโยนตะกร้าทิ้งก่อนจะรีบพุ่งออกจากร้าน บนถนนมีคนพลุกพล่านจนไม่สามารถมองหาเด็กชายวัยสิบสามได้ทันที ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะตามตัวชาร์ลส์เจอ ปกติแล้วเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงแรกที่เริ่มเปิดค่าย เด็กๆ ที่ถูกพ่อแม่พามาฝากไว้อย่างไม่เต็มใจมักจะหาทางหลบหนีกลับบ้าน ผมมักจะวิ่งกวดทันเพราะเด็กเล็กๆ ก้าวขาได้ไม่กว้าง แต่ในกรณีของชาร์ลส์ เขาไม่ได้วิ่งหนี แต่เขา ‘พรางตัว’ ไปกับฝูงชนและหายไปอย่างไร้ร่องรอย


    ช่วงเที่ยงวันอังคารที่แดดจ้า แสงอาทิตย์สาดส่องบนถนนจนแทบมองอะไรไม่เห็น ผู้คนก็พลุกพล่านเป็นพิเศษเพราะถึงเวลาพักกลางวันพอดี บวกกับตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน จำนวนเด็กที่เดินเล่นกันขวักไขว่จึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ผมหรี่ตาลง พยายามมองหาเด็กชายที่สูงประมาณห้าฟุต สวมเสื้อแขนยาวสีดำตัวโคร่งกับกางเกงลายสก็อตที่ยาวกรอมเท้า แต่ไม่ว่าจะกวาดสายตาทางไหนก็เจอแต่เด็กสวมใส่เสื้อผ้าดีๆ เด็กผู้หญิงสวมเดรสลายเชอร์รี่ เด็กชายในชุดเอี๊ยมยีนสีน้ำเงินเข้ม ไม่มีวี่แววของชาร์ลส์เลยแม้แต่น้อย


    ผมเดินย่ำไปตามท้องถนน สายตายังคงสอดส่องลอดกระจกร้านรวงต่างๆ เพื่อหาเจ้าเด็กตัวแสบ ในร้านเบเกอรี่ที่มีคนต่อคิวยาวเหยียด ไม่มีเด็กคนไหนสวมเสื้อแขนยาวสีดำ แม้แต่ร้านขายของเล่นที่เด็กหลายๆ คนถวิลหาก็ไม่มี ฤดูร้อนแบบนี้ พวกเขามักจะถูกพ่อแม่จับให้สวมใส่เสื้อผ้าสีสดใส ไม่มีเด็กคนไหนสวมเสื้อแขนยาวสีดำ ผมจึงต้องเดินหาต่อไปด้วยใจกระวนกระวายกลัวเขาหายไปจากค่าย ขืนเป็นแบบนั้นจุดจบของค่ายโลลามาถึงแน่ๆ หากเราไม่สามารถดูแลเด็กทุกคนให้ปลอดภัยได้ รัฐบาลจะสั่งปิดค่ายของเรา


    การเดินทางบนถนนดูเหมือนยาวนาน ผมยังคงเดินหาชาร์ลส์ต่อไปไม่ลดละ ผ่านร้านรวงต่างๆ ที่มีเด็กวัยเดียวกับเขามากมาย ผ่านร้านขายเสื้อผ้า ขายขนมและของเล่น ขายสิ่งที่น่าจะดึงดูดเด็กคนนั้นได้แต่ไม่พบ ผมเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ถามเจ้าของร้านว่าเห็นเด็กชายสูงห้าฟุตในเสื้อแขนยาวสีดำเห่ยๆ บ้างไหม ความพยายามของผมสำเร็จเมื่อเข้าร้านขายเทปแล้วพนักงานตรงเคานท์เตอร์บุ้ยปากไปด้านหลัง ผมเห็นชาร์ลส์ยืนเลือกตลับเทปด้วยท่าทีเหมือนคนไม่ทุกข์ร้อน ไม่ได้กำลังหลบหนีจากค่ายนรก เขาเหมือนเด็กที่ยืนเลือกขนมในร้านลูกกวาด เพียงแค่สิ่งที่สายตาแสนซื่อบริสุทธิ์คู่นั้นกำลังจับจ้องคือเทปคาสเซ็ตต์ของศิลปินจากอังกฤษ


    ผมสาวเท้าเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง ตั้งใจจะตะครุบตัวชาร์ลส์ไว้ก่อนที่เขาจะไหวตัวทัน ทว่าเมื่อเห็นมือน้อยๆ ค่อยๆ เหน็บตลับเทปกับขอบกางเกง ความใจเย็นของผมก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ผมเดินย่ำเท้าเสียงดังจนชาร์ลส์จับได้ เขาหน้าซีดเผือดราวกับรู้ว่าชะตากรรมของตัวเองสิ้นสุดตรงนี้ ชาร์ลส์มองผมด้วยท่าทีหวั่นๆ และเมื่อผมคว้าคอเสื้อของเขา เด็กชายก็เลิ่กลั่กจนตลับเทปหล่นบนพื้น


    “นายคิดจะทำอะไร?” ผมเค้นเสียงถาม เดาได้เลยว่าใบหน้าตอนนี้คงบูดบึ้งสุดๆ

    “ก็คุณบอกให้ผมกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน --”

    “ฉันหมายถึงไอ้นั่น” ผมพยักเพยิดไปทางตลับเทป “นายคิดจะขโมยมันงั้นเหรอ?”


    ชาร์ลส์ตัวสั่นเหมือนจะร้องไห้ ผมรู้ในทันทีว่าเขาไม่ใช่เด็กสันดานขี้ขโมย นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาก่ออาชญากรรมเพราะน้ำตาค่อยๆ ไหลอาบแก้มทีละหยดๆ ก่อนที่เด็กชายชาร์ลส์จะร้องไห้และยอมรับผิดว่าเขาตั้งใจขโมยเทปจริงๆ


    “นายทำแบบนี้ทำไม?”

    “เพราะผมอยากได้” เขาใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา “แต่ผมไม่มีเงิน”

    “นายไม่รู้เหรอว่าการขโมยเป็นเรื่องไม่ดี?”

    “รู้ครับ”

    “ทำไมนายยังทำอีก?”


    ชาร์ลส์ขอโทษก่อนจะร้องไห้ เขาอ้อนวอนไม่ให้ผมบอกเจ้าของร้านเพราะไม่อยากติดคุก ผมได้แต่กอดอกมองเด็กชายที่เคยปากเก่งร้องไห้เงียบๆ ปล่อยให้เขารู้สึกผิดในสิ่งที่ตัวเองทำจนเห็นสมควรว่าพอได้แล้ว ไม่อย่างนั้นชาร์ลส์อาจจะไม่หยุดร้องไห้ เขาคงขาดใจตายในร้านแน่ๆ หากผมบอกว่าจะแจ้งเจ้าของร้าน


    “คนที่นายต้องขอโทษ ไม่ใช่ฉันหรอก” ผมบอกแล้วหมุนตัวเขาให้หันไปมองเจ้าของร้านขายเทปที่กำลังดูเบสบอลหน้าโทรทัศน์ “รู้ใช่ไหมว่าควรทำอะไร?”


    ชาร์ลส์พยักหน้าแต่ไม่เลิกหันมาขอความช่วยเหลือทางสายตา เขากระซิบบอกว่าผมกลัว ผมกลัวอยู่สองสามครั้งจนผมต้องช่วยให้เขาสารภาพบาปด้วยการเดินไปหาเจ้าของร้านด้วยกัน ชายรูปร่างท้วมผู้มีใบหน้าสีชมพูเหลือบมองเราด้วยหางตาก่อนจะถามห้วนๆ มีอะไรให้ช่วยไหม เด็กชายชาร์ลส์ที่กลัวมากถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวจนระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา


    “ผมขอโทษครับ” ชาร์ลส์สะอึกสะอื้น “ผมพยายามขโมยของในร้านคุณ”

    “หา? ว่าไงนะ?”


    เจ้าของร้านละสายตาจากรายการเบสบอลและมองชาร์ลส์ ผมจึงรีบเอ่ยปากขอโทษเขาอีกทางและบอกว่าจะรับผิดชอบสิ่งที่ชาร์ลส์ทำด้วยการซื้อเทปตลับนั้น เจ้าของร้านดูไม่พอใจ เขาตำหนิต่อว่าชาร์ลส์อยู่พักใหญ่แต่ก็เงียบเมื่อเห็นสายตาซื่อๆ ของเด็กที่รู้สึกผิด หลังจากเทศนาอยู่นานหลายนาที เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร


    “ฉันจะไม่แจ้งตำรวจเพราะเธอยังไม่ได้ขโมย” เขาพูดทิ้งท้ายพลางยื่นตลับเทปของเดอะบีเทิลส์ให้ “จ่ายเงินแล้วแยกย้ายกันตรงนี้”


    ผมขอโทษเจ้าของร้านอีกครั้งก่อนจะใช้เงินส่วนตัวรับผิดชอบสิ่งที่ชาร์ลส์ทำลงไป เราสองคนเดินออกจากร้านพร้อมกับเทปคาสเซ็ตต์ที่เด็กชายชาร์ลส์อยากได้นักหนา แต่ตอนนี้เขาละอายจนไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสมันด้วยซ้ำ ผมเลิกกังวลแล้วว่าชาร์ลส์จะวิ่งหนีอีก ตัวเขาในสภาพนี้ไม่ได้ต่างจากลูกนกปีกหักที่ต้องมีคนคอยดูแล ชาร์ลส์ยังคงร้องไห้ไม่หยุดเพราะอับอายและละอายใจ ผมเห็นเขาสำนึกผิดจึงหยุดเดินและจับไหล่ให้เราหันหน้าคุยกันตรงๆ


    “สัญญากับฉัน ว่านายจะไม่ขโมยของอีก”

    “ครับ ผมจะไม่ขโมยของอีก” ชาร์ลส์สะอึกสะอื้น “ผมขอโทษ”


    ในค่ายโลลา หากเด็กทำผิดได้กล่าวขอโทษและสำนึกจากใจจริงแล้ว เราจะไม่พูดถึงความผิดนั้นอีก ผมจึงตบหลังชาร์ลส์เบาๆ เป็นเชิงบอกให้เขาหยุดร้องและเดินกลับไปที่ร้านขายเสื้อผ้ามือสอง คราวนี้ม้าพยศที่เคยดื้อรั้น เคยตะโกนเกรี้ยวกราดว่าจะไม่มีวันสวมใส่เสื้อผ้าพวกนี้กลับยืนสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ผมหยิบเสื้อยืดให้เขาสามตัว กางเกงขาสั้นสองตัว ขายาวหนึ่งตัว และชุดนอนอีกสองชุด ผมถามชาร์ลส์ว่าเขาชอบสีอะไรเป็นพิเศษ


    “ผมชอบสีเหลืองดอกทานตะวัน” ผมเลิกคิ้วประหลาดใจ

    “ทำไมต้องเหลืองทานตะวัน?”

    “เพราะมันสดใส” ชาร์ลส์ตอบพลางสูดจมูกฟุดฟิด “สีเหลืองทำให้ผมคิดถึงหน้าร้อน”


    ผมไม่ว่าอะไรอีกนอกจากหยิบเสื้อสีเหลืองใส่ตะกร้า หลังจากนั้นก็จ่ายเงินสำหรับค่าเสื้อผ้าใหม่ของชาร์ลส์และเดินกลับป้ายรถเมล์ซึ่งเป็นที่นัดหมายของเราพร้อมกัน





    ชาร์ลส์แอบกระซิบถามบนรถว่าผมจะฟ้องคุณพ่อจอห์นถึงวีรกรรมแสนร้ายกาจที่เขาทำในร้านขายเทปคาวเซ็ตต์หรือไม่ ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบ และบอกเขาว่ามันจะเป็นความลับระหว่างเราสองคน เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กชายชาร์ลส์ก็ยิ้มกว้างด้วยสีหน้าที่เป็นสุข


    บ่ายวันอังคารอากาศร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ หลังลงจากรถบัส พวกเราทั้งสิบสามคนต้องช่วยกันหอบหิ้วของที่ซื้อจากตัวเมืองกลับค่าย ระยะทางหนึ่งไมล์ถือว่าไม่ไกลสำหรับผมซึ่งเป็นผู้ใหญ่ แต่เหล่าเด็กๆ กลับบ่นกระปอดประแปดและประท้วงขอหยุดพักทุกๆ สองร้อยเมตร ผมกับมาดามแมรี่ต้องช่วยกันต้อนพวกเขาให้เดินขึ้นเนินให้ทันเวลาเพราะมาดามต้องเตรียมตัวทำมื้อเย็นต่อ ดังนั้นเราจะชักช้าและอืดอาดไม่ได้ ยังมีคนกว่าสี่สิบชีวิตรอพวกเราอยู่


    ชาร์ลส์ไม่ใช่คนที่เด็กที่สุดในค่าย แต่เขาเป็นเด็กที่อ่อนแอที่สุด เมื่อเช้าเขาปฏิเสธไข่คนกับขนมปังจากมาดาม ช่วงบ่ายเขาจึงถูกลงโทษไม่ให้ทานแซนด์วิชเพื่อดัดนิสัยเลือกกินซึ่งชาร์ลส์ดูจะไม่แคร์เท่าไหร่ เขาไม่สนเวลาเห็นพวกเราคลี่กระดาษที่ห่อขนมปังออก ชาร์ลส์ยังพูดเชิงหยามเหยียดเหมือนเดิมว่าก็แค่ขนมปังแห้งๆ กับเศษผักและทูน่ากระป๋องราคาถูก ไม่มีอะไร ‘น่าอภิรมย์’ สำหรับเขาเลยซักนิด


    แต่การไม่กินอาหาร อาจทำให้ล้มป่วยได้


    ผมไม่ได้สนใจตรงนี้เพราะคิดว่าร่างกายของชาร์ลส์น่าจะอึดเหมือนเด็กคนอื่นๆ ส่วนใหญ่เด็กๆ ในค่ายโลลามาจากครอบครัวฐานะไม่ดี บางวันพวกเขาอาจไม่ได้กินอิ่มสามมื้อแต่ก็ยังมีเรี่ยวแรงวิ่งเล่นเป็นปกติเหมือนเดิม ผมไม่ทันระวังว่าสุขภาพของชาร์ลส์แตกต่างจากเด็กคนอื่น ดังนั้นตอนที่เราเดินใกล้ถึงค่าย ชาร์ลส์ซึ่งเป็นเด็กคนสุดท้ายเดินหลังสุดก็ล้มลง เสียงของหนักๆ กระแทกพื้นดัง ‘ตุ้บ!’ ทำให้เราทุกคนต้องหยุดเดิน ผมเห็นชาร์ลส์ลงไปนอนกองกับพื้นก็แตกตื่น รีบวิ่งเข้าไปดูว่าเขาเป็นอะไร


    “เป็นลม” มาดามแมรี่สรุป “มาเถอะ พาเขากลับค่ายกัน”


    ผมช้อนตัวชาร์ลส์ไว้ในอ้อมแขนแล้วรีบอุ้มเขากลับค่าย อีกสามร้อยเมตรก็จะถึงประตูรั้วผุพังอยู่แล้วเชียวแต่ชาร์ลส์ไม่มีเรี่ยวแรงมากขนาดนั้น ทันทีที่ถึงบ้านพัก ผมก็นำตัวชาร์ลส์ไปนอนบนเตียงที่เขาพักผ่อนเมื่อคืน ถอดเสื้อผ้าชุ่มเหงื่อของเด็กชายออกและเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อยืดที่เพิ่งซื้อให้ ร่างของชาร์ลส์อ่อนปวกเปียกเหมือนตุ๊กตา เขาหลับคอพับและดูซีดเซียวเหมือนคนไม่มีแรง มาดามแมรี่ที่หายไปหากระเป๋าพยาบาลรุดเดินเข้ามาในห้อง เธอนำสำลีชุบแอมโมเนียจ่อจมูกเด็กชายพร้อมกับสั่งให้ผมเปิดหน้าต่างระบายอากาศ หยิบกระดาษแข็งขึ้นมาช่วยพัดให้ หลังจากวุ่นวายกับการปฐมพยาบาลไม่ถึงห้านาที ชาร์ลส์ก็ค่อยๆ รู้สึกตัว เขาสะลึมสะลืองุนงงไม่รู้เรื่อง สับสนว่าตัวเองอยู่ที่ไหนถึงขนาดร้องหาแม่


    “เขาไม่เป็นไรแล้วล่ะ” มาดามแมรี่ทิ้งสำลีลงถังขยะใบเล็ก “ให้นอนซักพัก ตอนเย็นค่อยลุกขึ้นมาทานอาหาร”


    เธอเก็บอุปกรณ์และออกจากห้องไป ปล่อยให้ผมปฐมพยาบาลชาร์ลส์ต่อด้วยการพัดลมให้เขาและส่งน้ำให้จิบ ริมฝีปากของชาร์ลส์แห้งและแตกเป็นแผ่น เขาดูเหนื่อยและหมดแรงเกินว่าจะขยับตัว ผมจึงต้องจัดท่าให้เขานอนได้สบายๆ


    “นายเป็นลมน่ะ” ผมใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเหงื่อบนหน้าให้เขา “นอนพักหน่อยเถอะ ตื่นเมื่อไหร่ฉันจะหาอะไรให้นายกิน”


    ชาร์ลส์บ่นอะไรซักอย่างที่จับใจความไม่ได้ เขางึมงำอีกครู่เดียวก็หลับไปนานจนเลยเวลาอาหารเย็น ดูเหมือนว่าคืนนี้ชาร์ลส์จะยังไม่ได้เข้าหอแรคคูนเพราะค่ายโลลาไม่มีหอพยาบาล เวลาใครเจ็บป่วยหรือต้องอยู่ในการดูแลใกล้ชิดก็มักจะต้องย้ายมานอนบ้านพักใหญ่ของคุณพ่อ สองทุ่มเป็นเวลาที่ต้องส่งเด็กๆ เข้านอน ผมจะเช็กดูจนแน่ใจว่าทุกคนอยู่ครบและประจำที่ของตัวเอง จากนั้นผมก็กลับห้องพักเพื่อดูแลชาร์ลส์ต่อ ในห้องมีคุณพ่อจอห์นยืนมองเด็กชายตรงปลายเตียง ท่านเอ่ยเรียบๆ ว่ากำลังสวดมนต์ให้เขาแข็งแรงไวๆ ก่อนจะถามว่าชาร์ลส์เป็นอย่างไรบ้าง


    “ค่อนข้างดื้อครับคุณพ่อ” ผมบอกแค่นั้นโดยไม่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านขายเทปคาสเซ็ตต์ “เป็นเด็กเลือกกิน”

    “เขาไม่ได้เกเรใช่ไหม?”

    “ไม่ครับคุณพ่อ”

    “ดีแล้วล่ะ” คุณพ่อจอห์นพึมพำ “ดีแล้วล่ะ” ท่านพูดอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไป


    ผมอยู่เพียงลำพังกับชาร์ลส์ที่กำลังหลับสนิทบนเตียง ผมแค่คิดว่าเขาหลับ จนกระทั่งเสียงปิดประตูดังขึ้น เจ้าก้อนใต้ผ้านวมก็ค่อยๆ ขยับตัวยุกยิก ส่งสายตากลมโตสดใสมาหาอย่างมีความหมาย


    “นี่ --” ชาร์ลส์เรียกผมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ทำไมคุณไม่บอกบาทหลวงคนนั้น?”

    “ก็นายสำนึกผิดแล้วนี่” ผมยักไหล่ “หรือจะให้ฉันเปลี่ยนใจบอกคุณพ่อ?”

    “อย่าเลย ได้โปรด”

    “ล้อเล่นน่า ฉันรับปากนายแล้วไงว่าจะไม่บอกใคร” ผมยิ้มขำในความไร้เดียงสาของเด็กชายบ้านแรคคูน “หิวหรือยัง?”

    “มากครับ”

    “สัญญาก่อนนะว่าถ้าฉันเอาอาหารมาให้ นายจะกินจนหมด?”


    ชาร์ลส์พยักหน้ารัว เขาคงหิวมากเพราะตั้งแต่เช้าก็ได้กินนมแค่หนึ่งแก้วเท่านั้น ผมจึงเดินออกจากบ้านพักไปโรงอาหาร เปิดตู้กับข้าวที่เก็บมันบดและขนมปังสำหรับชาร์ลส์ออกมาจัดแจงวางบนถาด รินนมให้ด้วยอีกหนึ่งแก้วก่อนจะถือกลับเข้าไปในบ้านและเสิร์ฟบนเตียง เด็กชายที่กำลังหิวโซคว้าช้อนแล้วตักมันบดกินทันที แค่คำแรกเข้าปากเขาก็เริ่มวิจารณ์รสชาติอาหารอีกแล้ว ผมไม่ขัดจังหวะนักวิจารณ์ตัวน้อยนอกจากกอดอกมองชาร์ลส์ตักมันบดใส่ปากคำแล้วคำเล่า


    “ผมรู้วิธีทำมันบดที่อร่อยกว่านี้” ชาร์ลส์คุยโว “คุณต้องใส่นมลงไป”

    “ในมันบดเนี่ยนะ?”

    “ใช่ เนื้อมันจะได้ไม่แห้งแบบนี้” ชาร์ลส์ตักขึ้นมาให้ดูเป็นตัวอย่าง “ที่สำคัญคือเนย ใช้เนยนะ ห้ามใช่มาการีน คุณต้องใส่เนยเยอะๆ แต่อย่าใส่รวดเดียว ค่อยๆ ใส่ทีละชิ้น ทีละชิ้นให้มันค่อยๆ เข้าเนื้อมันฝรั่ง --”

    “อือฮึ”

    “อย่าลืมเกลือนะ เกลือสำคัญมาก”

    “แล้วยังไงอีก?”


    ผมแกล้งถาม ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามันบดแสนอร่อยมีขั้นตอนอย่างไร แต่เพราะเห็นแววตาเป็นประกายอยากมีส่วนรวมของชาร์ลส์ ผมจึงปิดปากตัวเองและรับฟังเด็กชายตัวน้อยต่อ


    “คุณก็บดๆๆ แล้วก็ชิม ถ้าอร่อยแล้วก็ใช้ที่ตักไอศกรีมวางบนจาน ราดด้วยน้ำเกรวี่ คุณรู้ไหมว่าน้ำเกรวี่สูตรไหนอร่อยที่สุด?”

    “สูตรของใครกันล่ะ?”

    “ของผมไง” ชาร์ลส์ยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มตรงแก้มซ้าย โอ้ เด็กคนนี้มีลักยิ้มด้วย “ผมทำน้ำเกรวี่เป็นนะ ถ้าคุณอยากชิม”

    “รออีกสองวันก็ถึงคิวทำอาหารของบ้านแรคคูน นายค่อยแสดงฝีมือก็แล้วกัน”


    ชาร์ลส์ยิ้มและพยักหน้ารับ เขาก้มหน้าก้มตากินทุกอย่างในถาดจนเกลี้ยงก่อนจะขอบคุณผมที่นำอาหารมาเสิร์ฟถึงที่ หลังกินเสร็จ ผมบอกชาร์ลส์ว่าเขาต้องอาบน้ำ เดี๋ยวเราจะไปอาบน้ำพร้อมกัน ชาร์ลส์พยักหน้าอย่างว่าง่าย เขาถือจานและหอบหิ้วเสื้อผ้าเดินตามหลังผมไปจนถึงโรงครัว ผมรอจนกระทั่งเขาล้างจานเสร็จจึงเดินไปโรงอาบน้ำกลางแจ้งด้วยกัน เราผลัดเสื้อผ้ากันคนละมุมก่อนจะเปิดประตูบานกั้นที่ทำจากไม้ ผมอาบน้ำในห้องที่สอง ส่วนชาร์ลส์อยู่ห้องถัดไป


    เสียงน้ำไหลจากฝักมัวไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความช่างพูด ชาร์ลส์ชวนผมคุยเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป คุณเชื่อเรื่องดาวตกไหม คุณชอบกินสตรอว์เบอร์รีไหม คุณเคยไปแอละแบมาไหม ผมจึงตอบไปว่า ไม่ ไม่ และไม่


    “ฉันไม่เชื่อเรื่องดาวตก ฉันไม่ชอบกินสตรอว์เบอร์รี และฉันไม่เคยไปแอละแบมา”

    “ชีวิตคุณน่าเศร้าจัง มีคนไม่ชอบวตรอว์เบอร์รีด้วยหรือเนี่ย”


    ผมหัวเราะในลำคอให้กับความช่างคุย ชาร์ลส์เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อเทียบกับเมื่อวาน ราวกับการเป็นลมเมื่อช่วงบ่ายพัดเอาเด็กชายชาร์ลส์ผู้ซึมเศร้าหายไป เหลือเพียงชาร์ลส์ที่ช่างคุยช่างเจรจาเท่านั้น หลังอาบน้ำเสร็จผมก็ช่วยเขาแต่งตัว เราเดินกลับบ้านพักด้วยกันโดยมีไฟฉายส่องทางหนึ่งกระบอก ชาร์ลส์ถามว่าคืนนี้เขาต้องนอนที่ไหน ผมครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะบอกว่านอนห้องเดิม


    “เฮ้อ โล่งใจชะมัด ผมไม่ชอบเด็กพวกนั้นเลย”


    ชาร์ลส์ถอนหายใจและยกมือทาบอกตัวเองเหมือนคนแก่ ผมถามเขาว่าทำไมล่ะ ทำไมถึงไม่อยากอยู่กับเพื่อนๆ ชาร์ลส์ตอบตามตรงว่าเขาไม่ชอบอยู่กับคนแปลกหน้า


    “แล้วฉันไม่ใช่คนแปลกหน้าหรือไง?”

    “ผมจะถือว่าคุณไม่ใช่ เพราะเรามีความลับระหว่างกันแล้ว”

    “อ๋อ เรื่องเทปคาสเซ็ตต์สินะ” ผมขานในลำคอ “นาย – ชอบเดอะบีเทิลส์มากเลยเหรอ?”

    “ที่สุด!” เขาทำน้ำเสียงตื่นเต้น “ใครบ้างล่ะที่ไม่ชอบเดอะบีเทิลส์!”


    ผมส่ายหน้าขำในความไร้เดียงสาของเด็กจนถึงบ้านพักใหญ่ เราถอดรองเท้าเก็บในชั้นก่อนจะเดินเข้าห้องนอนด้วยท่าทีผ่อนคลายมากกว่าครั้งแรกที่เจอกัน ชาร์ลส์ดูร่าเริงสดใสแปลกๆ ไม่ใช่ว่าผมโง่ถึงขนาดแยกแยะไม่ได้ว่าแบบไหนคือความสดใสจากใจจริงๆ และแบบไหนคือการเสแสร้งแกล้งทำ ดังนั้นหลังจากนั่งมองชาร์ลส์ส่งยิ้มเริงร่าเหมือนดอกทานตะวันอยู่ซักพัก ผมก็ตระหนักได้ว่าเด็กคนนี้ต้องการอะไร


    “นายอยากได้ตลับเทปที่ซื้อมาวันนี้ใช่ไหมล่ะ?”


    ชาร์ลส์ตกใจแค่เสี้ยววินาทีก่อนจะปั้นหน้าไร้เดียงสาต่อ เขาทำเป็นลืมว่าเราเคยซื้อเทปตลับนั้นกลับบ้านและแกล้งหยอดว่าผมยังเก็บไว้อีกเหรอ ผมแค่นหัวเราะในลำคอก่อนจะหยิบเทปออกมาจากลิ้นชัก ชาร์ลส์ตาเป็นประกายวิ้งวับทันทีที่เห็นมัน


    “คุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมขอฟังเทปที่เรา – ที่คุณซื้อมา?”

    “นายจะให้อะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนล่ะ?”

    “แล้วคุณต้องการอะไร?” ชาร์ลส์เผลอแสดงท่าทีขัดใจออกมาด้วยการตบหมอน เมื่อผมยกนิ้วเป็นเชิงปรามพฤติกรรมที่ไม่น่ารักนั่น ชาร์ลส์จึงรีบทำเป็นอ่อนน้อมถ่อมตนต่อ

    “สัญญากับฉัน – ว่านายจะไม่เลือกกินอีก เพราะร่างกายของนายไม่แข็งแรง นายต้องกินอาหารให้หมดทุกมื้อ ทำได้ไหม?”

    “ทำไมคุณต้องให้ผมสัญญาเรื่องคอขาดบาดตายด้วย อาหารรสชาติอย่างนั้นสมควรตักใส่ปากเสียที่ไหน?”

    “โอเค ฉันเก็บไว้ฟังคนเดียวก็ได้”

    “เฮ้!” ชาร์ลส์แสดงสีหน้าไม่พอใจ “ผมไม่อยากโกหกคุณนี่!”

    “ข้อเสนอของฉันมีแค่นี้ และมันก็เพื่อตัวนายเองด้วย ถ้านายทำไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะได้ฟังเพลงในเทปนี่เลย”


    ชาร์ลส์ฟึดฟัดโมโห เขาดึงผ้าห่มคลุมตัวและนอนหันหลังใส่เพื่อแสดงออกให้เห็นว่าเขาโกรธมากขนาดไหน ผมแค่นหัวเราะมองเจ้าเด็กเอาแต่ใจก่อนจะลุกขึ้นไปปิดไฟโดยไม่ลืมบ่นลอยๆ ให้เจ้าเด็กดื้อได้ยินว่าเขาไม่มีวันได้ฟังเทปตลับนี้หรอก ท่าทีโมโหของชาร์ลส์ทำให้ผมขำจนไหล่สั่นพลางคิดในใจว่าเด็กหนอเด็ก เดี๋ยวเราจะได้เห็นดีกันว่าใครชนะ




    TBC


    _____________________


    #summerkissky

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in