It was Summer when I kissed youMs.Ambiguous
FOUR
  • ผมไม่เจอชาร์ลส์อีกเลยนับจากวันที่แม่มารับเขากลับบ้าน ผมเฝ้ารอทุกอาทิตย์ว่าเมื่อไหร่เขาจะมาแต่ก็ไม่มีวี่แวว ราวกับเขาหายไปเฉยๆ ราวกับเราไม่เคยพบกันมาก่อน ราวกับเรื่องราวในค่ายคุณแม่โลลาเป็นเพียงแค่ความฝัน ผมเกือบถอดใจเลิกคิดถึงเขาแล้วจนกระทั่งสามสัปดาห์หลังปิดค่าย ในที่สุดเด็กชายชาร์ลส์ก็มาโบสถ์กับคุณแม่โดยสะพายกระเป๋าเชลโลมาด้วย


    ผมทำได้เพียงมองชาร์ลส์จากสวนหย่อมหน้าโบสถ์ ไม่ได้เดินเข้าไปทักทายหรือประชิดตัวเขาเพราะกังวลว่าพ่อเลี้ยงกับลูกสาวตัวร้ายจะตามมาด้วย แต่เมื่อดูจนแน่ใจแล้วว่ามีเพียงแต่เด็กชายกับแม่เท่านั้นที่เดินทางมาโบสถ์ในวันนี้ ผมจึงเดินเข้าไปในอาคารประกอบพิธีกรรม เวทีด้านหน้าสุด ใต้ไม้กางเขน เหล่าเด็กๆ และอนุชนกำลังรวมตัวกันเพื่อเริ่มบรรเลงเพลงสรรเสริญพระเจ้า ผมไม่ได้แสดงตัวอย่างโจ่งแจ้งเท่าไหร่นักตอนที่เดินเข้าไปข้างใน แต่สายตาของชาร์ลส์เองก็มองหาผมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงสบตากันในเวลาไม่กี่วินาที


    ชาร์ลส์คลี่ยิ้มหวานจนเห็นลักยิ้ม เผยให้เห็นรอยช้ำตรงมุมปากสีม่วงคล้ำที่ไม่ได้เกิดขึ้นในค่ายคุณแม่โลลา


    วินาทีที่เห็นใบหน้าของเด็กชาย ผมหุบยิ้ม รู้สึกโกรธราวกับมีไฟสุมอกเมื่อเห็นชาร์ลส์ถูกทำร้ายอีกครั้ง ผมนึกอยากจะเดินเข้าไปคุยกับคุณแม่ของเขาตรงๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมอยากตำหนิเธอที่ปกป้องลูกชายไม่ได้ อยากให้เธอเห็นแก่เงินน้อยลงหน่อยและหย่ากับผู้ชายเฮงซวยแบบนั้นซะ แต่ผมคงไม่สามารถทำแบบนั้นได้เพราะสถานะอันต้อยต่ำของตัวเอง ผมไม่ใช่คนมีหน้ามีตาในเมืองนี้ เป็นเพียงแค่เด็กกำพร้าที่คุณพ่อจอห์นรับอุปการะ ผมเป็นเพียงคนงานธรรมดาในโบสถ์ที่ไม่สามารถแนะนำใครได้ ดังนั้นผมจึงทำได้แค่อดทน และอดทน อดทนจนกระทั่งเสร็จสิ้นพิธีการ ทุกคนไปรวมตัวทานอาหาร ส่วนชาร์ลส์แอบหนีแม่ออกมาเจอผมใต้ต้นแอปเปิ้ลที่ไม่เคยออกผลท้ายโบสถ์


    “คริส!”


    ชาร์ลส์วิ่งมาอย่างเริงร่า เขากระโดดกอดผมจนตัวลอยแสดงออกว่าดีใจแค่ไหนที่เราได้พบกันอีกครั้ง ผมกอดชาร์ลส์แน่นและย่อตัวลงถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น


    “ใครทำ?”

    “ยายเด็กนรก” ชาร์ลส์ตอบ ผมตกใจมากเมื่อรู้ว่าเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบจะสามารถทำให้เด็กผู้ชายอายุสิบสามปากแตกได้

    “คุณแม่ของนายว่ายังไงบ้าง?”

    “ก็เหมือนเดิม ทำได้แค่ร้องไห้โวยวาย” ชาร์ลส์ยักไหล่ “ผมไม่เคยอยากมาโบสถ์กับแม่เท่าวันนี้มาก่อนเลย ผมอยากมาเพราะอยากเจอคุณ”

    “ฉันเห็นนายเล่นเชลโลด้วย”

    “อ๋อ ใช่ แม่บอกว่าไอ้ระยำนั่นมันหักเงินส่วนนี้น่ะ ผมก็เลยต้องเรียนฟรีจากที่นี่ แต่มันดีมากเลยนะ เพราะเราจะได้เจอกันทุกสัปดาห์ไง”


    ผมยิ้มและพยักหน้ารับ เราจูงมือกันไปนั่งใต้ต้นแอปเปิ้ล ชาร์ลส์ยังคงเป็นเด็กชายผู้ร่าเริงเหมือนเคยเมื่ออยู่กับผม เขามีเรื่องมากมายเล่าให้ฟังจนผมสงสัยว่าไม่เหนื่อยบ้างหรือยังไง ทั้งเรื่องที่โรงเรียน เรื่องเรียนกีต้าร์ที่ไม่ว่าจะขอยังไงคุณแม่ก็ไม่อนุญาต เรื่องสุนัขสีดำของข้างบ้านที่เล่นคาบกิ่งไม้เก่งมาก ชาร์ลส์เล่าทุกอย่าง – แต่ไม่เล่าว่าพ่อเลี้ยงระยำทำอะไรเขาบ้าง


    “รู้ไหมว่าฉันโกรธแค่ไหนที่เห็นนายต้องเจ็บตัว” ผมเป็นคนเปิดบทสนทนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ชาร์ลส์เลิกคิ้วสงสัย “แม่นายควรทำอะไรซักอย่าง”

    “แม่ผมขี้ขลาดกว่าที่คุณคิดเยอะ”

    “แม้ว่าลูกตัวเองกำลังถูกทำร้ายปางตายงั้นเหรอ?”


    ชาร์ลส์ไม่ตอบคำถาม แต่ผมว่าความเงียบคือคำตอบที่ดีที่สุด





    ผมเฝ้ารอให้วันอาทิตย์มาถึงเร็วๆ เพื่อที่จะได้พบชาร์ลส์อีกครั้ง


    แต่ไม่ว่าจะครั้งไหน ชาร์ลส์ก็มักจะมีรอยแผลใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ ผมนึกสงสัยปนโมโหคุณแม่ของเขาที่ขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้ายืนหยัดเพื่อปกป้องลูกชายเพียงคนเดียว แต่ต่อให้โมโหแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเป็นที่ระบายให้ชาร์ลส์ หลายครั้งเขาร้องไห้บอกผมว่าไม่อยากอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว เขาวางแผนอยากจะหนีไปไกลๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรไปที่ไหน


    “ฤดูร้อนนี้นายต้องมาค่ายคุณแม่โลลาให้ได้นะ”


    ผมกำชับ ชาร์ลส์ไม่รับปาก เขาไม่ให้สัญญาว่าจะมาเพราะคุณแม่ของเขาเริ่มลังเลว่าควรส่งเด็กชายไปอยู่ที่ไหนดี ระหว่างค่ายพักร้อนของรัฐราคาประหยัดหรือค่ายดนตรีที่อยู่ไกลออกไปอีกหลายร้อยไมล์


    “ผมไม่พูดถึงค่ายคุณแม่โลลาเพราะกลัวว่าถ้าไอ้สารเลวนั่นรู้ มันจะไม่ให้ผมไปค่ายอีก” ชาร์ลส์บอกขณะกัดช็อกโกแลตแท่งที่ผมซื้อให้เป็นของขวัญปลอบใจ “คริส”

    “ว่าไง?”

    “วันก่อนผมส่งเขียนจดหมายถึงคุณ คุณได้รับไหม?”

    “อ้อ – ได้รับสิ” ผมตอบ “แต่ฉันไม่ได้ส่งกลับเพราะนายห้ามเอาไว้”

    “ใช่ แต่ผมรู้วิธีที่เราจะแลกจดหมายกันได้โดยไม่ต้องส่งไปถึงบ้านแล้ว”

    “ยังไง”


    ชาร์ลส์ยิ้มมุมปาก เขาเคี้ยวช็อกโกแลตจนเสียงดังกร๊อบด้วยความเอร็ดอร่อยก่อนจะนั่งหลังตรง เด็กชายตัวน้อยกวักมือเรียกผมให้เงี่ยหูเข้าไปใกล้ๆ เพราะเขามีความลับสุดยอดจะเล่าให้ฟัง


    “เรามาเจอกันข้างนอกดีไหม?”

    “ที่ไหน?”

    “ทุกที่ – ทำทุกที่ในเมืองนี้ให้เป็นที่นัดพบของเรากันเถอะ” ชาร์ลส์หัวเราะคิกด้วยความตื่นเต้น เขายิ้มกว้างจนเห็นรอยบุ๋มบนแก้ม “เริ่มจากโรงเรียนของผมก่อนเป็นไง? คุณมาพบผม – หลังเลิกเรียนในเย็นวันจันทร์ได้ไหมคริส?”





    คำตอบของผมคือ ได้สิ


    ผมไม่ขัดใจชาร์ลส์ เพราะรู้ว่าเด็กคนนั้นไม่มีที่พึ่ง อย่างน้อยการพบกันในเวลาไม่กี่นาทีอาจสร้างความหรรษาในจิตใจให้เด็กคนนั้นได้บ้าง ดังนั้นผมจึงมาหาเขาถึงโรงเรียนในช่วงบ่าย


    โรงเรียนของชาร์ลส์เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในเมือง เขาเรียนอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ต้นและคงไม่ย้ายไปไหนจนกว่าจะเข้ามหาวิทยาลัย ผมเคยถามชาร์ลส์เล่นๆ ว่าโตขึ้นเขาวาดฝันของตัวเองไว้ยังไง ชาร์ลส์ตอบผมว่า


    “แค่โตจนดูแลตัวเองได้ และไม่ต้องอยู่ในบ้านเฮงซวยนั่นก็พอ”


    ความฝันของเด็กชายช่างน่าเศร้าสำหรับผม ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ อยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ อยากเป็นตำรวจ อยากเป็นนายอำเภอ ชาร์ลส์กลับวาดฝันที่จะมีชีวิตอิสระตามใจโดยไม่ถูกใครทำร้ายอีก ผมนึกสงสารเขา ผมเวทนาเขา และความรู้สึกเหล่านั้นก็ผลักดันให้ผมพยายามเข้าหาชาร์ลส์มากขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดเอาเองว่าบางทีเราคือพื้นที่ปลอดภัยของกันและกัน ในขณะที่ชาร์ลส์บอกเล่าเรื่องของตัวเองให้ผม เขาก็เป็นเพียงคนเดียวที่รับฟังคริส ไอ้เด็กเหลือขอที่คุณพ่อจอห์นรับอุปาการะเมื่อหลายปีก่อน สายสัมพันธ์ประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อเราติดต่อกันบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะผ่านจดหมายที่เราแสร้งทำเป็นเดินเฉี่ยวกันนอกรั้วโรงเรียน


    ผมไม่เคยเดินเข้าไปหาชาร์ลส์ตรงๆ และเด็กคนนั้นก็ฉลาดพอที่จะไม่กระโตกกระตากบอกใครต่อใครว่าเราแอบคุยกันอย่างลับๆ มาโดยตลอด ผมมักจะเดินสวนกับชาร์ลส์บนฟุตปาธริมถนน จังหวะหนึ่งที่แขนของเราเฉียดกัน เราจะแลกจดหมายกันและเดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางครั้งก็ริมรั้วโรงเรียน บางครั้งก็ระหว่างทางกลับบ้านของชาร์ลส์ ดังนั้นคนเมืองนี้จึงไม่มีใครนึกสงสัยว่าทำไมเด็กชายจากอดีตครอบครัวทหารถึงสนิทสนมกับลูกศิษย์ของคุณพ่อจอห์นเพราะไม่มีร่องรอยตั้งแต่แรก เราสองคนซุกซ่อนมันไว้อย่างแนบเนียน ก็แค่สำหรับตอนนี้ ชาร์ลส์ว่า แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันแค่ตอนนี้อย่างที่เขาพูดหรือเปล่า


    ผมยังจำจดหมายฉบับแรกของชาร์ลส์ได้เป็นอย่างดี เขาเขียนด้วยลายมือขยุกขยิกตามประสาเด็กๆ ว่า


    [คุณควรไปเรียนคัดลายมือ] และ [อดใจไม่ไหวที่จะได้ฟังเพลงกับคุณอีก]


    ท้ายจดหมาย ชาร์ลส์จะบอกสถานที่และเวลาที่เรานัดเจอกันครั้งถัดไป ส่วนใหญ่เป็นเวลาหลังเลิกเรียนของชาร์ลส์ บนถนนสายเปลี่ยวที่ไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน หรือไม่ก็ช่วงเทศกาลที่ผู้คนมาชุมนุมกันเยอะๆ ครั้งหนึ่งในเทศกาลประกวดไก่งวงประจำเมือง ที่จัตุรัสมีคนพลุกพล่านไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคนเดินวนเวียนไปมาระหว่างกรงไก่ตัวนั้นและตัวนี้ รวมถึงพ่อเลี้ยงของชาร์ลส์และลูกสาวสันดานเสียของเขาด้วย ดูเหมือนว่าเขาจะมีโอกาสได้ออกมาข้างนอกเพราะไอ้พ่อเฮงซวยมันท้าพนันพวกขี้เมาเอาไว้ ดังนั้นมันจึงไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่นอกจากไก่ตัวใหญ่ในกรงที่น่าจะทำเงินได้หลักร้อยเหรียญ ผมใช้โอกาสนี้ประชิดตัวชาร์ลส์ที่กำลังยืนมองไก่ด้วยสีหน้าซังกะตาย เมื่อเห็นผมยืนอยู่ข้างๆ ชาร์ลส์ก็ยิ้มกว้างและเริ่มทำปากขมุบขมิบถามว่าเราไปเจอกันที่ร้านไอศกรีมดีไหม


    “ฉันจะรอนายที่นั่น”


    ผมว่า ก่อนจะปลีกตัวออกมา หลังจากนั้นไม่นาน ชาร์ลส์ก็ตามผมไปที่ร้านไอศกรีม เด็กชายกึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยความร่าเริงมาหา เขาทิ้งตัวนั่งบนเบาะหนังเทียมสีชมพูแปร๋นฝั่งตรงข้ามและเท้าคางถามผมว่าวันนี้เขาจะได้กินไอศกรีมใช่ไหม


    “ใช่”


    ผมตอบ และส่งเมนูจากบริกรให้เขา หากไม่นับที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ไม่นับหัวมุมถนนที่เราแอบนัดกันในท้ายจดหมาย ไม่นับสนามเด็กเล่นที่แกล้งทำเป็นบังเอิญผ่าน นี่คือครั้งแรกที่เราออกมาหาอะไรกินด้วยกันหลังออกจากค่ายโลลา ผมมองชาร์ลส์กินไอศกรีมแสนอร่อยจนเกลี้ยงด้วยท่าทางที่เป็นสุข แล้วก็ต้องรู้สึกไม่ดีอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคราวนี้เขาหัวโน


    “ไม่ต้องใส่ใจหรอก ผมเอาคืนยายนั่นไปแล้วล่ะ”


    ชาร์ลส์บอกเล่าการทะเลาะเบาะแว้งกันตามประสาเด็ก แต่ผมไม่คิดว่าผู้หญิงคนนั้นคือเด็กเพราะเธอร้ายกาจและกร้านโลกกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ เรานั่งแกว่งขาในร้านด้วยกันประมาณหนึ่งชั่วโมง หลังจากจ่ายค่าไอศกรีมแสนอร่อยให้ชาร์ลส์ ผมก็เดินไปส่งเขาที่จัตุรัสกลางเมืองอีกครั้ง ไอ้พ่อเลี้ยงเฮงซวยกำลังหัวเสียเพราะแพ้พนัน ผมได้ยินคนข้างหน้าหัวเราะเยาะสะใจ ทุกคนในเมืองนี้เกลียดมันด้วยกันทั้งนั้น


    “สเตซี่! กลับ!”


    พ่อเลี้ยงผู้แพ้พนันตะโกนเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด แต่สำหรับชาร์ลส์ มันไม่แม้แต่จะเอ่ยปากเรียกชื่อของเขาด้วยซ้ำ มันใช่สายตาขวางๆ มองหาเด็กชายตัวน้อย เมื่อเห็นชาร์ลส์ยืนแสยะปากยิ้มสมเพชอยู่ไม่ไกล มันก็เดินดุ่มๆ และลากคอเสื้อของชาร์ลส์ให้เดินกลับบ้านพร้อมกันท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนรอบข้าง


    “ทำกับเด็กดีๆ หน่อยสิวะไอ้ระยำ!”


    ผมตะโกน ไม่ได้ตั้งใจจะมีเรื่องกับพ่อเลี้ยงสันดานเสีย แต่เพราะผมทนเห็นชาร์ลส์ถูกปฏิบัติเหมือนหมูเหมือนหมาไม่ได้อีกแม้แต่วินาทีเดียวต่างหาก ตอนที่ตะโกนประโยคนั้นออกไป ผมคิดว่ายังไงไอ้พ่อเลี้ยงใจทรามก็ต้องหันกลับมาเอาเรื่องแน่ๆ ทว่ามันกลับเดินดุ่มๆ ราวกับไม่ได้ยินโดยหิ้วชาร์ลส์ด้วยมือเดียวไปตลอดทาง





    ตลอดหนึ่งปีที่เราแอบพบกันอย่างลับๆ ล่อๆ ในที่สุดพระเจ้าก็ตอบคำอธิษฐานผมด้วยการส่งชาร์ลส์กลับมาที่ค่ายคุณแม่โลลาอีกครั้งในฤดูร้อนปีถัดมา


    การปรากฏตัวของเด็กชายครั้งนี้ต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง ชาร์ลส์มีกระเป๋าเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง แสดงถึงการเตรียมตัวมาอย่างดี เขาสวมหมวกแก๊ปสีน้ำเงินเข้มปักด้วยเลื่อมสีเงินเป็นตัวซีตรงกลาง สีหน้าของชาร์ลส์ไม่ได้อมทุกข์เหมือนคืนแรกที่เราพบกัน คุณแม่ก็ไม่ได้หอบหิ้วเขามากลางดึกเหมือนคราวนั้น ชาร์ลส์มาที่นี่ด้วยความเต็มใจโดยมีคุณแม่มาส่ง และขอร้องให้ช่วยดูแลลูกชายของเธอด้วย


    “แน่นอนครับ ผมจะดูแลชาร์ลส์อย่างดี”


    ผมให้สัญญากับเธอพลางมองหน้าชาร์ลส์อย่างรู้กัน และความหฤหรรษ์ของเราสองคนก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในค่ายโดยไม่ต้องแสร้งเดินเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาตามท้องถนน เราแทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย เพราะตลอดหนึ่งปีที่ไม่ได้กินนอนด้วยกันในค่าย ชาร์ลส์คือเด็กคนเดียวที่ผมไปมาหาสู่และติดต่อด้วย ในระยะเวลาเกือบสามร้อยหกสิบห้าวัน ชาร์ลส์สูงขึ้นประมาณสองนิ้ว เขาไม่ใช่เด็กอายุสิบสามที่มีใบหน้าเกลี้ยงเกลาและผิวนวลเนียนเหมือนเมื่อก่อน แต่เขาเริ่มมีสัญลักษณ์ของการเติบโตเป็นหนุ่มนั่นก็คือหนวดและเสียงที่เปลี่ยนไป


    “ผมไม่อยากคุยกับคุณเลย” ชาร์ลส์บอกด้วยท่าทีกระดากอายราวกับว่าเสียงแหบเป็ดของเขามันตลกนักหนา “เมื่อไหร่มันจะเป็นปกติเสียที”

    “อีกซักพักล่ะ” ผมยิ้ม “สมัยฉันเริ่มแตกหนุ่ม เสียงฉันทุเรศกว่านี้อีก”

    “เหรอ? มันแหบเป็นเป็ดเหมือนผมไหมล่ะ?”

    “เปล่าหรอก แต่มันก็ทุเรศเอาเรื่อง ฉันไม่อยากคุยกับใครเป็นเดือนๆ แม้แต่คุณพ่อ”


    เด็กชายชาร์ลส์ผู้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่โดยไม่มีพ่อคอยแนะนำนั้นได้รับความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยงในค่าย ผมสอนชาร์ลส์โกนหนวด สอนให้เขาเข้าใจธรรมชาติของเพศชาย สอนให้เขารู้ว่าการมีขนในที่ลับไม่ใช่เรื่องน่าอายเพราะไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิง หากเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้วก็ย่อมมีขนตรงนั้นด้วยกันทุกคน


    “นายเริ่มฝันเปียกหรือยังล่ะ?”

    “ซักพักแล้ว” เสียงแหบแห้งเป็นเป็ดของเขาช่างมีเสน่ห์สำหรับผม “เราคุยเรื่องนี้ได้เหรอ?”

    “ได้สิ เราคุยเรื่องช่วยตัวเองก็ได้นะ เพราะนายคงไม่มีใครให้คุยด้วย ใช่ไหม?”


    ชาร์ลส์หน้าแดง แต่ก็ยอมรับว่าเขาไม่รู้จะปรึกษาเรื่องนี้กับใคร แม่ก็เป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผู้ชายเท่าไหร่ ส่วนพ่อเลี้ยงระยำน่ะเหรอ? นอกจากหาเรื่องทุบตีชาร์ลส์ ก็ไม่เคยเห็นมันจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากงานติดสินบนกับเจ้าหน้าที่รัฐเลย


    ฤดูร้อนปีนี้ในค่ายคุณแม่โลลา ความสัมพันธ์ของผมกับชาร์ลส์ขยับขึ้นไปอีกระดับ


    เราใช้เวลาด้วยกันบ่อยขึ้นแต่ยังคงทำเป็นห่างเหินเหมือนเดิมเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางทุกคน ชาร์ลส์ไม่เคยเข้ามาฉอเลาะผมเหมือนเด็กคนอื่น ไม่เคยอ้อนขอขนมหรือกระโดดวิ่งไปมาตามประสาเด็กเพราะเขาโตเป็นหนุ่มแล้ว ชาร์ลส์ถนัดการใช้สายตาสื่อสารกับผมมากกว่า บางครั้งแค่เราเผลอสบตากันเพียงวูบเดียว ผมสามารถอ่านมันได้ว่า


    เจอกันคืนนี้


    แล้วชาร์ลส์ก็จะงัดประตูบ้านใหญ่เข้ามาหาผมยามวิกาลเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ทุกคืนเราจะนั่งข้างกันบนเตียง ฟังเพลงจากเครื่องเล่นเทปมือสองที่เก็บเงินซื้อด้วยตัวเอง ชาร์ลส์ในวัยสิบสี่ยังคงหมกมุ่นกับเสียงเพลงเหมือนเดิม เขายังอยากเรียนกีต้าร์และยังคงเปิดคอนเสิร์ตโดยมีผมเป็นผู้ชมเพียงคืนเดียว หลังโยกหัวและร้องเพลงจนเหนื่อย เขาก็จะผล็อยหลับบนเตียงที่ผมเตรียมให้ เมื่อนาฬิกาบอกเวลาว่าตีสี่เกือบตีห้า ผมจะอุ้มเขาไปส่งที่โรงนอนสิงโต และเดินสะโหลสะเหลกลับบ้านพักเพราะความง่วงงุน


    วันหนึ่งขณะไปซื้อของในสัปดาห์จับจ่ายใช้สอย ผมกับชาร์ลส์มีโอกาสได้เลือกซื้อของกันตามลำพังเช่นเคย เขาคาบอมยิ้มไว้ในปาก เหลือเพียงก้านพลาสติกขาวๆ เท่านั้นที่โผล่พ้นริมฝีปากสีแดงสด ชาร์ลส์ชอบเข็นรถเข็นในซูเปอร์มากพอๆ กับชอบทานไข่คนฝีมือตัวเอง หากการเข็นรถของเขาเป็นปกติเหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไปก็คงไม่เป็นไร แต่เขาชอบออกตัววิ่งไวๆ และกระโดดเกาะรถเข็นราวกับเป็นสเก็ตบอร์ด ดังนั้นเขามักจะถูกผมตักเตือนเรื่องนี้เสมอ


    “คุณคงแก่เกินไปจนลืมความสนุกพวกนี้ไปแล้ว” ชาร์ลส์หัวเราะร่าในขณะที่ผมออกแรงดึงรถเข็นมาอยู่ในการควบคุมของตัวเอง เจ้าเด็กหนุ่มวัยคะนองยิ้มจนตาหยีก่อนจะใช้ดึงอมยิ้มออกมาเลีย “นี่ – คริส”

    “อะไรอีกล่ะ?”

    “เราไปร้านขายเพลงกันเถอะ” ชาร์ลส์เสนอ “ผมได้ยินมาว่าพวกเขานำเทปของฮอลแอนด์โอตส์มาวางขายอีกแล้ว”

    “จะเอาเงินจากไหนซื้อล่ะ?”

    “คุณไม่มีเลยเหรอ?”

    “ไม่มีหรอก” ผมตอบตามตรง ชาร์ลส์ดูหงุดหงิดและผิดหวังเมื่อรู้ว่าผมไม่สามารถเติมเต็มความต้องการให้เขาได้ “อย่ามองกันด้วยสายตาแบบนั้นสิ”

    “ผมไม่ได้เสียใจที่คุณซื้อเทปให้ไม่ได้หรอกนะ แต่ผมเสียใจที่คุณไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลยต่างหาก”

    “ฉันจะอะไรๆ เป็นของตัวเองได้ยังไงชาร์ลส์? ฉันทำงานให้คุณพ่อจอห์นนะ นายก็รู้ว่าโบสถ์ไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไร”

    “ตอนคุณพูดว่าโบสถ์ไม่แสวงหากำไร คุณไม่กระดากใจบ้างเหรอ?” ชาร์ลส์ยัดอมยิ้มใส่ปากแล้วเดินหนี “ได้เงินบริจาคทุกอาทิตย์ไปตั้งเท่าไหร่ ทำไมถึงไม่จ่ายเงินให้คนที่ทำงานในนั้นบ้าง ผมว่าคุณโดนโกงแล้วล่ะ คุณพ่อจอห์นกำลังเอาเปรียบคุณอยู่นะ ตื่นเสียทีเถอะ”


    ตอนที่ได้ยินชาร์ลส์พูดแบบนั้น ผมรู้สึกโกรธเขามาก ผมโกรธชาร์ลส์ที่มองคุณพ่อจอห์นผิดไป โกรธที่เขาไม่สำนึกบุญคุณของคุณพ่อ จนเมื่อเวลาผ่านไปหลังจากนั้นพักใหญ่ ผมถึงตกตะกอนความหมายของสิ่งที่ชาร์ลส์พูดได้และเริ่มคิดจริงจังเกี่ยวกับการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระอีกครั้ง




    ผมกับชาร์ลส์สนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่อาจพูดได้ว่ารู้ทุกเรื่องของเขา แต่มั่นใจว่าคงไม่มีใครเข้าใจความคิดและความรู้สึกของเด็กคนนั้นได้ดีเท่ากับคริสอีกแล้ว


    หลังหมดค่ายฤดูร้อน ชาร์ลส์กลับบ้านกับแม่ในสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีบาดแผลแม้แต่รอยขีดข่วน ไม่มีรอยฟกช้ำหรือร่องรอยการถูกทำร้ายเหมือนวันแรกที่เขากลับมาในค่าย ผมนึกอยู่แล้วว่าไม่กี่วันหลังจากนั้นชาร์ลส์คงเจอเรื่องเจ็บตัวอีก และมันก็เป็นตามที่คิดไว้จริงๆ เมื่อการพบกันครั้งแรกหลังออกจากค่าย ชาร์ลส์มาเล่นดนตรีที่โบสถ์ในสภาพตาเขียวช้ำ


    ตอนที่เห็นรอยนี้ ผมโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ความแค้นปะทุในอกราวกับผมเป็นผู้ปกครองแท้ๆ ของเขา มันทั้งแค้นทั้งอาฆาตจนอยากจะบุกไปบ้านของชาร์ลส์แล้วทำอะไรซักอย่างกับไอ้ระยำนั่น แต่ชาร์ลส์กลับดูไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น แววตาของเขาไม่มีประกายของความไร้เดียงสาเหมือนวันแรกที่เราพบกัน มันมีแต่ความมืดมิดและดูอับจนหนทาง ชาร์ลส์บอกผมว่าเขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะล้มชายที่รูปร่างใหญ่กว่าตัวเองสองเท่าได้อย่างไร


    “บางทีผมน่าจะวางยามัน” ชาร์ลส์เหยียดยิ้มมุมปาก สีหน้าดูเป็นสุขแค่ได้จินตนาการว่าพ่อเลี้ยงจะตายด้วยน้ำมือของเขาด้วยวิธีไหน “หรือจับมันมัดไว้แล้วต่อยหน้ามันให้ยับดีนะ?”

    “อย่าทำแบบนั้นเลย มันไม่ใช่ทางออกที่ดีหรอก”

    “ผมรู้น่า” ชาร์ลส์ยิ้มขำราวกับคำเตือนของผมฟังดูเป็นเรื่องล้อเล่น “ผมฆ่าใครไม่ได้หรอก คุณเองก็น่าจะรู้จักผมดีที่สุดไม่ใช่เหรอ?”


    ผมมองหน้าชาร์ลส์ ก่อนจะค่อยๆ หลุดยิ้มออกมาไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินเขาพูดว่าคริสคือคนที่รู้จักชาร์ลส์ดีที่สุด



    เรายังคงแอบนัดเจอกันเรื่อยๆ เหมือนเดิม ไม่มีซักครั้งที่ชาร์ลส์จะอิดออดไม่อยากออกมาพบผม มีแต่นัดเจอกันบ่อยขึ้นและสถานที่ก็เริ่มลับตาคนมากขึ้นเรื่อยๆ จนผมอดนึกไม่ได้ว่าถ้าเราไม่รู้จักกันมาก่อน ผมคงคิดว่าชาร์ลส์จงใจหลอกผมไปฆ่าทิ้งแน่ๆ


    “มาทำอะไรแถวนี้ มันอันตรายนะ”


    ผมถามชาร์ลส์ที่เพิ่งงัดประตูบ้านร้างหนึ่งหลังแถวชายป่า สภาพบ้านน่าจะเกินสิบปี ทว่าโครงสร้างยังแข็งแรง กลิ่นในบ้านเหม็นอับและเละเทะราวกับตั้งอยู่มาตั้งแต่สมัยช่วงสงครามโลก มีแอ่งน้ำขังในอ่างล้างจาน โต๊ะเก้าอี้ที่วางในครัวล้มระเนระนาดราวกับสามีภรรยาเพิ่งทะเลาะเบาะแว้งกันในห้องนี้ มีเศษจานแตกละเอียดบนพื้นทำให้เวลาเราเดินเกิดเสียงกรอบแกรบเหมือนเหยียบมันฝรั่งแผ่นทอด ผมสำรวจบ้านร้างไปพร้อมกับชาร์ลส์ด้วยความงุนงง นึกสงสัยว่าทำไมเด็กหนุ่มอายุสิบห้าถึงนึกอยากมาที่นี่


    “บ้านน่าอยู่ไหม?” ชาร์ลส์ยิ้มหวานและมองผมด้วยแววตาเป็นประกาย “ผมตั้งใจไว้ว่าถ้าเร็วๆ นี้ยังไม่มีเจ้าของมาแสดงตัว ผมจะยึดมันแหละ”

    “ไม่ได้หรอก แค่น่าเปิดไฟในบ้านให้คนอื่นเห็น เขาก็รู้แล้วว่ามีคนบุรุก” ผมบอก “อีกอย่างนายจะยึดมันไปทำไม?”

    “เปลี่ยนมันให้เป็นบ้านของเรา”

    “เราไหน?”

    “ผมกับคุณไง”


    ชาร์ลส์พูด แต่ผมกลับมั่นใจว่าความคิดนี้มันไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ต่อให้บ้านหลังนี้ไม่มีเจ้าของอาศัยอยู่ก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะเข้ามาทำอะไรตามอำเภอใจได้ อีกอย่าง สภาพแวดล้อมก็ไม่เหมาะที่จะเป็นบ้านของเรา มันทรุดโทรมเกิดไป และสกปรกเกินไป ต่อให้เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพดีก็เถอะ แต่ผมไม่คิดว่ามันคือบ้านที่ดีสำหรับเรา


    “คงต้องใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อซ่อมบ้านหลังนี้”

    “ผมรู้ ผมสมัครงานพาร์ทไทม์ไว้ล่ะ” ชาร์ลส์บอก “ที่ร้านขายเทปในเมือง”

    “เจ้าของร้านจำได้หรือเปล่าว่านายคือเด็กที่เคยขโมยเทป?”

    “ไม่หรอก เขาโง่จะตาย” ชาร์ลส์หัวเราะขำ “แต่ถึงทำงานจนสายตัวแทบขาด เราก็คงมีเงินไม่มากพออยู่ดี เพราะฉะนั้นคุณต้องช่วยผมนะ”

    “ช่วยอะไร?”

    “ช่วยกันหาเงินไง”

    “นายจริงจังกับเรื่องบ้านขนาดนั้นเลยเหรอ?”

    “ใช่สิ” ชาร์ลส์ตอบก่อนจะจามฮัดชิ่วเสียงดัง “อีกสามปีผมจะบรรลุนิติภาวะ ถึงตอนนั้นผมคงไม่อยู่ในบ้านหลังนั้นอีกแล้ว ผมจะใช้ชีวิตของตัวเอง – กับคุณ”


    ผมเผลอยกยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำว่ากับคุณ ช่างเป็นคำพูดที่อบอุ่นและทำให้หัวใจของผมพองโต ในขณะที่มัวแต่หลงดีใจกับคำพูดของเขา ชาร์ลส์ก็เอาแต่เล่าความฝันในอนาคตที่มีผมอยู่ด้วย เขาแนะนำอย่างจริงจังให้ผมย้ายออกจากโบสถ์เพื่อมาใช้ชีวิตของตัวเอง


    “นายฝันไกลไปหน่อยแล้ว ลำพังคนอย่างฉันจะไปไหนได้ถ้าไม่ใช่โบสถ์?”

    “ได้สิคริส คุณเป็นคนเก่ง คุณทำงานได้ตั้งหลายอย่าง” ชาร์ลส์สาวเท้าเดินเข้ามาหา เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นตรงไหล่เสื้อออกให้ผมและยิ้มอีกครั้ง “ผมว่าถ้าเราอยากอยู่ด้วยกัน เราต้องเริ่มทำอะไรซักอย่างตั้งแต่ตอนนี้แล้วล่ะ”




    ผมไม่เคยพูดว่าอยากอยู่กับชาร์ลส์ ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเราจะมองหาที่ที่ปลอดภัยซักแห่งเพื่อใช้ชีวิตเป็นรูมเมทกันเหมือนในค่ายโลลา ดังนั้นตอนที่ชาร์ลส์วัยสิบห้าปีบอกว่าเราต้องทำอะไรซักอย่าง ผมจึงรู้สึกว่างเปล่าเพราะยังไม่เข้าใจว่าเราต้องทำอะไร หมายถึงทำอะไร


    ชาร์ลส์ตอนอายุสิบห้าดูจริงจังกับการมองหาบ้านหลังใหม่ที่ไม่มีพ่อเลี้ยงและน้องสาวจากนรก ผมไม่รู้ว่าตอนอยู่บ้านเขาเคยคุยกับแม่ไหม แต่การย้ายออกไปเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องงานอย่างที่เขาคิด ดังนั้นหลังแอบมุดเข้ามุดออกบ้านร้างหลังนั้นอยู่เกือบปี ในที่สุดเราก็ฝันสลายเมื่อบังเอิญเห็นคนงานในพื้นที่สวนรกๆ หน้าบ้าน มีนายช่างใหญ่ยืนถือกระดาษม้วนคอยสั่งงานอยู่ไม่ไกล เรารู้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น


    “ดูเหมือนว่าเจ้าของตัวจริงจะมาแล้วล่ะ”


    ชาร์ลส์ที่เสียงทุ้มใหญ่ผิดกับรูปร่างพูดอย่างใจลอยขณะเหม่อมองบ้านหลังนั้นถูกปรับปรุงซ่อมแซมโดยคนอื่นที่ไม่ใช่เรา


    “เหลือที่ไหนบ้างที่ผมสามารถอยู่กับคุณได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร”


    ประโยคนั้นเหมือนคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ ผมเหลือบมองชาร์ลส์และก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของเขาในตอนนี้ เรายืนจับมือกันเงียบๆ หลังต้นไม้ใหญ่ ชาร์ลส์ที่ตัวสูงเกือบจะไล่เลี่ยกับผมถอนหายใจเฮือกครั้งสุดท้ายแล้วเดินหันหลัง เขาตัดใจจากบ้านร้างอย่างง่ายดาย ส่วนผมเริ่มหมกมุ่นกับบ้านที่เจ้าของมาทวงกรรมสิทธิ์คืน ผมหมกมุ่นกับการหาหนทางเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกัน




    ชาร์ลส์ตอนอายุสิบหก เขากลายเป็นเด็กหนุ่มเกือบจะสมบูรณ์แบบ เพียงแค่ในสายตาของผม เขายังคงเป็นเด็กชายชาร์ลส์ที่อ่อนต่อโลกใบนี้อยู่มาก


    อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปทางกายภาพคือเขามีแผลน้อยลง และเริ่มพูดถึงที่บ้านน้อยลงราวกับมันไม่สำคัญอีกแล้ว ทุกหน้าร้อนเรายังคงใช้ชีวิตด้วยกันในค่ายคุณแม่โลลา ชาร์ลส์ยังคงได้อภิสิทธิ์นอนในห้องผมเหมือนเคย ต่างกันตรงที่ผมไม่สามารถอุ้มเขากลับไปนอนที่เตียงของตัวเองได้เหมือนตอนที่เขายังเด็ก และเรื่องนี้กลายเป็นความเหลื่อมล้ำที่คุณพ่อจอห์นถึงกับเอ่ยปากขอให้ผมทำสิ่งที่ถูกต้อง นั่นก็คือทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ไม่อย่างนั้นปีหน้า – ชาร์ลส์จะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในค่ายนี้อีก


    แน่นอนว่าต่อหน้า ผมต้องตกปากรับคำคุณพ่ออย่างห้ามไม่ได้ ผมเตือนชาร์ลส์ไม่ให้เข้ามาในบ้านใหญ่อีกเพราะมันไม่ยุติธรรมกับเด็กคนอื่นๆ ชาร์ลส์มองผมด้วยแววตาเรียบเฉยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า


    “คุณอยู่ได้เหรอถ้าไม่มีผม?”


    ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ชาร์ลส์พูดแบบนั้นออกมา ผมที่เป็นฝ่ายถูกถามได้แต่นิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ก่อนจะขอร้องชาร์ลส์ให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง นั่นก็คือกลับไปเป็นเด็กธรรมดาที่มาพักร้อนในค่าย กลับไปกินนอนร่วมกับเพื่อนๆ ทำกิจกรรมร่วมกับทุกคนแทนที่จะแอบย่องมาหาผมตอนดึก เราไม่ควรพบกันในห้องนอนของบ้านใหญ่อีก เขาไม่ควรเปิดเพลงด้วยเครื่องเล่นส่วนตัวของผม ไม่ควรได้รับสิทธิ์พิเศษใดๆ อย่างช็อกโกแลตที่ผมจ่ายเงินส่วนตัวซื้อให้ เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชาร์ลส์ดูหงุดหงิดฉุนเฉียวมากกว่าเดิม


    “ช็อกโกแลตซื้อด้วยเงินส่วนตัวของคุณ เทปที่เราฟังส่วนหนึ่งก็มาจากเงินเก็บของผม คุณพ่อนั่นแหละยุ่งอะไรด้วย”

    “แต่ลองคิดๆ ดูแล้ว มันก็ไม่ยุติธรรมกับเด็กคนอื่นๆ เท่าไหร่” ผมแสดงความเห็น “ฉันเป็นพี่เลี้ยงค่ายนะ งานดูแลเด็กๆ คือหน้าที่ของฉัน ฉันไม่ควรเลือกปฏิบัติหรือดูแลนายแค่คนเดียว”

    “คุณคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอ?”

    “จริงสิ”

    “คุณไม่รู้สึกขัดใจหรือไง?”


    ผมได้แต่บอกว่าขัดใจ ขัดใจสิ แต่เราทำอะไรไม่ได้นี่เพราะสำหรับคุณพ่อ ผมก็เป็นแค่เด็กที่ท่านอุปการะมาเลี้ยง หน้าที่ของผมคือทำภารกิจที่คุณพ่อมอบหมายให้ลุล่วง นอกเหนือจากนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้อีก ชาร์ลส์ที่ได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นมาว่าเราหนีไปจากที่นี่กันเถอะ หนีจากคนที่คอยจ้องจะเอาเปรียบเราตลอดเวลากันเถอะ


    “คุณพ่อจอห์นน่ะเห็นแก่ตัวยิ่งกว่าอะไร คุณทำงานให้ท่านหนักขนาดนี้กลับได้เศษเงินแทนคำขอบใจซึ่งมันควรเป็นค่าแรงที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย”

    “ก็บอกแล้วไงว่าโบสถ์เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร คุณพ่อคงจ่ายเงินจ้างฉันเหมือนแรงงานทั่วไปไม่ได้หรอก อีกอย่าง – บุญคุณมันค้ำคอ”

    “คริส ถ้าคุณรู้ว่าโบสถ์ได้บริจาคสัปดาห์ละเท่าไหร่นะ เชื่อผมเถอะว่าคุณจะเจ็บใจจนอยากเก็บกระเป๋าออกจากการดูแลของคุณพ่อจอห์นมันเสียเดี๋ยวนี้เลย”


    ชาร์ลส์พูดแบบนี้อีกครั้ง เขากำลังทำให้ผมนึกสงสัยว่าภายใต้องค์กรไม่แสวงกำไรที่ใครต่อใครชอบพูดมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แต่โชคดีที่คืนนั้นเราไม่ได้มีปากเสียงกันรุนแรง ชาร์ลส์ไม่ได้โมโหหรือแสดงอาการฉุนเฉียวเหมือนสมัยยังเด็ก เขาก็แค่ยอมรับการตัดสินใจของผมด้วยการกลับไปเป็นเด็กในค่ายธรรมดา และนั่นทำให้ผมสำนึกได้ว่าจริงๆ แล้ว – ผมโหยหาชาร์ลส์มากกว่าที่เขาโหยหาผมเสียอีก



    หลังจบค่ายฤดูร้อนในปีที่ชาร์ลส์อายุสิบหก เรายังคงพบกันตามสถานที่ต่างๆ โดยไม่ให้เป็นจุดสนใจของผู้คนได้ตลอด ตามหัวมุมถนน ร้านกาแฟริมทางแบบซื้อแล้วไป ริมรั้วโรงเรียนที่มีเด็กๆ เล่นกีฬาแทบตลอดเวลา ฟุตปาธหน้าบ้านหลังใหญ่ของชาร์ลส์ในยามที่ไม่มีใครอยู่ เรานัดพบกัน และแลกจดหมายเพื่อแบ่งปันเรื่องราวซึ่งกันและกันโดยไม่เว้นว่างแม้แต่สัปดาห์เดียว หลังๆ ผมชักเหิมเกริม เริ่มแสร้งทำเป็นเดินผ่านทางเดียวกันเพื่อไปส่งชาร์ลส์ที่บ้าน เขาเองก็ดูชอบและพอใจที่เรามีความสัมพันธ์แบบนั้น ทุกครั้งที่ผมแสร้งเดินไปส่ง ชาร์ลส์ที่ยืนอยู่บนชานบ้านจะหันหลับมามองและส่งยิ้มที่สวยที่สุดให้ผม ทำไมเด็กหนุ่มวัยสิบหกที่ผิวซีดเหมือนกระดาษถึงยิ้มได้ตรึงใจขนาดนั้นนะ ผมนึกสงสัย แต่ไม่เคยถามใครนอกจากชื่นชมคนเดียวในใจ


    วันเกิดปีที่สิบเจ็ดของชาร์ลส์ใกล้เข้ามาแล้ว เขากำลังจะเรียนจบมัธยมปีหน้า ผมถามเขาเกี่ยวกับวิทยาลัยที่อยากเรียน ชาร์ลส์กลับยักไหล่และบอกว่า


    “ไม่รู้แม่จะว่ายังไง แต่ผมไม่อยากเรียนต่อแล้วล่ะ”

    “ถ้าไม่เรียนหนังสือ นายจะทำอะไร?”

    “ผมอยากเป็นนักดนตรี” ชาร์ลส์ยิ้ม “อีกไม่กี่วันผมก็จะมีเงินซื้อกีต้าร์ ผมอยากหัดเล่นและลองตั้งวงดนตรีของตัวเอง”

    “นายจะไปหาสมาชิกมาจากไหน?”

    “นั่นสินะ” ชาร์ลส์หยุดชะงักและเริ่มครุ่นคิดเกี่ยวกับความฝัน “ไว้ค่อยคิดเรื่องนี้เถอะ เอาเป็นว่าผมไม่มีแผนจะเรียนต่อ และไม่สนด้วยว่าแม่จะว่ายังไง”


    ผมรับฟังแต่ช่วยออกความเห็นอะไรไม่ได้เท่าไหร่เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับวงการดนตรีเลย นอกจากฟังเพลงที่ชาร์ลส์เลือกแล้วก็ไม่มีความเห็นอื่นใดที่มีประโยชน์สำหรับเขา ดังนั้นเราจึงพับเก็บเรื่องนี้ลงในกล่องความทรงจำที่เรียกว่า ในอนาคตของฉัน ซึ่งมันกลายเป็นอนาคตที่ไม่เคยมาถึงเพราะชาร์ลส์ไม่ได้เป็นนักดนตรี แต่เขาได้ทำอาชีพอื่นที่อยู่ในวงการบันเทิงซึ่งผมไม่สนใจเท่าไหร่นัก และคาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มผิวซีดกับผมสีน้ำตาลแดงจะเป็นที่ถูกอกถูกในของผู้คนในอุตสาหกรรมนั้นอย่างน่าเหลือเชื่อ


    “ใกล้วันเกิดนายแล้วนี่ อยากได้อะไรล่ะ?”

    “ผมอยากกินเค้กอร่อยๆ แล้วก็อยากได้ของขวัญจากคุณซักกล่อง”

    “นั่นมันแน่อยู่แล้ว”

    “คุณอบเค้กเป็นไหมคริส?”

    “เป็นสิ” ผมตอบ และก็รู้ตัวทันทีว่าชาร์ลส์จะสื่ออะไร “ฉันอาจไม่มีเงินซื้อของขวัญวันเกิดให้นายได้ แต่ฉันอบเค้กให้นายกินได้นะ”

    “นั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากได้ยินที่สุด”


    ชาร์ลส์ส่งยิ้มหวานอีกครั้ง เราจบบทสนทนาสำหรับวันนี้เมื่อรถเมล์มาจอดเทียบป้ายพอดี จังหวะที่ผมส่งเด็กหนุ่มหัวแดงด้วยแววตาเว้าวอน เจ้าตัวดีก็เอี้ยวตัวมาหาผมด้วยองศาเหมือนโพสต์ท่าถ่ายแบบ ผมคิดว่าเขาจะพูดอะไร จู่ๆ ชาร์ลส์ก็แค่หรี่ตา กัดริมฝีปากตัวเองเหมือนพวกผู้หญิงบนปกนิตยสาร ก่อนจะขึ้นรถไปโดยไม่มีอะไรพิเศษ


    ชาร์ลส์ไปแล้ว เขาไปกับรถเมล์ที่เคลื่อนตัวออกจากป้ายได้ประมาณสามนาทีเศษ ส่วนผมยังคงนั่งอยู่ที่เพิ่มเพราะกำลังตะลึงกับท่าทางแก่แดดของเขาที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ จากปากของเด็กหนุ่มผมแดงอีก




    วันเกิดปีที่สิบเจ็ด ผมปลอมตัวเป็นพนักงานส่งของไปกดกริ่งหน้าบ้านชาร์ลส์


    เสียงตึงตังดังมาจากข้างใน ผมภาวนาให้คนที่มาเปิดประตูไม่ใช่แม่ของเขา ไม่ใช่พ่อเลี้ยงระยำ หรือลูกเลี้ยงจากนรกที่ชาร์ลส์เกลียดนักหนา วันนี้ผมมีของพิเศษมาส่งให้เขา นั่นคือเค้กวานิลลาเรียบง่ายหนึ่งปอนด์ เขียนหน้าว่าสุขสันต์วันเกิดชาร์ลส์ 26 พฤศจิกายน และวาดรูปหัวใจสีส้มลงไป


    ทำไมต้องสีส้ม?

    เพราะถ้าเป็นสีแดง – เค้กก้อนนี้อาจจะมีนัยยะแฝงที่ทำให้ชาร์ลส์คิดได้


    หลังจากยืนรออยู่เกือบสามสิบวินาทีแต่ยังไม่มีคนเปิดประตู ผมจึงกดกริ่งอีกครั้ง คราวนี้เสียงตึงตังดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมเริ่มตื่นเต้นเมื่อจินตนาการว่าคนเปิดประตูจะเป็นใคร จะใช่เด็กชายเจ้าของวันเกิดหรือไม่ หรือเป็นคนที่ผมไม่อยากพบมากที่สุดกันนะ ระหว่างที่กำลังจัดหมวกแก็ปให้เข้าที่เข้าทางและเช็กความเรียบร้อยของเรื่องแบบพนักงานปลอมๆ ในที่สุดบานประตูก็เปิด เป็นชาร์ลส์นั่นเอง แววตาเจ้าของวันเกิดไม่ร่าเริงเหมือนเคย


    “คุณมาได้จังหวะพอดี” ชาร์ลส์สูดน้ำมูกฟุดฟิด “แม่ของผมแท้งแล้วล่ะ”


    ผมตะลึง นิ่งงันไปเมื่อรู้ว่าคุณแม่ของเขาที่ท้องได้เจ็ดเดือนเพิ่งเสียลูกในท้องไป แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือสภาพจิตใจบอบช้ำของชาร์ลส์ที่ดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ เขาเปิดบานประตูให้กว้างมากขึ้น


    “เข้ามาสิ ที่นี่ไม่มีใครหรอก ทุกคนไปโรงพยาบาล”


    ชาร์ลส์บอกและเดินนำผมเข้าไปข้างใน บ้านหลังใหญ่สะอาดเอี่ยมอ่องราวกับมีคนปัดกวาดเช็ดถูตลอดเวลา ห้องแรกที่เชื่อมติดกับประตูหน้าคือห้องนั่งเล่น มีโซฟาบุนวมลายทางสีเขียวสลับขาววางอยู่ตรงข้ามโทรทัศน์เครื่องใหญ่ มีกรอบรูปราคาแพงแขวนบนผนังซึ่งติดวอลเปเปอร์สวยหรูดูมีรสนิยม ผมไม่มีเวลากวาดสายตามองของพวกนั้นเท่าไหร่เพราะมัวสนใจแต่ชาร์ลส์ ผมวางเค้กลงบนโต๊ะ เดาเอาว่าวันนี้มันคงเป็นหมันทว่าชาร์ลส์กลับเปิดกล่องออกแล้วก็ยิ้มหวานแทนคำขอบคุณให้ผม


    “ทำไมเราไม่เป่าเค้กกัน”

    “เรื่องนั้นฉันเตรียมมาเพื่อนายแล้วล่ะ”


    ผมบอกและจัดการให้ ปักเทียนทั้งหมดสิบเจ็ดแท่งบนเค้กก้อนเล็กจนพื้นที่ไม่พอ หลังพยายามจุดไฟเทียนทุกแท่งจนเกือบเรียกได้ว่าการวางเพลิง ในที่สุดเค้กวันเกิดสำหรับเจ้าของวัยสิบเจ็ดปีก็พร้อม เราร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ด้วยน้ำเสียงไม่ร่าเริงเท่าที่ควร ชาร์ลส์หลับตาอธิษฐานนานเกือบนาทีก่อนจะเป่าเค้ก แล้วเราก็ช่วยกันดึงเทียนออก เขาหยิบจานแก้วลายดอกกุหลาบสีชมพูมาแบ่งเค้กให้ผมกิน ชาร์ลส์ชวนผมนั่งบนโซฟาหน้าทีวีและทานเค้กด้วยกัน


    “ผมดีใจนะที่แม่แท้ง” ชาร์ลส์เป็นฝ่ายเริ่มพูด “บ้านหลังนี้ไม่ควรมีเด็กต้องเจอคนระยำแบบไอ้นรกสองตัวนั่นอีก”

    “แต่นายร้องไห้”

    “เพราะผมสงสารแม่” ชาร์ลส์บอก “แม่คงเจ็บปวดมาก”

    “ฉันเข้าใจความรู้สึกนายนะ”


    ผมบอกเขา แล้วเราก็นั่งเงียบๆ จนกระทั่งกินเค้กหมด ชาร์ลส์ลุกขึ้นเก็บจานและนำที่เหลือแช่ตู้เย็น จากนั้นเขาก็เดินมาหาผมที่ยืนรอในห้องนั่งเล่น โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด เราสวมกอดกันและชาร์ลส์ก็ร้องไห้ระบายความเสียใจออกมา ผมรู้ว่าวันเกิดปีนี้มันแย่มากสำหรับเขา ดังนั้นผมจึงให้สัญญาว่าปีถัดไปนับจากวันนี้ ผมจะทำให้ชาร์ลส์มีความสุขที่สุด


    “ผมอายุสิบเจ็ดแล้ว ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่ค่ายคุณแม่โลลา แค่คิดว่าจะไม่ได้ใกล้ชิดกับคุณอีก ผมก็เศร้ามากจนไม่รู้จะพูดยังไง”

    “ไม่หรอก มันไม่ใช่ปีสุดท้าย” ผมผละตัว “แน่ล่ะถ้านายมาในฐานะเด็กๆ มันต้องเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะอายุของนายเกินเกณฑ์ที่คุณพ่อกำหนดไว้ แต่ถ้านายมาในฐานะพี่เลี้ยงค่าย เราจะได้เจอกันอีกนานหลายปีเลยล่ะ”


    ผมบอก และคำพูดนั้นจุดประกายความสุขเล็กๆ ในใจชาร์ลส์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เรายืนกอดกันในห้องนั่งเล่นอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ชาร์ลส์จะชวนผมขึ้นไปเยี่ยมชมโลกส่วนตัวที่อยู่บนชั้นสอง วันนั้นผมอยู่กับชาร์ลส์ในห้องนอนจนถึงเย็น เมื่อเข็มสั้นของนาฬิกาชี้ตรงเลขเจ็ดก็ถึงคราวต้องกลับโบสถ์ ผมบอกลาชาร์ลส์ตรงชานบ้าน สวมกอดเขาอีกครั้ง และใช้มือขวาจับแก้มของเขาเอาไว้อย่างแผ่วเบา


    “มีอะไรฉุกเฉินนึกถึงฉันนะ” ผมสั่ง “นายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว นายมีฉันอยู่ด้วย”

    “ผมรักคุณ”

    “ฉันก็รักนาย”


    เราพูดคำว่ารักออกมาอย่างง่ายดายโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองก่อน เราทั้งคู่ไม่มีใครคิดมากกับคำว่ารักแม้แต่คนเดียว ไม่มีการตั้งคำถามว่ารักแบบไหน ความรักของเราคือประเภทเดียวกันไหม รักแบบที่อยากเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน หรือความรักแบบผูกพันธ์ตามประสาคนที่รู้จักกันมานาน และผมพอใจมากที่ได้ยินคำว่ารักจากชาร์ลส์ พอใจและอิ่มใจจนไม่อยากขยายความคำว่ารัก เรามองหน้ากันอีกนิดหน่อยก่อนที่ผมจะค่อยๆ เดินถอยหลัง สั่งให้เขาล็อคบ้านให้ดี ส่วนพรุ่งนี้ – ไปเจอกันที่ร้านขายแซนด์วิชตรงถนนเจอรัลนะ


    “ผมจะไปหาคุณ”

    “ฉันจะรอ”


    ผมบอกและเดินกลับโบสถ์ ในหัวคิดถึงแต่ชาร์ลส์และคำว่ารักจากเขาตลอดเวลา



    TBC


    _____________________


    #summerkissky

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in