It's okay not to be okayRachata Piwawattanapanith
ผู้ป่วยจิตเวช
  • เผลอแป๊บเดียว เวลาก็ผ่านมาเกือบๆ 2 ปีแล้วที่ป่วยเป็นไบโพล่าร์ จะบอกว่านานก็นาน จะบอกว่าเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ถึงครึ่งทาง ก็ว่าแบบนั้นได้ ไปตามนัดหมอตลอด พยายามกินยาทุกวัน ไม่ขาด แต่อาการก็เหมือนจะไม่ค่อยดีขึ้นเลย 

    จะบอกว่าไม่ดีขึ้นเลย ก็ดูจะไม่แฟร์กับหมอเท่าไหร่ จริงๆ มันก็ดีขึ้นแหละ แต่ปัญหามันอยู่ที่คำว่า "ดีขึ้น" มันอยู่แค่แป๊บเดียว มาให้ดีใจเล่นๆ แล้วก็ขั้วซึมเศร้า ขั้วแมเนีย มันก็กลับมา หรือแย่หน่อยก็ Mixed Episode มัดรวมข้อเสียของทั้งสองขั้วมาไว้ด้วยกันเลยจ้า 

    จริงๆ ในช่วงปีแรกๆ หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้านะ ซึ่งตอนหลังหมอก็อธิบายแหละว่า มันเกิดขึ้นได้นะของแบบนี้ ไม่มีใครมาหาจิตแพทย์ตอนอยู่ขั้วแมเนียหรอก เพราะทุกอย่างมันดีไปหมด อาจจะเกินๆ ไปบ้าง แต่มันไม่ขาด ส่วนมากจะมาหาหมอ ตอนอยู่ขั้วซึมเศร้ากันซะเยอะ 

    ตอนแรกๆ ที่รักษากับหมอ จะรักษาแบบซึมเศร้า คือกินยาต้านเศร้า แต่ในกรณีเราคือมีเหตุภาพหลอนด้วย เลยต้องกินยา Antipsychosis ด้วย แปลไม่ถูกเหมือนกันว่าคืออะไร น่าจะเป็นยากันบ้ามั้ง ไม่รู้สิ แต่ก็แหละ มันคือยาที่กินเพื่อไม่ให้เห็นภาพหลอนอะไรแบบนี้

    สาเหตุที่ทำให้หมอฉุกคิดขึ้นมาว่าอาจจะวินิจฉัยผิด ก็เพราะอารมณ์เรามันสวิงเหลือเกิน บางทีมาในโหมดดิ่งมากๆ บางทีก็แฮปปี้แบบสุดๆ หมอเลยเสนอไอเดียว่า ให้ลองเพิ่มยาต้านเศร้าให้กินโดสสูงๆ ดู ถ้าอาการมันดีขึ้น ทุกอย่าง Stable ก็โอเค เป็นซึมเศร้า แต่ถ้าอารมณ์มันสวิตช์จากดิ่งมาเป็นดีด อันนี้แหละไบโพล่าร์แน่ๆ นี่ก็เออออตามหมอไป 

    แต่หมอก็เตือนนะว่าถ้ากินแล้วมันดีดขึ้นมา ให้รีบติดต่อหาหมอทำนัดด่วนเลย เหมือนหมอจะเป็นห่วงเรื่องอาการแมเนียมากกว่า คืออาการมันจะกล้าได้กล้าเสียเกินไป มีแนวโน้มที่จะทำอะไรไม่คิดได้ ไม่เหมือนตอนดิ่งที่แบบ แค่ลุกจากที่นอนยังยาก ไม่น่าจะส่งผลเสียอะไรกับตัวเองมากเท่าไหร่ 

    ซึ่งคิดไปคิดมามันก็สมเหตุสมผลนะ จากประสบการณ์ที่เคยแมเนียมา ทุกอย่างมันเลวร้ายจริง จริงอยู่ที่แมเนียมันทำให้แฮปปี้ แต่อะไรที่มันมากเกินไปก็ไม่มีอะไรดีหรอก ที่จำได้คือเกือบจะโดดสะพาน เพราะความคิดในหัวมันบอกให้ทำ แถมเสียงมันดังมากๆ กลบทุกอย่างมิดเลย 

    สุดท้ายพอกินยาต้านเศร้าในโดสที่สูงๆ อารมณ์ก็ดีดขึ้นจริงๆ เลยรีบติดต่อโรงพยาบาล ทำนัดด่วน หมอก็เปลี่ยนยาให้เป็น Lamotrigine กับ Risperidone มา กินได้ไม่กี่วัน สุดท้ายก็ต้องปรับยาใหม่หมด เพราะเหมือนอาการดีดมันยังรุนแรงอยู่ เลยหยุดยาสองตัวนั้น แล้วมากิน Sodium Valproate แทน กินประมาณสองเม็ดมั้ง กินคู่กับยา Antipsychosis อีกตัว จำชื่อไม่ได้ น่าจะ Aripiprazole มั้ง 

    แล้วพายุแมเนียก็สงบลง เหมือนยามันออกฤทธิ์เร็วมากๆ แต่พอผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ คราวนี้แหละนรกแล้ว เพราะหลังจากแมเนีย จะเป็นคิวของซึมเศร้า ยิ่งก่อนหน้านี้ดีดเยอะเท่าไหร่ ก็จะดิ่งลึกเท่านั้น อารมณ์เหมือนตกจากตึกสูงๆ อะ นั่นแหละ.. ตอนนั้นจำได้ว่าร้องไห้ตอนหน้าหมอเลย หมอก็พยายามปลอบ เราก็สะอื้นไปเล่าอาการให้หมอฟังไป 

    พอแมเนียมันเริ่มคุมได้แล้ว หมอเลยให้กลับมากิน Lamotrigine อีกรอบ เริ่มจากโดสต่ำๆ เหมือนเดิม แต่ตอนนั้นทรมานมาก เพราะขั้วซึมเศร้ามันไม่ดีขึ้นเลย ยาก็เพิ่มเยอะไม่ได้ ต้องค่อยๆ ไต่ไปทีละนิด กว่าจะถึงโดสที่คุมซึมเศร้าได้ ก็ผ่านไปหลายเดือนเลย 

    ผ่านไปเกือบๆ 2 ปี ตอนนี้ทุกอย่างก็เริ่มจะลงตัวแล้ว ยังมีเรื่องเครียดอยู่บ้าง แต่อารมณ์ไม่ค่อยสวิงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องขอบคุณยา หมอ และคนรอบข้างจริงๆ ที่คอยซัพพอร์ตมาตลอด เอาจริงถ้าไม่มีคนพวกนี้ ก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้เราจะเป็นยังไง 

    ถ้าจะให้เปรียบเทียบ การกินยาก็คงเหมือนกับเดินกางร่มตอนฝนตกหนักๆ แหละมั้ง ถึงมันจะไม่ได้ช่วยให้ไม่เปียกแบบ 100% แต่มันก็ช่วยให้เดินต่อไปเรื่อยๆ ได้ 

    เฮ้อ นั่นแหละ เหนื่อย
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in