ชั้นหนังสือของปุ๊กโกะจังuminaka16
<รีวิว> Turing Code โปรแกรมลับ รีเทิร์นรัก #1
  • [ฉันเป็นเอไอรุ่นที่สามที่พ่อของนายเหวินหยวนข่าย และกวนเจิ้งผิงเพื่อนสนิทของเขาร่วมกันพัฒนาขึ้นมา พวกเขาตั้งชื่อฉันไว้ว่า 'โพรมีธีอุส']

    นี่คือประโยคแนะนำตัวที่โพรมีธีอุสทักทายเหวินเทียนเหอ ชายหนุ่มหน้าใสวัยละอ่อนทายาทเศรษฐีที่อยู่ดีๆ ชีวิตก็ตกอับ (?) บริษัทที่เข้ามารับช่วงต่อจากพี่ชายกำลังจะล้มละลาย มีหนี้สินหลายร้อยล้านหยวน



     โปรยหลังปก 

    วันที่เหวินเทียนเหอรับตำแหน่ง CEO แห่งอิพีอุสอินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยีวันแรก
    บริษัทก็ล้มละลาย...
    หลังจากส่งพี่รองซึ่งไปซานฟรานซิสโกโดยไม่ได้บอกอะไรเอาไว้เลย
    เหวินเทียนเหอถึงได้พบว่ามีหนี้สินพันล้านหล่นใส่หัวเข้าอย่างจัง
    สถานการณ์ย่ำแย่เหลือทนของบริษัทประจำตระกูลทำให้เทียนเหอนึกอยากตายขึ้นมา
    ถ้าไม่ได้ ‘โพรมีธีอุส’ ปัญญาประดิษฐ์ที่พ่อของเขาพัฒนาเอาไว้
    ให้คำแนะนำว่าเทียนเหอน่าจะลองขอความช่วยเหลือจากกวนเยวี่ย
    CEO สาขาจีนของบริษัทเงินทุนยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นหลานชายของเพื่อนสนิทคุณพ่อ
    เทียนเหอคงจะทำตามที่โพรมีธีอุสแนะนำอย่างไม่ลังเล
    ถ้าเพียงแต่...กวนเยวี่ยคนนั้นจะไม่ใช่แฟนเก่าของตัวเอ

     รีวิวกันดีกว่า 

    Turing Code โปรแกรมลับ รีเทิร์นรัก เป็นผลงานของ เฟยเทียนเย่เสียง นักเขียนวายที่ชาววายคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะมีผลงานตีพิมพ์ในไทยเยอะมากๆ และเนื้อเรื่องหลากหลายแนว แต่เรากลับเพิ่งเคยอ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก (แต่ที่ดองอยู่ก็มีอีก 3 เรื่อง) ก่อนหน้านี้เคยซื้อพลิกฟ้าล่ารักเล่มแรกมาอ่าน แต่อ่านไปได้แค่ไม่กี่หน้าก็เทเลย อาจเป็นเพราะรำคาญภาษาพูดไม่ชัดของนายเอกล่ะมั้ง ทำให้ไม่กล้าคาดหวังกับเรื่องนี้ (และเรื่องอื่นๆ เลยค่ะ)

    แต่ใครจะรู้... ว่าเรื่องนี้จะสนุกมากจริงๆ

     เหวินเทียนเหอ ชายหนุ่มทายาทเศรษฐีที่อยู่ดีๆ โลกก็พลิกกลับตาลปัตร 

    เนื้อเรื่องของ Turing Code ดำเนินผ่านตัว เหวินเทียนเหอ (นายเอก) เป็นหลัก เรื่องเริ่มมาจากเทียนเหอเรียนจบจากอังกฤษ กลับจีนมารับช่วงต่อบริษัทอีพิอุสจากพี่ชาย แต่เพียงเข้าที่ทำงานวันแรกก็พบกับบรรดาเจ้าหนี้ที่มาตามทวงหนี้เต็มไปหมด เทียนเหอได้รับรู้จากผู้บริหารคนอื่นๆ ในวันนั้น ว่าบริษัทของเขากำลังจะเจ๊ง และมีหนี้สินที่ต้องชดใช้กว่า 400 ล้านหยวน

    แน่นอนว่าตัวพี่ชายนั้นเผ่นไปไกลแล้วติดต่อไม่ได้ เหวินเทียนเหอรู้สึกงงไปหมด แต่เขาก็ตัดสินใจหาเงินก้อนหนึ่งมาจ่ายเงินเดือนย้อนหลังให้พนักงานแล้วปิดบริษัททันที ตัวเองก็ต้องย้ายออกจากคฤหาสน์ไปอยู่บ้านหลังเก่าของพ่อ โดยมีป้าฟางแม่บ้านคู่ใจตามไปดูแลด้วย ซึ่งที่จริงแล้วเทียนเหอไม่ได้ยึดติดกับทรัพย์สินเงินทอง ถ้าจะพูดให้ถูกคือไม่ได้สนใจเลยมากกว่า ก็เลยไม่ได้รู้สึกลำบากกับชีวิตที่เปลี่ยนไปสักเท่าไหร่

    ในช่วงที่กำลังงงๆ ว่าจะเอายังไงกับชีวิตอยู่นั้นเอง เทียนเหอก็ได้รับการทักทายจากโทรศัพท์สายปริศนา ที่ทำตัวเหมือนเป็นสตอล์กเกอร์คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขา

     สวัสดี ดูเหมือนว่านายจะชอบการทักทายของฉันนะ 

    ที่จริงแล้ว สตอล์กเกอร์รายนี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเอไอที่พ่อของเทียนเหอและเพื่อนสนิทของเขาร่วมกันพัฒนาทิ้งเอาไว้ โพรมีธีอุสเป็นโปรแกรมเอไอรุ่นที่สามแต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ ยังต้องอัพเกรดพัฒนาฟังก์ชั่นต่างๆ อีกมาก โพรมีธีอุสสามารถเข้าถึงระบบไฟ ระบบการสื่อสาร ระบบคอมพิวเตอร์ จากระยะไกลได้ เพราะที่อยู่ที่แท้จริงของโพรมีธีอุสของ Server ขนาดยักษ์ที่อยู่ที่ประเทศอเมริกา ต้องใช้งบในการเช่า Server เดือนละ 4 แสนหยวน!

    ปัญหาคือ ถ้าเทียนเหอไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าเช่า Server โพรมีธีอุสก็จะตาย แต่เนื่องจากโพรมีธีอุสเป็นความหวังสำหรับการพลิกฟื้นกิจการของเทียนเหอ ดังนั้นจะปล่อยให้โพรมีธีอุสตายไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะเอาเงินจากไหนดี ที่จริงแล้ว เทียนเหอมีเพื่อนสนิทที่รวยมากและพร้อมจะช่วยเหลือทุกเมื่อ แต่ด้วยความเกรงใจก็เลยปฏิเสธไป

    แล้วอยู่ดีๆ โพรมีธีอุสก็แนะนำเทียนเหอให้ไปขอความช่วยเหลือจากคนคนหนึ่ง

     กวนเยวี่ย ผู้ชายพูดน้อย CEO บริษัทเงินทุนชิงซง สาขาประเทศจีน 

    ผู้ชายคนนั้นคือ กวนเยวี่ย CEO บริษัทเงินทุกยักษ์ใหญ่ผู้โด่งดังและทรงอิทธิพลในโลกธุรกิจ ผู้ชายพูดน้อย พูดแค่ที่จำเป็น พูดน้อยถึงขนาดพนักงานบางคนทำงานมาเป็นปียังไม่เคยได้ยินเสียงท่าน CEO เลยก็มี กวนเยวี่ยเป็นคนสุขุม ทำงานจริงจัง และออกจะเย็นชากับคนทั่วไป

    ตอนที่บริษัทอิพีอุสของเทียนเหอจะล้มละลาย กวนเยวี่ยก็ทราบข่าวอย่างรวดเร็ว แต่เขาไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ จนกระทั่งเทียนเหอตัดสินใจลองมาคุยดู กวนเยวี่ยก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด 

    ถึงแม้ทั้งสองจะเคยเป็นคนรักกันมาก่อน แต่ตอนนี้พวกเขาเลิกกันแล้ว

    แน่นอนว่าเทียนเหอไม่ได้มาเพราะต้องการความช่วยเหลือจริงๆ หรอก แล้วก็ไม่ได้คิดว่ากวนเยวี่ยจะยื่นมือมาช่วยด้วย พอโดนปฏิเสธเทียนเหอก็เชิดหน้ากลับไป

    แต่ดูเหมือนว่ากวนเยวี่ยจะมีแผนของเขา เพียงแต่เขาลงมือทำอะไร ไม่ต้องป่าวประกาศให้ใครรู้

     คนรักเก่าที่ได้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง ความรักจะหวนคืนหรือไม่ 

    เรื่องราวจะเล่าไปข้างหน้าสลับกับการ Flashback ย้อนอดีตเรื่อยๆ จากต้นเรื่องที่เรารู้ว่าพวกเขาเคยเป็นคนรักกันแต่ไม่รู้ว่าเขาเลิกกันเพราะอะไร ในเรื่องจะค่อยๆ เล่าย้อนอดีตเป็น Moment แต่ละช่วง (ไม่ไล่ตามลำดับ) ให้เราปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองตั้งแต่สมัยเด็ก วัยรุ่น เรียนมหาลัย ทำงาน ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าพวกเขารักกันมากจริงๆ แต่ด้วยสภาพสังคม ครอบครัวไม่ยอมรับ ประกอบกับเทียนเหอในตอนเด็กก็เอาแต่ใจมาก ทำให้พวกเขาต้องบอกลากันในที่สุด

    กวนเยวี่ยถูกกดดันให้แต่งงานกับผู้หญิง ในขณะที่เทียนเหอก็ทำเป็นไม่สนใจกวนเยวี่ยเหมือนเขาทำใจได้แล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจากคนรักกลายเป็นหัวหน้ากับลูกน้อง จะเป็นเพื่อนก็ยังเรียกได้ไม่เต็มปาก แต่เราชอบโทนอารมณ์ของสองคนนี้มาก เทียนเหอใจแข็ง บอกว่าตัดคือตัด แต่ก็ไม่หลบหน้า ไม่เกลียดชัง สามารถหัวเราะ พูดล้อเล่น หรือแสดงความยินดีกับคนรักใหม่ของกวนเยวี่ยได้ สามารถออกไปกินข้าวกลางวันด้วยกันได้ แต่บางครั้งก็จะพูดจาตัดรอน เหินห่าง จิกกัดเล็กๆ 

    ส่วนกวนเยวี่ย วางมาดนิ่ง พูดจาห่างเหิน ถูกเทียนเหอขีดเส้นกั้นเป็นคนนอกบ่อยๆ ก็ไม่พูดอะไร ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายทิ้งเขาและไปดูตัวกับคนอื่น แต่ก็ชอบมีความหวังว่าเทียนเหอจะขอคืืนดี พอไม่ใช่ก็ผิดหวังแต่ก็ไม่ได้แสดงออก คือบรรยากาศของสองคนนี้เหมือนรักกัน คิดถึงกัน อยากกลับมาเป็นแฟนกัน แต่ก็สามารถพูดคุยได้อย่างธรรมชาติ คุยงานได้ คุยเรื่องทั่วไปได้ ไม่งอน ปั้นปึ่ง เพราะพวกเขาไม่ใช่คนรักกันอีกต่อไปแล้ว แน่นอนว่าบางครั้งก็อิหลักอิเหลื่อ บรรยากาศมาคุบ้าง คนอ่านก็คือลุ้นว่าพวกเขาจะพูดอะไรกัน จะสารภาพความในใจมั้ย

     เห็นเป็นคุณชายสำรวย แต่ไม่หยิบหย่งนะครับ 

    สิ่งที่เราชอบมากๆ อีกอย่างในเรื่องนี้ก็คือ ตัวเอกท้้งสองคนทำงานเก่งมาก และจริงจังมากด้วย กวนเยวี่ยเป็น CEO ของสาขาจีน แต่ก็ต้องคอยรับมือกับพวกจากบริษัทแม่ ส่วนเทียนเหอตอนนี้เป็น CEO ที่ไม่มีลูกน้อง ก็ทำงานพัฒนาโปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนแล้วก็พัฒนาโพรมีธีอุสไปด้วย พอลงมือทำงานก็ไม่ต้องนอนได้เป็น 72 ชั่วโมง เวลาทำงานก็จะหมกมุ่นไม่ได้สนใจอะไร ใครคุยอะไรก็ไม่ค่อยได้ฟังเพราะสมองกำลังคิดเรื่องโปรแกรมอยู่

    ส่วนความรวยของคุณชายเทียนเหอนั้นก็ต้องบอกว่ารวยมากๆๆๆๆ (เพิ่มไม้ยมกไปอีก 100 ตัว) รวยแบบตัวเองไม่รู้สึกว่ารวย แค่เติบโตมาด้วยชีวิตแบบนี้ แบบที่ไม่ต้องไปเดินช้อปปิ้งเพราะบริษัทแบรนด์เนมส่งแคตตาล็อกมาให้เลือกถึงบ้าน แค่บอกว่าจะเอาอะไรก็พอ 555 กวนเยวี่ยก็รวยมากเช่นกัน ตอนเรียนเมืองนอกอยู่คนละประเทศ กวนเยวี่ยเรียนเสร็จก็นั่งเฮลิคอปเตอร์มาหาเทียนเหอทุกวัน (แบบนี้ก็ได้เหรอ) บรรดาเพื่อนๆ ของสองคนนี้ก็ร้วยรวย อ่านแล้วชีวิตดี๊ดี ได้สัมผัสว่าชีวิตคนรวยจริงๆ มันเป็นยังไง เราชอบนะ ตลกดี

    เราชอบบรรดาคนรวยๆ ในเรื่องนี้มากเลย ทุกคนที่รวยจริงเป็นคนน่ารักมาก ไม่ได้รังเกียจคนจน หรือยกตนข่มท่าน หรือตั้งใจอวดรวยแต่อย่างใด เพียงแต่การพูดถึงชีวิตธรรมดาของพวกเขาอาจจะน่าหมั่นไส้สำหรับชนชั้นกลางอย่างพวกเราไม่น้อย แต่เชื่อเถอะว่าเขาไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลยจริงๆ ตัวอย่างเช่น ... นายชอบร้านนี้เหรอ เดี๋ยวฉันซื้อร้านไว้เลยละกันจะได้ไม่ต้องเข้าคิว (5555)

     ตัวละครพูดจากันอย่างมีชั้นเชิง ทำให้อ่านแล้วสนุกมาก 

    อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้อ่านสนุกก็คือบทสนทนาของตัวละครค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาสื่อความนัยกันของเทียนเหอกับกวนเยวี่ย ความกวนโอ๊ยแบบน่ารักของโพรมีธีอุส และความอ๊องนิดๆ ของคู่ถงข่ายและโจวจื่อเจียน เราชอบบทสนทนาที่ซ่อนนัยยะอะไรบางอย่างไว้ให้คาดเดา ตัวละครรู้แต่เราไม่รู้ มันน่าค้นหาดีค่ะ 

    แล้วก็ชอบความสัมพันธ์ของเทียนเหอกับโพรมีธีอุสมาก โพรมีธีอุสคือเหมือนเพื่อนที่คอยห่วงใยช่วยเหลือทุกอย่าง คอยให้คำแนะนำตลอดเวลา (ถึงแม้บางคำแนะนำจะไม่ถูกใจเทียนเหอจนต้องถอดหูฟังเลยก็มี อย่างเช่น ประโยค ความจริงแล้วกวนเยวี่ยยังรักนายอยู่ ) สองคนนี้เจอกันไม่นานแต่อยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลา มีอะไรเทียนเหอก็พูดกับโพรมีธีอุสได้ ทำให้ไม่เหงา แล้วก็ไม่ท้อด้วย ในขณะเดียวกันโพรมีธีอุสก็คือผู้ช่วยเหรียญทอง เรียกใช้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเปิดไฟ รับโทรศัพท์ เปิดล็อกประตูไฟฟ้าแอบฟังชาวบ้านคุยกัน เปิดไฟต้มน้ำร้อนที่โต๊ะกวนเยวี่ยแบบ 36 ชั่วโมงรวดก็ทำได้ เรียกว่าแสนสะดวกสบาย อ่านแล้วก็อยากมีโพรมีธีอุสเป็นของตัวเองบ้างเลย  

    ส่วนโทนเรื่องก็ไม่ได้เป็นแบบซีเรียสแต่ก็ไม่ได้เอื่อย เราว่ามีจังหวะจริงจังกับจังหวะเฮฮาสลับกันไป มีบางฉากอ่านแล้วจี๊ดๆ แต่บางฉากก็บ้าบอมาก มีตอนหนึ่งบันเทิงมากๆ เป็นตอนที่เทียนเหอเล่นละครเพื่อช่วยจับคู่ให้เพื่อนรักแล้วทุกคนบังเอิญไปเจอกับกวนเยวี่ยในลิฟต์ ฉากนี้ตลกมาก ขำมากๆ อยากให้ทุกคนได้อ่านกัน

    ชมมาตั้งแต่ต้นรีวิวขอพูดถึงข้อติบ้างค่ะ ข้อติของเรื่องนี้ก็คงจะเป็นการแปลค่ะ เรื่องนี้ค่อนข้างแปลยากเพราะศัพท์เทคนิคเยอะด้วย แต่ก็มีบางประโยคที่อ่านแล้วงงๆ เหมือนเรียบเรียงไม่ดี ไม่ถึงกับแย่นะคะ แต่อ่านแล้วสะดุดอยู่ แล้วก็ในส่วนของเนื้อหาบางทีอ่านแล้วก็รู้สึกว่าคนเขียนไม่ได้รู้ลึกเท่าไหร่ ก็เลยบรรยายมาแบบกว้างๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดในส่วนของการพัฒนาโปรแกรมค่ะ แต่จริงๆ แค่นี้ก็ดีแล้วแหล่ะ แล้วก็คำผิดไม่เจอเลยนะคะ แจ่มใสยังคงรักษามาตรฐานเรื่องนี้ได้ดีเหมือนเดิมค่ะ

     

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in