Imaginary Daily LifeObscura029
เมฆสีรุ้งในสายหมอก
  • –“––––––––––
    ดนตรีคือสิ่งใด แล้วใยจึงเป็นดนตรี?
    ––––––––––”–

                   นัยตาสีอ่อนเหม่อมองไปยังกลุ่มคน ทั้งบุรุษและสตรีก็ต่างสวมใส่เสื้อผ้าสีดำสนิทและยืนอยู่บนพื้นไม้ยกสูงอันเป็นลานกว้างซึ่งเป็นสถานที่แห่งมนตร์ขลังของสิ่งที่เรียกว่า ‘ดนตรี’ …ไม่นานนักพื้นที่ตรงนั้นก็ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนนับร้อยและทันทีที่แสงไฟหรี่ลงบุรุษผู้เป็นพระเอกของงานก็ปรากฏตัวขึ้นมา ร่างสูงชะลูดโค้งช้า ๆ ให้กับผู้ชมก่อนจะหมุนตัวหันไปยังกลุ่มคนผู้สวมชุดสีเข้ม แตกต่างเพียง ณ ตอนนี้คนเหล่านั้นกลับประคับประคองเครื่องไม้ เครื่องเหล็กขึ้นมาด้วยท่าทีพร้อมจะสรรสร้างงานศิลป์ 

                 ไม่นานเสียงของบทเพลงก็ถูกขับขานกู่ก้องและกล่อมเกลาจิตใจของผู้ชมด้วยพลังอันอยู่เหนือกว่าสิ่งใดทั้งปวง แน่นอนมันคือ ‘ความรัก’ สองพยางค์อันเกิดขึ้นจากคนสองคน หรือ สิ่งสองสิ่ง หรือในกรณีนี้คือ ‘คนหนึ่งคนกับสิ่งหนึ่งสิ่ง’

    “คุณรู้ไหม ฉันใช้เวลาตลอดชีวิตอยู่กับการดื่มด่ำเสียงเพลง”
    “มันทำให้ได้มองเห็นอะไรที่พิเศษของตัวดนตรีมากกว่าการเป็นดนตรีที่เห็นที่ฟังกันอยู่ทุกวันนี้เยอะเลย”

                  เสียงนุ่มของเอสเม่เอ่ยขึ้นพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับดั่งมีดวงดาวหลากหลายล้านซ่อนอยู่ ผมไม่ค่อยเข้าใจเธอนักหรอก นอกจากว่าเธอจะเป็นคนที่เข้าใจยากแล้ว เรายังไม่ค่อยคุยกันมากนักด้วย แต่วันที่เธอเอ่ยปากชวนผมมาที่นี่เป็นวันที่ผมใจเต้นแรงที่สุดในรอบปี


    เคยสงสัยกันไหมว่าดนตรีคือสิ่งใด?

    ทำไมดนตรีจึงเติมเต็มผู้คนและทำไมจึงเป็นศิลปะที่ต้องสื่อสารด้วยเสียง?

    อะไรคือความพิเศษของมัน?

    และที่สำคัญ…ทำไมดนตรีถึงเป็นสิ่งที่เติมเต็มความรู้สึกและถ่ายทอดความรู้สึกไปในเวลาเดียวกัน?


                  คำถามทั้งหมดเหล่านั้นเป็นคำถามที่เธอเฝ้ากระซิบถามผมตลอดการแสดง ผมเองก็ได้แต่ทำตาใสใจซื่อพยักเพยิดกับคำถามอันพิศวงของเธอไปด้วยความงงงวย แม้หูของผมจะจดจ่อกับคำถามก็จริง แต่จิตใจผมเปิงไปทุกครั้งที่เธอขยับเข้ามาใกล้ ทำเอาลุคผู้ชายนิ่ง ๆ ของผมแตกกระเจิงไม่มีชิ้นดีเลย ยังดีหน่อยที่ไฟโรงละครถูกเปิดอย่างสลัว ๆ ไม่งั้นเธอคงได้เห็นหน้าผมแดงเป็นกุหลาบแรกแย้มแน่ และก่อนที่คำถามสุดท้ายจะถูกเอ่ยเอื้อน ผมกระแอมเบา ๆ เป็นสัญญาณให้เธอได้ตั้งใจฟังดนตรีจริง ๆ จัง ๆ เสียที น่าแปลกที่เธอไม่มีทีท่าขึงขังอะไร แต่กลับยกปลายนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากด้วยความฉงนสนเท่ห์ เธอคงจะงงไม่ใช่น้อยที่โดนผมดุเข้าไปจัง ๆ  ในความมืดผมแอบอมยิ้มเล็ก ๆ กับความน่าเอ็นดูของสตรีผู้ปกติมักจะชักสีหน้าไม่พอใจเสมอเมื่อผมขัดใจแต่ครานี้กลับสงบเสงี่ยมนั่งเรียบร้อย 

              ในขณะที่ผมกำลังจับจ้องไปยังวงดนตรีขนาดใหญ่ตรงหน้าพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ทันใดเสียงบรรเลงที่กำลังคลอเคล้าไปกับการใคร่ครวญอันไร้เรื่องไร้ราวของผมกลับเงียบลงและถูกทดแทนด้วยเสียงปรบมือดังสนั่น ผมปรบมือตาม เธอก็ด้วย เราทั้งสองต่างก็รู้ว่าห้วงเวลาแห่งความสุขสมนั้นได้จบลงแล้ว ไม่ทันไรเสียงละมุนก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งหลังจากนั่งอยู่ในความเงียบมาเนิ่นนาน

    “เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจนะคุณว่าไหม?”

    คำถามของเธอทำให้ผมต้องหันมองและสิ่งที่ทำให้ยิ่งละสายตาไปไม่ได้คือรูปหน้าทรงอัญมณีกับจมูกคมเรือนเล็กนั่น ดูยังไงก็รับกับใบหน้าเสียจริง ๆ

    “ผมประทับใจคุณมากกว่าตัวเพลงซะอีก คนอะไรฟังดนตรีออกมาเป็นคำถามได้กัน?”

    เธอยู่คิ้วขึงขังใส่ก่อนจะกระแอมเป็นสัญญาณให้ผมคืนบ้าง

    “คำตอบหละ?”

    เธอทักท้วงในขณะที่มือเรียวเล็กนั้นยังคงตีกันไม่หยุดหย่อน ผมเดาว่าเธอคงจะชอบการแสดงครั้งนี้น่าดู

    “…คำตอบหละ?”

              คราวนี้ผมย้อนถามเธอ น่าแปลกที่เสียงปรบมือทั้งหลายรอบตัวกลับเงียบลงโดยอัตโนมัติ ราวกับรอคอยคำตอบของเธออยู่เฉกเช่นเดียวกับผม มือน้อย ๆ ตรงหน้าผมหยุดกระทบกัน นัยตาสีสวยจับจ้องมาที่ผมพร้อมกับคำตอบที่แน่วแน่

    “เราคือดนตรี และ ดนตรีเป็นเรา”
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in