ใกล้shit เวียดนามwhenwehavetime
ตอนที่ 7 - Dalat, Adventure time
  • เช้าวันนี้อากาศดีมาก ดีแบบดีชิบหายเลยอะ
    ดาลัดเป็นเมืองหนาว อากาศเลยหนาวเย็นตลอดปี นี่มันแดนสวรรค์ชัดๆ 

    วันนี้อุณหภูมิอยู่ที่ 17-18 องศา ฝนไม่ตก ฟ้าโปร่ง ...ท่ามกลางป่าเขา 

    Feel good มาก 

    วันนี้จะไปทำกิจกรรมรอบๆตัวเมืองดาลัดกัน เฮ้


    Cable Cars

    ความที่เรานึกอะไรไม่ออกว่าควรจะไปที่ไหนก่อนดี ก็เลยทึกทักเอาเองว่า งั้นเราก็ขึ้นไปอยู่ที่สูงๆก่อนเลยแล้วกัน จะได้มองเห็นตัวเมืองดาลัดเป็นวงกว้าง เผื่อเห็นอะไรๆเยอะมากขึ้น  รู้ว่าตรงไหนสวย แล้วจะได้รู้ว่าควรจะไปตรงไหน

    ...

    แนวคิดที่ว่ามา แม่ง มั่วนิ่มโคตรๆ สิ้นคิดสัดๆ
    แต่เราก็ไปกันจนได้ (ก็มันคิดไม่ออกนี่หว่า!)

    จุดชมวิวเมืองดาลัดที่ว่าถ้านั่งแท๊กซี่ไปจากโรงแรมเราใช้เวลาประมาณ 20 นาที  
    เป็นทั้งจุดชมวิวและมีรถเคเบิ้ลคาร์ให้นั่งชมวิวด้วย ตอบโจทย์มนุษย์คิดไม่ออกว่าจะไปไหนดีได้เยี่ยมมาก!

    ส่วนความเชื่อที่ว่า ขึ้นมาแล้วจะได้เห็นเมืองทั่วๆ จะได้มีไอเดียว่าไปไหนต่อน่ะหรอ 
    หึ ..อย่างกะนิทานตัวเอกโลภมากที่ลงทุนปีนภูเขาลูกโตมาเพียงเพราะ มีข่าวลือว่าบนยอดเขามีสมบัติล้ำค่าอยู่ แต่หลังจากตัวเองปีนไปจนถึงยอด ก็พบป้ายพร้อมข้อความที่ว่า 'สมบัติล้ำค่าที่ว่า ไม่ใช่อะไรเป็นทิวทัศน์สวยงามที่ประเมินค่าไม่ได้'

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 
    ขึ้นมาจุดชมวิว สิ่งที่จะได้มันก็คือวิวทิวทัศน์สิมึง...หวังแมวอะไร เพ้อเจ้อ! 


    โอเค ไอเดียไม่ได้ แต่สิ่งที่ได้กลับไปแน่ๆก็คือ..

    เรา: เอาละนะ นึง สอง ซั่ม!
    แชะ …
    มิ้นท์: เป็นไง...
    เรา: เปลี่ยนท่าบ้างดิ

    ถึงแม้จะไม่มีไอเดียว่าจะไปไหนต่อดี แต่ไอเดียโพสท่าถ่ายรูปของมิ้นท์กับอีฟนี่มาไม่หยุด ลั่นชัตเตอร์กล้องเป็นปืนกล เต็มแม๊กซ์  มาทุกองศา ทุกทวงท่า อีห่า นี่ถ้าปริ้นรูปที่ถ่ายมาทั้งหมดคงเอาไปแปะ กำแพงเมืองจีนได้แบบไป-กลับแล้วมั้ง 

    และท่ี่เหี้ยที่สุดคือ ยิ่งพวกมันโพสท่าประหลาดแค่ไหน ตากล้องต้องช้อนท่าถ่ายรูปให้ได้มุมที่โอเคตามด้วย สรุปกูนี่แหละ ทำท่าประหลาดบรรลัยนำทุกคนในกลุ่ม..


    มิ้นท์: อีฟไปไหน…อีฟ!! มาถ่ายรูปกั...

    ภาพที่เห็นคืออีฟกำลัง ประดิษฐ์ท่าโพสถ่ายรูป โดยถ่ายเป็นตัวเองกำลังทำท่าคลานขึ้นบันได ทำหน้าตาเลิ่กลั่ก โดยมีพี่ต้าเป็นคนถ่ายรูป …


    เรา: ….อะ..อีฟ..
    มิ้นท์: …อีฟเอ้ยย

    อีฟ: ห๊าาาาา เรียกอีฟหรอ
    อีฟจ๊ะ ก่อนจะหันมาขานรับพวกเรา มึงช่วยคืนท่าปกติก่อนได้มั้ย ท่ามึงตอนนี้พร้อมล่าเหยื่อมาก

    เรา: ปะๆ ..ถ่ายรูปกับมิ้นท์หน่อย



    เคเบิ้ลคาร์ ชมวิวที่ดาลัดไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าเคเบิ้ลคาร์ที่อื่น คือมีเคาน์เตอร์จ่ายตั๋วแล้วก็มีพนักงานในชุดข้าราชการสองคนคอยยืนเก็บตั๋วอยู่ตรงทางเข้า แต่ไม่รู้ทำไมเราแอบตื่นเต้นกับชุดยูนิฟอร์มข้าราชการที่ว่า มันดูเหมือนทางการแต่ไม่จริงจัง ดูไม่ล้าสมัยแต่กลับดูคลาสสิก เห็นแล้วนึกถึงพนักงานสูทเหลืองที่สกาล่าเลย

    ผิดคาด เป็นเคเบิ้ลคาร์ที่ใช้เวลานานกว่าที่คิด ลอยผ่านเขาหลายลูก และมีวิวให้ดูมากกว่าที่คิดไว้
    มันใช้เวลานานพอที่มิ้นท์กับอีฟจะถ่ายรูปผลาญเม็มโมรี่กล้องไปได้อีกหลาย MB


    พอลงเคเบิ้ลคาร์ ..ฟ้าฝนเริ่มตั้งท่าจะตกอีกรอบแล้ว
    หมดกันทิวทัศน์เมืองดาลัด กับความพีคที่หายไป

    สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด 
    - Dalat Cable Car
    รอบเดียว: 50.000vnd/ คน     
    ไปกลับ: 70.000vnd/คน

    GPS:  Phường 3, Dalat, Lâm Đồng, Vietnam

    Map



  • ดาตันลา (Datanla)

    ดาตันลาเป็นชื่อน้ำตกที่ อยู่ใกล้ๆจุดลงของเคเบิ้ลคาร์

    ที่น้ำตกดาลัดมีกิจกรรมแนว แอดแวนเจอร์ให้ทำตั้งแต่ความบู๊ระดับโรยตัวลงหน้าผา ปีนน้ำตก สไลเดอร์น้ำตก  ยันนั่งโรลเลอร์โคสเตอร์ และ กระเช้าลอยฟ้าที่วิ่งผ่านน้ำตก

    ซึ่งแน่นอนว่า สายบู๊สู้ชีวิตล้างผลาญฮาร์ดคอร์อย่างพวกเรา...ขึ้นบันไดยังเหนื่อย!

    ..

    ไปเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ ดีกว่าทุกคน (กวักมือเรียก)


    Roller Coaster


    ปัญหาของโรลเลอร์โคสเตอร์ คือ คำว่า โรลเลอร์โคสเตอร์  ภาษาไทยเขียนยากและยาวสัส โว้ย!
    ขอเรียกสั้นๆว่า รถรางแล้วกันนะ

    รถรางที่นี่มีแบบ เที่ยวเดียว และ ไป-กลับ

    ราคา
    เที่ยวเดียวราคา 40.000vnd
    ไป-กลับ 50.000vnd
    ต่างกันแค่ 10.000vnd เองแก

    โรลเลอร์โคสเตอร์ ที่ว่าเป็นรถรางไม้ ระบบอัตโนมือ..นั่นคือแต่ละคันจะมีคันเร่งและเบรก แล้วเราก็บังคับกันเอง ภายใต้กฎเพียง สามข้อคือ

    หนึ่ง รัดเข็มขัด
    สอง รถรางแต่ละคันต้องทิ้งช่วงห่างกันอย่างน้อย 5 เมตร
    สาม ปล่อยไปตามแรงโน้มถ่วง

    จบ. ง่าย เข้าใจ 
    ปะ ไปเล่นกันเถอะ

    แม่อีฟขึ้นคันแรก…
    เรา - คันที่สอง
    มิ้นท์ - คันที่สาม
    อีฟ - คันที่สี่
    พี่ต้า - คันที่ห้า

    ปรากฏว่าเราใจแตกมากกับการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ ตัวรถมันจะไหลลงไปตามเนินเขา อีนี่ก็เหยียบคันเร่งมิดไม่มีแตะเบรกใดใดจ๊ะ รถก็เหวี่ยงไปตามรางที่คดเคี้ยว หวิดไส้กระเด็น โค้งเยอะด้วย  นี่ถ้าอ้าปากค้างโต้ลมตอนเล่น มีเหงือกแห้งแน่ๆ 
    มันส์ทะลุมิติมาก

    แต่แล้วอยู่ๆ แม่อีฟคันข้างหน้า  เบรกชะลอ…
    เราสังเกตุเห็นว่า ข้างหน้าแตะเบรก เลยค่อยๆชะลอแตะเบรกตาม…

    ค่อยๆ..แตะเบรก
    ค่อย ค่อยย ย ย
    ค่อยย ย

    ...
    วืดดดด..
    ปัง!!!!!! ครืนนนนนน!!!!!!!  และ ปัง!!!!!!!!

    ตัวโดนกระชากอย่างแรก กระแทกเก้าอี้รถ

     "เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!"

    ตั้งแต่เรียนรู้ที่จะพูดคำหยาบได้ เราตีความหมายคำว่า เหี้ย หลักๆตามบริบทผู้ใช้ไว้คร่าวๆดังนี้

    เหี้ย = ด่า
    เหี้ย = ดีมาก
    เหี้ย = อุทาน

    แต่ในวันนั้นค้นพบว่าตัวเองได้พ่น เหี้ย ออกมาได้อีกหนึ่งมิติใหม่ เป็นคำว่า เหี้ยที่มีความหมายได้ตรงกับตัวมันเอง จริงใจที่สุด เรียลที่สุด และหนักอึ้งที่สุด

    เหี้ย = เหี้ย

    เรามาดูภาพช้ากันอีกทีนะครับ 
    เหตุการณ์ทั้งหมดคือ มิ้นท์นั้นมัวแต่ ถือกล้องถ่ายรูป จึงไม่ทันสังเกตุว่า รถคันข้างหน้ามีการชะลอ จึงสอยตูดกระแทกชนกับคันของเราเต็มๆ 

    เรา: แม่ง!..ตกใจหมดเลย!!
    มิ้นท์: ขอโทษๆ กูมัวแต่มองภาพในกล้อง เป็นไรมั้ย
    เดินลงไปโวยวายมิ้นท์ทันทีที่ลงจากโรลเลอร์โคสเตอร์ 

    ประเมินความเสียหายเบื้องต้น

    มิ้นท์ - ทำแว่นกันแดดหล่นหาย จากแรงกระแทกที่ชน
    เรา - คอเคล็ด หัวไหล่กระแทกเก้าอี้ และช้ำในวันต่อมา 
    ส่วนอารมณ์ในตอนนั้นอะ เสียเต็มๆ

    อีฟ: เป็นอะไรมากมั้ย
    เรา: ไม่อะ เจ็บนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร
    อีฟ: อยากขึ้นไปเล่นใหม่มั้ย
    เรา: เห้ยยย ไม่เป็นไร
    อีฟ: เห็นเธอดูไม่สนุกเลย ดูหงุดหงิด อยากขึ้นไปเล่นใหม่มั้ย อีฟรอได้นะๆ เดี๋ยวช่วยออกค่ารถใหม่ก็ได้
    เรา: บ้าา ไม่เป็นไรจริงๆ ไปเที่ยวต่อเหอะ เนี่ยๆถึงตัวน้ำตกละ
    อีฟ: …                                                    

    พูดแปลกๆ..


    น้ำตก

    ความจริงที่ค้นพบก่อนมาดาลัดคือ ดาลัดเป็นเมืองที่มีน้ำตกเยอะมว๊าก เยอะพอๆกับร้านคาเฟ่ย่านเอกมัย มีอยู่ทุกซอกทุกมุมในดาลัด แต่น่าเศร้าที่เรามีเวลาไม่พอจึงไปมาแค่ น้ำตกดาตันลา

    น้ำตกดาตันลา เป็นน้ำตกเล็กๆเมื่อเทียบกับความอลังการของน้ำตกที่ดาลัดทั้งหมด ดาตันลาถือว่าเป็นรุ่นน้อง แต่สาเหตุที่ดาตันลานั้นเป็นที่นิยมนั่นเพราะ อยู่ใกล้ตัวเมืองดาลัดและอย่างที่บอก มีกิจกรรมให้เล่นเยอะแยะ คิดดูว่าบรรยากาศมันน่าคึกคักขนาดนี้ แม่งวุ่นวายพอๆกับสวนสนุกเลย

    แต่ทุกอย่างกลับโดนธรรมชาติข่มทับจนหมด ไม่ว่าจะคนเยอะแค่ไหน ทำกิจกรรมอะไร เสียงน้ำตกจะดังกว่าเสียงผู้คนรอบๆ และแปลกที่เสียงน้ำตกไม่เคยน่ารำคาญ  เรื่องพิเศษของน้ำตกดาตันลาคือ สามารถกลบความวุ่นวายจากมนุษย์โดยรอบทั้งหมด จนเรารู้สึกถึงความสงบของธรรมชาติ

    (สำหรับใครอยากได้ความอลังการสิบแปดล้านดาว เราแนะนำให้ไปน้ำตก ฟงกัว ตัวน้ำตกใหญ่มาก คิดว่าพัดฝูงควายกระจายได้ทั้งฝูง ทั้งนี้ทั้งนั้น น้ำตกฟงกัวอยู่ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 30กม. นะจ๊ะ ไกลพอๆกับที่มันใหญ่อะ ด้วยเวลาที่จำกัดเราเลยไม่ไปกัน โคตรเศร้า )

    กลับมาที่น้ำตก ดาตันลา
    เหมือนโชคชะตากลัวเราจะไม่ได้รับความธรรมชาติความชุ่มชื่นของน้ำตก ก็เลยจัดฝนมาให้หนึ่งชุดตอกย้ำความชุ่มชื่น…

    ฝนตกอีกแล้ว จะตกไปถึงไหน ให้กูเที่ยวบ้าง


    เพียงแค่ฝนตกลงมาไม่กี่นาที บรรยากาศรอบๆตัวน้ำตกก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าฝนจะตกไม่หนัก ผู้คนยังสามารถทำกิจกรรมของตนได้อยู่ดังเดิม แต่ดูเหมือนมีละอองอารมณ์หม่นๆหมองๆฟุ้งออกมาด้วยกับละอองน้ำยังไงไม่รู้ ชวนอึดอัด ผิดหวัง และเจ็บใจ เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ ไม่คิดว่าการอยู่ในที่ที่มีธรรมชาติเยอะๆ ที่ชวนให้รู้สึกสงบ แต่เพียงแค่ฝนตกลงจะก็ทำให้ รู้สึกซึมได้เช่นกัน

    มิ้นท์: อีฟหายไปไหน..
    เรา: อ้าว

    ถ้าฝนทำให้เราได้คิดเรื่อยเปื่อย ฝนก็คงทำให้มิ้นท์เริ่มตั้งคำถาม และฝนก็ยังทำให้ อีฟหายไปไหนไม่รู้อีกด้วย อีฟไม่ได้หายไปแค่จากสายตาพวกเรา เหมือนกันว่า เราทำอีฟหล่นหายไปชั่วขณะ อีฟไม่อยู่ในที่ไหนเลย ไม่อยู่ในเฟรมกล้องตอนเราถ่ายรูป ไม่อยู่ตอนเดินมาด้วย ไม่อยู่แม้ในกระทั่งความคิดเรา 

    มิ้นท์เริ่มตั้งคำถามอีกครั้ง..

    มิ้นท์: มึง
    เรา: หืมม
    มิ้นท์ : ทำไมกูรู้สึกว่า อีฟมันไม่ค่อยเอ็นจอยกับเราเลย
    เรา: เออ กูคิดแบบนั้น มะกี้มันก็พูดกับกูแปลกๆ
    มิ้นท์: ตอนไหน?
    เรา: ตอนลงมาจาก โรลเลอร์โคสเตอร์...ไม่รู้ดิ…
    มิ้นท์: …

    ตัวเองเริ่มนึกย้อนไปตอนบทสนทนาสุดท้ายที่คุยกับอีฟ ซึ่งเพิ่งรู้สึกว่ามันแปลกและตัวเองเสือกยังไม่เข้าใจว่าตอนนั้นอีฟมันหมายถึงอะไรวะ 

    เรา: อ้าว แล้วมันไปไหนอีกแล้ว
    มิ้นท์: อยู่นั่น อีกฝั่ง ยืนอยู่กับแม่
    เรา: …
    มิ้นท์: ปะ ปะ ไปชวนมันมาถ่ายรูปเล่นกับเราดีกว่า
    …เหมือนฝนเริ่มหยุดตกแล้ว แต่ยังไม่มีแดดออก


    เรา: มามา อีฟ ถ่ายรูปกันๆ
    อีฟ: ได้ได้ได้...
    ...

    เราเลือกแก้สถานการณ์ด้วยการยัดความคิดใส่ให้ตัวเองไปเพียงว่า
    สงสัย ฝนตก กับ อารมณ์หมองๆ เป็นของคู่กัน

    ...
    ร่าเริงกันหน่อยพวกเรา

    สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด 
    น้ำตกดาตันลา
    ค่าเข้า : 20.000vnd/คน

    - โรลเลอร์โคสเตอร์
    รอบเดียว: 40.000vnd/คน     
    ไปกลับ : 50.000vnd/คน

    GPS:  Đèo Prenn, Phường 3, tp. Đà Lạt, Lâm Đồng, Vietnam

    Map


  • สถานีรถไฟดาลัด


    อีกหนึ่งความเฟี้ยวเงาะของดาลัดที่คนที่มาจะอดจิกมือจิกเท้าตื่นตาตื่นใจไม่ได้ ก็คือความเป็นฝรั่งเศสเก่าของบ้านเมืองที่นี่ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมาก เนื่องจากดาลัดเป็นเมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศษในยุคที่ตกเป็นอาณานิคม ตึกราบ้านช่องต่างๆจะได้อารมณ์เป็นเหมือนคุณป้าแก่ใจดีรักเด็ก เป็นกันเอง ยิ้มแย้มตลอดเวลา ทุกมุมของตึกดูน่าถ่ายรูป 

    สถานีรถไฟดาลัด เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คใหญ่ที่ใครใครก็ต้องไปถ่ายรูป แล้วแน่นอน

    มิ้นท์กับอีฟก็ปัดขนตากันมาเพื่องานนี้

    นี่ถ้าไปดาลัดแล้วไม่ได้รูปตัวเองกับตึกสวยๆมาสักรูป  ถือว่าลบหลู่บรัชออนตัวเองมากเลยนะ..

    เราไม่แน่ใจว่า ปัจจุบันรถไฟไทยเป็นแบบไหนแล้ว แต่คิดว่ารถไฟที่สถานีดาลัดอายุน่าจะไล่เลี่ยกับรถไฟไทยและยังเปิดใช้งานอยู่เหมือนกันทั้งคู่ ตั้งแต่มาเวียดนามสิ่งหนึ่งที่สังเกตุได้ ไม่ว่าจะรถไฟ หรือจะเป็นตึก บ้าน อะไรก็ตามแต่ ที่นี่ไม่มีอะไรดูใหม่ไปกว่าที่ไทยเลย เก่าพอกันด้วยซ้ำ แต่เวียดนามกลับจัดระเบียบความเก่าของตัวเองได้มีสไตล์ เก่าแต่ไม่โทรม เก่าแต่ไม่แก่ เก่าแต่ยังเท่ เป็นคนแก่ที่ยังสามารถบอกเล่าความเก๋าห้าวเป้งของตัวเองได้แบบ ลูกหลานมาฟังแล้วต้องยกมือไหว้ร้องว่า

     "โอ้โห้ ลุงแม่งผ่านเรื่องราวแบบนี้มาได้ยังไง เท่วะ ลุงแม่ง..โคตรเท่!" 
    สถานีรถไฟที่นี่ก็เช่นกัน มันเก๋ามาก เก๋าจนอายรถไฟไทยแก่ๆของตัวเองที่เห็นแล้วแบบ มึงมีอาถรรพ์แน่ๆ ที่ที่กูนั่งจะต้องมีเจ้าของคนเดิมสิงอยู่ชัวร์ แล้วดูอักขระคำสาปแช่งตรงผนังรถนี่สิ ขลังมาก เฮี้ยนสัสๆ หลวงพ่อช่วยลูกช้างด้วยเถิดด สาธุ สาธุ


    ...
    แล้วอีฝนก็เริ่มมาทักทายเราอีกครั้ง พร้อมเมฆดำมาเป็นกองทัพ

    ไปที่ไหน ฝนก็ตก

    นี่มาเวียดนาม หรือมาหาที่หลบฝน..

    เรา: รีบๆถ่ายรูปกันเถอะ ฝนตั้งเค้าอีกละ..อ้าว อีฟหายไปไหนอีกแล้วววว
    มิ้นท์ : เดินไปนู้นเล๊า …
    เรา: ง่าวว
    มิ้นท์ : …

    อ่า นอกจากจะหลบฝนแล้ว
    ..ดูเหมือนจะยังมีคนหลบหน้าอีกด้วย..


    สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด 

    Dalat Railway Station
    สถานีรถไฟดาลัด
    ค่าเข้า : ไม่มี

    GPS:  Phường 10, Dalat, Lâm Đồng, Vietnam

    Map


  • แหนมเนือง

    “วันนี้จะกินอาหารเวียดนาม”

    การที่เรามาเหยียบบ้านเมืองชาวบ้านเขา แต่ยังไม่ได้กินอาหารพื้นเมืองของประเทศเขาเลยเนี่ย ให้ความรู้สึกเหมือนขี้ไม่สุด กินไม่อิ่ม หลับไม่เต็มตา 

    จนในที่สุดมิ้นท์ก็ออกมายืนกรานว่า วันนี้จะต้องกินอาหารเวียดนามให้ได้ ทวงคืนความคุ้มค่าที่กูมาเวียดนามหน่อย  ฝนตก ไม่ค่อยได้เที่ยวละ รูปก็ไม่ค่อยได้ถ่าย งานที่ต้องทำก็ยังไม่เดิน แถมอีฟเริ่มซึมๆ ทริปกร่อยไปครึ่งทริป จะมาไม่ได้กินอาหารพื้นบ้านอีก ก็ไม่ต้องเขียนเขินมันแล้ว รีวงรีวิวอะ วิ่งกลับบ้านแล้วซุกหมอนนอนสนองความล้มเหลวของการมาเวียดนามครั้งนี้ซะเถอะ

    โอเค เป้าหมายเย็นนี้ - แหนมเนือง

    … หึ ...เล่นท่ายากแล้วไง

    การหาร้านแหนมเนืองในดาลัด เหมือนหาร้านส้มตำในกรุงเทพ
    คือมีอยู่ทุกซอก ทุกมุม ทุกช่วงตึก มาหลายร้าน หลายเกรด และ หลายรสชาติ…

    แล้วเราจะรู้ได้ยังไงฟะ ว่า ต้องกินร้านไหน …
    แต่อีฟ หาข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว ว้าว!
    ส่วนเราเหรอ… เราเพิ่งรู้นี่แหละว่า แหนมเนืองเป็นอาหารเวียดนาม

    คิดมาตลอดว่า เป็นอาหารเหนือ…เพราะชื่อฟังดูเหมือนภาคเหนือไทย

    ดักดานเหี้ยๆ

    ภารกิจหากินแหนมเนืองเริ่มขึ้น กระโดดขึ้นแท๊กซี่ไปร้านกันเถอะ
    อีฟ: (สื่อสารด้วยภาษากาย เปิด Google map ให้คนขับดูเส้นทางไปร้าน)
    คนขับ(สมมุติว่าชื่อ สมชาย) สมชายดูแผนที่ในจอมือถืออีฟก่อนทำหน้าขมวดคิ้ว
    อีฟ: รู้จักมั้ย? ไปเป็นรึเปล่า?
    สมชาย: จะไปร้านแหนมเนืองใช่มั้ย
    อีฟ: เยสๆ ไปร้านนี้ ตามแผนที่เลย
    สมชาย: …(ดูแผนที่อีกที)
    อีฟ: ยูไปเป็นใช่มั้ย
    สมชาย: the map… WRONG ..follow me

    สมชายทำท่ามั่นใจว่ารู้จักร้าน จับพวงมาลัยแน่นแล้วไม่ไยดีต่อแผนที่บนมือถืออีฟอีกต่อไป
    ดังภาษิตที่พูดไว้ว่า

    อยู่ในป่าก็ต้องพึ่งราชสีห์  อยู่บนถนนต้องไว้ใจแท๊กซี่  
    (กูกล่าวเอง)


    และได้ผล พี่สมชายพาเราไปถูกร้านด้วยเส้นทางที่ใกล้กว่าเร็วกว่าที่แผนที่บอกไว้
    ….
    อี Google อีกแล้วนะมึง!
    หึ แต่ครั้งนี้ไม่ได้แดกกูหร๊อกกก กูมีพี่สมชาย พี่สมชาย อีส เดอะ เบสสส

     สำหรับร้านแหนมเนือง ในตำนานอันลือเลี่องจากที่ที่ค้นหามา ใครใครก็มากินร้านนี้กัน
    ชื่อร้าน BaHung  วัดจากการที่พี่สมชายยังรู้จักร้านนี้ และพาเรามาได้ไม่ง้อแผนที่แสดงว่า ร้านนี้ต้องมีชื่อเสียงในระดับนึง  (กูกล่าวเอง...อีกแล้ว)

    สิ่งแรกที่สะดุดใจมากที่สุดคือ แหนมเนืองที่นี่หน้าตาผิดไปกับแหนมเนืองสัญชาติไทยบ้านเราไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะตัวแป้ง ที่แข็งและแห้งๆบางๆ ต่างกับแหนมเนืองไทยที่จะมีแป้งนิ่มๆบางๆ น้ำจิ้มก็คนละแบบ ชนิดที่ว่าไม่มีอะไรใกล้เคียงกับแหนมเนืองไทย


    นี่กูกินแหนมเนืองก๊อปเกรดไทย มาตลอดเลยใช่มั้ย
    ไหนไหน รสชาติละ

    ...

    ก็ อร่อย ดีนี่
    แต่รสชาติก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับที่ไทยเช่นกัน
    แต่ อร่อยก็คืออร่อยเว้ย!


    จบ. อิ่ม. ฟิน.
    ได้กินอาหารเวียดนามละ เริ่มรู้สึกว่าทริปนี้มีอะไรคุ้มขึ้นมาหน่อย

    สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด 

    ร้าน BaHung
    แหนมเนือง ชุดละ 35.000vnd

    GPS:  328 Phan Đình Phùng, Phường 2, Đà Lạt, 2, Vietnam

    Map




  • คุณค่าที่อีฟคู่ควร

    อย่างที่เคยบอกไว้ อีฟเป็นคนรักสัตว์
    ในระดับที่ รักสัตว์ สัด สัด …

    โดยเฉพาะ หมา

    อีฟมักเพ้อเจ้อถึงหมาที่เลี้ยงไว้ที่บ้านให้ฟังบ่อยๆ  ซึ่งอีฟเลี้ยงหมาไว้สิบเอ็ดตัว ... อย่าเรียกว่าเลี้ยงเลย เรียกว่า อยู่ น่าจะเหมาะกว่า แต่ความรักที่อีฟมีให้ไม่ได้หยุดอยู่ที่หมาสิบเอ็ดตัวที่บ้านแต่อย่างใด ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไร ถ้าหากเจอสิ่งมีชีวิตหน้าขนเดินสี่ขาร้องโฮ่งๆ อีฟพร้อมจะพลีกาย เข้าไปกรี๊ดกร๊าด แล้วก็เห่าคุยกับหมาตัวนั้น ...มันเห่าคุยกับหมาได้นะเว้ย อันนี้ไม่ได้เว่อร์

    แน่นอนว่า เวียดนามแลนด์ แดนกินหมานั้นต้องเป็นฝันร้ายของอีฟที่ไม่อยากไปเจอ
    มีสิทธ์ได้ว่าถ้าหาก อีฟเผลอกินเนื้อหมาที่เวียดนามเข้าไป อีฟอาจกลับไทยไปบวชชีตลอดชีวิต
    ช่วงที่มาเวียดนามอีฟจึงคาดหวังอย่างมากว่า การกินหมาของเวียดนามเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก

    หลังจากอิ่มจากแหนมเนือง เดินออกมาจากร้านเพื่อไปเรียกแท๊กซี่ที่หน้าปากซอย
    มีหมาสองตัวกำลังวิ่งเล่นกันอยู่ข้างๆซอย หมาที่ว่าเป็นหมาพันธุ์ปั๊ก กับ พันธุ์อลาสก้า

    โฮ่ง โฮ่งงง โฮ่งง
    อีฟ: หมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!

    ไวเท่าความคิด อีฟพุ่งตัว เข้าไปเล่นกับหมาทั้งสอง กรี๊ดกร๊าด เหมือนชีวิตนี้ไม่เคยเจอสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหมา มาก่อน


    หมาสองตัวที่ว่าเป็นหมาของเจ้าของเกสเฮ้าท์แถวนั้น ซึ่งก็ใจดีมาก พอเห็นยัยอีฟ พลีชีพเพื่อเล่นกับหมาตัวเองขนาดนั้น เจ้าของ (สมมุติว่าชื่อ ซีซาร์) ก็เริ่มโชว์แสดงหมาตัวเองแบบมินิให้ดู

    หมาพันธุ์ปั๊ก ชื่อ ม่อนม่อน
    หมาพันธุ์อลาสก๊า ชื่อ ลัคกี้

    ซีซาร์เข็นมอเตอร์ไซต์ออกมาพร้อมสั่งให้ลัคกี้ขึ้นไปบนนั่งบน มอเตอร์ไซต์
    ไม่น่าเชื่อว่าแค่นั้น ก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่ใช่แค่อีฟ แต่เป็นคนทั้ง เกสเฮ้าท์ แน่นอนว่า อีฟตอนนี้สภาพเหมือนมีเงินล้านตกใส่หัว ดีใจครางในลำคอไปกับหมาสองตัวได้แต่อุทาน หมาาา หมา น่ารัก น่าเริ้กก
    ไม่เหลือคราบอีฟผู้เซื่องซึมและชื่นมื่นเหมือนเมื่อเช้า

    ฝรั่งในเกสเฮ้าท์ เริ่มพามามุงดูภาพที่ปรากฏ (หมาบนมอเตอร์ไซต์) จังหวะนี้ซีซ่าร์ไม่รอช้า งัดไพ่เด็ดโชว์ท่ายากทันที จัดการขี่มอเตอร์ไซต์  ใส่หมวกกันน๊อคให้ลัคกี้แล้ว สตาร์ทรถ…

    เยดเข้ ...หมาซ้อนมอเตอร์ไซต์  
    แล้วไม่ได้ซ้อนธรรมดา ขาหน้าสองข้างเกาะไหล่เจ้าของตัวเองด้วย เกินไปแล้ว 

    เทพเหนือหมาเกินไปแล้ว!


    อีฟ: เธอๆ ^&(^*&*&T(^)(*_)(Y^&Ea;;:?~|€¥>!!!!!!! 
    เรา: (จับใจความไม่ได้สักก้อน แต่รู้ว่ากำลังแฮปปี้จนจะตายห่าอยู่แล้ว) 

    ณ จุดๆนี้ อีฟกรี๊ดแทบสลบ ตื่นมาได้สติ แล้วกรี๊ดสลบไปอีกรอบ ให้สาสมกับที่ตัวเองประทับใจ
    ซีซาร์ขับรถวนโชว์ 2 -3 รอบ

    อีฟดีใจ แล้วตายอย่างสงบในที่สุด

    เดี๋ยวก่อน!

    ซีซาร์จอดรถ แล้วเปิดเซอร์ไพร์โชว์ของ.. แถ่นแท๊นน เขายังมีหมาอีกตัว
    เป็นพันธุ์ Alaskan Malamute นั่นคือ สายพันธุ์ที่ตัวใหญ่กว่าอลาสก้าอย่างลัคกี้!
    ชื่อว่า ซานต้า

    …. เอาเข้าไป มึง!...

    ทันทีที่ได้ยิน อีฟฟื้นคืนชีพกลับมาประทับจิต น้ำตาไหล ถวายชีวิตให้กับซานต้าอีกครั้ง


    ซานต้า ตัวใหญ่ระดับนี้ไม่ควรเกิดมาเป็นหมา ตัวใหญ่เกินครึ่งนึงของมอเตอร์ไซต์
    อีลัคกี้ก็ว่าใหญ่แล้ว
    พอ ซานต้ามา ลัคกี้กลายเป็นแค่ ลูกกระจ๊อกหน้าด่านเท่านั้นเอง


    ซีซาร์ตบท้ายด้วยการให้อีฟป้อนโยเกิร์ตลัคกี้ เป็นการปิดโชว์

    ...

    ดูเหมือนว่า การมาเวียดนามครั้งนี้ของอีฟจะคุ้มแล้วแหละ


  • เรามีนิสัยเสียอย่างนึงที่ยังแก้ไม่หาย

    เรามัก มองข้ามความผิดปกติ แล้วหลอกตัวเองว่า'มันปกติ มึงนั่นแหละคิดมากไปเอง' จึงทำให้บ่อยครั้งเราปล่อยให้ความผิดปกติมันเกิดขึ้น จนก่อตัวเป็นปัญหา  ความเวรตะไลที่สุดคือ เราเสือกยังไม่รู้สึกตัวอีกว่าสิ่งที่เจอ อะ เรียกว่าปัญหา เหมือนคนป่วยที่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย เพราะตัวเองมองข้ามความผิดปกติไปตั้งแต่ต้น ส่งผลทำให้ตัวเองตัดสินใจอะไรผิดๆ และยังคงพยายามดำเนินชีวิตของตัวเองต่อ
    จนความชิบหายเริ่มแผ่กระจายไปยังคนรอบตัว เรื้อรังมาก สูญพลังงานชีวิตมาก

    ถามว่าแล้วเราจะไปรู้สึกตัวตอนไหนน่ะหรอ?

    ก๊อก ก๊อก...
    อีฟเดินมาเคาะประตูห้องเราที่โรงแรม
    "ห๊าาา"


    หลังจากที่อีฟเล่นกับหมาๆทั้งสาม จนแทบจะขายวิญญาณให้

    พวกเราก็นั่งแท๊กซี่กลับสู่ที่พัก แล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อน

    มิ้นท์ - ขอตัวไปทำสิ่งที่ตัวเองถนัด นั่นคือ หลับ
    เรา - อยู่ที่ห้องเป็นเพื่อนมิ้นท์
    พี่ต้า - เป็นวิศวกร

    ส่วนอีฟเดินมาเคาะประตูบอกว่าตัวเองกับแม่ลงจะลงไปเดินตลาดซะหน่อย จะไปด้วยกันมั้ย? 

    อยากได้อะไรรึเปล่า? น้ำเสียงอีฟพูดให้ความรู้สึกทำนอง เนี่ยจะไปเซเว่นหน้าปากซอย แปบเดียวเดี๋ยวมา ไปม้ะ เอาไรมั้ย จนเราหลงขี้เกียจที่จะคิดว่าอยากได้อะไร เลยบอกไปว่า ไม่เป็นไร

    แล้วอีฟก็เดินหายไป...นานสัด นี่มันไปตลาดหรือไปต่อสัญญาทำการค้าระหว่างประเทศ หิวแล้วเนี่ย ไม่เห็นจะแปบเดียวตรงไหน ...เดี๋ยวนะ อีฟมันก็ไม่ได้บอกว่าแปบเดียวนี่หว่า

    แม่ง...

    เหมือนสมองตัวเองจะนึกอะไรขึ้นได้ ในห้องโรงแรมที่มีซากมิ้นท์นอนอยู่บนเตียง อื้อ ทำไมเหลือมันกะเราอยู่แค่สองคนอีกแล้วหว่า.. ความเงียบและความหิวเริ่มทำสมองปะติดปะต่อ เหตุการณ์ที่ผ่านๆตั้งแต่มาที่เวียดนาม ซึ่งผ่านมาครึ่งทริปแล้ว ทุกอย่างที่ตั้งใจไว้ส่วนใหญ่พลาดไปเกือบหมด สรุปคือเรายังไม่ค่อยได้อะไรเลยจากเวียดนาม มีเวลาพรุ่งนี้ที่ดาลัดอีกวัน และที่โฮจิมินห์อีกวันมะรืน 

    โดยเฉพาะวันพรุ่งนี้ ต้องไปดูงานด้วยสิ 
    อย่าให้มีอะไรผิดปกติเลยแล้วกัน...มันไม่มีอะไรผิดปกติใช่มั้ย?

    เรา: มิ้นท์ ตื่นๆ
    มิ้นท์: หืม?
    เรา: แก...ว่าอีฟมันงอนอะไรกูเปล่า?
    มิ้นท์:  ไม่รู้อะ แต่ดูมันไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่วันนี้ หงอยไงไม่รู้
    เรา: เออดิ ถึงถาม มึงว่ามันเป็นไรวะ มันโกรธอะไรเราปะ
    มิ้นท์: คิดเหมือนกันว่า ดูมันพยายามเดินแยกตัวออกห่างจากเรา 

    เรา: …หรือกูคิดมากไปเอง
    มิ้นท์: ไม่อะ มันดูซึมไม่ค่อยคุยกับเราจริงๆแหละ ชวนถ่ายรูปยังไม่ค่อยจะถ่ายด้วย
    เรา: ….
    มิ้นท์: วันนี้มันเฟลๆมั้ง ไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง พวกเรายังเฟลกันเลย
    เรา: ก็จริง
    มิ้นท์: พรุ่งนี้ แกต้องไปดูงานหนิ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นๆ ยังไงพรุ่งนี้ยังไงต้องช่วยๆกันทำงานอยู่แล้ว

    'นั่นสิ ไม่มีไรละมั้ง เราคิดมากไปเอง'



    ถามว่าแล้วเราจะไปรู้สึกตัวตอนไหนน่ะหรอ?

    กลับมาคิดดู จริงๆแล้วลึกๆก็รู้ตัวมาโดยตลอดแหละ เราแค่พยายามปฎิเสธ โดยใช้ข้ออ้างโง่ๆแบบนั้น
    เพียงเพราะแค่กลัวว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันถูก แค่ยังอยากเชื่อว่าทุกอย่างมันปกติ

    แค่ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองห่วย
    นั่นแหละ ข้อเสียของเรา.


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in