Trying to understandLazyraxcoon
THE OA - เมื่อความตายคือประตูสู่โลกอีกใบ
  • THE OA (ดิ โอเอ)

    ผ่านไปสองปีที่เธอได้หายจาก... ต้องให้พี่ปู พงสิทธิ์ร้องให้กับเรื่องนี้เลย ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องแต่เป็นเวลาถึงสองปีหลังจากจบซีซั่นแรกจนซีซั่ยสองเข้าฉายเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นแฟนบอยเรื่องนี้ตั้งแต่ซีซั่นแรกวันนี้ เรามาทำความรู้จักซีรีย์ Sci-fi ปรัชญาอินดี้ ที่เป็น Original Netflix กันดีกว่า

    Netflix เองผลิต Original Movies หลายเรื่องที่เป็นแนว Sci-fi ปรัชญา ยากง่ายที่จะเข้าถึงต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น Extinction, Birdbox, Annihilation, แต่ The OA กลับถูกทำออกมาเป็นซีรี่ย์ และต้องรอสองปีจนนักแสดงดูโตขึ้นอาจเป็นเพราะ Netflix คงหนักใจว่าจะให้ทุนมันทำต่อดีไหมเนี่ย เนื่องจาก feedback ภาคแรกก็ใช่ว่าจะดี ซีรีย์ไม่ได้แมสทำเงินได้แบบเรื่องอื่น จะ Sci-fi เต็ม ๆ ก็ไม่ใช่ Mystery ก็ไม่เชิง แต่ด้วยความแปลกของเนื้อหาก็เลยคลอดซีซั่นสองของมาให้ดูจนได้

    เนื้อเรื่องซีซั่น 1 - SPOILER ALERT!

    เรื่องราวของแพร์รี่ หญิงสาวตาบอดที่หายตัวไป 7 ปี แต่กลับมาพร้อมกับความสามารถพิเศษคือ "มองเห็น" จากคนตาบอดตั้งแต่เด็กอยู่ดี ๆ ทำไมกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง? นั่นก็เพราะว่าเธอและคนแปลกหน้าอีกห้าคนถูกจับตัวไปทดลองโดย ด็อกเตอร์แฮป สิริรวมเจ็ดปี ในห้องขังพิเศษใต้ดินของด็อกเตอร์ (แพร์รี่ขนานนามด็อกเตอร์แฮปว่า "Angel Hunter") ซึ่งการทดลองนั้นไม่ใช่การผ่าตัด หรือปลูกถ่ายอะไรใหม่ ๆ แต่เป็นการทดลองเกี่ยวกับประสบการณ์ NDE (Near-Death Experience) หรือประสบการณ์ใกล้ตายนั่นเอง และแน่นอนว่าผู้ถูกทดลองทั้งห้าคนรวมทั้งแพร์รี่เองนั้นก็เคยมี NDE มากันหมดแล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะตัวแพร์รี่เองที่ประสบอุบัติเหตุรถตกลงไปในหนองน้ำสมัยที่เธอยังอยู่ที่รัสเซียกับคุณพ่อมาเฟีย ซึ่งทำให้เธอตายไปชั่วขณะแต่สามารถรอดมาได้ พร้อมกับอาการตาบอดนั่นเอง

    แพร์รี่และผองเพื่อนทั้งห้าคนนั้นถูกด็อกเตอร์แฮปจับไปฆ่าแล้วฆ่าอีก แต่ก็รอดกลับมาได้ทุกครั้ง และหลายครั้งที่กลับมาทุกคนพบว่าตัวเองแสดงท่าทางแปลก ๆ คล้าย ๆ กับท่าเต้น (The Movements) มีครั้งหนึ่งตอนที่แพร์รี่เข้าสู่ NDE และพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างและพบกับ คาทูน (Khatun) หญิงแก่ที่อาศัยอยู่ในห้วงของมิติ ผู้ที่พรากเอาดวงตาของแพร์รี่ไปสมัยเธอยังเด็ก ครั้งนี้คาทูนก็ให้แพร์รี่เลือกอีกเหมือนเดิมว่าเธอจะเลือกทิ้งชีวิตเดิมแล้วไปอยู่กับพ่อ (ที่ตายไปแล้ว) หรือจเลือกะกลับไปชีวิตเดิมอีกครั้ง แน่นอนว่าแพร์รี่ขอเลือกกับไปโลกใบเดิม คาทูมจึงบอกกับแพร์รี่ว่า การกลับไปมันต้องแลกด้วยอะไรบางสิ่ง (แต่ไม่ได้บอกว่าแลกกับอะไร) แพร์รี่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับการมองเห็นได้อีกครั้ง และเรียกตัวเองว่า The OA (ย่อมาจาก Original Angel) แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่แพร์รี่ต้องแลก...

    เพื่อน ๆ อีก 4 คนที่ถูกขังล้วนพบเจอ NDE ในแบบของตนเอง แพร์รี่เชื่อว่าการที่จะหนีออกไปจางห้องขังได้นั้นทุกคนต้องฝึกฝนท่าทาง (The Movements) ที่แต่ละคนได้เรียนรู้มาหลังผ่าน NDE แพร์รี่เชื่อเสมอว่าถ้าสามารถเรียนรู้ครบ 5 กระบวนท่า และทั้งห้าคนสามารถเต้นได้อย่างพร้อมเพียงกันเธอจะสามารถหนีออกจากห้องขังได้ แต่เรื่องกลับพลิกตรงที่หลังจากได้เรียนรู้ท่าที่ห้าแล้ว ด็อกเตอร์แฮป ผู้สังเกตุการณ์อย่างเงียบ ๆ (รวมถึงแอบเรียนท่าเต้นตามด้วย) ก็พาแพร์รี่ไปทิ้งไว้ข้างทาง เพราะเธอจะได้ไม่ต้องขัดขวางการทดลองของตนเองต่อ และนั่นทำให้แพร์รี่ได้กลับมาบ้านอีกครั้งหลังจากหายไป 7 ปี แน่นอนว่าแพร์รี่ไม่สามารถเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังได้ เพราะเดี๋ยวเขาหาว่าบ้า ทั้งประสบการณ์ใกล้ตายเอย ท่าเต้นเอย ห้องขังลับเอย แพร์รี่จึงอัดวีดีโอโพสลงยูทูปตามหาแนวร่วมที่จะเชื่อ เพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังและสอนท่าเต้นนั้นด้วย โดยเธอหวังว่าเธอจะสามารถเดินทางไปช่วยเพื่อน ๆ รวมถึง โฮเมอร์ เพื่อนร่วมห้องขังที่แพร์รี่รัก เนื้องเรื่องของภาคแรกนี้เป็นเรื่องราว flashback ที่แพร์รี่เล่าประสบการณ์ที่ตัวเองถูกจับตัวไปให้กับคน 5 คนฟัง ซึ่ง 5 คนนั้นจะมีบทบาทต่อไปในซีซั่นสอง และสลับไปมากับชีวิตของแพร์รี่ที่ดูดราม่าไปในตัว

    แต่ในท้ายที่สุดซีซั่นนี้จบที่เหตุการณ์การบุกยิงโรงเรียนที่ เด็กสี่ และครูอีกหนึ่งคนที่เป็นกลุ่มของแพร์รี่เรียนและทำงานอยู่ ทั้งหมดหลบกระสุนปืนของผู้บุกรุกอยู่ในโรงอาหาร แต่ด้วยแรงศรัทธาในท่าเต้น (และแพร์รี่) ทั้งห้าคนนั้นจึงลุกขึ้นมาเต้นท่าที่แพร์รี่สอน เพื่อหวังว่าตัวเองจะหนีจากเหตุการณ์นี้ไปได้ แต่ทันใดนั้น กระสุนกลับพุ่งเข้าไปหาแพร์รี่ ผู้ที่เพิ่งจะวิ่งมาถึงโรงเรียน...

    เนื้อเรื่องซีซั่น 2 - SPOILER ALERT!

    ในระหว่างที่ นีน่า อาซาโรว่า (Nina Azarova) กำลังคุยโทรศัพท์กับแฟนหนุ่มของเธออยู่บนเรือข้ามฟาก เธอกลับเป็นลมล้มลงไปนอนเหมือนเป็นลมแดด พร้อมกับบอกอเมริกันมุงที่เข้ามาช่วยเหลือว่า เธอถูกยิงที่หน้าอก! (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ถูกยิง) แพร์รี่ตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก ที่คนละฝั่งทวีปกับบ้านของเธอ แต่เรื่องทีี่แปลกกว่านั้น ทุกคนเรียกเธอว่า นีน่า เธอขอพยาบาลให้ติดต่อแม่เลี้ยงของเธอที่มิชิแกน แต่แม่เลี้ยงของเธอนั้นกลับปฏิเสธว่าไม่รู้จักเธอ แพร์รี่จึงตระหนักได้ว่าจริง ๆ แล้ว นีน่า อาซาโรว่า คือชื่อของเธอในสมัยเด็กตอนอยู่กับคุณพ่อมาเฟียที่รัซเซีย เป็นไปได้อย่างไรกัน? เพราะหลังจากอุบัติเหตุ เธอได้ถูกส่งมาอยู่กับน้าที่อเมริกา และถูกไปเป็นลูกบุญธรรมจนโต ในชื่อของ แพร์รี่ จอนห์สัน แต่ทันใดนั้นเธอถูกหลอกให้เซ็นเอกสารยินยอมไปบำบัดอาการที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งที่ทำให้เธอได้พบกับด็อกเตอร์แฮป ที่เป็นหัวหน้าศูนย์ และเพื่อน ๆ จากห้องขังที่กลายเป็นผู้ป่วยของด็อกเตอร์อีกครั้ง แพร์รี่คนพบว่าเธอเองนั้นได้ข้าท dimension มาเรียบร้อยแล้ว (จากท่าเต้นของห้าคนในตอนจบของภาคที่แล้ว)

    ในอีกมุกหนึ่งของซานฟรานซิสโก คาริม นักสืบเอกชนถูกว่าจ้างให้ตามหาเด็กสาวชาวเวียตนามที่หายตัวไปไร้การติดต่อโดยยายของเธอ คนที่หายตัวไปแน่แท้คือ บัค วู หนึ่งในผู้เชื่อเรื่องราวของแพร์รี่ในภาคที่แล้ว แต่ในภาคนี้ บัค เป็นเกมเมอร์ ผู้ที่เล่นเกม AR เกมหนึ่งทำให้เธอได้เงินจำนวนมากและหายตัวไปหลังจากโอนเงินก้อนนั้นให้ยายของเธอแล้ว คาริมได้สืบเรื่องราวของเกมทำให้พบเบาะแสอย่างหนึ่งคือบ้านร้างที่ชื่อเจ้าของนั้นเป็นคือนีน่า อาซาโรว่า (แพร์รี่นั่นเอง) ทำให้คาริม ต้องออกตามหาตัวนีน่าจนพบและพาเธอหนีออกจากศูนย์บำบัดได้ และทำให้แพร์รี่ค้นพบถึงปริศนาสุดท้ายของเกมที่คาริมกำลังแก้ไขปัญหา คำใบ้สุดท้ายโยงไปยังสถานที่ที่ชื่อว่า SYZYGY ผับของคนรวยที่มีฉากหน้าเป็นร้านเย็บผ้า แพร์รี่พบว่า จริง ๆ แล้วนีน่า เป็นร่างทรง! ใช่แล้วครับท่านผู้ชม นีน่า ในมิตินี้เป็นร่างทรงที่จะเป็นผู้สื่อสารระหว่างธรรมชาติ (ปลาหมึก) เธอและคาริมพบว่าที่ Syzygy มีทางลับสามารถเดินไปโผล่ที่บ้านร้างของนีน่าได้ ทั้งคู่ได้พยายามเข้าไปสำรวจ

    ในขณะเดียวกันด็อกเตอร์แฮป ผู้ที่เดินทางข้ามมิติมายังร่างใหม่นี้ก็ได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ห้องซาวน่านามว่า เอโลดี้ (Elodie) โอโลดี้ ได้บอกกับแฮปว่าตัวเองก็เป็น Traveller เหมือนกัน (ค่อย ๆ สร้างปมใหม่ ๆ) นั่นทำให้แฮปอยากรู้เหลือเกินว่า โอโลดี สามารถเดินทางข้าม dimension ได้อย่างไร สามารถเลือกมิติที่ต้องการจะไปได้หรือไม่ นอกเหนือจากการรวมคนห้าคนมาเต้นพร้อมกันแล้ว สุดท้ายก็ถูกเฉลยว่า เอโลดี้ ใช้ลูกบาส์กสี่เหลือที่เหมือนรูบิคห้าอัน ที่สามารถทำท่าเต้นทั้งห้าได้ และยังบอกอีกว่าการเต้นนั้นมันคือพลังชนิดหนึ่งในการเปิดประตูบานหนึ่ง ไปสู่อีกบานหนึ่ง

    ในอีก dimension หนึ่ง เด็กและครูห้าคนเสียใจกับการตายของแพร์รี่ ทุกคนกำลังจะแยกย้ายออกจากเมืองกันไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ทว่า Steve หนึ่งในผู้คลั่งใคล้เรื่องของแพร์รี่เชื่อว่า แพร์รี่นั้นไม่ได้ตาย แต่เธอได้เดินทางไปยังอีก dimension หนึ่งแล้ว (นายมาถูกทางแล้วสตีฟ) และเมื่อคืนหนึ่งที่บ้านของบัค บัคพบว่าเธอได้ยินเสียงเพลงของราเชล (หนึ่งในผู้ถูกทดลองของด็อกเตอร์ ที่เดินทางจากมิตินี้ ไปยังอีกมิติแล้ว แต่กลับถูกด็อกเตอร์แฮปฆ่า) และราเชลพยายามใบ้ให้บัค ออกตามหาแพร์รี่ ทั้งห้าจึงหนีออกจากบ้านไปตามหาแพร์รี่ จนถึงศูนย์บำบัดที่ซานฟรานซิสโก แต่พบว่าที่นั่นว่างเปล่า (เพราะคนละมิติกัน) ทั้งหมดเชื่อว่า ณ เวลานี้ในอีมิติหนึ่ง แพร์รี่และตัวของพวกเขาในอีกมิตินึงนั้นอยู่ที่เดียวกัน ทั้งหมดก็เลยเริ่มลงมือทำการเต้น!

    ในขณะเดียวกันในมิติของนีน่า แพร์รี่ได้เดินทางมาถึงศูนย์บำบัด เพื่อจัดการกับด็อกเตอร์แฮป และพบว่าด็อกเตอร์แฮป ได้ฆ่าเด็ก ๆ (ในมิตินี้) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด็อกเตอร์จึงโชว์ให้แพร์รี่เห็นถึงนวตกรรม การข้ามมิติแบบใหม่ ที่สร้างเลียนแบบมาจาก เอโลดี้ คือสร้างหุ่นยนต์เต้นได้ แต่ขนาดใหญ่กว่า ภาคนี้จึงจบลงที่ แพร์รี่ตื่นขึ้นมากลางซานฟรานซิสโก ที่เป็นฉากละคร และเธอเองเป็นนักแสดง (มิติใหม่อีกแล้ว!) และเนื้อหายังเฉลยเห็นว่ามีผู้ที่ข้ามมาได้อีสองคนคือ คนเลวอย่างด็อกเตอร์แฮป และสตีฟที่ข้ามมาจากมิติแรก...

    Prairie JOHNSON and The Original Angel

    ตัวละครแพร์รี่เองเป็นตัวละครที่ multitask โดยไม่ใช่น้อย เพราะนักแสดงคือ Brit Marling ที่เป็นทั้งคนเขียนบท และ executive producer อีกด้วย เรื่องนี้เรียกได้ว่าเจ๊แกสร้างเอง เขียนเอง เล่นเอง ในบทนี้จะมาวิเคราะห์ตัวละคร Prairie Johnson ซึ่งเป็นตัวละครหลักของเรื่อง เป็นธรรมดาที่หนังหรือซีรีย์แนวอาร์ต อินดี้ หลุดโลกแบบนี้จะต้องใช้การตีความเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสัญลักษณ์หรือชื่อตัวละคร

    Prairie ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องอะไรมาก เนื้อเรื่องได้กล่าวเอาไว้ว่าตอนแม่เลี้ยงมารับเธอไปเลี้ยงและพบว่าดวงตาของเธอนั้นเป็นสีฟ้าครามราวกับท้องฟ้าเหนือทุ่งหญ้าแพร์รี่ (ซึ่งทุ่งหญ้าแพร์รี่นั้น สามารถพบได้ทั่วไปตามเขตชนบทในรัฐตอนกลางของสหรัฐอเมริกา) แต่ที่น่าสนใจคือนามสกุล Johnson ซึ่งตรงกับบทบาทของตัวละครเป็นอย่างยิ่ง Johnson หรือ John + son บุตรของจอนห์ แล้วใครคือจอนห์... ในที่นี้ผู้เขียนเองขอทึกทักไปเองว่า John ในที่นี้หมายถึง อัครสาวกยอห์น (John The Apostle) สาวกคนสำคัญท่านหนึ่งของพระยูซู อัครสาวกยอนห์ได้เดินทางไปเผยแพร่คำสอนในเอเชียไมเนอร์ที่เมืองเอเฟซุส (ประเทศตุรกีในปัจจุบัน) แต่กลับถูกแกล้งรังแกโดยถูกจับโยนลงกระทะน้ำมันเดือดแต่ไม่เกิดอะไรขึ้นและถูกเนรเทศออกไปในภายหลัง แต่สิ่งสำคัญที่อัครสาวกยอห์นทิ้งเอาไว้นั่นคือ หนังสือพระวิวรณ์ หนังสือเล่มสุดท้ายของพระคำภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับภาพนิมิตของอัครสาวกยอห์นที่พูดถึงเรื่องชีวิตใหม่ในโลกใบใหม่ โลกหลังความตาย สวรรค์ ดินแดนของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งตรงกับบุคลิคของแพร์รี่ที่เธอเองได้เห็นนิมิต (NDE) พบกับทูตสวรรค์ (Khatun) และเธอเองยังเป็นร่างทรงและผู้เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับโลกอื่นให้กับคนอื่น ๆ ไม่ต่างจากอัครสาวกยอห์น

    อภิปรัชญา x วิทยาศาสตร์: การเกิด มีอยู่ และโลกหลังความตาย

    เราเกิดมาได้อย่างไร? ตายแล้วไปไหน? อะไรคือภาวะที่แท้จริง? คำถามเบสิคในแวดวงอภิปรัชญา ที่มุ่งหาความรู้ที่นอกเหนือจากการรู้เห็น การศึกษาเรื่องของการมีอยู่ (Being and existance) ฟังดูนามธรรมมาก ๆ แม้แต่วิทยาศาสตร์อาจไม่สามารถตอบเรื่องเหล่านี้ได้หมด เพราะถ้าหากเราตายไปแล้วนั่นหมายถึงการที่เราหยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น ร่างกายหยุดนิ่งในทุกสภาวะ แต่จิตเราหละ? หรือวิญญาณของเราไปไหน? จะเดินทางไปโลกใหม่ หรือร่างใหม่หรือเปล่า? The OA กำลังพยายามเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ให้เราอย่างแยบยล

    สมัยที่ผู้เขียนเป็นนักศึกษาคนหนึ่งในห้องเรียนปรัชญาเล็ก ๆ อาจารย์ถามคำถามหนึ่งกับคนในห้องว่า "อะไรขาวที่สุดในห้องนี้" ทุกคนต่างตอบไปต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ผนังห้อง เพดาน หลอดไฟนีออน อาจารย์ท่านก็ถามกลับว่า "แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่ามันขาว? แล้วอะไรคือต้นแบบของความขาว?" แน่นอนว่าคุณถูกสอนมาว่าสีเหล่านี้คือสีขาว คุณได้ประสบการณ์กับมัน (experienced) คุณปู่เพลโตได้เคยเสนอเรื่อง โลกของแบบของเพลโต (World of Form) เมื่อหลายพันปีก่อน ซึ่งเป็นรากฐานของแนวคิดจิตนิยม (Idealism) ที่ว่ากันว่ามนุษย์เราเคยอยู่ในโลกของแบบมาก่อน ก่อนที่เราจะมาอยู่ในโลกหรือชีวิตนี้ โลกของแบบคือที่เราได้รับรู้และเรียนรู้ต้นแบบของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งทำให้เราเข้าใจในวัตถุและความคิดต่าง ๆ ในโลกนี้ (Physical world) สำหรับเพลโตนิสต์แล้วโลกของแบบคงไม่ต่างจากสวรรค์ของศาสนิกชนของในแต่ละศาสนาเท่าไรนัก ดั่งเช่นแพร์รี่และผองเพื่อนเองที่ได้เข้าไปเรียนรู้ท่าเต้น เรียนรู้เรื่องของธรรชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ จากประสบการณ์ NDE ของตัวเอง

    ถ้าจะให้ซีรี่ย์มาเล่าเรื่องโลกหลังความตาย สวรรค์หรือนรกพรรค์นั้นแบบไม่มีกรอบความคิดอะไรเลยนั้นมันคงดูจะเข้าถึงยาก และไม่เมคเซ็นส์เท่าไหร่ The OA จึงนำวิทยาศาสตร์มาตีกรอบ ผ่านตัวละครด็อกเตอร์แฮปที่พยายามศึกษาโลกหลังความตายในประสบการณ์ Near-death Expereince ของผู้ถูกทดลองผ่านการฟังเสียงจากคลื่นความถี่ต่าง ๆ ในระหว่างที่คนเหล่ายื่นอยู่ระหว่างโลกของคนเป็นกับคนตาย ด้วยความอยากรู้ในสิ่งเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็นแต่สามารถพิสูจน์ได้ และการมีอยู่และความเป็นไปได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิตในอีกมิติ หรือโลกคู่ขนานอื่น ๆ และมันคือการสำรวจโลกของแบบของเพลโตและแนวคิดอภิปรัชญาภายใต้ซีรี่ย์แบบไซไฟ ที่จะพยายามพิสูจน์ว่าความตายเป็นเพียงการปิดประตูบานหนึ่งลง และเปิดสู่อีกบานหนึ่ง ในอีกชีวิตหนึ่ง...

    Any dimension is better than this one.

    ต้องยอมรับเลยว่าเคยล้มเลิกการดูซีรี่ย์เรื่องนี้ไปตั้งแต่ตบตอนแรก แต่เนื่องด้วยความที่ไม่มีอะไรเหลือให้ดูบน Netflix แล้วก็เราต้องกลับมาดูมันอีกครั้งและพบว่ามันเริ่มสนุกขึ้นเรื่อย ๆ การที่จะดูเรื่องนี้คือต้องเปิดใจนิดนึง และต้องไม่ตั้งคำถามอะไรเยอะ โดยเฉพาะการเปรียบเทียบกับความเป็นจริง ปล่อยให้มันลื่นไหลไปในความคิดผสมกับจินตนาการของเราระหว่างดู มันจะสนุกมาก ๆ หลายคนที่ดูจบ (แล้วอิน) ก็มีการพูดถึงมากมาย แม้กระทั่งฝึกซ้อมท่าเต้นกันมากมาย อย่างคลิปด้านล่างนี้


    แล้วเจอกันอีก dimension นึง...

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in