Tearful MemoriesTearful
Diary ครั้งที่ 2 : ปลาที่ว่ายทวนน้ำ
  • วันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2564

    กลับมาอ่านบันทึกที่เขียนก่อนหน้าแล้วก็เขินๆนะครับ ไม่รู้คนอื่นๆเป็นเหมือนผมมั้ย? ไม่ชอบการอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนเก่าๆเลย ไม่รู้เหมือนกันครับ หน้ามันร้อนๆ ขนลุกแปลกๆ ทั้งๆที่บางทีที่เขียนไปก็ไม่ได้มีอะไรน่าอายเท่าไหร่(มั้ง?)

    ที่หายๆไปก็ยุ่งๆแหละครับ เอกสารที่ต้องจัดการ คอลเซนเตอร์ที่ต้องโทรไปแจ้งปัญหา วิชาที่ต้องลงเรียน การปรับตัวกับเนื้อหาระดับป.โท อ.ใหม่และเพื่อนใหม่

    รู้ๆกันและครับ เด็กใหม่ในที่ใหม่ บลาๆๆๆ

    เรียนมาได้ซักพักแล้วแหละครับทุกอย่างถึงเริ่มช้าลง My God ไม่น่าเชื่อเลยครับ แค่เรียนมาไม่กี่เดือนผมก็แทบจะต้องอ่านหนังสือเรียนมากกว่า ประถม มัธยมและปริญญาตรีผมรวมกันแล้วซะอีก

    ฟังดูเยอะนะครับ แต่ผมว่าผมเองแหละที่อ่านหนังสือเรียนมาน้อย แหะๆ

    เรื่องหนึ่งที่ผมภูมิใจแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่คือการที่ผมจบม.6มาได้ทั้งที่ผมโดดเรียนไม่เข้าโรงเรียนไปทั้งหมด 50+ วัน โรงเรียนก็โรงเรียนรัฐนะครับไม่ใช่ว่าจะตามใจขนาดนั้น

    ถามว่าจำได้ไง ฮ่าๆ ก่อนจบโดนทำโทษคัดเพลงชาติ เพลงโรงเรียน นู่นนี่นั่นตามจำนวนที่ขาดไปครับ ใช้เวลา 3 วัน กับสมุด 2 เล่มถึงจะคัดหมดครับ จำขึ้นใจเลยว่าขาดไปกี่ครั้งแต่ผมก็จำไม่ได้หรอกว่าคำขวัญโรงเรียนคืออะไร ( ได้ยินมั้ยครับอ.ปกครอง สิ่งเดียวที่ผมจำคือวีรกรรมของผมไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อที่พวกคุณยัดมาให้ ;P )

    ถึงจุดนี้อาจจะสงสัย อ้าวแล้วครอบครัวไม่ว่าหรอโดดขนาดนั้น ไม่ว่าหรอกครับเพราะเขาไม่รู้ 555 จะรู้ได้ไงล่ะครับ ผมอยู่กับแม่แค่สองคน แม่ผมก็ยุ่งกับงานและให้ผมจัดการชีวิตตัวเองมานานแล้วครับ แถมตั้งแต่รุ่นแม่และรุ่นยายผมนั้น ครอบครัวผมไม่มีความเคารพต่อระบบการศึกษาไทยอยู่แล้วด้วยจึงไม่มีใครแคร์ต่อเกรด ต่อการเข้าเรียนเท่าไหร่ ก็รอดตัวไปครับ

    อ้าว แล้วผมเป็นเด็กเกเรหรอ? โดดเรียนไปไหน เล่นเกม? เที่ยว? อยู่กับแฟน? ไม่ล่ะครับไม่ได้ทำสักอย่าง เล่นเกมอยู่บ้านไม่ได้ครับเดี๋ยวคนแถวบ้านนินทาแล้วแม่รู้ เที่ยวก็ไม่มีเพื่อนไปด้วยครับ เพื่อนผมตั้งใจเรียนกันหมด บางทีตอนเที่ยงหรือเลิกเรียนผมก็แวะมาโรงเรียนเพื่อนั่งคุยเล่นกับเพื่อนๆครับ เข้าเรียนในคาบที่อยากเข้า แฟนล่ะ? ไม่มีครับ ตอนนั้นหลงรักคนที่เขาเองก็หลงรักอีกคนที่เขาเป็นแฟนอีกคนอยู่ อกหักเป็นทอดๆไปครับแต่ก็เป็นเพื่อนกันได้555

    แล้วโดดเรียนไปทำอะไร? มันจะตลกมั้ยครับถ้าผมบอกว่าผมโดดไปเพื่อนั่งๆนอนๆอยู่ที่ป้ายรถเมล์ เล่นโทรศัพท์บ้าง อ่านนิยายเว็บบ้าง ฟังเพลงบ้าง ถ้าแบตโทรศัพท์หมดก็นั่งมองรถมองฟ้าคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แบตสำรองไม่มีครับ ตอนนั้นไม่รู้จะไปซื้อจากไหนไม่ค่อยเที่ยวเท่าไหร่

    เชื่อมั้ยครับว่า 50+ วันที่โดดไปส่วนใหญ่คือทำอย่างงั้น อ.ฝ่ายปกครองผมก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ผมก็ไม่รู้จะพูดว่าอะไร ก็ผมทำอยู่แค่นั้นจริงๆนี่ครับ

    วิชาทุกวิชานั้นผมก็สามารถส่งงานย้อนหลังและสอบในวิชาของพวกเขาได้ จนเกรดแทบจะไม่ต่างจากเด็กที่ไปเรียนเลยแม้จะโดนหักคะแนนความประพฤติไปแล้วก็ตาม เพื่อนผมมองว่าผมเป็นคนฉลาดจึงทำได้แต่ผมไม่เชื่ออย่างนั้นนะ ถ้าเพื่อนๆไม่มีมาช่วยเรื่องงานเดี่ยว คอยตามคอยแบ่งเนื้อหาให้ตลอดก็คงไม่รอดหรอก แต่พอเราไม่แคร์ไม่ต้องเจอกับการเมืองในโรงเรียนหรือกฎระเบียบบ้าอำนาจมันก็ลดความเครียดลงเลยทำให้เรียนอะไรได้ง่ายขึ้นน่ะครับ ส่วนงานกลุ่มผมไม่เคยขาดเพราะไม่อยากให้เพื่อนเดือดร้อนครับ ผมเดือดร้อนไม่เป็นไรดูแลตัวเองได้

    ไม่รู้เหมือนกันนะครับ ด้วยเหตุการณ์อย่างนี้มันจึงเป็นเหตุให้ผมไม่เคยแคร์เกรดและก็มองว่าระบบการศึกษาบ้านเรามีปัญหาอะไรสักอย่างแน่ๆแล้วแหละ ถ้าผมที่โดดเรียน ไปนั่งๆนอนๆซึมซับความรู้ผ่านการเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ขนาดนี้แต่ยังเทียบเคียงกับเพื่อนๆรร.เดียวกันได้อยู่ ทั้งๆที่คนที่เรียนเต็มๆควรจะได้อะไรเยอะจนผมตามไม่ติดมากกว่า

    แล้วก็ไม่น่าเชื่อนะครับว่าไอ้เจ้าเด็กคนนั้นกำลังเรียนต่อป.โท 555 ผมไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าผมตอนมัธยมจะเชื่อมั้ยว่าผมจะตัดสินใจแบบนี้

    ถ้าถามว่าอะไรทำให้เราเปลี่ยนมาขยันขึ้นล่ะ ก็ขอตอบเลยว่าไม่ครับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย ผมก็ยังเป็นคนแบบเดิมตอนป.ตรี โดดเรียนตามตนเห็นสมควรตลอดเวลาน่ะครับ ทริคของผมก็แค่ต้องระวังไม่ให้เกินโควต้าเข้าสอบได้ก็พอแล้ว

    ถึงจุดนี้คงโดนหมั่นไส้บ้างแล้วแหละครับ ผมขอแก้ตัวหน่อยว่าการโดดเรียนของผมนั้นมันเกิดขึ้นเพราะผมเชื่อว่าเวลาของผมนั้นมีค่าต่อผมมากและผมเชื่อว่าบางครั้งการเรียนในห้องเรียนก็ต้องยอมเสียไปให้กับสิ่งที่สำคัญกว่า

    อะไรจะสำคัญกว่าการเรียนในห้องเรียนหรือครับ? ผมขอตอบว่าการเรียนรู้ตัวเองเนี่ยแหละครับที่สำคัญกว่า จริงอยู่ว่าเราเสียเงินเข้ามาเรียนแล้วแต่ถามจริงเถอะ การศึกษาบ้านเราเขาออกแบบมาเพื่อเราหรือเพื่อใคร?

    หลายครั้งเลยที่ผมโดดเรียนมาเพื่อทำใจและจัดการกับรอยแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นจากครอบครัว ความรัก สังคมและอื่นๆ

    หลายครั้งเลยที่ผมโดดเรียนเพื่อมาอยู่ข้างเพื่อนๆทั้งหลายในช่วงแย่ๆของชีวิต เพื่อนที่ถูกแฟนทิ้ง เพื่อนที่แม่ถูกจับเข้าคุกในคดีกปปส. เพื่อนผู้หญิงที่คบกับแฟนผู้ชายแต่ตกหลุมรักผู้หญิงอีกคนและสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนที่เพิ่งค้นพบว่าเป็นเกย์และแม่เริ่มสังเกตได้จนพยายามบังคับอ้อมๆให้เลิกเป็นเกย์ เพื่อนที่เชื่อว่าตัวเองโง่และไม่มีทางเรียนตามเพื่อนคนอื่นทัน เพื่อนที่อีกไม่กี่วันหลังจากที่ผมอยู่ด้วยจะถูกรถชนตายและจากกันไปโดยไม่มีทางกลับมา

    ชีวิตผมมีสีสันมากครับ มันแค่เป็นสีของโศกนาฏกรรมซะส่วนใหญ่ ถึงตรงนี้คงเข้าใจบ้างแล้วนะครับว่าทำไมผมจึงต้องการเวลานอกห้องเรียนมากนัก มันมีคำถามมากมายครับที่ผมไม่สามารถหามันได้ในห้องเรียนและพูดตรงๆนะครับ ครูหลายๆท่านแม้จะมีอายุและความรู้มากกว่าผมนั้นก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขามีความพัฒนาในด้านอารมณ์เหล่านี้มาให้คำตอบผมได้ตลอด

    ผมไม่มั่นใจเหมือนกันครับว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะครูผมอาจจะมีชีวิตที่เรียบง่ายกว่าที่ผมเจอ หรือต้องแก้ปัญหาต่างหน้ามาโดยตลอดจนไม่มีเวลามาทำความเข้าใจกับตัวเอง หรืออาจจะเป็นว่าเมื่อเราโตขึ้นเราก็จะรู้สึกว่าเรื่องราวในวัยเด็กมันห่างไกลออกไปจนต่อกันไม่ติดและหลงลืมไปเอง

    ก็ต้องขอโทษทีนะครับ แต่ผมยังเด็กมั้งจึงยังไม่ลืมและยังคงตามหาคำตอบนั้นต่อไป

    แต่ก็ไม่ใช่ครูทุกคนนะครับที่ไม่เข้าใจ ครูดีๆมีเยอะแยะเลย ครูที่แฟร์และพยายามตามสอนเพื่อนที่เรียนไม่เก่ง พยายามปรับคอร์สเพื่อให้ทุกคนตามทันทั้งที่ตัวเองก็มีปัญหาครอบครัวจนไม่ได้หลับได้นอนมาสอนๆสลึมสลืออยู่หน้าห้องจนเด็กๆในห้องต้องขอว่าครูพักเถอะ หรือครูที่โกรธแทนนักเรียนมากที่นักเรียนถูกครูอีกท่านตำหนิเกินเรื่องจนกลายเป็นบูลลี่เด็ก จนพยายามจะไปตำหนิต่อว่าครูที่บูลลี่เด็ก แต่เด็กๆต้องห้ามไว้เพราะครูคนนั้นเขาเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก สู้กับเขาเดี๋ยวครูที่อยู่ฝ่ายเราจะเดือดร้อนก็มี

    การเมืองในที่ทำงานอ่ะครับ ลำบากจะตาย ครูดีๆหลายคนโดนบีบจนมีความสุขน้อยลงก็ตั้งเยอะแยะ

    การศึกษาน่ะมันดีอยู่แล้ว ปัญหาคือการศึกษาในแบบบ้านเราเนี่ยแหละที่ต้องดูเป็นกรณีไปว่าควรเข้าหรือไม่ แต่พองานส่วนใหญ่บอกให้จบป.ตรีนะถึงเข้าได้ ก็ต้องแห่กันไปเรียนๆเพื่อเอาใบไปสมัครงานแหละครับทั้งๆที่บางทีมีปริญญาหรือไม่มีก็ม่เกี่ยวกับงานเลย

    เคยเห็นคนบอกว่าปริญญาเนี่ยมันทำให้เรามีวินัย มีความรับผิดชอบนู่นนี่ ผมว่าเหลวไหลนะ คนพูดแบบนี้มักเผลอเอาคนอายุ 22 จบตรีมาเทียบกับ คนอายุ 18 จบม.6 ประจำเลย จริงๆแล้วควรเอาคน อายุเท่ากันที่จบต่างกันมาเทียบมากกว่า แล้วจะพบว่าช่วงเวลา 4 ปีที่คนจบม.6เขาไปทำมันก็สามารถสร้างวินัยได้ไม่แพ้กันแหละ

    ถึงจุดหนึ่งผมเลยรู้สึกว่าการศึกษาในระดับตรีเนี่ยหลายครั้งมันเหมือนเป็นกำแพงที่คัดกรองเอาคนที่รวยพอ หรือว่างพอที่จะมาเรียน 4 ปี แทนที่จะต้องรีบออกทำงาน ให้มาอยู่ในสังคมที่สูงกว่าโดยการกีดกันคนที่ไม่รวยหรือไม่ว่างออก(เช่นเด็กที่พราดมีแฟนแล้วท้อง/ครอบครัวเดือดร้อนต้องการคนช่วยงาน/ไม่ฉลาดหรือพอจะรับทุนหรือเกรดต่ำเกินจะกู้ทุนต่างๆ) ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ค่อยแฟร์ซักเท่าไหร่นะ เพราะงานหลายอันที่ถูกกั๊กอยู่ในระดับนี้อาจจะเป็นกุญแจที่ผลักเขาออกจากสภาวะแรกของเขาก็ได้แต่เขาทำมันไม่ได้เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ และผ่านเกณฑ์ไม่ได้ถ้าไม่ได้งานดีๆ

    ไม่แปลกเลยทำไมคนไทยหลายคนจึงมีความฝันที่จะตกถังข้าวสารเข้าซักวัน

    และด้วยความบังเอิญอย่างน่าตลก ราวกับจักรวาลมีอารมณ์ขันนะครับ คณะที่ผมดันสอบได้ตอนป.ตรีแบบไม่ตั้งใจดันเป็นคณะที่ให้โอกาศและคำตอบกับคำถามเกี่ยวกับตนเองและดลกรอบข้างของผมมากที่สุดเลย

    คณะปรัชญาน่ะครับ

    ดังนั้นแม้ตอนป.ตรีจะยังโดดเรียนบ้างแต่ก็น้อยลงเยอะครับ ไม่ใช่เพราะผมเปลี่ยนไปแต่ห้องเรียนต่างหากครับที่เปลี่ยนไป

    และตอนนี้ป.โทแล้วก็ยังเหมือนเดิมแหละครับ แต่คงไม่โดดเรียนแล้วถ้าไม่จำเป็นเพราะคลาสแต่ละคลาสมันน่าสนใจมากเลย ไม่มีการพยายามดันๆเด็กบางคนที่ไม่ได้อยากเรียนแต่อยากได้ปริญญาให้จบ จนต้องลดคุณภาพการเรียนอีกต่อไป

    คณะเดิมๆ คนเดิมๆ ในมหาลัยใหม่ๆ กับคำถามเดิมๆ

    ผมคือใคร? ใครคือผม?
  • ตอนจบขอย้ำไว้ก่อนนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าการศึกษาไม่สำคัญนะ ตรงข้ามเลยสำคัญมากแต่ระบบของบ้านเรามันมีประสิทธิภาพต่ำมากถ้าเด็กโชคร้ายเจอครูไม่ดี/เกิดมาไม่ฉลาด/มีปัญหาชีวิต/ไม่มั่นใจตนเองหรืออื่นๆนี่คือแทบจะจบเลย ไม่มีอะไรช่วยเหลือหรือรองรับเขาเลยนอกจากให้สู้ด้วยตัวเอง

    เช่นกันผมไม่ได้ว่าครู หรือ คนใดคนหนึ่งเลยแต่ผมตำหนิระบบของสังคมเราโดยรวมๆ ผมเข้าใจว่าระบบมันแย่การที่คนจะออกมาแย่จากระบบก็ไม่แปลกและไม่ได้อยากโทษอะไรนักหรอก

    เกลียดเกมอย่าเกลียดผู้เล่นครับ เกมมันไม่แฟร์คนเลยปรับตัวเป็นคนแย่ที่เข้ากับความไม่แฟร์นี้ไปโดยปริยาย
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in