เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
อิ่มไหนหรือจะเท่า Imperial College LondonYanisa Sunthornyotin
ยูนิคอร์นเรียนวันสุดท้าย
  • ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
    ในที่สุดวันนี้่่่่่่่ก็มาถึง


    ยิ่งมานึกดู ก็เป็นวันเรียนวันสุดท้ายในชีวิตป.โทแล้ว 
    ความรู้สึกมันเป็นยังไงเหรอคะ?

    อืม...เหมือนได้ค้นพบความจริงบางอย่างในชีวิตล่ะมั้ง

    ว่าเรียนมาจนถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมยิ่งรู้สึกว่ายังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมากมาย
    การเรียนรู้ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเรียนต่อป.เอก 
    อืม ถ้าพูดให้ถูกก็คือการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่ในสายวิชาการอย่างเดียว
    ยังมีเส้นทางอีกมากมายที่ถูกเปิดออกเพื่อให้เราเลือกที่จะไปได้
     
    Robotics
    Bioinformatics
    Neuroscience
    Data engineering

    ถ้าให้ลองไล่สิ่งที่อยากลงมือทำเพื่อหาประสบการณ์เพิ่มก็คงไม่พ้นFieldเหล่านี้นั้นแหละ 
    ...ฟังดูหลากหลายเนอะ555
    จากเดิมที่ไม่คิดว่าFieldพวกนี้มันไม่น่าจะมาอยู่ด้วยกันได้ หลังจากเรียนจบแล้วกลับพบว่าหัวข้อเหล่านี้กลับเกี่ยวพันใกล้ชิดกันอย่างไม่น่าเชื่อ

    น่าเสียดายที่ในไทยยังไม่ค่อยมีบริษัทที่โดดเด่นน่าท้าทายเปิดรับงานทำนองนี้ นอกจากตามสถาบันวิจัย เลยได้แต่หวังให้ตัวเองสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างประเทศซักระยะ หากเก่งพอก็ค่อยกลับไปสร้างงานพวกนี้ขึ้นมา 
    //หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงอยากจะกลับไป ...ก็เพราะอาหารอร่อยของถูกน่ะค่ะไม่ใช่อะไรหรอก

            หากเก่งพอ 
    เอาจริงๆ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอจุดอิ่มตัวที่เรียกว่า เก่งพอ ตรงนั้นเลยล่ะ

    เคยคิดนะว่าเวลาได้เรียนจนจบป.โทแล้วอาจจะสามารถหาจุดอิ่มตัวนั้นได้
    ...แต่เหมือนจะไม่เป็นอย่างที่คิดนะ 

    เราได้พบเจอเพื่อนหลายคน ทั้งคนไทยด้วยกันเองและคนต่างชาติ เราเคยนึกประหลาดใจว่า 
    โห ดีจริงๆที่เขาสามารถชอบทำงานresearch การได้ฝันอยากจะเป็นphDนี่มันดูเท่ชะมัด 
    ...เพราะไม่ว่าจะทำยังไง เราไม่มีความฝันแบบเดียวกับพวกเขาเลยค่ะ 5555 
    แม้แต่เศษเสี้ยวเดียวในหัวใจก็ไม่มีความปราถนาแบบนั้น
    เราไม่รู้สึกถึงความสนุกหรือความท้าทายที่ได้เขียนงานตีพิมพ์ ....เท่าการเขียนนิยายของตัวเอง ถถถถ
    เราไม่รู้สึกถึงพลังที่จะขับเคลื่อนเราให้ทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งต่อไปได้เรื่อยๆ ...เท่ากับการได้รับโจทย์พลิกแพลงใหม่ๆมาเขียนcode 
    อย่างหลังนี้คือสิ่งที่เขียนได้ทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมหลับยอมนอน
    งั้นอะไรที่เราทำไปได้เรื่อยๆ รู้สึกถึงความสนุกท้าทายไม่มีเบื่อนี่ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะกับเราแหละนะ

    สุดท้ายก็เลยเลิกโน้มน้าวตัวเองให้อยากเป็นในสิ่งที่ไม่ได้อยากเป็น 
    ประเภทที่ว่า ถ้าหากไม่ได้มีโอกาสเข้ามาก็จะไม่ฝืนตัวเองให้เดินไปในเส้นทางนั้น

    เมื่อมามองย้อนกลับไปดูแล้ว คนเราน่าจะมีช่วงชีวิตหนึ่งที่ได้พบอาจารย์ที่ดีที่สุดในชีิวิตใช่มั้ยคะ
    อาจารย์คนที่สามารถพลิกมุมมองของเรา จุดประกายให้เรารู้สึกกระตือรือร้นที่จะอยากรู้ ค้นหาในอะไรบางอย่าง
    สำหรับเราแล้ว อาจารย์ที่สอนได้ดีระดับนั้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยท๊อประดับโลกหรอกค่ะ

    ที่ว่าคาดหวังการเรียนการสอนที่ดี จุดประกายไฟนั้น ...บอกได้เลยว่า... ไม่ใช่ที่ Imperial หรอกค่ะ
    การเข้าไปเรียนในม.ท๊อประดับโลก เปรียบเสมือนการกดเข้าโหมด Hard ในเกม survival เพื่อท้าทายตัวเองว่าจะเอาชีวิตรอดและดิ้นรนได้เก่งแค่ไหนมากกว่า [FACT ถถถถ] 

    ใครที่บังเอิญไปเจอเกจิอาจารย์ในดันเจี้ยนความยากระดับนี้มันก็คงมีบ้าง แต่ก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่เข้ามาเพื่อเจอแต่ หายนะ

    ถามว่าเราเป็นพวกไหนเหรอ? เป็นพวกที่เข้ามาเจอหายนะแต่เป็นหายนะที่ถูกใจเราน่ะค่ะ
    เพราะหายนะทำนองนี้มันหาไม่ได้ในดันเจี้ยนระดับง่าย ก็เลยต้องพาตัวเองเข้ามาโหมดยากนั้นเอง

    ถึงตอนนี้ก็ยังนึกขำตัวเองอยู่เลย เราถูกอาจารย์ที่Dartmouthล่อลวงให้เดินมาในเส้นทางนี้เพียงแค่ได้take classไม่กี่class ขนาดไปเล่าให้กรรมการให้ทุนฟังเขายังไม่เชื่อเลยว่าจะมีเด็กบ้าที่ไหนเรียนไปแค่คลาสเดียวก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตได้ทันที
    ...เพราะว่ามันน่าสนใจได้ถึงขนาดนั้นไงล่ะคะ
    มันจะเหมือนมีเสียงดีดนิ้วดังเป๊าะอยู่ในหัวทำนองว่า "นี่แหละ ใช่เลย เราเรียนมาเพื่อสิ่งนี้" 

    แต่พอเลยจุดๆนั้นมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องได้เจอจุดพลิกผันแบบนั้นอีกเรื่อยๆ 
    เป็นโอกาสอันมีค่าที่หาได้ยากที่จะเกิดขึ้นไม่กี่ครั้งในชีวิต
    ดังนั้น การไปเรียนในม.ระดับโลกก็ไม่ได้การันตีว่าจะทำให้เราได้เจอโมเม้นต์แบบนั้นอีก

    กลับกัน สิ่งที่เราได้จากการเรียนที่นี่ คือการดิ้นรนและต่อสู้กับสิ่งที่ถาโถมเข้ามาในเวลาเดียวกัน 
    ว่าเราจะรับมือกับมันได้แค่ไหนโดยที่ไม่สติแตกไปซะก่อน
    ความกดดันในการที่จะหางานหรือหาเงินใช้ชีวิต ความกดดันที่จะต้องค้นหาเป้าหมายใหม่ๆ ความกดดันที่จะต้องผ่านการประเมิน
    บอกเลยว่าหนักหน่วงกว่าครั้งไหนๆ

    จริงอยู่ที่เราพอจะมีเบาะสำรองคอยรองรับอยู่บ้าง แต่หลายๆครั้งก็อยากจะลืมไปว่ามีมันอยู่
    ...เพราะถ้าไม่หัดดิ้นรนภายใต้ความกดดันด้วยตัวเอง ชีวิตมันจะไปสนุกอะไรล่ะคะ...

    ที่ว่าการเรียนต่อคือการมาพักผ่อนนั้นน่ะ...สำหรับเราแล้ว ไม่ใช่สถานการณ์แบบนั้นแน่นอน (เที่ยวก็เหนื่อยนะเออ ถถถ พักผ่อนทิพย์)
    ดังนั้นถ้าให้บอกความแตกต่างของการทำงานก่อนหรือการมาเรียนต่อก่อนในวันนี้ คงต้องบอกว่า 
    ถ้าทำงานไปได้ซักปีกว่าๆ เราจะเริ่มเคยชินกับการทำมาหากินได้ด้วยตัวเอง มีเงินตัวเองพอใช้ในการช้อปนู้นนี่นั้น แต่พอมาเรียนต่อ (กรณีนี้คือด้วยทุนที่บ้าน) ออกจากงาน แล้วต้องกลับมาพึ่งพาเงินจากแหล่งอื่น 
    มันจะไม่ชินน่ะค่ะ...ไม่ชินกับการที่เคยใช้เงินที่ตัวเองหามาได้เองมาโดยตลอด (งกด้วยแหละ ไม่อยากใช้เงินตัวเอง5555)
    ใจหนึ่งคือก็โล่งเพราะไม่มีงานติดพัน เหมือนรีเซตตัวเองให้พร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ๆ แต่อีกใจหนึ่งก็ก่อเกิดเป็นความเครียดรูปแบบใหม่ ในแบบฉบับที่โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

    ถ้าเกิดมาว่ามาเรียนต่อทันทีเลยหรือทำงานไปได้ซัก3-4ปีแล้วมีงานติดมือมาทำควบคู่ไปด้วย อาจจะไม่ได้รู้สึกถึงความกดดันทำนองนี้มากนัก 

    ในทางกลับกัน การที่เรามีประสบการณ์การทำงานมาบ้างก็ทำให้เราพอมีผลงานประดับ CV จนโดดเด่นกว่านักเรียนป.โทคนอื่นที่นี่ เพราะส่วนมากเด็กUKจะต่อโทเลยหลังจบตรี3ปี
    เอาเป็นว่า ถ้าให้กลับไปเลือกใหม่ ก็คงจะเลือกแบบเดิม 
    รีบเรียนไปเถอะ ให้มันจบๆ! 
    พอแล้ว ปิดจ๊อบ กลับไปหาเงินได้แล้ว!


















เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in