Novelber 2017fdfeefa
Day 21 - กลิ่นสาป

  •  

                   “คุณแฟรงค์อยู่โรงพยาบาลนี้เหรอครับ?”

     

                   “ใช่ครับมีอะไรรึเปล่าครับคุณจอห์น”

     

                   “มันคือโรงพยาบาลเดียวกับที่เดฟเขาต้องมาผ่าพิสูจน์...ศพครับ”

     

                   เขาสังเกตุได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของคุณจอห์นตั้งแต่รถแท๊กซี่เลี้ยวเข้ามาจอดที่ทางเข้าของโรงพยาบาลแล้วแต่เขาไม่คิดว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นมันจะเกิดจากเรื่องของความบังเอิญนี้ความบังเอิญที่มันเริ่มจะมากจนเกินไปจนมันทำให้เขาหายใจผิดจังหวะ

     

                   “พ่อทำ...หืมกลิ่นอะไรอะครับพ่อ?”

     

                   ห้องพักของแฟรงค์ถูกเปิดทิ้งเอาไว้พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่2-3 คนกำลังเดินเข้าออกจากห้องนั้นเขาจึงรีบวิ่งไปที่ห้องด้วยความกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแฟรงค์แต่พอมาถึงหน้าห้องเขาถึงกับต้องผงะเมื่อกลิ่นเหม็นเหมือนกับกลิ่นอับ เหมือนกับกลิ่นอะไรสักอย่างตายหรือที่ถูกหมักหมมมาเป็นเวลานานมันลอยออกมาจากตัวห้องและกระทบเข้ากับจมูกของเขา

     

                   “พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันกลิ่นมันเริ่มมาตอนพ่อนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟาตอนแรกพ่อคิดว่ามันเกิดจากโซฟาแต่พอลองดมดูก็ไม่ใช่พ่อด็เลยเดินไปที่ตัวของแฟรงค์แล้วพ่อก็รู้สึกเหมือนได้กลิ่นจากตรงนั้นพ่อเลยขอให้พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวและเปลี่ยนผ้าปูแต่ก็ไม่ดีขึ้นแถมตอนนี้พอลูกเข้ามากลิ่นยังแรงขึ้นกว่าเดิม”

     

    “นานยังครับพ่อ?”

     

    “เมื่อ 20 นาทีที่แล้วนี่เอง”

     

    “นี่ทางโรงพยาบาลก็บอกให้ช่างขึ้นไปดูอะไรทางด้านบนเนี่ยแหละ”

     

    “เดฟ” จู่ๆเสียงของคุณจอห์นก็ดังขึ้นแทรกขึ้นมา

     

    “ครับ?”

     

    “น้ำหอมของเดฟ ตอนนี้ผมได้กลิ่นน้ำหอมของเขา”

     

    พ่อมองหน้าของผมเหมือนต้องการคำตอบว่าคนๆนี้คือใครแล้วทำไมเขาถึงได้กลิ่นที่แตกต่างออกไปจากพ่อและเขามากขนาดนี้จากลิ่นเหม็นสาปทำไมถึงกลายเป็นกลิ่นของน้ำหอมไปได้แต่ก่อนที่เขาจะถามตรงจุดนั้นเขาว่าเขาควรแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกันเสียก่อน

     

    “คุณจอห์นครับนี่พ่อของผมครับ”

     

    “สวัสดีครับคุณลุง”

     

    “สวัสดีครับคุณจอห์นผมเคยได้ยินชื่อของคุณจากเจ้าทอมมาเหมือนกันขอบคุณมากนะครับที่อยู่เป็นเพื่อนดูแลลูกของผมที่มาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง”

     

    “ด้วยความยินดีเลยครับ”

     

    “คุณจอห์นเมื่อกี้คุณว่าคุณได้กลิ่นน้ำหอมของคุณเดฟ”

     

    เขารู้ว่ามันค่อนข้างเป็นการเสียมารยาทที่ขัดบทสนทนาขึ้นมากล้างป้องแบบนี้แต่มันเป็นสิ่งที่เขาสงสัยมากที่สุดและเขาก็คิดว่าเขาควรที่จะได้รับคำตอบ

     

    “ครับผมได้กลิ่นตั้งแต่เริ่มเดินมาที่หน้าห้องนี้แล้ว นี่ละครับกลิ่นโปรดของเขา”

     

    “แต่ ผมว่ามันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม”

     

    “มันอาจจะแรงไปจนฉุนก็ได้”

     

    “..แต่...”

     

    “ว่าแต่นั้นคือคุณแฟรงค์?”

     

    “ใช่ครับคนที่นอนอยู่ตรงนั้นคือแฟรงค์”

     

    “ผมไม่คิดว่าผมจะรู้จักเขาและผมก็ไม่คิดว่าเดฟจะรู้จักเขาเหมือนกันผมไม่คุ้นหน้าเขาเลย”

     

    คุณจอห์นที่กำลังยืนอยู่ที่ข้างเตียงของแฟรงค์ส่ายหัวปฎิเสธกับข้อสันนิษฐานที่เราทั้งสองคนคิดเอาไว้ว่าคุณเดฟกับแฟรงค์อาจจะเคยไปเจอกันที่ไหนสักที่หรือรู้จักกันเพราะเรื่องงานทำให้2 คนนั้นสามารถสื่อถึงกันได้แต่สรุปแล้วข้อสันนิษฐานข้อนี้ก็ต้องตกไป

     

    “คุณจอห์นถ้าอย่างนั้นคุณช่วยออกมากับผมและพ่อที่หน้าห้องหน่อยได้ไหมครับ?”

     

    “...”

     

    “คุณจอห์นครับ?”

     

    เมื่อคุณจอห์นไม่มีปฎิกริยาตอบรับกับคำเรียกของเขาเขาจึงเดินเข้าไปแตะที่แขนของคุณจอห์นเพื่อเรียกให้สติกลับมาจากการเหม่อลอยในช่วงเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วมือของเขากับข้อศอกของคุณจอห์นได้สัมผัสกันนั้นมันเหมือนมีแรงไฟฟ้าอะไรสักอย่างช๊อตตรงบริเวณนั้นและไม่น่าเชื่อว่าแรงช็อตจากตรงบริเวณเล็กๆมันจะสามารถดีดเขาออกมาให้ห่างจากพื้นที่ข้างๆ ของคุณจอห์นได้

     

    “เป็นอะไรรึเปล่าคุณทอม?”

     

    คุณจอห์นเดินเข้ามาจะช่วยพยุงให้เขาลุกยืนขึ้นแต่แรงดีดที่ทำให้เขาล้มลงมานั่งที่พื้นมันทำให้เขาเกิดความขยาดเขาจึงปฎิเสธความหวังดีนั้นแล้วลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองเรา 3 คนเดินออกมาให้ห่างจากห้องพักจนเขามั่นใจแล้วว่าจมูกของเขาไม่สามารถได้กลิ่นเหม็นสาปอันนั้นแล้วเขาจึงหยุดเดิน

     

    “คุณจอห์นครับกลิ่นที่ผมกับพ่อได้มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมครับ มันเป็นกลิ่นเหม็น”

     

    “จริงคุณ ผมเองก็ได้กลิ่นเดียวกับลูกของผม”

     

    “แต่ผม...” คุณจอห์นทำหน้าที่ผมเองก็อ่านไม่ออกอยู่สักพักก่อนที่จะพยักหน้าทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผมกับพ่อสื่อ

     

    “งั้นก็เป็นผมคนเดียวใช่ไหมครับที่ได้กลิ่นนั้น?”

     

    “ผมคิดว่าจะเป็นแบบนั้น”

     

    “ถ้าเป้นแบบนั้นสรุปคนที่เข้ามาวุ่นวายกับคุณและแฟนของคุณก็คงเป็นเดฟจริงๆเดฟเขาต้องการอะไร? แล้วทำไมเขาไม่มาหาผม ทำไมเขาถึงมาหาพวกคุณเพราะอะไร?”

     

    “ผมก็...”

     

    ตึกๆๆ “ผู้ป่วยชักๆ มาดูเร็ว” เสียงวิ่งกับตะโกนของนางพยาบาลที่ดูวุ่นวายนั้นดึงดูความสนใจของเขาไปจนหมดเขามองตามทางที่เธอทั้ง 2 คนเดินไปแล้วเขาก็พบว่าทั้ง 2 กำลังตรงไปที่ห้องของแฟรงค์เขารีบวิ่งกลับไปที่ห้องอีกครั้งโดยที่มีพ่อกับคุณจอห์นวิ่งตามเขามาติดๆ

     

    ภายในห้องพักมีนางพยาบาล 2คนกำลังช่วยกันจับแฟรงค์คนละข้างโดยมีอีกคนที่เตรียมจะฉีดยาให้กับแฟรงค์แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยากลำบากเมื่อตัวของแฟรงค์กระตุกอย่างรุนแรงจนไม่มีส่วนไหนอขงร่างกายที่ไม่เคลื่อนไหว

     

    “เดี๋ยวผมขอดูเขาเองครับรบกวนอย่าฉีดยานั้นให้เขาเลยครับ”

     

    “ปล่อยให้คนไข้ชักแบบนี้มันจะไม่ดีต่อร่างกายนะคะ”

     

    คำห้ามของเขาที่กำลังจะพูดต่อต้องหยุดชะงักค้างลงมันก็จริงการชักแบบนี้มันเป็นผลเสียต่อร่างกายมากกว่าข้อดีเพราะฉะนั้นยิ่งทำให้หยุดชักได้เร็วเท่าไหร่มันก็ยิ่งดีแต่ดวงตาของแฟรงค์ยิ่งเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าเขาหยุดการห้ามการฉีดยาพร้อมกับยังพยายามส่ายหน้าเพื่อเป็นส่งสัญญาณให้กับเขาว่าไม่ต้องการที่จะโดยฉีดยา

     

    “ผมขอละครับถ้าเขายังไม่ดีขึ้นภายใน3 นาที ผมสัญญาว่าผมจะยอมให้คุณให้ยากับคนไข้”

     

    “ได้ค่ะ มีอะไรกดเรียกพวกเราเลยค่ะ”

     

    แววตาของแฟรงค์ที่ส่งมานั้นเต็มไปด้วยคำขอบคุณแต่น่าแปลกที่ทำไมเหมือนเขากำลังสบตากับคนแปลกหน้าไม่ได้สบตากับแฟรงค์แต่เขามีเวลาให้ผมสงสัยได้ไม่นานแววตานั้นมันก็เปลี่ยนไปเป็นแววตาของความเศร้าเวลาที่แฟรงค์เห็นใครอีกคนวิ่งเข้ามาสมทบกับเขาที่ทางด้านหลัง

     

    “เดฟ....” เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับคุณจอห์นที่อยู่ๆก็เรียกแฟรงค์ว่าเป็นเดฟ

     

    “เดฟ ทำไมเดฟทำแบบนี้ ทำแบบนี้ทำไมทำไมมีอะไรไม่เข้ามาคุยผมโดยตรงเดฟ...”

     

    “พอเถอะครับ คุณออกไปรอข้างนอกเถอะครับ”

     

    “ไม่เอาผมไม่ออกไป ผมจะอยู่ฟังคำตอบจากเดฟ”

     

    “นี่คือแฟรงค์ไม่ใช่เดฟอะไรของคุณ!!ถ้าคุณไม่ออกไปผมจะกดเรียกให้ยามมาลากตัวคุณออกไป”

     

    เขาอยากให้คุณจอห์นออกไปจากห้องนี้ก็เพราะยิ่งคุณจอห์นเดินเข้ามาใกล้เตียงมากเท่าไหร่แรงกระตุกจากตัวของแฟรงค์ก็จะยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้นเขาผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อคุณจอห์นยังพอฟังเขาบ้างและออกไปรอทางด้านนอกเขาเห็นจากทางซี่หน้าต่างว่าคุณจอห์นไปนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ที้รอเพื่อพบคนไข้ที่ตรงประชาสัมพันธ์ของชั้นไม่ได้เดินลงไปทางด้านล่างอย่างที่เขากังวลว่าคุณจอห์นจะกลับบ้านไปเมื่อเห็นว่ามันเป็นไปตามที่เขาต้องการเขาก็ใช้เวลากอดแฟรงค์เอาไว้ปลอบให้แฟรงค์สงบลงแล้วครั้งนี้เขาก็ใช้เวลาเพียงไม่นานแฟรงค์ที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาก็หยุดการสั่นกระตุกและนอนเอาหน้าซุกอยู่ที่แผงอกของเขา

     

    “เขาไม่ฟังผมเลย”

     

    “ครับ? คุณว่าไงนะแฟรงค์”

     

    “เขาไม่ฟังผมเลย เขาไม่เคย”

     

    แล้วนั้นมันก็เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่แฟรงค์จะหลับตาลงอีกครั้งเพราะความเพลียพ่อเดินเข้ามาตบบ่าของเขาเพื่อให้กำลังใจพร้อมกับยังให้สติว่ายังมีใครอีกคนยังรอเขาอยู่ที่ทางด้านนอกของห้องพักเขาจึงยกหน้าที่ดูแลแฟรงค์ต่อให้กับพ่อแล้วออกไปพูดคุยเรื่องธุระให้เสร็จ

    “ทำไมคุณถึงเรียกเขาว่าเดฟ?”

     

    “เขามองตาผมครับและผมก็จำแววตาอันนั้นได้ว่ามันคือแววตาของเดฟที่เขาใช้มองผมมันมีแวบนึงที่เป็นหน้าของเดฟขึ้นมาอีกอย่าง....”

     

    “อีกอย่าง?”

     

    “ช่างมันเถอะครับ”

     

    “คุณต้องบอกผมนะคุณจอห์น คุณเห็นแล้วใช่ไหมว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างแล้วคุณเองก็เห็นสภาพของแฟรงค์เองกับตาคุณจะปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้จริงๆเหรอ?”

     

    “แล้วถ้าผมบอกออกไปมันจะช่วยอะไรได้ย่างนั้นเหรอครับ!!”

     

    “มันก็อาจจะช่วยได้หรือช่วยอะไรไม่ได้เลยแต่มันก็ดีกว่าที่ไม่ได้ลงมือทำหรือยังไง??!!”

     

    ทั้งชั้นตกอยู่ในความเงียบหลังจากที่เขาได้ตะโกนเอาความคับแค้นใจของเขาออกไปคุณจอห์นก้มหน้าเงียบใช้ความคิดไปสักครู่ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดในสิ่งที่เหลืออยู่นั้นออกมาให้ผมได้รู้

     

    “การกระตุกนั้นของคุณแฟรงค์...มันเหมือนกับแรงกระตุกเฮือกสุดท้ายก่อนที่เดฟจะเสียชีวิต”

     

    “คุณเห็น?”

     

    “ครับ”

     

    “แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อภาพที่ผมในฝันเหมือนคุณออกจากบ้านไปแล้ว”

     

    “ตอนนั้นมันเป็นภาพนิ่งหรือภาพที่เขากำลังกระตุกอยู่ละครับ?”

     

    “ถ้าผมจำไม่ผิดคุณเดฟนิ่งไปแล้ว”

     

    “นั้นคงตอนที่ผมวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือจากคนแถวนั้นครับตอนที่เขาตกบรรไดลงมาผมยังไม่ได้ออกจากบ้านหลังนั้นครับ”

     

    “คุณหมายความว่ายังไง??”

     

    “หลังจากที่เรามีปาดเสียงครั้งล่าสุดเรื่องแม่ของผมเขาวิ่งตามผมมาทันครับเรายื้อยุดกันที่ตรงบรรไดผมสะบัดมือของเขาออกเพราะผมยังไม่อยากที่จะคุยกับเขาแต่แล้วเขาก็พลาดล่วงตกลงไปที่ขั้นบรรไดคุณเข้าใจไหมคุณทอมว่าผมไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุคุณทอมมันเป็นอุบัติเหตุ”

     

    “คุณได้บอกเรื่องนี้กับใครไหมครับ?”

     

    “เปล่าครับผมไม่ได้พูดกับใครแม่ผมไม่ให้ผมพูดกับใครถึงเรื่องนั้น”

     

    สิ่งที่เขาได้ยินมันทำให้เขาต้องทรุดลงนั่งกับเก้าอี้ข้างๆของคุณจอห์น เพราะมันเป็นแบบนี้เองสินะแฟรงค์ที่เป็นสายตาของคนอื่นถึงได้พูดทิ้งท้ายเอาไว้ตรงนั้นและ ’กลิ่นสาป’ ที่เหม็นเน่านั้นก็คงโฉยออกมาให้รู้ถึงความลับที่เหม็นเน่าที่ซ่อนเอาไว้สินะ

     

     

     

     

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in