เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
เรื่องเล่าจากหน้า WallSirisak Chanprasert
เรื่องเล่าจากหน้า Wall
  • ว่าด้วยเรื่องศาสนาอิสลาม

    หลังจากมูฮัมหมัดถึงแก่กรรม เสียงของมุสลิมก็แตกเป็นสองฝ่าย ฝ่าย A คิดว่าคนที่จะได้ขึ้นมาเป็น prophet คนต่อไปต้องได้รับการเลือกเฟ้นจากคณะผู้ทรงคุณวุฒิตามหลักการปกครองของสังคมชนเผ่าแถบคาบสมุทรอาราเบียในสมัยนั้น โดยฝ่าย A ให้ความเห็นว่า prophet มีหน้าที่เพียงเสริมสร้างสังคมและป้องกันการรุกรานจากภายนอกเพื่อเอื้อให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการปฏิบัติตาม Koran และ Hadith แต่ฝ่าย B คิดว่าคนที่จะขึ้นมาเป็น prophet นั้น ต้องเป็นเครือญาติของมูฮัมหมัดเพราะฝ่าย B เชื่อว่า Koran นั้นมีความหมายโดยนัยซ่อนอยู่และคนที่จะสามารถแปลมันและชี้นำชาวมุสลิมได้นั้นต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับมูฮัมหมัดเท่านั้น

    ฝ่าย A เสนอ Umar ผู้เป็นพ่อตาของมูฮัมหมัด
    ฝ่าย B เสนอ Ali ผู้เป็นญาติและลูกเขยของมูฮัมหมัด

    ผลคือฝ่าย A ชนะ Umar จึงเป็น prophet คนที่สอง อยู่ต่อมาไม่นาน Umar โดนฆ่าตาย prophet คนที่สามที่ได้เลือกขึ้นมาก็ยังเป็นไปตามหลักการของฝ่าย A แต่แล้วก็โดนฆ่าตาย ถึงตอนนั้น Ali จึงได้ขึ้นเป็น prophet คนที่สี่

    ถึงจุดนี้ฝ่าย A มี prophet ทั้งหมด 4 คน ส่วนฝ่าย B เพิ่งยอมรับ prophet คนนี้เป็นคนที่ 1; ฝ่าย A กลายมาเป็นนิกายซุนหนี่ส่วนฝ่าย B เป็นนิกายชีอะห์; ในจำนวนมุสลิมทั่วโลกกว่า 1,300
    ล้านคน มีเพียงประมาณ 10% ที่เป็นชีอะห์

    หลังจาก Ali ถึงแก่กรรมฝ่ายซุนหนี่ก็เลือก prophet คนที่ห้าแล้วย้ายฐานมาอยู่ที่ Damascus พร้อมกับตั้งเป็นศูนย์กลางศาสนาและการปกครองเรียกว่า Umayyad dynasty และ prophet ได้ตั้งตัวเป็น caliphate คือผู้ปกครองมุสลิมทั้งหมด ทว่าฝ่ายชีอ่ะห์ไม่ยอมรับกับยกเอา Husayn ลูกของ Ali ขึ้นเป็นผู้นำ ทางฝ่าย Umayyad ไม่ยอมเลยจัดการฆ่า Husayn และพวกทั้งหมด

    ฝ่ายชีอ่ะห์ได้มองการกระทำของ Husayn ว่ายิ่งใหญ่และเสียสละเพื่อศาสนา (martyr) และได้จัดงานรำลึกการกระทำของ Husayn ขึ้นทุกปี (ชื่องาน ashoura) นอกจากนี้ฝ่ายชีอ่ะห์ยังระลึกถึง Husayn ในฐานะของ saint (นักวิชาการศาสนาบอกว่าฝ่ายชีอ่ะห์เอาแนวคิด judo-christian มาใช้) และ prophet ของฝ่ายชีอ่ะห์ที่ได้เลือกขึ้นมาตามหลัง Ali ยังได้เป็น saint แทบทุกคน นอกจากนี้ฝ่ายนี้ยังเอาความคิด messiah แบบ judgement day มาใช้ (การกลับมาของ twelfth prophet เพื่อนำพาชาวมุสลิมไปสู่สวรรค์ ประมาณนั้น)

    ซึ่งแนวคิดแบบนี้ฝ่ายซุนหนี่ไม่ชอบเอามากๆ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีนักคิดฝ่ายซุนหนี่ชื่อ Ibn Taymiya ประนามการกระทำของฝ่ายชีอ่ะห์เป็นอย่างมาก และแนวคิดของ Taymiya นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของกลุ่ม fundamentalism โดยเฉพาะ wahabism ในซาอุฯ แนวคิดนี่เองที่ทำให้ซุนหนี่และชีอ่ะห์ทะเลาะกันถึงขั้นฆ่ากันตาย (และยังคงฆ่ากันตายจนถึงทุกวันนี้)

    ยกตัวอย่างเช่น

    ในอิรัคตอนที่ซัดดัมได้ขึ้นเป็นผู้นำ ซัดดัมเป็นซุนหนี่และคนในอิรัคส่วนใหญ่เป็นชีอ่ะห์ พวกชีอ่ะห์ถูกกดขี่มากมายถึงขั้นโดนฆ่ารายวัน ตอนช่วงที่อิหร่านเกิดการปฏิวัติ ซัดดัมกลัวว่าพวกชีอ่ะห์ (อิหร่านเป็นประเทศมุสลิมชีอ่ะห์) จะเข้ามามีอิทธิพลในอิรัค ซัดดัมจึงทำสงครามกับอิหร่านในช่วงปี 1980 (อิรัคได้รับการสนับสนุนการเงินจากซาอุฯ ประเทศที่เป็นตัวแทนของมุสลิมซุนหนี่) มีคนตายเป็นแสนเป็นล้านคน

    หรือในซีเรียที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นซุนหนี่แต่พ่อและลูกอัซซาดเป็นนิกายย่อยของชีอ่ะห์ได้ขึ้นเป็นผู้นำซุนหนี่จึงถูกกดขี่เฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอิรัค พอกองทัพอเมริกันเข้ามาฆ่าซัดดัมพวกชีอ่ะห์ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำ พวกซุนหนี่จึงหลบหลีกไปแถบซีเรียที่มีพวกซุนหนี่เยอะและรวมตัวกันเป็น ISIS เพื่อร่วมมือการทำลายตะวันตกโดยการนำของอเมริกา

    นี่เป็นเพียงตัวอย่างความขัดแย้งภายในศาสนาอิสลามที่เกิดขึ้นมานานนับพันปีและคาดว่ายังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีใครสักคนเข้ามาจัดการระบบความคิดให้เป็นหนึ่งเดียวหรือมีความ 'ทนทาน' ต่อแนวคิดที่แตกต่าง

    ฉะนั้นแล้วข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติ

    อ้างอิง
    1. The shia revival: Vali Nasr
    2. Under the black flag: Sami Moubayed

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in