ว่าด้วยเรื่องประวัติศาสตร์กระแสรอง
ข้อจำกัดของการศึกษาประวัติศาสตร์โดยเฉพาะที่เกิดมาหลายร้อยหรือเป็นพันปีนั้นคือการหาหลักฐานที่ถือว่าเป็นหลักฐานชั้นต้น (primary source or evidence) มาพิจารณา หลักฐานชั้นต้นคือหลักฐานที่อาจจะเป็นลายลักษณ์อักษร (textual evidence) เช่น ศิลาจารึก สมุดข่อย สมุดไทย หรือหนังสือที่จดจารข้อมูลร่วมสมัยจากคนที่เกิดในสมัยนั้น (contemporary source or evidence) และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (nontextual evidence) เช่นจากการบอกเล่าของคนที่อยู่ในเหตุการณ์หรือการตีความจากรูปภาพ รูปสลัก หรือ รูปปั้น ตามวัดวาอารามเวียงวังหรือเทวาลัย
สังคมไทยสมัยสุโขทัยและอยุธยาตามที่ จขกท. สาธกมานั้นก็ปรากฎให้เห็นแล้วว่ามีหลักฐานชั้นต้นในรูปแบบของหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรมากมาย (ศึลาจารึกที่มีมากกว่า 40 หลัก หรือ สมุดข่อย สมุดไทย ฯลฯ) ซึ่งหลักฐานส่วนใหญ่ก็กล่าวไปในทำนองเดียวกันคือ "ไพร่ฟ้าหน้าใสหากินอย่างมีความสุขอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์" ซึ่งก็ดูเหมือนดี (และอาจจะดีจริงก็ได้) แต่อย่าลืมว่าในสมัยนั้นมีเพียงกลุ่มคนแค่หยิบมือที่อ่านออกเขียนได้และมีความสามารถในการสร้างหลักฐานเหล่านี้ (เช่น จ้างคนมาสลักอักษรบนแผ่นหิน เอาใบลานมาเย็บติดกันเป็นสมุดแล้วใช้เหล็กปลายแหลมจาร เป็นต้น) ก็คือชนชั้นนำ (กษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และ ขุนนาง) ดังนั้นหลักฐานชั้นต้นที่ว่าจึงเป็นการกล่าวถึงโลก (ในที่นี้คือชุมชน และ ชาติ) ผ่านเลนส์ของชนชั้นนำ แปลเป็นไทยว่า สิ่งที่เราเรียนรู้มาอาจจะไม่ได้ represent ถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นจริงๆที่เกิดขึ้นในเวลานั้นก็ได้ (อย่าลืมว่าชนชั้นนำมีเพียงแค่หยิบมือส่วนชนชั้นตามนั้นมีมากมาย) จนกระทั้งไม่ถึงร้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่การพิมพ์แพร่หลายเราถึงได้รู้ข้อมูลอีก (หลาย) ด้านที่ไม่เคยได้รู้มาก่อน (เพราะนอกจากจะใช้โลกทัศน์ของชนชั้นนำสร้างหลักฐานขึ้นมาแล้ว ข้อมูลบางอย่างยังอาจจะโดน censor ก็เป็นได้)
ฉะนั้นถ้าหากอำแดงเหมือนสามารถแกะสลักอักษรไทยบนหินได้ก็คงจะจดจารประมาณว่า เพราะสงครามกับอ้ายพม่ารามัญที่พระ...(ข้อความบางส่วนหายไป)ทำให้บ้านเมืองไม่เคยสงบสุข ลูกกูสองคนก็ต้องไปตายที่หงสา เป็นต้น (แต่ก็อาจจะไม่ตกมาถึงมือของนักประวัติศาสตร์สมัยกรุงเทพฯ เพราะอำแดงเหมือนคงโดนมาตรา 112 สำเร็จโทษและแผ่นหินที่ว่าก็อาจจะโดนทำลาย) ทีนี้เราจะรู้ถึงวิถีชีวิตของไพร่สามัญชนได้อย่างไร วิธีเดียวก็คือการแปลความออกมาอีกชั้นหนึ่งจากเรื่องเล่าที่หรือหลักฐานที่ชนชั้นนำเหล่านั้นสร้างมา
เช่น สมัยพระบรมไตรโลกนาถผู้รวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางก็ได้วางระบบการปกครองเป็นหัวเมืองชั้นต่างๆ มีการรวมพลให้ขึ้นอยู่กับมูลนายและผู้ที่ไม่มีสังกัดก็ถูกเกณฑ์มาทำงานให้หลวง ฝ่ายชนชั้นนำก็บอกว่าเพราะการกระทำเยี่ยงนี้ทำให้ทุกคนได้รับการปกป้องคุ้มครองจากมูลนาย ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพวกที่ถูกเกณฑ์ไปจะกลายเป็นไพร่ฟ้าหน้าใสหรือไพร่ฟ้าหน้าหมอง แต่ถ้าหากสังเกตจากการเกณฑ์ทหารในปัจจุบันก็คงต้องบอกว่าน่าจะเป็นไพร่ฟ้าหน้าหมองเสียมากกว่า เป็นต้น
ที่กล่าวมาทั้งหมดเพียงจะบอกว่าที่เราเรียนรู้มาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราถูกสอนให้ท่องจำ ยังไม่นับรวมระบอบการปกครองที่มอบอำนาจให้กับคนเพียงคนหรือกลุ่มเดียว (dictatorship, or totalitarianism) ที่ต้องหวังพึ่งบัญชาสวรรค์เพียงเพื่อจะให้ได้คนที่ดีที่สุดมาปกครอง
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in