Fanfic Compilationmoneymonday
[ตัวร้ายอย่างข้าฯ | ปิงจิ่ว] Tender Mercies
  • **UNEDITED



    อารามชิงจิ้งตั้งอยู่บนยอดเขาชิงจิ้ง นอกจากจะลือชื่อด้านความสันโดษแล้วยังเป็นที่เลื่อมใสไปทั่วหล้า กระทั่งองค์ราชายังจำต้องเสด็จมาเพื่อขอคำชี้แนะ


    อารามแห่งนี้ไม่เพียงตั้งอยู่ในหุบเขาลึก รายล้อมด้วยป่าวงกตด้านหน้า เป็นผาที่ประชิดด้วยทะเลหมอกในอีกด้านหนึ่ง ทำให้ไม่เพียงเดินทางเข้าถึงเข้ายากลำบาก แต่ตัวอารามเองก็ยังมีกฎห้ามนักบวชก้าวออกไปจากอารามแม้แต่ก้าวเดียว


    ด้วยเหตุนี้ กอปรกับการใช้ชีวิตอันไร้ความสะดวกสบายใต้กฎข้อห้ามนับร้อยพันอย่างเคร่งครัดก็จึงทำให้นักบวชแห่งอารามชิงจิ้งมีชื่อเสียงด้านการสำรวมกายและตัดโลกีย์


    เสิ่นจิ่วเป็นเด็กกำพร้า ถูกบิดามารดาจงใจทอดทิ้งที่หน้าปากทางเข้าวงกต ได้รับเมตตาจากท่านเจ้าอาราม จึงเข้าสู่อารามและมีชีวิตอยู่ใต้กฎเกณฑ์เหล่านั้นตั้งแต่เกิด


    ตลอดชีวิตสิบปีของเขาบนโลก เสิ่นจิ่วไม่เคยเห็น ‘ผู้หญิง’ มาก่อน เพียงเคยอ่านจากคำบรรยายในตำราว่าคืออีกเพศหนึ่งที่ตรงข้ามกับตัวเขา


    เขาไม่รู้ว่า ‘ความรัก’ เป็นอย่างไร เคยรู้จักแต่มิตรภาพระหว่างเหล่านักบวชในอาราม


    เขาไม่เคยได้ยินคำว่า ‘ตัณหา’ หรือ ‘กามารมณ์’ นอกเหนือจากที่ปรากฏในม้วนคัมภีร์ข้อห้ามที่ต้องท่องจำทุกวัน


    เขาไม่เคยพบเห็น ‘สัตว์ป่า’ ของจริง เว้นแต่นกตัวเล็กใหญ่แยกชนิดไม่ออกที่บินโฉบผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นบางครั้ง จะรู้จักก็แต่นกพิราบที่ใช้ส่งข่าวสารกับโลกภายนอกเท่านั้น


    และเพราะเช่นนั้น เจ้าก้อนขนสีดำที่พบริมผานั่นจึงเป็น ‘สัตว์’ ตัวแรกที่เสิ่นจิ่วได้สัมผัส






  • เจ้าก้อนขนนั้นตัวใหญ่กว่านก แต่ก็ยังตัวเล็กพอที่เสิ่นจิ่วจะอุ้มไว้ในอ้อมแขนได้โดยไม่หนัก และสามารถแอบซ่อนไว้ใต้ชุดคลุมโดยไม่ผิดสังเกต


    ท่ามกลางกลุ่มเส้นขน มีส่วนหนึ่งของลำตัวที่เปียกลู่ เมื่อแตะดูแล้วก็เหนียวข้น ติดมือกลับมาเป็นสีชาดฉานส่งกลิ่นคาวสนิมชวนคลื่นเหียน


    เสิ่นจิ่วรู้ว่านั่นคือโลหิต


    เจ้าสัตว์ตัวนี้กำลังบาดเจ็บ


    เขาลูบคลำต่อไปอีก หัวใจกระตุกวูบไปแวบหนึ่งเมื่อเห็นสีแดงบนหน้า ก่อนจะค่อยโล่งอกเมื่อพบว่านั่นเป็นเพียงลวดลายบนขนของมันเท่านั้น นับว่าโชคดีที่นอกจากตรงส่วนท้องแล้วก็ไม่มีบาดแผลที่ใดอื่นอีก


    เสิ่นจิ่วพอมีความรู้ทางการแพทย์ติดตัวบ้างเล็กน้อย แม้จะไม่รู้ว่าการรักษาคนและสัตว์มีความแตกต่างอย่างไรบ้าง แต่อย่างน้อยก็พอจะทำแผลให้มันได้


    จากนั้นเขาจึงไปที่หอสมุด ค้นหนังสือสารานุกรมสัตว์มาเทียบหาชื่อเรียกของสิ่งมีชีวิตตัวนั้น พลิกดูอยู่ครึ่งค่อนวันก่อนจะตกลงได้ในที่สุดว่ามันคือ ‘สุนัข’


    สารานุกรมบอกว่า สุนัขเป็นสัตว์ที่เชื่องง่ายและมีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด...นั่นทำให้เสิ่นจิ่ววางใจ


    แต่สารานุกรมก็บอกด้วยว่า สุนัขเป็นสัตว์กินพืช แต่ในอารามชิงจิ้งมีกฎห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อีกทั้งอาหารการกินก็ยังงดเว้นเนื้อสัตว์...ดังนั้นเสิ่นจิ่วจึงตั้งใจว่าจะเลี้ยงมันด้วยผลไม้ป่าแทน






  • ผ่านไปไม่กี่วัน เจ้าสุนัขก็ฟื้น


    ทันทีที่ลืมตาขึ้นมันก็ตื่นตระหนก แยกเขี้ยวพองขนส่งเสียงขู่ในลำคออย่างดุร้าย แต่เสิ่นจิ่วไม่ถือสาเพราะเข้าใจว่ามันคงจะกำลังหวาดกลัวมาก บาดแผลบนตัวนั้นเหวอะหวะ บ่งบอกว่าต้องถูกทำร้ายมาอย่างแทบเอาชีวิตไม่รอด ดังนั้นหากจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็จึงไม่แปลก


    เสิ่นจิ่วลองยื่นมือออกไปหาหลายครั้ง หวุดหวิดจะถูกกัดก็หลายครั้ง ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าการรอเวลาจึงจะเหมาะสมที่สุด


    เสิ่นจิ่วไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย อาหารที่ให้ก็จึงเป็นลูกไม้ที่เก็บมาจากชายป่า ที่เขาใส่ห่อผ้าวางทิ้งเอาไว้ให้มันทุกเช้าเย็นก่อนผละออกมา หนังสือที่ไปค้นคว้ามาบอกไว้ว่าสัตว์จะไม่ยอมกินอาหารจนกว่าจะรู้สึกว่าปลอดภัย


    และเพราะว่านักบวชชั้นผู้น้อยล้วนต้องนอนรวมกันในโถงยาว เจ้าสุนัขจึงต้องถูกซ่อนไว้หลังเพิงร้างที่ไม่ได้ใช้งานหลังหนึ่ง ดูจากสภาพสถานที่รกร้างและบรรยากาศวังเวงแล้ว ก็ไม่น่าจะช่วยให้มันรู้สึกเชื่อใจหรือผูกพันเสิ่นจิ่วได้มากขึ้นหรือเร็วขึ้นเลยสักนิด


    แต่เพราะเสิ่นจิ่วไม่มีทางเลือก ดังนั้นทั้งเขาและมันก็ต่างได้แต่ต้องอดทนกันอย่างนี้ต่อไป






  • อีกเดือนหนึ่งให้หลัง สถานการณ์ก็ดีขึ้นมาก


    บาดแผลของเจ้าสุนัขสมานตัวได้รวดเร็วดีจนสามารถเดินเหินไปบ้างแล้ว เสิ่นจิ่วรู้สึกภูมิใจกับความสามารถของตัวเองเป็นอย่างมาก


    นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับหมอจำเป็นก็ยังดีขึ้นมาก เจ้าสุนัขสามารถกินอาหารต่อหน้าเสิ่นจิ่วได้แล้ว และเมื่อถึงเวลาทำแผลก็ยังเป็นฝ่ายเดินเข้ามานอนที่ตักอย่างแสนรู้ ไม่จำเป็นต้องยื้อยุดหรือใช้ลูกล่ออะไรให้ยุ่งยาก ทำให้เสิ่นจิ่วแสนจะดีใจนัก ทั้งยังแอบคาดหวังอยู่หน่อยๆ ว่าจะได้อุ้มร่างนุ่มนิ่มนั่นอีกครั้ง


    แต่วันดีๆ ก็มีอยู่ได้ไม่นานก่อนจะเกิดเรื่อง...


    วันหนึ่งเสิ่นจิ่วแวะมายังเพิงร้างตามปกติ เด็กชายค้อมตัว ก้มศีรษะหลบเครือเถาวัลย์อย่างทุลักทุเลเพราะในอ้อมแขนมีห่อผ้าที่บรรจุผลหมากรากไม้ไว้จนเต็มแน่น


    ทว่าเจ้าสุนัขที่ควรจะรออยู่อย่างสงบเสงี่ยมด้านใน กลับ...


    กลิ่นคาวสนิมสดใหม่เข้ามาปะทะจมูกเป็นอย่างแรก


    จากนั้นสายตาจึงมองเห็นคราบของเหลวสีแดงบนพื้น เห็นเป็นหยดเล็กๆ บ้าง เป็นหย่อมบ้าง เรี่ยรายสร้างเส้นทางที่มุ่งชี้ไปยังซากที่ถูกชำแหละกองหนึ่ง ที่หากไม่มีขนนกกระจัดกระจายอยู่รอบแล้วก็ไม่อาจรู้ได้ว่านั่นคือตัวอะไร


    ผลไม้ลูกเล็กร่วงกราวลงจากอ้อมแขน สีก่ำวาวดูไม่แพ้โลหิต


    “เจ้า...”


    เจ้าสุนัขหมอบอยู่เหนือศพนั้น พวยจมูกเปรอะเปื้อนอย่างน่าสะอิดสะเอียน ดูหยาบโลนและอำมหิตอย่างที่สุด


    “เจ้าสุนัข!!!”


    เสิ่นจิ่วถลาเข้าไป ‘อาหาร’ ที่นำมาด้วยถูกปล่อยให้หล่นลงกระจัดกระจาย บางส่วนถูกเหยียบย่ำจนแหลกเละไปใต้ฝ่าเท้าที่ร้อนรน


    กฎสำคัญของอารามชิงจิ้งคือการห้ามพรากชีวิต


    เด็กหนุ่มตื่นตระหนกและลนลาน ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจดังอุ้งมือน้ำแข็ง ทำให้ในอกหนาววูบและหดเกร็งจนแทบหายใจไม่ออก


    เขาผลักร่างขนดำที่เคยมองว่าน่าเอ็นดูนั่นให้ออกห่าง แม้รู้ว่าสายไปนานแล้วแต่มือทั้งคู่ก็ยังละล้าละลังจะกอบกุมเอากองเลือด ขนนก และเศษเครื่องในนั่นเอาไว้ ความคิดประดุจคาดหวังว่าหากรวมมันเข้าด้วยกันแล้วก็จะได้นกที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาดังเดิม


    “เจ้า...เจ้า...”


    สองมือสั่นเทา เสิ่นจิ่วเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อนั้นเองว่าลมหายใจเจือสะอื้น และที่ดวงตาพร่ามัวก็เพราะเอ่อคลอหยาดน้ำ


    เขาทำอะไรไม่ได้แล้ว


    มันตายแล้ว


    นกตัวนี้ตายแล้ว


    เพราะถูกเจ้าสุนัขฆ่า แล้วยังกัดกินเลือดเนื้อทำลายซากศพ...


    เสิ่นจิ่วไม่มีแก่ใจคิดถึงสิ่งอื่นอีก เขารีบรุดกลับมาคุกเข่าสำนึกอยู่ตลอดคืน และสวดมนตร์ขอขมาแทนเจ้าสุนัขติดต่อกันอีกหลายวัน หวั่นวิตกเหลือแสนว่ามันจะต้องถูกลงโทษเพราะการทำสิ่งโหดเหี้ยมถึงเพียงนั้นในบริเวณอาราม และตนเองจะต้องรับผิดไปด้วยในฐานะผู้เกี่ยวข้อง


    วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรเสิ่นจิ่วก็ไม่อาจสลัดความกังวลได้เลย


    ในที่สุดเขาก็พ่ายแพ้กับความรู้สึกผิด จึงได้แต่ไปขอคำชี้แนะกับท่านเจ้าอาราม ระมัดระวังสรรคำเอ่ยถามออกไปว่า


    ‘กฎของอารามห้ามการพรากชีวิต เช่นนั้นแล้วสรรพสัตว์ที่กินเนื้อเล่า จะเป็นเช่นไรหรือขอรับ’


    ท่านเจ้าสำนักมองเขาอย่างประหลาดใจ ทำให้เสิ่นจิ่วหัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความหวาดหวั่นว่าจะถูกจับพิรุธได้ว่าลอบเลี้ยงเจ้าสุนัขเอาไว้


    แต่ก็มีเพียงมือที่ลูบลงบนศีรษะ และคำตอบอันอ่อนโยนว่า


    ‘มนุษย์และเดรัจฉานแตกต่างกัน ทั้งเราและมันต่างอยู่บนต่างครรลอง กฎมนุษย์จึงมิอาจนำไปบังคับใช้กับสัตว์ได้ และมนุษย์ก็มิอาจกระทำเยี่ยงอย่างสัญชาตญาณของสัตว์ได้เช่นกัน’


    เสิ่นจิ่วจึงค่อยรู้สึกวางใจ ไม่กล่าวโทษและไม่มีความคิดจะห้ามเจ้าสุนัขอีก


    ...แต่เจ้าสุนัขก็ไม่ได้ฆ่านกอีกเลย






  • เจ้าสุนัขฉลาดแสนรู้ ทั้งยังเชื่องง่ายเหมือนอย่างที่ตำราบอกไว้จริงๆ


    หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าเสิ่นจิ่วไม่ใช่ศัตรู มันก็เข้ามาคลอเคลียที่พบหน้า กระดิกหางฟูไปมาอย่างกระตือรือร้น และชอบให้เขาทั้งอุ้มทั้งกอด น่าเอ็นดูเป็นที่สุด


    ถึงแม้อาหารจะยังเป็นพืชผักผไม้เหมือนเดิม เจ้าสุนัขก็กินเข้าไปจนหมดโดยไม่อิดออด


    หรือตอนที่เสิ่นจิ่วพลั้งมือเวลาใส่ยาเปลี่ยนผ้าพันแผล มันก็ไม่มีทีท่าแยกเขี้ยวส่งเสียงว่าไม่พอใจเลยสักนิด


    และแม้กระทั่งตอนที่มันหายดีเป็นปกติแล้ว เจ้าสุนัขก็ยังวนเวียนอยู่ ยึดเอาเพิงร้างแห่งนั้นเป็นรังของมันเองไปโดยปริยาย


    ในขณะที่เสิ่นจิ่วนั้นดูแลรักษาเจ้าสุนัขมากับมือ หากจะให้กล่าวว่าไม่ผูกพันเลยสักนิดก็เป็นการโป้ปด ดังนั้นจึงย่อมยินดีเป็นอย่างมากที่ยังมีตัวขนปุยนี้อยู่เป็นเพื่อน


    เจ้าสุนัขเจริญเติบโตได้รวดเร็วจนตัวเริ่มใหญ่จนอุ้มลำบากขึ้นแล้ว ตอกย้ำความคิดของเสิ่นจิ่วว่ามนุษย์และสัตว์ไม่จำเป็นต้องเข่นฆ่าหรือกินเนื้อก็ยังเติบโตได้ดี


    เจ้าสุนัขฉลาดมากจริงๆ ไม่เพียงแต่มันจะรับรู้อารมณ์ของเสิ่นจิ่วได้ แต่หลายครั้งก็ยังดูเหมือนจะฟังภาษามนุษย์รู้เรื่องอีกด้วย เสิ่นจิ่วเคยทั้งเล่าเรื่องในชีวิตประจำวันให้ฟังตั้งมากมาย และแม้แต่จะบ่นระบายก็ออกบ่อย ทุกครั้งเจ้าสุนัขจะนั่งนิ่งมองเขาด้วยดวงตาใสแจ๋วตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วจากนั้นก็จะเข้ามาเคล้าคลอเลียใบหน้าเป็นเชิงปลอบใจ ทำให้เสิ่นจิ่วยิ้มออกมาได้ทุกครั้ง


    ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าสุนัขยังสัญชาตญาณเฉียบคม คล้ายกับว่าพวกเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘สายสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและสัตว์เลี้ยง’ อยากที่ตำราเล่มหนึ่งบอก






  • มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เสิ่นจิ่วลื่นล้มระหว่างเก็บผลไม้ เพราะในช่วงฤดูฝนพื้นดินเฉอะแฉะและอ่อนนุ่ม เพียงวางเท้าผิดตำแหน่งไปนิดหนึ่งก็เสียหลัก กลิ้งหลุนๆ เหมือนตัวเองเป็นดินถล่มจนลงไปกองอยู่ในแอ่งลุ่ม นอกจากจะข้อเท้าแพลงแล้วดินก็ยังลื่นเกินไปจนไม่ไม่สามารถปีนขึ้นมาได้


    เสิ่นจิ่วไม่พยายามส่งเสียงร้องเพราะรู้ดีว่าไม่มีทางจะมีใครผ่านมาอยู่แล้ว แต่จู่ๆ ก็กลับได้ยินเสียงดังหงิงๆ แว่วมา ก่อนจะเห็นกลุ่มก้อนสีดำชะโงกหน้ามามองจากด้านบน


    ‘อย่าลงมา!’ เขารีบร้องห้าม


    เจ้าก้อนขนที่แสนเชื่อฟังนั่นก็เห่าทีหนึ่ง แล้ววิ่งหายลับไปจริงๆ ในขณะที่เสิ่นจิ่วเห็นเช่นนั้นแล้วก็กลับรู้สึกซับซ้อน ไม่รู้จะเรียกได้ว่าโล่งใจหรือผิดหวังดีแน่


    แต่


    ‘นั่นใครน่ะ!?’


    เยวี่ยชีโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ ตาเบิ่งโตและผมยุ่งเหยิงทำให้ยิ่งดูซื่อเซ่อไปกว่าเดิม


    ‘เสี่ยวจิ่ว?’


    หลังจากที่ช่วยกันยื้อยุดจนขึ้นมาได้อย่างทุลักทุเลแล้วเยวี่ยชีก็จึงบอกว่าตนเห็นอะไรบางอย่างลับๆ ล่อๆ จึงเดินตามมาจนได้ยินเสียงของเสิ่นจิ่วเข้า


    ฝ่ายเสิ่นจิ่วเมื่อฟังจนจบแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเจ้าสุนัขช่างเลือกได้ถูกคนนัก มีแต่เยวี่ยชีเท่านั้นที่โง่พอจะวิ่งตามเสียงแปลกๆ เข้าไปในป่าได้โดยไม่ลังเล


    และเมื่อกลับไปพบกันที่เพิงร้างอีกครั้ง เสิ่นจิ่วก็จึงเห็นว่าเจ้าสุนัขมีแผลหนามเกี่ยวเล็กๆ เต็มตัวไปหมด
    เสิ่นจิ่วสงสารตื้นตันจับใจ เขาทั้งกอดทั้งหอม ลูบศีรษะและให้คำชมกับมันโดยไม่อิดออดเป็นครั้งแรก







  • แต่ถึงเจ้าสุนัขจะดูรักใคร่และว่าง่าย แท้จริงแล้วก็ไม่ได้ชอบถูกกอดรัดฟัดเหวี่ยงนานนัก มันออกจะชอบเอาตัวเองเป็นใหญ่ เลือกยอมทำอะไรสักอย่างก็ต่อเมื่อยินยอมเห็นด้วยเท่านั้น เป็นนิสัยที่ชวนให้นึกถึง ‘แมว’ สัตว์เลี้ยงอีกชนิดหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเอาแต่ใจ 


    มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เสิ่นจิ่วถูกสั่งลงโทษให้ยืนสำนึกผิดมาตลอดทั้งวัน จนทำให้เผลอหลับไปในระหว่างให้อาหาร


    แต่เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้น ก็กลับไม่หนาวเลยสักนิดแม้จะเป็นคืนในฤดูหนาว


    เสิ่นจิ่วเพิ่งตระหนักได้ก็ตอนนั้นเองว่าเจ้าสุนัขโตเร็วมากจริงๆ เวลาผ่านไปไม่ถึงปีบัดนี้มันตัวสูงถึงเข่า หนักเสียจนอุ้มจะไม่ไหวแล้ว


    และเมื่อได้นอนซุกกันอยู่อย่างนี้ ก็ยิ่งพบว่าตัวของเจ้าสุนัขช่างอบอุ่นเหลือเกิน






  • ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสนิทสนมกับมากขึ้นเรื่อยๆ เสิ่นจิ่วก็ยังคงค้นตำราเกี่ยวกับสัตว์มาอ่านต่อไปเรื่อยๆ
    เขาได้รู้ว่าเจ้าสุนัขเป็นเพศผู้


    เขาได้รู้ว่าที่มันตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น อาจเป็นเพราะมีสายเลือดสุนัขป่าอยู่


    นอกเหนือจากนี้ เขาก็ได้รู้ว่าบนโลกนี้นอกเหนือจาก ‘สัตว์’ และ ‘มนุษย์’ แล้วยังมีสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นอยู่อีก


    และยังได้รู้...ว่าแท้จริงลวดลายสีแดงบนหน้าผากนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ตรามาร






  • มีบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับมารอยู่ไม่มาก อีกทั้งยังไม่มีข้อห้ามที่กล่าวถึงมารอยู่ในรายกฎของอารามชิงจิ้ง


    แต่ในมหาคัมภีร์ที่นักบวชทุกคนยึดถือเป็นบัญชาของชีวิตกล่าวถึงมารว่าคือภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นตัวตนที่หล่อหลอมและถือกำเนิดขึ้นจากความชั่วร้ายนับสิบนับร้อยแขนงหลอมรวมกันจนเกิดเป็นตรามารสีโลหิต


    แม้การพรากชีวิตจะเป็นความผิดมหันต์ แต่การเข่นฆ่ามารมินับว่าเป็นบาป

    หน้าที่ของเหล่าผู้อยู่ในครรลอง...คือการกำจัดกเฬวรากเพื่อธำรงพิศุทธิ์







  • เสิ่นจิ่วนึกไพล่ไปถึงซากของนกตัวนั้น ขณะเดียวกันยังนึกประหวั่นร่างที่เติบโตสูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว


    สักวันหนึ่ง สิ่งที่เจ้าสุนัข...ไม่สิ มาร นั่นกัดกินก็คงจะไม่ใช่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นมนุษย์ และคงจะไม่ได้มีเพียงร่างเดียว แต่เป็นกองศพทับถมจนเป็นกองพะเนินเหมือนดังบรรยายไว้ในม้วนบันทึกโบราณ


    กลิ่นคาวสนิมข้นคลุ้งของโลหิต สัมผัสหยุ่นที่ยังไม่ทันชืดดีของเลือดเนื้อและเครื่องในสด ตัวเขายังจดจำสิ่งเหล่านั้นได้ดี ดีเสียจนจะคลื่นเหียนและตัวสั่นเทาขึ้นมาทุกครั้งที่นึกถึง


    แต่ตอนนี้ในมือเขามีความอบอุ่นของเจ้าสุนัข ดวงตาสุกใสเบิกกว้างจ้องมองเขา...ยังคงแสนรู้อยู่ไม่เปลี่ยน


    ก็เพราะมันไม่ใช่เดรัจฉานธรรมดา แต่มันคือมาร


    เสียงหนึ่งกระซิบก้องในความคิด


    เสิ่นจิ่วไม่กล้าแม้จะกะพริบตา ทุกอย่างช่างง่ายดายนัก


    ไม่มีการดิ้นรน สิ่งเสียงร้อง หรือกระทั่งพยายามแว้งกัด


    แค่เพียงการเคลื่อนไหวง่ายๆ คล้ายกับการยกขึ้นอุ้ม เพียงแค่ไม่ใช่โอบอ้อมตระกองกอด แต่เป็นการโยนออกไป


    ...ง่ายดายไม่ต่างอะไรไปจากการทิ้งขว้างสิ่งของ


    อาจจะมีแสงแดงเรืองจากตรามารให้หวาดกลัว แต่เพียงพริบตาเดียวร่างนั้นก็เล็กลง ห่างไกลออกไป ก่อนจะถูกทะเลหมอกกลืนกินไปในที่สุด


    และแม้อุณหภูมิจะยังคล้ายติดค้างอยู่บนฝ่ามือ มันก็จะจางหายไปในอีกไม่นาน...


    เช่นเดียวกับความผูกพัน






  • เวลาผันผ่าน ด้านในเจ้าอารามเปลี่ยนตัว ด้านนอกผลัดแผ่นดิน แต่กิจวัตรและการรักษากฎข้อห้ามยังคงดำเนินต่อไป


    หากจะกล่าวว่าอารามชิงจิ้งยังคงตัดขาดจากภายนอกนั้นก็คงใช่ แต่ก็หาได้ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยสิ้นเชิง






  • การเยี่ยมเยือนขององค์กษัตริย์เวียนมาถึงในวันคืนเดือนมืดกลางฤดูร้อน


    ขบวนราชสำนักมาถึงอย่างเอิกเกริก ตัวตนของราชาที่ชิงจิ้งก็ไม่ต่างอะไรไปจากหงส์ในฝูงกา เสียดแทรก รุกล้ำ และผิดที่ผิดทาง ทำลายความสงบลงหมดสิ้น


    องค์ราชานำทุกสิ่งที่อารามชิงจิ้งไม่เคยมีและไม่ควรมีเข้ามา


    อาหารโอชาที่ประกอบด้วยเนื้อและปรุงด้วยเครื่องเทศ คณะนักดนตรีที่บรรเลงบทเพลงในเวลาสมควรสวด และไหนจะสุรา การพนัน และความสำราญอีกมากมายที่ทำให้เหล่านักบวชผู้ไม่ประสาต่อโลกียะเสียสำรวม


    เสิ่นชิงชิวไม่แตะต้องอาหารบนโต๊ะ เขานั่งตัวตรง แผ่นหลังเกร็งขึงราวถูกยึดตรึงเอาไว้ กระทั่งใบหน้าก็นิ่งขรึมเสียดูประหนึ่งกำลังสวมหน้ากาก ยิ่งเสริมภาพลักษณ์เจ้าอารามผู้ละกิเลสตัณหาให้ดูสูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก


    เขาเม้มปากเสียเป็นเส้นตรง จำต้องพยายามอย่างยิ่งเพื่อรักษาอาการนอบน้อมต่อหน้ากษัตริย์ สนทนากับขุนนางอย่างไม่หมางเมินจนเกินไป และที่สำคัญยังต้องไม่แสดงออกถึงความรังเกียจ


    เพราะตราบใดที่องค์ราชาครอบครองท้องฟ้าจรดผืนน้ำไปทั่วทั้งดินแดน อารามชิงจิ้งก็ยังต้องพึ่งพิงการคุ้มครองและอาศัยความเมตตาจากหลวงให้ยังดำรงอยู่ได้


    “ท่านเจ้าอารามกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”


    ห้วงภวังค์พลันถูกทำลายในชั่วแวบ เขากะพริบตา และก็พลั้งสายตาสบกับองค์ราชาที่กำลังมองมา


    ดวงเนตรดำขลับดังนิลดุจโมราเปี่ยมประกายสุกใส ยิ่งเมื่อกอปรกับดวงพักตร์งามประหนึ่งหยกแล้วก็ยิ่งดูหล่อเหลาล้ำค่า...ดูสมศักดิ์ที่ไม่ควรได้เสียเหลือเกิน


    เสิ่นชิงชิวพยายามไม่เหยียดยิ้ม ควบคุมมุมปากให้เพียงเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า


    “เพียงใจลอยก็เท่านั้นพะย่ะค่ะ”


    ราชาผู้นี้ที่ได้บัลลังก์ก็เพราะช่วงชิงมาด้วยกำลัง ซ้ำร้ายแล้วเมื่อขึ้นสถาปนาแล้วก็กลับยังเสือกไส กระทำการเสเพลไม่เคารพกฎอารามอันศักดิ์สิทธิ์เลยสักนิด


    ราวกับว่ามีเจตนาจะป้ายมลทินชิงจิ้งให้แปดเปื้อนอย่างไรอย่างนั้น






  • “อารามชิงจิ้งสะอาดเรียบร้อย ทิวทัศน์งดงามจับตา สมกับเป็นสถานที่สงบจิต”


    เสิ่นชิงชิวพยายามไม่รีบเร่งเดิน แต่ก็สาวเท้าก้าวยาวขึ้นขณะกล่าวตอบว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาท”


    “ธรรมชาติบนยอดเขาช่างบริสุทธิ์ยิ่ง สิงสาราสัตว์แม้ไม่มากแต่ล้วนเชื่อง ข้าชอบใจนัก”


    แสงจากตะเกียงถือไหววูบ ในที่สุดก็มาถึงห้องพักอันเป็นจุดหมาย


    เสิ่นชิงชิวเปิดประตูอ้าออกกว้าง ผายมือไปทางด้านใน อยากจะจบบทสนทนาไร้จุดหมายนี่โดยเร็วที่สุด


    “เพียงแต่ข้ามีข้อสงสัย...”


    เขาขัด ความอดทนจะเล่นละครเริ่มน้อยลงทุกที “ถึงห้องบรรทมแล้วพะย่ะค่ะ”


    กษัตริย์หนุ่มนิ่งมองเขา ดวงตาสะท้อนแสงตะเกียงดูวาววามอยู่ในความมืด


    “ที่นี่มิใช่เคยมีสุนัขดำตัวหนึ่งอยู่หรอกหรือ?”


    เสิ่นชิงชิวใจหล่นวูบ


    “สุนัขดำ ที่นักบวชผู้น้อยคนหนึ่งนามเสิ่นจิ่วเป็นผู้เลี้ยง”


    “ผิดแล้ว อารามชิงจิ้งไม่มีธรรมเนียมเลี้ยงสัตว์” เขารีบหันหลังให้ ทั้งด้วยจะเร่งรีบจากไปและเพื่อปกปิดพิรุธของตัวเอง


    ปัง!


    บานประตูปิดลงตรงหน้า หลังมือขาวผ่องวางทาบตัดกับสีน้ำตาลเข้มของเนื้อไม้แข็ง แขนข้างเดียวกับมือนั้นเป็นดังเครื่องตีกรอบที่ต้อนให้เหยื่อจำต้องอยู่กับที่


    องค์ราชาต้องการอะไรกันแน่?


    คิดจะให้ข้อหาสมคบกับพวกมาร ทำลายอำนาจบารมีของอารามชิงจิ้งอย่างนั้นหรือ?


    เสิ่นชิงชิวข่มน้ำเสียง เอ่ยถามอย่างสงบว่า “ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ใดกันแน่?”


    ชายผู้นี้อาจเป็นผู้ชิงบัลลังก์ อาจเรียกได้ว่าสำส่อน บ้าอำนาจ หรือกระทั่งเป็นทรราช กระนั้นเสิ่นชิงชิวก็ยังไม่คาดฝันว่าอีกฝ่ายจะกระทำการกำเริบเสิบสาน เสียมารยาทได้ถึงเพียงนี้


    “เหตุใดเจ้าจึงทอดทิ้งมัน?”


    “ทอดทิ้งสิ่งใด?”


    “หากเจ้ารังเกียจ คิดทิ้งขว้าง และสุดท้ายก็จะลงมือฆ่า...เช่นนั้นเหตุใดจึงต้องมอบความเมตตาให้แก่มันด้วย?”


    เสิ่นชิงชิวกำหมัดแน่น “ฝ่าบาท อารามชิงจิ้งมีกฎห้ามพรากชีวิต”


    “ไยต้องดูแลมัน? มอบความอบอุ่นกับมัน? ทำให้มันต้องรู้จักความรัก


    “ฝ่าบาท พระองค์ตรัสถึงสิ่งใดกัน กระหม่อมไม่เข้าใจ”


    “นั่นสินะ...”


    เบื้องหลัง เสียงทุ้มเอ่ยระคนทอดถอนใจอยู่แผ่วเบา ทำให้ผู้ฟังพลั้งเข้าใจไปชั่วขณะว่ายอมเลิกรา


    “ฝ่าบาท...”


    แผ่นหลังถูกอุณหภูมิร้อนทาบทับแนบชิด ก่อนที่เสียงเดิมจะดังขึ้นอีกครั้ง ใกล้จนเกินพอดี


    “เจ้าเป็นนกน้อยในกรงทองเช่นนี้ เคยรู้อะไรบ้าง?”


    ข้อนิ้วเกลี่ยลงข้างแก้ม บรรจงจัดปอยผมทัดหูให้อย่างบรรจง


    “รู้จักความรักหรือไม่?”


    มือแกร่งกำหลวมๆ รอบลำคอ ไม่ถึงกับบีบรัดหลอดลม แต่ก็ทิ้งน้ำหนักที่ประหนึ่งจะสามารถช่วงชิงลมหายใจไปได้จริงๆ


    “รู้จักความแค้นหรือไม่?”


    ปลายนิ้วจรดลง ทีแรกเพียงผิวเผิน จากนั้นจึงลงน้ำหนักประทับ แม้มีปราการกางกั้นแต่สัมผัสก็ยังชัดแจ้งผ่านอาภรณ์เนื้อโปร่งสำหรับฤดูร้อน


    ฝ่ามืออันเป็นดังถ่านคุเลื่อนไล้ตามเส้นกระดูกไหปลาร้า อ้อยอิ่งแถวแอ่งชีพจร ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนผ่านแผ่นอก และทาบลงอย่างหมิ่นเหม่ที่ท้องน้อย


    เสิ่นจิ่วลมหายใจสั่นสะท้าน เพิ่งตระหนักชุดคลุมตัวยาวที่สวมอยู่นี้แสนจะอึดอัดระคายผิว


    จุมพิตประทับลงบนใบหู เสียงฉ่ำชื้นของริมฝีปากและปลายลิ้นอันใกล้แสนใกล้ยิ่ง 


    “อ๊ะ...!”


    เสียงหัวเราะแผ่วดังขึ้น แล้วจึงตามมาด้วยคำถามทุ้มพร่า


    “เคยลิ้มรสกามารมณ์หรือไม่?”


    เสิ่นจิ่วเม้มปากแน่น ถูกลมหายใจริมหูและฝ่ามือร้อนผ่าวบนบั้นเอวตรึงทั้งร่างไว้กับที่


    ทั้งที่เป็นสัมผัสสาธารณ์ แต่ก็กลับเป็นความสาธารณ์อันวาบหวามและทรงอานุภาพยิ่ง


    ทั้งที่นี่เป็นอารามชิงจิ้งอันศักดิ์สิทธิ์ และทั้งที่ตนอยู่ในอาภรณ์นักบวชอันทรงศีล ทั้งที่ควรเป็นเช่นนั้น...


    ท่ามกลางสัมปชัญญะล่องลอยและตื้อตันเหมือนปุยนุ่น ด้วยความคิดที่ยุ่งเหยิงดังปมด้าย ชายหนุ่มพยายามขัดขืน เขาผละจากแผ่นอกที่บดเบียดเข้าแนบชิดแล้วหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้า คิดว่าแม้ตนจะต้องตกอยู่ในสภาพหลังชนฝาก็ยังจะดีกว่า


    “เจ้า...” ไม่ใช่ “ฝ่าบาท...”


    คำพูดพลันชะงักอยู่ในลำคอ


    องค์กษัตริย์ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ยังคงตรึงตาสง่างามเหมือนดังที่เห็นในงานเลี้ยงตลอดคืน ต่างไปเพียงที่บัดนี้กำลังเผยพักตร์แท้จริงแก่ผู้มอง


    แน่นอน รูปโฉมอันเป็นที่ยอมรับเลื่องลือนั้นยังเห็นเค้าความงามชัดแจ้งแม้ใต้แสงวอบแวมของตะเกียงใกล้ดับ...


    เว้นจากไฟหรุบหรู่นั้นแล้วรอบด้านล้วนไร้แสงใดอื่น นอกหน้าต่างคือคืนเดือนดับไร้แสงนวล และแม้จะมีประกายสกาวจากดวงดารา ทั้งหมดก็ล้วนถูกกลบกลืนจนมืดมัวไปโดยหมู่เมฆ


    แต่นอกเหนือจากแสงอ่อนจากตะเกียงนั้นแล้ว กลับยังมีแสงเรืองสีแดงอยู่อีกหนึ่ง


    เสิ่นจิ่วพยายามก้าวถอย ทว่าแผ่นหลังก็แนบสนิทกับบานประตูไม้แข็ง สิ้นทางหนี


    ราชาหนุ่มคลี่ยิ้ม ตรามารกึ่งกลางหน้าผากดูประดุจลายบุปผาเพลิง อ่อนช้อยงดงาม ทว่าเปี่ยมอันตรายอย่างยิ่ง


    เขาได้แต่จับจ้องดวงหน้านั้น ตรามารนั้น ไม่อาจละสายตาไปได้ราวกับต้องมนตร์สะกด ขณะเดียวกันขุมบางอย่างในอกก็ทำให้แค่นเสียงเยาะออกไปว่า


    “มีราชาเป็นมารอย่างนั้นหรือ? เช่นนี้แผ่นดินคงเข้าสู่กลียุคเสียแล้ว”


    รอยยิ้มนั้นพลันเลือนหาย ก่อนที่มารจะส่ายศีรษะช้าๆ สุ้มเสียงท่ามกลางความอุดอู้ทำให้คล้ายจะฟังดูอ่อนลง


    “เจ้าลืมกฎเกณฑ์คำสอนไร้สาระพวกนั้นไปเสียเถิด”


    “จิตวิญญาณของข้ายึดมั่นอยู่กับพระคัมภีร์”


    ครานี้กลับกลายเป็นคนตรงหน้าที่แค่นหัวเราะ “แล้วร่างกายของเจ้าเล่า?”


    ขาทั้งสองของเขาถูกบางอย่างบังคับให้อ้าออก เสิ่นจิ่วตัวแข็งทื่อ เมื่อก้มลงก็จึงเห็นขาข้างหนึ่งของอีกฝ่ายที่แทรกเข้ามา ก่อนจะงอข้อพับ ใช้เข่าบดเบียดเสียดสีเข้ากับ...


    “อ้า...”


    ส่วนแข็งขึงกึ่งกลางหว่างขาถูกคลึงเคล้น บังเกิดเป็นรสสัมผัสแปลกประหลาดไม่เคยเผชิญมาก่อน ช่างราวมรสุมโหม หรือไม่ก็คลื่นซัดสาด ฉับพลันรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อกันจนทำให้สั่นสะท้านไปทั้งกาย


    “จะ เจ้า...”


    “นี่น่ะหรือร่างกายที่ปวารณาแก่อารามศักดิ์สิทธิ์?”


    เขากัดฟันแน่น ลมหายใจหนาวเหน็บทั้งที่เป็นกลางฤดูร้อน เหงื่อกาฬผุดพรายเย็นเยียบเต็มแผ่นหลัง ตรงข้ามกับฝ่ามือที่บรรจงประคองใบหน้าและจุมพิตรุ่มร้อนพร่างพรายลงบนหน้าผาก เปลือกตา และมุมปาก


    เสิ่นจิ่วนึกถึงนกน้อยตัวนั้น คิดใคร่รู้เหลือเกินว่าก่อนจะเหลือเพียงซากเนื้อกองนั้น มันจะรู้สึกเหมือนกับตนตอนนี้หรือไม่


    “ข้าไม่ใช่ลูกสุนัขอ่อนแอตัวนั้นอีกต่อไปแล้ว”


    เสียงทุ้มกระซิบพร่ากับริมฝีปากของเขา ก่อนที่ปลายลิ้นอุ่นนุ่มจะแลบเลีย แล้วค่อยๆ ชำแรกรุกล้ำเข้ามาเบื้องใน


    เสิ่นจิ่วทั้งถูกขบเม้มและดูดดุน โพรงปากถูกฝ่ายตรงข้ามตักตวงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียจนราวดวงวิญญาณก็ถูกสูบออกไปเสียด้วยพร้อมกัน


    “อา...” เจ้าสุนัข! เดรัจฉาน!


    “หากเจ้าสูงส่งนัก ข้าก็จะฉุดกระชากเจ้าลงมาเกลือกกลิ้งกับข้า หากเจ้าศรัทธานัก ข้าก็จะทำให้เจ้ามัวเมาลุ่มหลงเสียจนลืมทุกสิ่งสิ้น”


    ทั่วร่างทุกอณูล้วนผะผ่าวไปด้วยความหวามซ่าน กระนั้นจิตใจกลับสุดพรั่นพรึง


    กฎอารามชิงจิ้งห้ามปรนเปรอทางกาย ห้ามปล่อยอารมณ์พลุ่งพล่าน ห้ามแสวงหาความสุขสมร่วมเพศ ห้าม...


    ริมฝีปากร้ายกาจนั่นจู่โจมเขาอีกครั้ง ช่วงชิงทั้งลมหายใจและสติสัมปชัญญะจนตัวเขาเหลือแต่กายอันว่างเปล่าโหยหา


    “เสิ่นจิ่ว...”


    ดวงตาดำขลับคู่นี้เองก็บาปหนานัก แล้วไฉนจึงจับจ้องมาอย่างลึกล้ำเช่นนี้เล่า?


    “จะพยายามผลักไสข้าอีกเท่าไรก็ได้ แต่เจ้าจะไม่มีวันทำสำเร็จอีกเป็นครั้งที่สอง”



    _____________________________________________________________________________________________________



    leave to someone's tender mercies = Submit to another's power or discretion, especially to an unsympathetic individual.
    from "A righteous man regardeth the life of his beast; but the tender mercies of the wicked are cruel."

    จริงๆถึงจะไม่ได้ระบุไว้ตรงๆ แต่อิมเมจในหัวก็คือแบ็คกราวนด์เป็นยุคกลางค่ะ ส่วนศาสนาอารามชิงจิ้งนี่ก็..พยายามไม่ใส่ดีเทลเยอะ แต่ก็ติดกลิ่นอายศาสนาคริสต์มาพอสมควรเลย ขอโทษด้วยค่ะTT (แต่ส่วนนึงก็เพราะได้แรงบันดาลใจจากตอนอ่านเรื่องอารามคริสต์นี่แหละ)

    ทีแรกตั้งใจจะมาแนวดราม่าทวงแค้น ท่านทิ้งข้าทำไม?!? อะไรแบบนี้... แต่อยู่ดีๆ ก็งอกเองโตเองกลายเป็นฟิคสองแง่สามง่ามเฉยเลย..............

    Writing Playlist
    Take Me To Chruch - Hozier
    ...อย่างไม่ต้องสงสัย 555
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in