ว่าด้วยเรื่องภาพยนตร์ 'อาบัติ'
วันนี้ข้าพเจ้าขอขึ้นธรรมาสน์เทศนาท่านเจ้าคุณด้วยหลักปฏิจสมุปบาทนะคะ
1. เมื่อมีอวิชชาสังขารจึงเกิด
เพราะท่านเจ้าคุณไม่ใช้สติปัญญาไตร่ตรองถึงสภาวะปัจจุบันของโลก (ณ จุดนี้ว่าโดยรวมๆยังไม่ได้เฉพาะเจาะจง; สิ่งนี้เรียกว่าอวิชา) ทำให้ท่านเจ้าคุณสร้างจิตนิสัยอย่างหนึ่งขึ้นมา (สังขาร) คือความโง่เขลา และโดยจิตนิสัยนี้ทางท่านเจ้าคุณจะใช้ในการ interprete ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของท่าน
2. เมื่อมีสังขารวิญญาณจึงเกิด
เมื่อท่านเจ้าคุณบ่มเพาะจิตนิสัยอันโง่เขลามาได้ระดับหนึ่งก็จะมีสภาพรู้ตื่นจากภายนอกที่มากระทบก็คือการ interprete อย่างใดอย่างหนึ่ง (interpretation based on individual background = วิญญาณ) ให้สอดคล้องกับจิตนิสัยนั้นๆ ยกตัวอย่าง ด้วยความโง่เขลาทำให้ท่านมองว่าคนอื่นโง่หรือไม่รู้ (ทั้งๆที่คนอื่นอาจจะรู้มากกว่า)
3. เมื่อมีวิญญาณนามรูปจึงเกิด
อวิชา สังขาร และ วิญญาณเป็นสภาพจิต เป็นนามธรรม เป็น cognition คือการรับรู้ที่ถูกบ่มเพาะมาจากการปฏิบัติซ้ำๆ (ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ถูก อาจจะโง่หรือฉลาด อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ เป็นต้น หรือเรียกอีกอย่างว่า bias) เมื่อมีสามสิ่งนี้บวกกับกายหยาบของเรา (นามรูป) ก็เกิดมาเป็นมนุษย์ที่จับต้องได้และคิดได้ (โดยส่วนตัวไม่คิดว่าวิญญาณทำให้เกิดนามรูปแต่วิญญาณ"รวม"กับนามรูปทำให้เกิดเป็น unit ที่สามารถนึกคิดได้ในที่นี้และในเวลานี้คือมนุษย์ที่บวชเป็นพระและมีสมณศักดิ์ดังว่า)
ถึงจุดนี้ก็เห็นท่านเจ้าคุณขึ้นมาเป็นรูปธรรมละ ทีนี้ท่านก็ได้รับเชิญให้ไปดูภาพยนต์เรื่องอาบัติ (หรืออาจจะดูแค่ตัวอย่าง) เอาหล่ะเรามาพิจารณากันต่อ
4. เมื่อมีนามรูปสฬายตนะจึงเกิด
สฬายตนะแบ่งออกเป็นภายนอกคู่กับภายใน 1. เสียง-หู 2. ภาพ-ตา 3. กลิ่น-จมูก 4. รส-ลิ้น 5. สัมผัส-ผิว และ 6. สิ่งเร้านอกเหนือจากที่กล่าวมา-จิตใจ ในที่นี้ทางท่านเจ้าคุณใช้ 3 สฬายตนะ คือ 1., 2., และ 6.
5. เมื่อมีสฬายตนะผัสสะจึงเกิด
โดยส่วนตัวคิดว่าสฬายตนะและผัสสะคล้ายกันมากจนสามารถรวบเป็นข้อเดียวกันได้ ในกรณีนี้ทางท่านเจ้าคุณได้ใช้ bias ที่ติดตัวมาจากการใช้ bias นี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันรับรู้เรื่องราวของภาพยนต์เรื่องอาบัติผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งหลายตามที่กล่าวมาในข้อ 4 (ทั้งหมดเรียกว่าผัสสะ)
6. เมื่อมีผัสสะเวทนาจึงเกิด
เวทนาคือการรู้สึกทุกข์ สุข หรือ เฉยๆ ไม่ยี่ระ ในที่นี้ทางท่านเจ้าคุณตีความโดยใช้ bias ที่ตนมีก็เริ่มรู้สึกทุกข์ (ทำไมมันทำแบบนี้? นี่คือการลบหลู่พระพุทธศาสนา bla bla bla)
7. เมื่อมีเวทนาตัณหาจึงเกิด
ตัณหาคือความอยาก มีทั้ง อยากได้ ไม่อยากได้ อยากเลี่ยง อยากทำลาย ฯลฯ (คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นกับกามตัณหา คือ รักในรูป อยากมี sex ฯลฯ) ในที่นี้คือเพราะความ bias จึงตีความภาพยนต์เรื่องอาบัติแบบเข้าข้างตัวเองจนทำให้เกิดทุกข์แล้วอยากจะทำลายคือประท้วงห้ามฉายหรือเอาคนทำไปบั่นคอ
8. เมื่อมีตัณหาอุปทานจึงเกิด
อุปทานคือ fixed idea ใครพูดก็ไม่เชื่อไม่เปลี่ยน ในที่นี้ก็คือแม้จะมีคนมากมายบอกว่า เฮ้ยนี่มันคือเรื่องปกติ คนไทยไม่โง่แยกแยะได้ เรื่องแบบนี้เกิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ท่านอย่ามา hypocrite ฯลฯ ทางท่านเจ้าคุณก็ไม่เชื่อเพราะตัณหาที่แรงกล้าทำให้เกิดทิฐุปาทาน (อุปทานทางความคิด) คิดว่าภาพยนต์เรื่องนี้มันแย่และในฐานะที่เป็นตำรวจพระพุทธศาสนาแห่งเอกภพท่านเจ้าคุณจึงต้องออกมาเรียกร้องให้ทำลายภาพยนต์นี้ซะ หรือ ให้สร้างกฎหมาย 113 มาทำลายพวกทุรยศคิดไม่ซื่อต่อเนื้อนาบุญของพระบรมศาสดา
9. เมื่อมีอุปทานภพจึงเกิด
ภพในที่นี้มาจากคำวะ ภะวะ แปลว่าสภาพโดยรวมทั้งจิตและกายในช่วงหนึ่งๆ (ขออธิบายพร้อมกับชาติ)
10. เมื่อมีภพชาติจึงเกิด
ชาติในที่นี่มีความหมายคล้ายๆภพแต่กว้างกว่าหรือเป็นรูปธรรมมากกว่าเช่นภพคือสิ่งที่ปรุงแต่งทั้งหมดรู้ได้เฉพาะคนๆนั้น แต่ชาติคือบุคลิกภาพที่คนอื่นๆสามารถรับรู้ได้ ในที่นี้ก็คือ หลังจากที่ทางการได้แบนและอันแบนภาพยนตร์เรื่องนี้ ท่านเจ้าคุณจึงได้ออกมาโชว์ hypocrite ออกสื่อ พวกเราที่เสพสื่อก็รู้ทันทีว่าท่านเป็นคนอย่างไร มีสติปัญญาระดับไหน และ มีพื้นเพทางความคิดจากอะไร
11. เมื่อมีชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงเกิด
ชื่อยาวๆนี้แปลว่าการประสบความเสื่อมเศร้าระทมทุกข์ไม่สุขจากสิ่งที่ไม่สามารถทำให้ถูกใจได้ (death and decay) ในที่นี้คือ เมื่อภาพยนตร์ไม่ถูกแบนท่านเจ้าคุณก็รู้สึกเร่าร้อนผ้าเหลืองโกรธเกรี้ยวจนแทบจะจับตาลปัตรออกมาประหัตประหารผู้ทำภาพยนตร์
แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดชรามรณะฯ วิธีง่ายๆแต่ปฏิบัติยากคือการขจัดอวิชาซึ่งเป็นต้นธารแห่งชรามรณะฯนั่นเอง
ข้อเสนอแนะของหนูมีดังต่อไปนี้
1. ต้องเข้าใจว่าไม่มีหน่วยสังคมใดในจักรวาลนี้ที่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้แม้กระทั่งสถาบัน you-know-who, ศาสนา, หรือ การเมือง
2. การวิพากษ์วิจารณ์สามารถทำได้หลายทางและหลายรูปสื่อและต้องตั้งอยู่บนเหตุผล
3. หากคนที่ถูกวิพากษ์ต้องการที่จะปฏิพากษ์ก็ต้องใช้เหตุผลมาล้างเหตุผล การเบี่ยงประเด็นหรือการสถาปนาประเด็นให้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้นั้นไม่ถูกต้อง (ให้ย้อนกลับไปดูข้อที่หนึ่ง)
4. ต้องตอบให้ได้ว่าท่านเจ้าคุณบวชเป็นพระเพื่ออะไร ก่อนที่จะตอบต้องพิจารณาประวัติศาสตร์ปรัชญาและพัฒนาการสังคมชมพูทวีปโบราณให้แตกฉาน พระพุทธศาสนาฝ่ายหีนยานนั้นเน้นการปฏิบัติ คนที่ปฏิบัติเท่านั้นถึงจะบรรลุธรรม การบวชเป็นพระก็คือการเข้ามาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง วัตรปฏิบัติอันสมถะและงดงามนี่เองคือแรงดึงดูดให้คนอีกหลายร้อยล้านคนพึงใจที่จะเข้ามาบวชและอยากปฏิบัติธรรม นี่คือแก่น ที่เหลือไปจากนี้คือการปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นถ้าท่านเจ้าคุณทำตัวให้เลื่อมใสก็เพียงพอแก่การทำหน้าที่เป็นเนื้อนาบุญของพระพุทธศาสนาแล้ว สังฆมณฑลที่ท่านว่านั้นเป็นเรื่องของการปกครองสงฆ์ก็คือการเมืองโดยแท้ อย่าเอามาเกี่ยวกัน หากสงฆ์ทำหน้าที่ของสงฆ์ดังที่กล่าวมาได้อย่างไม่บกพร่องต่อให้มีหนังอาบัติเข้าฉายทุกวันก็ไม่มีทางทำให้ศาสนาพุทธต้องล่มสลายอย่างแน่นอน อนึ่งชื่อของนิกายก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นยานลำเล็ก ไม่ต้องกลัวว่าคนไทยทุกคนจะไม่ตรัสรู้ มีปัญญาแค่ไหนก็ทำได้แค่นั้น ที่เหลือก็ให้ทางโลก (จารีต วิถีประชา และ กฎหมาย) เขาจัดการ
5. ทีนี้ก็อยากถามท่านเจ้าคุณว่ามีกุลบุตรชาวไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงเสี้ยววินาทีนี้สักกี่คนที่อยากบวชเพื่อบรรลุธรรม ก็เห็นจะมีแต่สมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามณีศรีรัตนลังกาทีปมหาสามีเป็นเจ้าหลานของพระยางั่วนำถมมังคะที่ตั้งใจออกผนวชเพื่อหวังตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณเลียนแบบเจ้าชายสิตธัทธะจนได้เป็นสามีเป็นเจ้า (พระสังฆราช) ที่ลังกา (ศรีลังกา) ถึงขนาดประกาศจะมอบลูกเมียให้เป็นทานแก่คนที่มาขอดังที่จารไว้ในจารึกหลักที่ 2 หรือจารึกวัดศรีชุม ที่เหลือก็ บวชเรียน (บวชเพื่อเรียน) บวชเพื่อเปลี่ยนชนชั้น (จากทาสเป็นไพร่) บวชหนีสงคราม บวชเพราะไม่อยากถูกเกณฑ์ไปทำงานสร้างวัดสร้างวัง บวชภาค spring/summer หรือ autumn/winter บวชหน้าไฟ บวชหนีคดี บวชให้บุพการีเกาะชายผ้าเหลืองขึ้นฉกมาพจร บวชเพื่อกลับเข้าประเทศ บวชหลังจากทำคนตาย บวชอุทิศส่วนกุศล บวชเพราะไม่มีกิน บวชเพราะหนีงานแต่ง บวชเป็นราชพลี หรือ บวชเพื่อหนีราชภัยอย่างในกรณีของ ร.4 เป็นต้น
6. แทนที่จะออกมาต่อต้านคนวิพากษ์วิจารณ์ หนูว่าไปจัดการหมู่สงฆ์ของท่านเจ้าคุณให้กลับมายังแก่นของการเป็นสงฆ์ดีกว่าค่ะ
หวังว่าสเตตุ๊ดนี้จะได้ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in