Novelber 2017fdfeefa
Day 13 Frostbite
  • Day 13 - Frostbite

    จดหมายฉบับนี้ทำให้เขาเดินวนไปมาระหว่างโต๊ะอาหารกับโซฟา ใจนึงเขาอยากทำให้ทุกอย่างมันถูกต้องโดยการที่เอาจดหมายฉบับนี้ไปวางไว้ที่โต๊ะพร้อมกับบอกของพ่อทอมว่าเขารู้เรื่องแล้ว แต่อีกใจเขาก็กลัวว่านี่อาจจะเป็นเพียงโอกาสเดียวสำหรับเขา หลังจากที่เดินอยู่นานในที่สุดก่อนที่เขาจะเดินขึ้นไปที่ห้องนอนของทอมเขาก็ตัดสินใจเอาจดหมายสอดกลับเข้าไปใต้โซฟาเหมือนเดิม ใช่ว่าเขาอยากโกหกคนที่รักเขาเหมือนลูกแต่เขากลัวกลัวว่าถ้าทอมรู้ว่าเขารู้ที่อยู่ทอมก็จะหนีจากเขาไปเหมือนที่ผ่านมา

    เพราะนอนไม่หลับกับความรู้สึกผิดและความกังวลเขาจึงออกจากบ้านของทอมตั้งแต่เช้าแล้วใช้วิธีส่งเมสเสจบอกลาพ่อของทอมโดยระบุว่าเขามีประชุมด่วนที่บริษัททั้งๆ ที่ความจริงแล้วเขาเข้าไปเพื่อทำเรื่องขอลาหยุดต่างหาก

    เขาคิดว่าเขาทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็วแต่เอาเข้าจริงกว่าเขาจะได้เดินทางไปเมืองที่ทอมทำงานอยู่เขาต้องเสียเวลาไปถึง 3 อาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอลางานแล้วไหนจะเดินเรื่องขอวีซ่าเพื่อเดินทางไปที่นั้น

    “เฮ้ยยๆๆๆๆๆ ได้แล้ว ได้แล้ว”

    แล้วการรอคอยก็สิ้นสุดจนได้เมื่อเขาได้รับอีเมลล์เช้าวันนี้ ที่จริงสิ่งที่เขาทำมาตลอดช่วงนี้หลังจากตื่นนอนก็คือหยิบโทรศัพท์เพื่อเข้ามาเช็คอีเมลล์เป็นอย่างแรกด้วยความหวังที่ว่าจะได้เห็นผลการอณุมัตวีซ่าให้กับเขา

    ทุกวันก่อนหน้านี้มันจะจบลงด้วยความห่อเหี่ยวใจเพราะอีเมลล์ที่เขาได้รับมันไม่เคยมีอีเมลล์ที่เขาต้องการแต่เช้าวันนี้มันแตกต่างจากเช้าวันอื่นเมื่อกล่องขาเข้ามีผลการได้รับอณุมัตผลวีซ่า

    เพราะรอผลมานานเขาจึงไม่อยากเสียเวลาไปสักวันเดียวเขารีบโทรไปหาเอเจ้นท์เพื่อจองตั๋วเครื่องบินที่ระบุการเดินทางเป็นเย็นวันนี้ สำหรับเขาแล้วมันไม่มีการเตรียมตัวไม่ต้องจัดกระเป๋าแค่โยนเอาของใกล้ตัวลงไปให้ครบเท่านั้น

    เขาไปถึงสนามบินก่อนที่เค้าท์เตอร์จะเปิดให้เช็คอินเสียด้วยซ้ำ เขารู้สึกว่าเขากำลังทำตัวเหมือนคนที่กำลังจะเดินทางไปต่างเมืองเป็นครั้งแรกที่ตื่นเต้นไปเสียทุกอย่างทั้งๆ ที่จริงแล้วครั้งนี้มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเดินทางออกจากเมืองเกิดโดยใช้เครื่องบินเสียหน่อยแต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกตื่นเต้นเสมือนว่านี่คือครั้งแรกของเขา

    “ตอนนี้เรากำลังลดระดับเครื่องลงเพื่อ....”

    เสียงประกาศของกัปตันทำให้อาการสลึมสลือหลังจากลืมตาตื่นในช่วงตี 5 ของเขาหายเป็นปลิดทิ้งเขาเอามือลูบผมที่ฟูไม่เป็นทรงให้เข้ารูปเข้ารอยก่อนที่จะเก็บหนังสือที่อ่านก่อนนอนลงกระเป๋าเป้ซึ่งมันคือกระเป๋าใบเดียวที่เขามีติดตัวมากับการเดินทางในครั้งนี้

    มันเป็นการลางานที่กระทันหันเขาจึงทำเรื่องลางานได้เพียงแค่ 3 วัน เพราะฉะนั้นแม้มันจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้มาเยือนเมืองนี้แต่เขาก็ไม่ได้มีแผนเที่ยวอยู่ในหัวเลยสักนิดเพราะสิ่งเดียวที่เขาอยากทำคือตามหาทอมให้เจอแล้วเขาอยากใช้เวลา 3 วันที่มีอยู่กับทอมและขอให้ทอมยอมให้โอกาสกับเขาอีกครั้งให้สำเร็จ

    “ไปไหนครับ?”

    “ไปที่อยู่ตามนี้ครับ”

    เขายื่นแผ่นกระดาษที่ถูกจดที่อยู่ตามหน้าซองจดหมายนั้นให้กับคนขับรถแท๊กซี่ที่สนามบิน คนขับมองเขาอย่างช่างใจเพียงครู่ก่อนที่จะดับเครื่องลง

    “มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ?”

    “มาที่นี่ครั้งแรกเหรอครับ?”

    “ครับ”

    “คุณรู้ไหมว่าที่อยู่ที่คุณให้มามันไกลออกไปจากสนามบินมาก ถ้านั่งแท๊กซี่คุณจะใช้เวลาเป็นชั่วโมงผมหมายถึงว่าถ้ารถไม่ติดละนะ ถ้าคุณจะให้ผมไปผมต้องมั่นใจก่อนว่าคุณจะมีเงินจ่ายค่ารถให้กับผม”

    “โอ้ ผมไม่รู้มาก่อนเลยครับผมไม่ได้มีพกติดตัวมากมายขนาดนั้น ขอโทษด้วยนะครับ”

    เขาก้าวลงจากรถแท๊กซี่ด้วยความมึนงง นั้นสิก่อนที่เขาจะมาทำไมเขาไม่ศึกษาข้อมูลมาก่อนเขาปล่อยให้ 3 อาทิตย์ผ่านไปโดยที่เอาแต่มองจ้องมองปฎิทิน เขายืนจูนความคิดของตัวเองให้ดีอีกครั้งก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในสนามบินและขอข้อมูลจากประชาสัมพันธ์ในนั้น

    ‘ถึงซะที’ เขาลงเครื่องตั้งแต่หกโมงเช้าแต่กว่าที่เขาจะไปต่อรถไฟตามด้วยต่อรถเมล์รวมไปถึงหลางทางระหว่างทางแล้วด้วยเขาก็มาถึงที่หมายเอาซะเกือบบ่ายสี่โมงเย็น เพราะฉะนั้นตอนที่เขาเดินมาถึงตึกที่เป็นเป้าหมายเขาถึงขนาดตะโกนออกมาด้วยความดีใจ

    เขามองดูตึกตรงหน้าที่เป็นเหมือนตึกห้องพักที่มีขนาดไม่ใหญ่แลดูเหมือนคนในตึกนี้จะอยู่แบบตัวคนเดียวมากกว่าจะอยู่เป็นครอบครัวด้วยซ้ำ เขาสูดลมหายใจเข้าให้ลึกเพื่อเรียกกำลังของตัวเองอีกสักครั้งแล้วค่อยเดินตรงเข้าไปด้านในของตึก

    “ขอโทษนะครับไม่ทราบว่า คนที่ชื่อว่าทอม ทิมสัน ยังพักอยู่ที่ห้องนี้รึเปล่าครับ?”

    “ไม่ทราบว่าคุณคือใครคะ?”

    “ผมคือเพื่อนต่างเมืองของเขาครับ”

    “วันนี้คุณทอมยังไม่เข้ามาค่ะ แต่อีกเดี๋ยวก็คงมาถึงคุณจะนั่งรอตรงนี้ก่อนก็ได้นะคะ”

    “ขอบคุณครับ”

    ความโล่งใจที่ทอมของเขาได้อาศัยอยู่ที่นี่ตามที่เขาหวังเอาไว้มันปัดเป่าความเหนื่อยออกไปจนหมด เขานั่งลงที่เก้าอี้รับรองแขกที่ด้านในของตึกอยู่เพียงประมาณสิบนาทีแล้วเขาก็คิดว่าเขาอยากจะเซอร์ไพรส์อะไรทอมเสียหน่อย

    “ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่ามีร้านขายของสดแถวนี้บ้างไหมครับ?”

    “อีกสองช่วงตึกจะมีร้านขายของสดอยู่ค่ะ”

    “ขอบคุณมากครับ”

    ใช่แล้วเขาคิดที่จะทำอาหารมื้อเย็นนี้ให้กับทอม ทอมเป็นคนที่เนี้ยบไปทุกเรื่องแต่เรื่องที่ทอมใส่ใจน้อยที่สุดก็คืออาหาร แค่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารทอมก็หยิบเอาเข้าปากได้แล้ว วันนี้เขาจึงอยากจะทำอะไรอร่อยๆ ให้ทอมได้กิน

    ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็กลับมาถึงหน้าปากซอยที่คุ้นตา เขาอยากจะรีบเดินต่อเพราะมันก็เริ่มเย็นมากแล้วเขากลัวว่าจะคลาดกับทอมแต่อากาศของที่นี่เปลี่ยนแปลงเร็วจนเขาไม่ทันได้ตั้งตัว ตอนเช้ามาถึงยังเย็นแบบพอดีๆ อยู่เลย ช่วงบ่ายมีฝนเพียงเล็กน้อยโชคดีที่เขาอยู่บนรถโดยสารเลยไม่ต้องเปียกฝนแต่พอตกเย็นเข้าหน่อยอากาศก็หนาวจนเขาที่มีแต่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ติดตัวถึงกับสั่นและมือยังชาจนเขาแทบจะไม่สามารถหิ้วถุงที่บรรจุไปด้วยเครื่องปรุงและของสำหรับมื้อเย็นนี้ได้

    เขาตัดสินใจหยุดแถวหน้าปากซอยวางถุงเหล่านั้นลงก่อนที่มันจะหลุดออกจากมือที่เริ่มแข็งจนเริ่มขึ้นข้อเขียวของเขา เขาเอามือทั้งสองข้างขึ้นมาอังเอาไว้กับปากของตัวเองแล้วเป่าลมร้อนจากปากพยายามทำให้มือนั้นอุ่นมากขึ้นแล้วค่อยเอามาลูบไปตามแขนของตัวเองหวังไว้ว่ามันจะอุ่นพอที่ทำให้เขาเดินไปถึงตึกของทอมได้

    “ทอม”

    เสียงเรียกของเขามันคงจะเบามากจนเหมือนเสียงของคนละเมอคนที่เขามาหาถึงไม่ได้ยินมัน เขาลองจ้องมองภาพตรงหน้าอีกครั้งให้แน่ใจว่าเขาตาไม่ฝาด ตรงที่หน้าปากซอยของอีกฝากถนนเขาเห็นทอมกำลังเดินเคียงข้างมากับคนใครอีกคนที่เขาไม่รู้จักโดยที่คนๆ นั้นกำลังถอดถุงมือให้กับทอมและทอมก็มอบรอยยิ้มที่สดใสนั้นให้กลับเป็นของขอบคุณ

    ภาพสนิทสนมของคนทั้งสองที่เขาเห็นมันทำให้เขาหวนคิดไปถึงคำพูดของพ่อของทอม ‘ถ้าทอมเขามีคนอื่นละ?’ หรือว่าพ่อต้องการที่จะบอกอะไรกับเขา เขามาตรงนี้ช้าเกินไปรึไง? ไหนทอมบอกว่าต้องการเวลา? จริงๆ แล้วมันก็แค่นี้ใช่ไหม ทอมไม่คิดที่จะให้โอกาสเขาตั้งแต่แรกใช่ไหม?

    ความคิดที่เกิดขึ้นในหัวของเขาทั้งหมดมันทำให้สวนทางระหว่างมือของเขากำลังอุ่นขึ้นกับหัวใจของเขาที่ตอนนี้มันแข็งชาเหมือนกับถูกความเย็นของชั้นอากาศนี้เขาไปทำให้มันแข็งตัวและกำลังจะแตกสลายลงในที่สุด

    สายตาของเขามันถูกค้างเอาไว้ที่ตรงนั้นที่คนสองคนนั้นได้เดินผ่านไปแล้ว สายตาที่นิ่งค้างทำให้เขาเห็นว่าไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่กำลังใจสลายเพราะภาพภาพนั้น เพราะตรงนั้นไปที่มุมมืดใต้เสาไฟที่ไม่มีไฟส่องออกมายังมีผู้ชายอีกคนนึงที่กำลังมองตามสองคนนั้นไปด้วยสายตาที่กำลังเจ็บปวดไม่ต่างจากเขาเช่นกัน

    ดูแล้วคนตรงนั้นคงจะรู้จักทอมกับผู้ชายอีกคน สมองอีกซีกสั่งให้เขาถามให้รู้เรื่องเขาจึงก้มลงเก็บของที่เขาวางเอาไว้แล้วเดินตรงไปหาผู้ชายคนนั้นเพื่อถามเอาเรื่องราวเพราะสายตานั้นยังไงซะคนตรงนั้นก็ต้องรู้จักคนทั้งสอง

    “ขอโทษนะครับ คุณรู้จักสองคนนั้นด้วยเหรอครับ?”

    น่าแปลกแค่เพียงข้ามถนนมาที่ฝั่งนี้เขารู้สึกได้ถึงความเย็นและความชื้นของอากาศที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้ชายคนนี้ค่อยๆ หันหน้ามามองเขาพร้อมกับพยักหน้าให้กับเขาเล็กน้อย

    “ผมอยากรู้เกี่ยวกับพวกเขาครับ คุณพอจะบอกผมได้ไหม?”

    “อยากรู้เหรอครับ?”

    “ครับผมอยากรู้”

    “งั้น…”

    แล้วหลังจากนั้นผมสาบานว่าผมไม่เคยรู้สึกหนาว เย็น และกลัวไปจนถึงขั้วหัวใจแบบนี้มาก่อน ผมว่าตอนนี้หัวใจของผมมันได้แข็งไปตามอากาศนั้นจริงๆ แล้วละ ทอมคุณจะรู้ไหม คุณจะรู้ไหม? ว่าผมกำลังจะแตกลสลายอยู่ตรงนี้
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in