Novelber 2017fdfeefa
Day 12 พายุ
  • Day 12 พายุ

    หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเธอก็ไม่ติดต่อเขากลับมาอีกเลยช่วงสองสามวันแรกเขาพยายามใจเย็นปลอบตัวเองว่าเธอคงต้องการเวลาในการตัดสินใจ แต่จากวันผ่านไปเป็นอาทิตย์ความใจเย็นของเขาเริ่มหมดลงเขาจึงเริ่มเป็นฝ่ายที่ติดต่อเธอไปก่อนแต่แล้วเธอกลับเลี่ยงการติดต่อจากเขาทุกทางไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์ที่กดสายเขาทิ้งจนไปทิ้งการบล๊อกเบอร์ของเขาเวลาที่เขาไปหาเธอที่หน้าออฟฟิตเขาก็โดนยามที่หน้าบริษัทของเธอขอร้องให้ออกห่างจากตัวตึก

    ยิ่งนานวันเท่าไหร่ฉากหน้าที่เขาคอยยิ้มให้กับเพื่อนร่วมงานก็เริ่มจะแสดงพายุของอารมณ์ที่อยู่ภายในใจของเขาออกมาจนตอนนี้เพื่อนร่วมงานของเขาส่วนใหญ่เริ่มที่จะหลบหน้าและไม่อยากพูดคุยงานกับเขา

    เขารู้ตัวทุกการกระทำและเขาก็ไม่อยากพาลกับคนที่ไม่ได้เกี่ยวแต่คำตอบจากเธอคือคำตัดสินอนาคตของเขาเพราะฉะนั้นเขาจึงร้อนใจอยากได้คำตอบจากเธอและความร้อนใจนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มสูญเสียการควบคุมอารมณ์

    “คุณแฟรงค์ค่ะ มีคนมาขอพบค่ะ เขาบอกว่าเขาชื่อ ลิสซ่า ค่ะ”

    “คุณให้เขาเข้ามาได้เลยครับ”

    แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะพังลงเธอก็เป็นฝ่ายติดต่อมาหาเขา ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าความร้อนใจจะหมดลงถ้าเขาได้รับคำตอบของเธอแต่พอถึงวันที่เขาอดทนรอมาตลอดมาถึงเข้าจริงๆ ปรากฎว่าเขากลับยิ่งรู้สึกกระวนกระวายกลับกลายเป็นว่าเขาต้องการที่จะยืดวันที่ได้รับคำตอบออกไป

    ถ้าเธอตกลงและยอมรับได้ในเงื่อนไขนั่นก็หมายความว่าเขาจะมีโอกาสได้ไปปรับความเข้าใจกับทอมแล้วขอโอกาสให้เขาได้แก้ตัวอีกสักครั้งแต่ถ้าเธอปฎิเสธเงื่อนไขนั้นและมีเพียงทางเลือกเดียวคือต้องแต่งงานโอกาสที่เขาจะได้ความรักของเขากลับคืนมาอีกครั้งมันคงจะเป็นไปได้ยากและริบหรี่เพราะทอมคงไม่ยอมที่จะเป็นมือที่สามของครอบครัวใคร เขาจึงได้แต่เฝ้าภาวนาให้เธอเข้าใจและยอมรับในเงื่อนไขนั้น เขาเดินวนอยู่ในห้องรอให้ใครอีกคน


    “ลิสอยากได้อะไรไหม? เดี๋ยวผมบอกให้ผู้ช่วยเอาเข้ามาให้”

    “ไม่เป็นไรฉันมาพูดไม่นาน”

    “โอเค”

    เธอไม่ได้ลงนั่งตามคำเชิญของเขาแต่เลือกเดินไปที่มุมหน้าต่างของห้องที่มีโต๊ะเล็กวางอยู่ เธอเอามือสัมผัสที่ขอบโต๊ะนั้นที่ถูกประดับด้วยกรอบของบัตรประกาศนียบัตรอะไรสักอย่างเขาเองก็จำไม่ได้เช่นกันรู้แต่ว่าทอมเป็นคนเอามาวางเอาไว้ให้

    “นายไม่ชอบผ้าคลุมโต๊ะสินะเพราะไม่ว่าจะเป็นโต๊ะตัวไหนที่นายมีฉันก็ไม่เห็นนายใช้มัน น่าแปลกที่ฉันไม่เคยสังเกตุมาก่อน”

    “ผมว่ามันไม่เหมาะกับผม”

    สิ้นคำของเขาเธอก็ละสายตาจากเขาและมองออกไปนอกหน้าต่าง ในแววตาของเธอในวันนี้มันไม่เหมือนเมื่อหลายครั้งก่อนที่เขาและเธอเจอกันัมนไม่ใช่แววตาที่มีแต่การดึงดันและความไม่ยอมแพ้ ในวันนี้สายตาของเธอนั้นแม้มันจะมีความเศร้าความอ่อนล้าแต่มันยังมีความอ่อนแสงลงของความอยากเอาชนะเหมือนกับว่าเธอพร้อมที่จะวางมือกับอะไรสักอย่างแล้ว

    “เรื่องที่นายพูดในวันนั้นฉันเอากลับไปคิดมา นายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงต้องการนายมาอยู่ข้างกายฉัน”

    “ผมไม่รู้”

    “การที่มีนายอยู่ประดับว่าเป็นสามีของฉันมันคงช่วยในเรื่องหน้าตาของฉันที่มันถูกแขวนประดับอยู่ในวงสังคม การท้องไม่มีพ่อมันยากมากสำหรับฉันที่ต้องเผชิญ”

    “…”

    “แต่ฉันคงจะไม่มีความสุขไปตลอดชีวิตถ้าฉันจะต้องอยู่กับคนที่มีหน้าที่อมทุกข์ตลอดเวลาที่เจอหน้ากัน และลูกที่เกิดขึ้นมาก็คงไม่มีความสุขเหมือนกัน แล้วถ้าเราเลิกกันนายกลับไปหาคนของนายพร้อมกับคำว่าหย่าเรื่องเหล่านั้นนายรู้ไหมว่ามันยากที่จะรับมือมากกว่าท้องไม่มีพ่อเสียอีก” พูดมาถึงตรงนี้เธอก็วางมือของเธอลงไปที่ท้องที่เริ่มโป่งนูนออกมาแล้วค่อยๆ ลูบไปรอบท้องของเธอด้วยความอ่อนโยน

    “เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ขอหรือบังคับให้นายมาแต่งงานกับฉันอีก แต่เรื่องของเด็กคนนี้ฉันไม่ต้องการให้เขาไม่มีพ่อและฉันไม่ต้องการให้เขาต้องมารับรู้ข่าวอะไรที่ทำให้เขาเสียใจ”

    “ไม่ว่าจะยังไงเด็กคนที่กำลังจะเกิดมาเขาก็เป็นลูกของผมและคุณ ข้อนี้มันไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเลยลิสคุณไม่ต้องห่วงว่าผมจะทอดทิ้งเขาหรือคุณให้ลำบาก”

    “นายก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ได้ห่วงเรื่องความลำบากฉันมีเงินมากพอที่จะเลี้ยงดูเขา แต่ถ้าเราไม่แต่งงานกันไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัว แล้วมันจะเป็นยังไงนายจะดูแลเขายังไง? และมันจะเรียกว่าครอบครัวได้ยังไง?”

    “ผมพร้อมจะทำหน้าที่พ่อของผม ผมจะดูแลเขาให้เติบโตเราจะช่วยกันเลี้ยงเขาขึ้นมาแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเหมือนกับครอบครัวอื่น”

    “…”

    “ผมจะไม่หันหลังให้กับคุณในวันที่คุณมีปัญหาผมสัญญาว่าจะไม่หนีหน้าคุณอีก วันนี้เราสองคนอาจจะนึกภาพครอบครัวแบบนั้นกันไม่ออกแต่ผมเชื่อว่ามันจะมีทางไปของมันตามวันและเวลาและแน่นอนเขาจะไม่ต้องมานั่งเสียใจจากข่าวที่ไหนเพราะเราจะไม่มีความลับต่อเขาและผมเชื่อมั่นว่าลูกต้องเข้าใจ”

    “ก็ขอให้นายทำอย่างที่รับปากไว้ให้ได้ก็แล้วกัน”

    “ขอบคุณมากนะลิส ขอบคุณที่เข้าใจกัน”

    “ฉันมาเพียงแค่นี้แหละ”

    เขาขออาสาไปส่งเธอที่บริษัทของเธอแต่เธอก็ได้ปฎิเสธความช่วยเหลือนั้นจากเขา เพราะว่าเธอเริ่มมีอาการแพ้ท้องเลยไม่ได้ขับรถมาด้วยตัวเองเขาเลยมีความกังวลว่าเธอจะกลับไปบริษัทของตัวเองอย่างไรจึงลองเดินตามเธอมาจนถึงทางด้านหน้าของบริษัทแล้วเขาก็ได้เห็นว่าไรอันกำลังเปิดประตูรถให้เธอเข้าไปนั่งเมื่อได้เห็นอย่างนั้นแล้วเขาจึงรู้สึกโล่งใจและเดินกลับขึ้นไปทำงานของตัวเองอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อพายุอารมณ์และเรื่องราวที่เหมือนอยู่ท่ามกลางพายุต่างๆ จะผ่านไปได้แบบเรียบง่ายเหมือนว่าที่ผ่านมามันไม่ได้เคยสร้างเสียหายอะไรเอาไว้


    “ซื้ออะไรมาเยอะแยะเรา”

    “จะมาฝากท้องมื้อเย็นถ้าผมมามือเปล่าผมกลัวย่าไม่ให้ผมเข้าบ้านน่ะครับ”

    “พูดไปเราทำไมย่าจะไม่ให้เราเข้ามาละ?”

    “คุณย่าหิวยังครับผมจะได้เอาไปให้เด็กในครัวตั้งโต๊ะ”

    “ไม่รอตาเบริ์ตก่อนเหรอ?”

    “พ่อกำลังเข้ามาครับผมเพิ่งวางสายจากพ่อเมื่อกี้”

    “งั้นก็ตั้งโต๊ะเลยแล้วกัน”

    “ครับ”

    หลังจากที่ลิสกลับไปเขาเอาแต่ใจจดจ่อเฝ้ารอให้ถึงเวลาเลิกงานเสียทีเพราะคนแรกที่เขาอยากบอกข่าวดีนี้ด้วยก็คือพ่อของทอมคนที่พูดให้เขายอมรับกับความจริง เพราะฉะนั้นพอได้เวลาเลิกงานเขาจึงแวะเข้าตลาดเพื่อหาซื้อกับข้าวและขนมหวานที่เป็นของถูกปากของย่าทอมก่อนที่จะตรงไปที่บ้านหลังนั้น

    เมื่อบ่ายเขาได้แจ้งกับพ่อของทอมเอาไว้คร่าวๆ ในโทรศัพท์แล้วว่าวันนี้เขามีเรื่องที่อยากจะคุยด้วยเพราะฉะนั้นหลังจากมื้อเย็นจบลงเขานั่งรออยู่ที่เก้าอี้หน้าบ้านเพื่อให้พ่อขึ้นไปส่งคุณย่าขึ้นห้องนอนให้เรียบร้อยแล้วก็ใช้เวลาเพียงไม่นานที่พ่อก็กลับลงมาหาเขาที่นั่งรออยู่

    “อ่ะ ว่าธุระของเรามาได้เลยแฟรงค์”

    “เรื่องที่ผมมาปรึกษาพ่อวันนั้น”

    “เป็นอย่างไรบ้าง?”

    “ทางผู้หญิงคนนั้นเขายอมรับเงื่อนไขของผมครับ เขายอมล้มเลิกเรื่องงานแต่งระหว่างเราและก็ยินยอมให้ผมมีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูก”

    “พ่อยินดีด้วยที่เรื่องราวสามารถจบลงได้ด้วยดีตามความต้องการทั้งสองฝ่าย”

    “ขอบคุณนะครับพ่อที่พูดให้ผมเข้าพุ่งชนปัญหาไม่วิ่งหนีมัน”

    “งั้นตอนนี้ก็สบายใจได้แล้วสิ”

    “ยังหรอกครับ ตอนนี้ผมก็มีอีกเรื่องเดียวที่ยังต้องจัดการ”

    “เรื่อง?”

    “ปรับความเข้าใจกับทอมครับ ก่อนที่ทอมจะหนีผมไปความสัมพันธ์ของผมกับเขามันแย่มาก ผมก็ได้แต่หวังว่าทอมจะใช้เวลาอีกไม่นานที่จะอยู่เพียงคนเดียวและยอมกลับมาให้ผมได้อธิบายสิ่งต่างๆ และหวังว่าเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง”

    “ถ้าทอมเขากลับมาแฟรงค์อยากจะพูดอะไรกับเขา?”

    “ผมก็คงอธิบายถึงสิ่งที่เกิดว่ามันเกิดจากอะไรแล้วก็คงบอกกับเขาทุกอย่างถึงข้อตกลงที่ผมกับผู้หญิงคนนั้นมีร่วมกันและหลังจากนั้นผมคงให้เขาตัดสินใจว่าเขาอยากที่จะให้อภัยผมไหม”

    “แล้วถ้าทอมยังไม่ยอมกลับมาหาเราอย่างที่เราต้องการละ?”

    “ผมก็คงไม่บังคับแต่ผมก็คงไม่ยอมแพ้”

    “ไม่ยอมแพ้? แล้วถ้าเกิดทอมเขามีคนใหม่?”

    “ไม่รู้สิครับ เขาคือความรักของผมครับพ่อ ผมคงทำใจไม่ได้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะรับมือกับเหตุการณ์นั้นอย่างไร”

    พ่อของทอมไม่ได้แนะนำถึงสิ่งที่ผมต้องทำต่อไป ไม่ได้ห้ามให้ผมหยุดตามตื้อลูกชายของเขาถ้าเกิดลูกชายของเขามีคนใหม่ พ่อของทอมทำแค่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วปล่อยให้ผมนั่งมองเหม่อออกไปที่หน้าบ้าน จนยุงเริ่มมีปฎิกริยากับพวกเราทั้งสองคนนั้นแหละพ่อถึงได้ทำลายความเงียบนี้ลง

    “คืนนี้เราจะค้างที่นี่ไหม?”

    “ค้างครับ ยังไงผมขอรบกวนด้วยครับ”

    “งั้นตามสบายเลยนะ พ่อขอตัวก่อนแล้วกัน”

    “ครับพ่อ”


    เขายังนั่งอยู่ที่เดิมอีกสักพักก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านตอนที่เขากำลังจะเปิดประตูเข้าห้องของทอมเขาก็เห็นว่ามีมุมของกระดาษยื่นออกมาที่ใต้โซฟาพอก้มลงไปหยิบขึ้นมาเขาถึงได้รู้ว่ามันคือซองจดหมายสงสัยว่ามันคงจะหล่นตอนที่พ่อรวบเอาพวกหนังสือพิมพ์และจดหมายขึ้นไปทางด้านบน

    หน้าซองถูกจ่าถึงพ่อของทอมเขาจึงเอามันไปวางเอาไว้ที่โต๊ะทานข้าวตอนเช้าที่พ่อลงมาจะได้เห็นจดหมายฉบับนี้ แต่ในช่วงขณะที่เขาเดินอยู่นั้นเขาก็ผลิกซองจดหมายกลับไปดูอีกข้างด้วยความเคยชินเขาถึงได้เห็นชื่อผู้ส่งว่าคนนั้นที่ส่งจดหมายมาคือใคร

    “ทอม”

    ใช่ชื่อที่อยู่บนนั้นคือชื่อของทอมพร้อมทั้งรายละเอียดที่อยู่ โดยไม่ต้องคิดอีกรอบว่าทอมจะยังอยู่ที่นั้นไหม? ถ้าเขาไปเขาจะเจอรึเปล่า? เขาก็ตัดสินใจไปแล้วว่าเขาจะไปเขาจะคว้าโอกาสที่มี เขาจึงหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรายละเอียดนั้นเก็บเอาไว้ ‘พายุเรื่องของลิส’ ได้ผ่านไปแล้วเขาก็ได้แต่หวังว่า ‘ฟ้าหลังฝน’ มันจะสดใสแบบที่ใครๆ ได้เคยกล่าวเอาไว้ก็เท่านั้น

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in