Europe Chapter 2KanSiri
บทที่ 4 ไปเรียนวันแรกที่สก๊อตแลนด์
  •            เฮ้อออ...ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี ดิโล่แฟลตเมทที่ผมพูดถึง แม่งทำห้องครัวไว้ซกม๊กมากกกกก ขยะไม่เก็บ จานไม่ล้างไม่ทำเชื่ยอะไรซักอย่าง นอกจากปล่อยให้ห้องมันรก ก่อนกูมามันก็ไม่ได้ดีหรอกนะไอ้ส่วนกลางเนี่ย แต่มึงยังจะทำให้มันแย่ลงกว่าเก่าอีกหรอหืออออ? หมดกัน จริงๆก็คิดไว้อยู่แล้วจะต้องเจอคนแบบนี้ในหอที่มีพื้นที่ส่วนกลางแต่ก็ไม่คิดว่าจะเจอเร็วขนาดนี้ เวรกกรรมชัดๆนี่มันกรรมติดจรวดอันไหนเนี่ย ทำไมถึงได้เป็นคนแบบนี้!!! ห้องครัวรกและเหม็นมากจริง หน้าที่กูไหม ก็ไม่ ร้องไห้แปป
    ไม่อยากใช้ห้องอะไรร่วมกับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะคนไม่ได้รู้จักเดินกลับมาห้องตัวเองด้วยความเซ็งเป็ด  ‘นับแต่นี้ไปข้าจะทิ้งขยะของตัวเองให้ห้องตัวเองเท่านั้นให้ตายเถอะจอร์จ

                หลังจากนั้นสองวันก่อนเปิดเรียนซัมเมอร์ผมก็ได้มีเวลาเดินเล่นในเมือง ไปที่ชายหาดบ้าง อากาศบริสุทธิ์ อากาศดีๆ เย็นๆดีต่อภูมิแพ้ของข้าพเจ้ายิ่งนัก ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข้อดีอะนะ

                สองวันผ่านไป ไวเหมือนโกหกในที่สุดเราก็ได้เริ่มหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับปริญญาศึกษาเสียที อันที่จริงผมไม่จำเป็นต้องลงเรียนก็ได้ แต่ด้วยความที่เรารู้สึกว่าเราห่างภาษามานาน เคาะสนิมหน่อยอะไรหน่อยคงดี และก็จะได้ใช้เวลาปรับตัวไปด้วยเลยวันแรกที่มหาวิทยาลัย ทุกอย่างดูเคร่งครัดไปหมดเนื่องจากมหาวิทยาลัยได้ปิดมาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้วเต็มๆอันเนื่องมาจากสถานะการณ์โควิด
    คลาสเหล่านี้จึงเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยกลับมาสู่ภาวะเกือบปกติอีกครั้ง และแน่นอน จำนวนนักศึกษาที่มาเรียนช่วงนี้ก็ไม่ได้เยอะมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือกูเนี่ยแหละฮ่าๆ

                                                           (มหาวิทยาลัยที่ผมมาเรียนต่อ)

               วันแรกของการเปิดเทอมผมตื่นเช้ามาด้วยความแจ่มใสแต่อากาศเจ้ากรรมนี่ซิ ฝนตกตั้งแต่วันแรกเลย เวรกรรมจริงโชคดีที่ไม่ได้ตกหนักมากมายอะไร ผมไปถึงห้องด้วยสภาพที่แห้งสบาย ไร้รอยชื้นอาจารย์ที่สอนผมเป็นสาววัย 30 ปลายๆ ละมั้ง ชื่อ แองเจล่า มาจากเมืองกลาสโกล์ว แองเจล่าเป็นอาจารย์ที่ดูขี้ระแวง ย้ำคิดย้ำทำตลอด มีความละเอียด โดยรวมก็ถือว่าโอเคนะ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับบุคลิกอาจารย์ แต่สิ่งที่กูมีปัญหามากที่สุดก็คือ เพื่อนร่วมห้องเนี่ยแหละ ให้ตายเถอะ! ทั้งห้องมีนักศึกษา 10 คน คนจีนปาเข้าไป 8 คนแล้ว และที่สำคัญ แม่งไม่พูดภาษาอังกฤษด้วย โชคยังดีที่มีเพื่อนอีก 1คนมาจากซาอุดิอาระเบีย เธอมีนามว่า “นาดา” เป็นหญิงแขกสวมฮิญาบตาคมตามประสาคนแขก ผิวแทน ภาษาอังกฤษถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว และแน่นอนทั้งห้อง เราคบกันเป็นเพื่อนแค่สองคน ลาก่อยจงกั๋วเริน ฟังจีนไม่ออกเลย บาย
  •             วันที่สองของการเปิดเรียน ผมได้มีโอกาสพบเพื่อนคนไทยอีกคนหนึ่ง น่าเสียดายที่เรียนคนละห้องกัน ก่อนจะเรียนก็ได้มีโอกาสทำความรู้จักกันนิดหน่อยเขามีนามว่า “ตั๋ง” อายุมากกว่าผมปีนึง แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ตั๋งทำอาชีพทนายที่ไทย มาเรียนต่อสายกฎหมายเช่นกัน จากที่รู้จักครั้งแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่า คนไทยด้วยกัน รู้จักกันก็ไม่เสียหายอะนะอื้ม....ตอนนั้นก็คิดแบบนี้จริงๆแหละ ก็เลยมีโอกาสแลกไลน์ แลกเบอร์กันถือว่าเป็นคนไทยคนที่สามที่รู้จักในเมืองแห่งนี้

                การเรียนช่วงแรกๆก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษจะมีก็แต่สไตล์การสอนที่แตกต่างไปจากเมืองไทย ที่นี่เน้นให้เด็กคิดไม่เน้นให้เด็กจำซักนิด และส่วนใหญ่ก็จะให้เด็กรับผิดชอบงานเอง ไม่คอยมานั่งจี้ แต่ก็งานเยอะอยู่ หลังจากเลิกเรียนวันที่สามช่วงเที่ยง โทรศัพท์ผมก็ดังขึ้นอ่อตั๋งโทรมานี่เอง ผมจึงรับสาย

                “ว่าไงตั๋ง”

                “เป็นไงบ้าง เพื่อน มีการตอบสนองเกิดขึ้น

                แต่สิ่งที่ดังในหัวผมตอนนั้นคือ ใครเพื่อนมึง?’ กูรู้จักมึงแค่หนึ่งวัน เองนะ เอ่อ ก็ไม่ได้ผิดอะไรนะแต่ มันไม่ใช่อะ คือเราไม่ใช่เป็นคนแบบไม่ดีนะ แต่เดี๋ยวก่อน คนอินโทรเวิร์ท (introvert) อย่างกูไม่เข้าใจ ต้องการอะไร สองวันเป็นเพื่อนได้หรอ เอ๊ะ! บทสนทนานั้นจบลงด้วยการ ชวนผมไปกินข้าว ผมก็ไปแหละ แต่ก็ทิ้งความ ‘ได้หรอวะ’ ไว้เป็นเรื่อง งงๆ ในชีวิตแล้วกัน

                                              (มหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้สึกเหมือนฮอกวอตส์เลย)

                อาทิตย์แรกของการเรียนผ่านไป ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการรู้จักเพื่อนใหม่ 2-4 คน คุยกับคนจีนบ้างประปราย ส่วนใหญ่ผมก็ใช้เวลาไปกับคนซาอุในคลาสแล้วก็ตั๋ง แล้วก็ดูเหมือนว่า ตั๋งจะมี
    รุ่นน้องมหาลัยคนนึงที่มาเรียนก่อนหน้าพวกเราด้วยชื่อ “น้องนีร” ซึ่งน้องนีรนั้นเป็นเด็กจบใหม่ป้ายแดงจากเมืองไทย อายุยี่สิบต้นๆมีความน่ารักตามประสารุ่นน้อง สุภาพ เรียบร้อยผมก็ได้มีโอกาสคุยกับนีรบ้างเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่ได้เจอกันบ่อยมาเพราะว่านอกจากจะเรียนคนละห้องกันแล้ว ก็ยังไม่ได้อยู่หอใกล้กันซักเท่าไหร่

                ผมรู้จักตั๋งได้ สองอาทิตย์มันก็ทำให้ผมตระหนักว่า นี่กูเลือกคบเพื่อนถูกคนหรือเปล่าวะ? คือภายในสองอาทิตย์ผมสามารถเรียกมันว่า “มึง” ได้เนี่ย มันต้องมี “Something wrong” แล้วแหละ คือเป็นคนที่มีสไตล์การใช้ชีวิตต่างกันมากๆๆๆๆถึงมากที่สุด ผมเที่ยวกลางวัน มันเที่ยวกลางคืน มันดื่มหนัก ผมดื่มไม่หนักแล้วก็มีหลายๆอย่างที่ผมคิดว่า มันได้หรอวะ?’ แต่ก็นะอาจจะเพราะอายุใกล้ๆกัน คุยกันพอรู้เรื่องก็เลยกลายเป็นเพื่อนกันจริงๆแหละ มั้ง....เอาเป็นว่าเรื่องของตั๋งก็คงจะมีมาให้เล่าอยู่เรื่อยๆถ้าไม่เลิกคบกันไปเสียก่อนนะ…
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in