Juveniliaผู้เฝ้ามอง
Hero
  • ฮีโร่..คำที่ฉันได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ


    อาจเป็นบุคคลที่มีพลังพิเศษ หรือบุคคลอัจฉริยะที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์เจ๋ง ๆ ใช้ต่อกรคนร้าย ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือปกป้องผู้คนให้พ้นจากอันตราย


    แต่สิ่งที่ฉันเฝ้าสงสัย คือบุคคลที่เรียกว่า ฮีโร่ มันมีจริง ๆ หรือเปล่า หรือเป็นแค่จินตนาการ แค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ บนโลกที่โหดร้ายใบนี้กันแน่?


    ฉันเป็นชาวเวียดนาม จะเรียกว่าเวียดนามแท้ ๆ ก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะใบหน้าของฉันมีเค้าชาวคอเคซอยด์อย่างเห็นได้ชัด ทั้งผมสีน้ำตาลอ่อนผิวขาวจนน่าจะเรียกได้ว่าซีด จมูกที่โด่งเด่นชัด ฉันไม่มีชื่อ แต่ชาวบ้านแถวนั้นเรียกฉันว่าบุยดอย [1] ไม่มีใครชอบฉันสักคน และฉันก็ไม่เข้าใจพวกเขานักหรอก จนกระทั่งได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับตัวฉันเองเข้า พวกเขาพูดกันว่าแม่ของฉันเป็นโสเภณีที่ขายตัวให้พวกทหารอเมริกา พอมีฉันได้สักประมาณสามปี พ่อก็เสียชีวิต แม่เลยเอาฉันมาทิ้งข้างถังขยะ ไม่สนว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร พวกชาวบ้านมองว่าแม่ฉันไร้ศักดิศรีที่ขายตัว สร้างความอับอายแก่คนในหมู่บ้าน และทุกคนก็ลงความเกลียดชังทุกอย่างมาที่ฉัน ฉันผู้ซึ่งไม่รู้อะไรเลย..


    ฉันเกิดมาท่ามกลางสงครามเวียดนามที่กำลังร้อนระอุ บางทีที่สถานการณ์รุนแรงฉันก็ไม่รู้จะไปหลบที่ไหน ได้แต่ซุกตัวแอบในกองขยะอย่างโดดเดี่ยว จนกระทั่งมีคน ๆ หนึ่งก้าวเข้ามาในมุมตึกเก่า ๆ ที่ฉันอาศัยอยู่ ชายที่ยื่นมือมาตรงหน้าฉัน มอบชีวิตใหม่ให้ฉัน แฟรงค์ คาร์บิน คือชื่อของชายคนนั้น แฟรค์เป็นทหารชาวอเมริกันที่เจอฉันโดยบังเอิญระหว่างที่ตามล่าพวกเวียดกง เขาพาฉันออกมาจากที่นั่น เลี้ยงดูและมอบความรู้ทุกอย่างให้ฉัน

              

    “ต่อไปนี้ เธอจะไม่ใช่บุยดอยอย่างที่คนอื่นเรียกกันอีกแล้ว” แฟรงค์มองหน้าฉัน ก่อนที่จะเอื้อมมือมาลูบหัวฉันอย่างแผ่วเบา เธอชื่อโฮป โฮปที่แปลว่าความหวัง”


    จากเด็กกำพร้าที่ไม่มีอะไรเลย และเกือบจะตายอย่างหมาข้างถนน ได้มีชีวิตความอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และผู้ชายคนนี้นี่แหละที่สอนให้ฉันรู้จักคำว่า ฮีโร่ เป็นครั้งแรก


               “ฮีโร่คืออะไรเหรอ?” ฉันในวัยเด็กเอ่ยถามแฟรงค์ หลังจากที่เขาให้หนังสือการ์ตูนฮีโร่อเมริกาเล่มหนึ่งแก่ฉัน แฟรงค์ยิ้ม เขาหยิบหนังสือการ์ตูนเล่มนั้นขึ้นมาเปิดให้ฉันดู ชี้นิ้วไปที่ภาพพระเอกที่กำลังปราบเหล่าร้ายอย่างห้าวหาญ


               “ฮีโร่คือวีรบุรุษ เป็นคนที่คอยช่วยเหลือและปกป้องทุกคนไงล่ะ”


               หนังสือการ์ตูนเล่มนั้นกลายเป็นหนังสือเล่มโปรดของฉัน เรื่องราวของฮีโร่ผู้มีพลังพิเศษ คอยทุ่มเทปกป้องทุกคนให้พ้นอันตราย ความคิดที่พยายามช่วยทุกคนด้วยกำลังของตัวเอง ความกล้าหาญและเสียสละของผู้ที่ได้ชื่อว่าฮีโร่ ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในความคิดฉันทีละน้อย ฮีโร่คำ ๆ นี้ช่างยิ่งใหญ่และงดงาม ทุกคืนก่อนนอนฉันเฝ้าภาวนาทุกวัน ปรารถนาที่จะได้พบ ฮีโร่’ อย่างในการ์ตูนสักครั้ง


             แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นฮีโร่สักที...


            กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนฉันอายุได้สิบห้าปี สงครามยังคงดำเนินต่อไปไม่มีท่าทีว่าจะสงบ คืนหนึ่งในวันอาทิตย์ ระหว่างที่ฉันกำลังนั่งเล่นอยู่ในที่พักเหมือนทุก ๆ วัน จู่ ๆ ก็เกิดเสียงกรีดร้องดังขึ้นตามด้วยเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว ฉันตกใจทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นเองประตูก็ถูกพังเข้ามา เป็นแฟรงค์นั่นเอง เขาบอกฉันว่า เราต้องหนีแล้ว พวกเวียดกงบุกเข้ามาในค่าย ก่อนที่จะคว้าแขนฉันกึ่งฉุดกึ่งลากออกมาจากที่พัก ฉันมองสถานการณ์รอบๆ อย่างหวาดกลัว ทหารทั้งสองฝ่ายสาดกระสุนใส่กันอย่างไม่ลดละ ทุกอย่างดูวุ่นวายไปหมด เสียงคนบาดเจ็บร้องโอดโอยดังจากในมุมมืด ไฟไหม้หลังคาค่ายทหารลามไปทั่วบริเวณ ฉันจับมือแฟรงค์แน่น ไม่เคยรู้สึกกลัวเท่านี้มาก่อน  


               แฟรงค์พาฉันวิ่งหนีมาจนถึงประตูหน้า แต่เราสองคนก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นพวกเวียดกงประมาณเจ็ดถึงแปดคนยืนดักอยู่หน้าค่าย พวกเขายกปืนในมือเล็งมาทางฉันกับแฟรงค์ ฉันใจหายวาบ รู้ได้โดยทันทีว่าเราสองคนไม่รอดแน่ ๆ


               ชั่ววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเองแฟรงค์พุ่งเข้ามากอดฉันไว้ เสียงปืนดังก้องสะเทือนเข้ามาในหู ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แฟรงค์ค่อย ๆ ทรุดเอนตัวล้มลงบนพื้น ฉันร้องไห้โฮเหมือนเด็ก ๆ พยายามประคองเขาให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่แรงเด็กผู้หญิงอย่างฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลย แฟรงค์ยิ้ม เขาเอื้อมมือลูบหัวฉันอย่างแผ่วเบาเหมือนครั้งแรกที่เราพบกัน ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะค่อย ๆ ปิดลง..


              แฟรงค์ตายแล้ว ครอบครัวคนเดียวที่ฉันมี ผู้ที่เป็นเสมือนพ่อของฉันตอนนี้ได้จากไปแล้ว ฉันกอดร่างแฟรงค์แน่น ในช่วงเวลานั้นฉันนึกถึงการ์ตูนที่แฟรงค์เคยให้ฉันเมื่อตอนเด็ก คำพูดของเขาก้องอยู่ในหู


             “ฮีโร่คือวีรบุรุษ เป็นคนที่คอยช่วยเหลือและปกป้องทุกคนไงล่ะ”


    ถ้าฮีโร่มีจริง ฮีโร่มัวทำอะไรอยู่ ทำไมเขาถึงไม่ช่วยแฟรงค์ ทำไมถึงปล่อยให้แฟรงค์ตาย ไหนว่าฮีโร่เป็นคนที่คอยช่วยเหลือปกป้องคนอื่น แล้วทำไมฮีโร่ไม่ช่วยเรา


    ฉันตระหนักได้ในตอนนั้นเองว่าแท้จริงแล้วฮีโร่ไม่มีอยู่จริง...


    ความเสียใจค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ฉันขาดสติไปชั่วขณะ ความโกรธแค้นสุ่มแน่นอยู่ในอก ฉันเงยหน้าขึ้น สายตาจ้องเขม็งที่คนพวกนั้น จู่ ๆ เกิดลมพัดแรงไปทั่วบริเวณ ทุกคนลอยขึ้นจากพื้นคล้ายถูกบางสิ่งดึงขึ้นไป น่าแปลกที่ฉันกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด ใครคนหนึ่งในกลุ่มนั้นยกปืนขึ้นเล็งใส่ฉัน ฉันเพ่งมองที่ข้อมือของมัน ทันใดนั้นปืนกระบอกนั้นก็กระเด็นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นปัดมันออกไป ร่างกายพวกเขาค่อย ๆ หักงอบิดเบี้ยว เสียงกระดูกหักประสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างทรมาน


    ฉันสะดุ้งเฮือก สติกลับมาอีกครั้ง พวกนั้นตายหมดแล้วฉันทรุดนั่งลงกับพื้น ตกใจกับสิ่งที่ได้ทำไปเมื่อกี้ นี่มันอะไรกัน ฉันรู้แค่ว่าตอนนั้นตัวเองโกรธฉันจ้องไปทางพวกเขา แล้วจู่ ๆ คนพวกนั้นก็ลอยขึ้น ตัวพวกเขาบิดงอไปมา ฉันฆ่าพวกเขาฉันทำแบบนั้นได้ยังไง


    “เฮ้ย ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้น รีบไปดูเร็ว!


    เสียงออกคำสั่งดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่ง ฉันหันไปมองตามเสียงมีคนกำลังมาทางนี้ อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว ต้องรีบหนีไปจากที่นี่ ฉันหันกลับไปมองศพแฟรงค์เกิดความลังเลขึ้นในใจ จะทิ้งศพเขาไว้อย่างนี้งั้นเหรอ? แต่ถ้าฉันลากศพเขาไปด้วยคงหนีไม่ทันแน่ เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ  ฉันกำหมัดแน่น หันมามองร่างแฟรงค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งสุดฝีเท้าออกมาจากค่าย ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง..

     


    แสงตะวันเริ่มส่องแสงสู่วันใหม่ ฉันก้าวเดินไปตามบ้านเรือนที่ปราศจากผู้คน สายตามองไปตามบ้านและตึกแถวแต่ละหลัง ร่องรอยสงครามปรากฏตามบ้านหลังต่าง ๆ ย้ำเตือนสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ ฉันไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน รู้ตัวอีกทีฉันก็อยู่ตรงนี้แล้ว ดูจากลักษณะเหมือนหมู่บ้านน่าจะพึ่งโดนโจมตีได้ไม่นาน พอเข้าใจแล้วว่าทำไมไม่เห็นใครอยู่ที่นี่


              “เฮ้! มีคนหลบอยู่ตรงนี้” เสียงที่ดังขึ้นจากมุมตึกทำให้ฉันชะงัก ฉันค่อย ๆ เดินเข้าไปดูเหตุการณ์อย่างเงียบเชียบ ที่ตรงนั้นมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งยืนอยู่ หนึ่งในนั้นเข้าไปหาอะไรบางอย่างด้านหลังแผ่นสังกะสีขนาดใหญ่ เพียงไม่นานเขาก็ดึงบางสิ่งออกมา เป็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ วัยน่าจะประมาณสี่ขวบ ใบหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นชาวต่างชาติ อาจเป็นลูกนายทหารอเมริกันหรือไม่ก็ลูกของนักข่าวต่างชาติที่มาทำข่าวที่นี่ เสื้อเชิ้ตเนื้อดีที่เด็กคนนั้นใส่ตอนนี้เปรอะเปื้อนมอมแมมไปหมด ดูท่าทางคงจะพลัดหลงกับครอบครัวมาแน่ ๆ


               “แต่งตัวดีอย่างนี้ท่าทางจะมีของมีค่าเยอะ ค้นตัวมันสิ!” เด็กชายร้องไห้จ้า ในขณะที่คนพวกนั้นทำร้ายและฉุดกระชากแขนเด็กคนนั้นอย่างแรง ฉันพอได้ยินมาบ้างว่าช่วงสงครามเป็นช่วงที่เกิดอาชญากรรมเยอะที่สุด ประชาชนหลายต่อหลายคนได้รับผลกระทบจากสงคราม พวกเขาไม่มีอันจะกินกันต้องลักเล็กขโมยน้อยเพื่อให้ตนเองอยู่รอด จนในที่สุดก็ก่ออาชญากรรมชิงทรัพย์ อย่าว่าแต่พวกเขาเลย เมื่อตอนยังเด็กก่อนหน้าที่จะมาเจอแฟรงค์ฉันก็เคยแม้กระทั่งแย่งข้าวหมากินเพื่อประทังชีวิต 


               ถ้าเป็นเวลาปกติฉันคงจะทำเมินเดินจากไป แต่ตอนนี้พวกเขากำลังทำร้ายเด็กเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางสู้! ฉันไม่อาจอยู่เฉยได้


    “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!


    ฉันส่งเสียงห้ามอย่างลืมตัว พวกมันทั้งหมดหันมามองฉันอย่างพร้อมเพรียง ฉันก้าวเดินไปยืนข้างหน้าพวกเขาไม่มีความหวาดกลัวอยู่ในความคิด ฉันจะมีชีวิตอยู่หรือตายมันก็ไม่ต่างกัน ในเมื่อตอนนี้ฉันไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ทุกสิ่งในชีวิตฉันหมดสิ้นไปแล้ว แต่อย่างน้อยให้เด็กคนนั้นรอดก็ยังดี เขายังเด็กเกินกว่าจะต้องมาเจอเรื่องโหดร้ายอย่างนี้


    “เฮ้ย! แกเป็นใคร” 


    ฉันไม่ตอบ แต่เลือกที่จะก้าวเท้าเข้าไปหาเด็กชายคนนั้น หนึ่งในคนพวกนั้นตรงมาหาฉันด้วยสีหน้าโมโห ฉันจึงจ้องไปที่มัน ตอนนั้นเองจู่ ๆ ชายคนนั้นก็ชะงัก ร่างของเขาค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น ชายคนนั้นดิ้นเร่า ๆ กลางอากาศ สีหน้าเต็มไปด้วยความทรมาน ฉันมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกใจ  นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในค่ายตอนนั้น ใช่แล้ว! ฉันเคยทำแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง และมันก็กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในตอนนี้


    เสียงโหวกเหวกตกใจของคนพวกนั้นดังขึ้น ฉันหันไปจ้องที่คนกลุ่มนั้น ไม่มีอะไรต้องหวั่นเกรงอีกแล้ว เพียงพริบตาร่างของพวกมันเริ่มลอยขึ้นจากพื้น เหมือนตอนที่ฉันได้ทำไปคราวนั้น ฉันยกมือขึ้นสะบัดไปด้านหน้า1ที ร่างของพวกนั้นพุ่งกระเด็นกลิ้งไปคนละทิศละทาง เมื่อพวกมันลุกขึ้นมาได้ก็ต่างรีบตะเกียดตะกายวิ่งหนีไปทันที


    ฉันค่อย ๆ ลดมือลงพร้อมหันหลังให้กับภาพตรงหน้า เหตุการณ์ตรงนี้จบแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องอยู่ต่อ ระหว่างที่ฉันกำลังจะเดินจากไป ฉันก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงเบา ๆ จากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปก็พบว่าเป็นเด็กชายคนนั้นนั่นเอง เขาฉีกยิ้มกว้าง ฉันเลิกคิ้วขึ้น แปลกใจอยู่นิดหน่อยที่เขาดูไม่หวาดกลัวและวิ่งหนีฉันไปเหมือนคนพวกนั้น


    “พี่ พี่เป็นฮีโร่ใช่ไหม”


    ฉันรู้สึกสะดุดใจเล็กน้อยกับคำ ๆ นี้ ฉันนะเหรอฮีโร่ ไม่ใช่หรอก ฉันแค่ยังพอมีศีลธรรมอยู่ในตัวเท่านั้นเอง ฮีโร่ก็แค่เรื่องหลอกเด็ก เมื่อถึงเวลาที่เราร้องเรียกหาฮีโร่จริง ๆ  ก็ไม่มีเลยสักคนที่ปรากฏตัวออกมา ถึงตอนนั้นเราก็จะรู้เองว่าฮีโร่เป็นแค่เรื่องปั้นแต่งขึ้นมาเท่านั้น


              “ไม่ใช่หรอก  ฮีโร่ไม่มีจริงหรอกนะ ไอ้หนูมันก็แค่เรื่องที่แต่งขึ้นมาเท่านั้นแหละ”


              “ไม่จริง พ่อบอกว่าฮีโร่เป็นคนคอยปกป้องผู้อื่น เหมือนที่พี่ทำเมื่อกี้ พี่ช่วยผม พี่นั่นแหละฮีโร่”


    ปกป้องผู้อื่น คำพูดเล็ก ๆ ของเด็กชายคนนั้นทำให้ฉันคิดได้ถึงความจริงบางอย่าง สิ่งที่ทำให้ตัวละครตัวนั้นเป็นฮีโร่ ไม่ใช่เพราะพลังพิเศษหรือความเก่งของเขา แต่เพราะเขาปกป้องผู้อื่น เขาจึงได้ชื่อว่าฮีโร่ ที่ผ่านมาฉันฉันมัวแต่เรียกหาฮีโร่จากที่อื่น โดยที่ไม่รู้ว่ามีฮีโร่คอยช่วยฉันมาตั้งนานแล้ว แฟรงค์นั่นไง แม้แฟรงค์จะไม่ได้มีพลังพิเศษ แต่เขาก็ปกป้องฉันมาเสมอ เขาคือฮีโร่ และทุก ๆ คนก็สามารถเป็นฮีโร่ได้


    ฮีโร่มีจริงเสมอ อยู่ที่เราเลือกจะเป็นหรือเปล่า


    งั้นฉันนี่แหละ จะเป็นฮีโร่เอง


    __________________



    [1]บุยดอยมีความหมายว่าเศษเดนที่ไม่มีใครต้องการ เป็นคำแสลงใช้เรียกพวกลูกครึ่งอเมริกันเวียดนามที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in