เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
TT's diary'doubleturtleXD
บททดสอบของชีวิตที่ทำให้รู้สึกโตขึ้น
  • "โอ้ยยย! ปวดท้องงง ไม่ไหวว่ะ ไม่ไหว"
    เสียงของชายวัย 95 ปีหมาด ๆ ดังขึ้นมาในห้องน้ำ ก่อนที่จะมีเสียงการกระทำต่าง ๆ ที่เอะอะจากสาวน้อยวัย 90 ผู้เป็นคู่ชีวิตที่เอาตัวของชายผู้ร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาจากห้องน้ำ ที่เข้าไปมากกว่าชั่วโมง

    ใช่ นั่นคือเสียงร้องของคุณปู่ และเสียงกุลีกุจอของคุณย่าเราเอง

    ปู่เราไม่ได้ล้ม ไม่ได้อะไร แต่ปู่เรานั่งห้องน้ำนาน นานซะจน...

    ลำไส้แตก...

    ฟังดูอาจจะดูร้ายแรง ซึ่งก็ร้ายแรงจริง ๆ สำหรับชายชราวัยเกือบศตวรรษ เหตุมันเกิดจากที่ปู่เราเป็นโรคไส้เลื่อนในช่วงวัย 80 กว่าเกือบ 90 แต่ไม่สามารถผ่าตัดได้ด้วยวัยที่มากโข และโรคหัวใจอันเป็นโรคประจำตัว แถมยังทานยาละลายลิ่มเลือดอันเป็นยาประจำตัวทำให้ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ปู่จะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก และตอนนี้ไส้ที่เลื่อนมันไหลลงมามากจนเบียดลำไส้จนแตก

    ...

    เราได้เรียกรถโรงพยาบาลไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและส่งไปยังแผนกฉุกเฉิน เพื่อใช้สิทธิฉุกเฉิน เนื่องจากสิทธิรักษาของปู่อยู่ที่อีกโรงพยาบาลนึงที่เราคิดว่าไม่ค่อบเพรียบพร้อมกับการรักษาซักเท่าไหร่  หมอตรวจร่างกายซักพักก็แจ้งว่า น่าจะเป็นโรคไส้เลื่อนนี่แหละ เราก็วางใจเพราะอาการมันก็แค่เจ็บนิดหน่อยแบบที่เคยเป็น แต่มันไม่เป็นแบบนั้น

    "หมอต้องผ่าตัดฉุกเฉินนะครับ  ตอนนี้ลำไส้ของคนไข้แตก หมอต้องขอเรียนตามตรงว่าถ้าไม่ผ่า โอกาสที่คุณปู่จะเสียชีวิตมีสูงมาก ยังไงต้องผ่านะครับ"

    "แต่ถ้าผ่าก็มีสิทธิไม่ฟื้นใช่มั้ยคะ ?"

    สิ้นเสียงเราถาม คุณหมอก็พยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับแจ้งว่า แต่เปอร์เซ็นต์ที่การผ่าตัดจะราบรื่นนั้นก็มีสูงกว่าไม่ผ่า เรียกได้ว่าถ้าไม่ผ่า 100 เปอร์เซ็นต์คือคุณปู่ต้องจากเราไปอย่างแน่นอน  เนื่องจากอาหารและของเสียไหลปะปนกันในร่างกายหมดแล้วและลำไส้มีส่วนของเนื้อที่ตายบวกกับมีอากาศไหลเข้าไปเยอะ

    เราหันไปหาคู่ชีวิตของปู่ที่สูงแค่ไหล่ของเรา  ตอนนี้น้ำตาของย่ากำลังไหลลงมาช้า ๆ อยากจะบอกย่าว่าไม่ต้องร้องไห้ก็ไม่ได้ เพราะเราชิงร้องก่อนย่าไปตอนไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน มารู้ตัวตอนที่ได้รสเค็มปะแล่มจากน้ำตาที่ไหลเข้าปาก หมดมาดคนคูลที่พยายามจะเป็นหลักยึดเหนี่ยวให้หญิงชราข้างๆพึ่งพิงไปเลย

    เรายังไม่ได้เซ็นเอกสารยินยอมให้ผ่าตัดทันที เนื่องจากเหตุผลข้างต้น กลัวปู่ไม่ฟื้น ตัวย่าเองก็ไม่กล้า
    เซ็นเช่นกัน  ไล่โทรถามญาติเพื่อความแน่ใจอยู่พักใหญ่จนคุณหมอเข้ามาให้เซ็นยินยอมการผ่าตัดอีกครั้ง

    เราหยิบปากกาขึ้นมาเขียนข้อมูลต่าง ๆ จนปากกากำลังจะมาจรดอยู่ที่ช่องให้เซ็นชื่ออนุญาตยินยอมให้ผ่าตัด  หัวสมองเราขาวโพลนไปหมด  เราสัมผัสได้ว่ามือของตัวเองกำลังสั่นไหว  แล้วหลังจากนั้น สีขาวโพลนในสมองนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อ 5 ปีก่อน...


    เมื่อปีพ.ศ. 2560  เราได้เสียพ่อของเราไปที่โรงพยาบาลนี้  โรงพยาบาลที่เรากำลังยืนอยู่ด้วยโรคร้าย

    ภาพที่ไปเยี่ยมพ่อใน ICU  ภาพเราวิ่งหอบลงจากรถเมล์หลังจากไปเรียนเพื่อไปเยี่ยมพ่อ  ภาพที่เห็นพ่อเรานอนนิ่งไม่หายใจบนเตียงโดยที่มีแม่ยืนน้ำตาคลออยู่ข้าง ๆ ก่อนที่เราจะไปถึง ภาพที่เราไปรับศพพ่อออกมาจากโรงพยาบาลผ่านร้านเป็ดย่างที่พ่อชอบทานแล้วบอกว่า พ่อ ถึงร้านเป็ดแล้วนะ เอาซักตัวมั้ย เดี๋ยวซื้อใส่บาตรไปให้  

    ภาพเหตุการณ์พวกนั้นที่ผ่านมา 5 ปีแล้ว...

    แน่นอนว่าต้องมีบางเหตุการณ์ที่ลืมไปบ้างแล้วด้วยเวลาที่ผ่านมานาน  แต่ในนาทีที่เรากลับจำมันได้หมดเลย และภาพต่างๆก็ฉายวนในหัวต่อไปเรื่อย ๆ จนย่ามาแตะที่ไหล่ของเรา

    "เซ็นเถอะลูก เซ็นเถอะนะ ถ้าไม่เซ็นเดี๋ยวแม่เซ็นเอง แม่โอเคนะลูก"
    "แม่รู้ปะ ตอนนี้ตัดสินใจอยากกว่าตอนที่หนูเลือกคณะเข้าเรียนป.ตรีอีก"
    "รู้ว่ายาก แม่ก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน"

    ซักพัก หมออีกท่านก็เข้ามาเหมือนรู้ว่าพวกเราย่าหลานทำใจไม่ได้ที่จะต้องเซ็นเอกสารนี้

    "คุณปู่บอกว่า ถ้ามันจำเป็นก็จะผ่า ก็ยินดีให้ผ่าตัดนะครับญาติ"

    พอสิ้นเสียงคุณหมอคนนั้น  เรากำปากกาหมอแน่นก่อนถอนหายใจ  เพราะนี่เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่มากในชีวิตของเราในช่วงวัย 25 ปี  มันไม่เหมือนกับตอนที่ขึ้นศาล  ไม่เหมือนกับตอนร่างคำคู่ความ  ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ไหนในชีวิตทั้งนั้นเพราะนั่นคือเรื่องของคนอื่น  แต่นี่เป็นเรื่องของตัวเอง  และเพราะเป็นเรื่องของตัวเองมันจึงยากมาก  การที่เราเซ็นชื่อตัวเองลงไปในตอนนั้นจึงเป็นเหมือนการตอบข้อสอบอัตนัยปลายภาคร้อยคะแนนตอนป.ตรี  ไม่สิ... มันยากกว่านั้นอีก แต่เราก็ได้เซ็นมันลงไปแล้ว

    คุณปู่ได้รับการผ่าตัดในช่วงสองทุ่มเกือบสามทุ่มในวันเดียวกัน  ก่อนที่ตอนเช้าจะได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลว่าการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี

    เราสองย่าหลานโล่งใจแบบมากที่สุดในชีวิตแล้ว  ก่อนที่จะโทรแจ้งญาติทุกคนว่าทุกอย่างราบรื่น  หลังจากนั้นเราก็ไปทำงานจัดการธุระและซื้อของใช้ส่วนตัวไปให้คุณปู่ที่โรงพยาบาล  และได้ยืนมองปู่จากหน้าห้องพักรวมของผู้ป่วยเนื่องจากไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ด้วยโรคโควิด - 19  ปู่ที่อยู่เตียงริมมองออกมาจากห้องพักก่อนที่จะโบกมือหยอย ๆ แม้จะใส่ท่อช่วยหายใจ  เป็นนัย ๆ ว่า

    "ไอ้หลานรัก เมียรัก ข้าสบายดีนะโว้ย"

    แล้วปู่ก็ส่งรอยยิ้มว่า วางใจเถอะมาให้เราสองย่าหลาน

    และรอยยิ้มนั้นก็เหมือนผลการทดสอบที่ตอบว่านายผ่านบททดสอบนี้แล้วล่ะ
    นายกำลังโตขึ้นอีกก้าวแล้ว

    และเสียงในใจของฉันก็พูดกับตัวฉันเองด้วยว่า

    "ตัวกู มึงแม่งโคตรเก่งเลย"

    ...

    PS : สำหรับคนที่อ่านแล้วรู้สึกอยากส่งกำลังใจ ขอบอกคำว่าขอบคุณจากใจดวงน้อย ๆ ของเรา และ               ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันน้า
         : ไม่ต้องแปลกใจ เราเรียกย่าว่าแม่ และเรียกแม่ว่าเจ๊
         : สุดท้ายนี้ คนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ อย่านั่งขี้นาน ไส้ไม่แตกเหมือนปู่แต่อาจเป็นริดสีดวงได้ เป็น               ห่วงนะจ๊ะ 555555555

    ...

    note : เหตุเกิด ณ. วันพฤหัสที่ 23 มิ.ย 2565
             : ขณะที่พิมพ์ ปู่สับสนว่ากูมาทำอะไรที่นี่วะเนี่ย เลยโวยวายเล็กน้อย เป็นผลพวงมาจากยาสลบ                   ปกตินางไม่ขี้โวยวาย (กับคนนอก)  มีความจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง
             : และเช้าวันนี้เป็นวันที่นอนเต็มครั้งแรก หลังจากวันพุธไปฉีดวัคซีน เป็นไข้ ยังไม่หายดีก็เกิดเหตุ             ขึ้น แต่ไม่ท้อหรอกนะ เมื่อวานเลยเหมือนซากศพนิดหน่อยแหละเพราะนอนไปแค่ 2 ชั่วโมงแล้ว               ตื่นเช้าไปทำงานต่อ
             : ตอนแรกห้องผ่าตัดเต็ม แต่ได้พลังโซเชียลช่วยเอาไว้ ไม่ได้ได้ห้องจากพลังโซเชียลหรอก แต่สิ่งที่             ได้คือกำลังใจที่ได้รับมากเกินคาดคิด จะไม่ลืมเลย เดี๋ยวเขียนเป็นตอนแยก
             : ภาพปกไม่เกี่ยวกับเรื่องคับ







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in