Janie Is Not So Welljanieishappy
โรคซึมเศร้า: ว่าด้วยน้ำหนัก
  • คิดว่าจะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่เห็นผู้จัดการออนไลน์ลงข่าวของดาราหญิงคนหนึ่ง พาดหัวประมาณว่า กินยาต้านเศร้าจนอ้วนเป็นอึ่งอ่าง เห็นแล้วหัวร้อนเลยค่ะ มันสมองเดือดปุดๆ เป็นมันกุ้งแม่น้ำเผาเลย

    ในฐานะที่เราเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่ได้รับผลกระทบจากยาต้านเศร้าในเรื่องน้ำหนักตัว เราก็จะขอมาบันทึกไว้เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าคนเขียนพาดหัวข่าวคนนั้นจัดเป็นมนุษย์ที่โลกแคบและใจร้ายคนหนึ่งในโลกนี้

    เดิมก่อนที่จะเริ่มหาหมอจิต น้ำหนักเราจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ที่ 53-57 แล้วแต่ช่วงเวลาและความเครียด แต่ส่วนใหญ่จะไม่เกิดนไปจากนี้ เพราะพอ 58 ปุ๊บ เราก็จะรีบลดการอินพุทอาหารทันที แล้วมันก็จะมาอยู่ที่ 54-55 โดยประมาณ ขึ้นลงโลสองโลตามโอกาส ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ -- ขอเล่าย้อนก่อนว่า เราเคยน้ำหนักขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 60 ครั้งแรกตอนไปซัมเมอร์ที่โตเกียวครั้งแรกในชีวิตช่วงมหาลัยปี 2 แดกล้างแดกผลาญมากค่ะ ทุกอย่างอร่อยไปหมด ตลอดเวลา 3 เดือนคือกินไม่ยั้งเลย กลับมาก็ 60 จ้า แล้วก็ลดมาเหลือ 54-55 ได้ไม่กี่เดือนหลังจากกลับมา อีกครั้งนึงตอนอายุประมาณ 25 มั้ง อกหักรักคุด แล้วก็ประชดตัวเองด้วยการกินโดนัทวันละครึ่งโหลอยู่ประมาณสองอาทิตย์นึง ก็ไม่ได้กินทุกวันหรอก แต่ก็น่าจะมากกว่า 3 ครั้งอ่ะ แล้วก็ยัดๆๆ ทีเดียวหมด กินแทนข้าวไป ถามว่าหายเศร้าไหม ก็ไม่ ทำไปทำไมไม่รู้ ตลก น้ำหนักก็ขึ้นมา 60 ใส่เสื้อผ้าเดิมไม่ได้ ด้วยความงก ไม่อยากซื้อใหม่เลยลด ก็ลงมาที่ 54-55 เหมือนเดิม

    ช่วงเราเริ่มหาหมอออโธ ตอนนั้นเรา 30 แล้ว น้ำหนักก็อยู่ที่ประมาณ 53-57 เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงตามอารมณ์และความดิ่ง ช่วงนี้มากสุดก็แค่ 58 ไม่เคยเกินจากนี้ แม้จะรู้สึกว่าไม่ชอบตัวเองตอน 58 แต่ก็ไม่ได้พยายามจะลดอะไรจริงจัง -- จนกระทั่งเรามาหาหมอจิต เราได้ฟลูอ๊อกมาตั้งแต่ครั้งแรกที่หา แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อน้ำหนักเราเท่าไหร่ อาจจะเพราะโดสต่ำ แต่เมื่อทุกอย่างไม่เวิร์ค หมอเลยจับเพิ่มโดส หลังจากนั้นน้ำหนักเราก็ลงฮวบๆ แล้วรู้สึกดีกับตัวเองด้วยนะ มันลงไปคาอยู่ที่ 50 แล้วเราก็หยุดกินยาเองโดยที่ไม่ได้บอกหมอ เพราะเห็นว่าเราดีขึ้นมากๆ แล้ว 

    ตอนนั้นคืออารมณ์ดีที่สุดในชีวิต อะไรเหี้ยๆ ในชีวิตเราก็ช่างแม่งมันได้หมด โนสนโนแคร์ สนใจเฉพาะสิ่งที่ควรค่าแก่การให้ความสนใจเท่านั้น เรื่องงานก็เครียดนะ แต่ก็โยนมันทิ้งไปได้ง่ายมาก แบบ เครียดอ่ะ แต่เราทำไรได้หรอ ก็ไม่ได้แล้ว ทำดีที่สุดแล้วปะ ก็ช่างแม่งงงง ช่วงนั้นคือช่วงที่เราหายไปไม่ได้มาเขียนบล็อก พอเราไม่รู้สึกดิ่งเราก็ไม่รู้จะเขียนอะไรอะ ไม่มีอะไรให้บ่นเพราะโยนทิ้งถังขยะไปหมดแล้ว ช่วงนั้นคนรอบตัวแฮปปี้กับเรามาก บอสดูดีใจที่เราเริงร่าน่ารัก ขยันทำงาน แต่เราก็เป็นแบบนั้นอยู่ไม่กี่เดือน ใช่ เพราะเราหยุดยา

    ที่หยุดยาเพราะเราพยายามจะย้ายมาหาที่จุฬาแต่เราเลื่อนคิวไม่ได้ เราเลยเทแม่ง คือก็ไม่ได้ตั้งใจจะหยุด แต่มันรำคาญความอะไรไม่รู้ของแผนกจิตเวชจุฬา พอยาหมดก็เลยไม่กินแม่ง รำคาญ -- 1 เดือนกว่าๆ ผ่านไป เราร้องไห้แทบจะกับทุกเรื่อง เราเลยนัดหมอคนเก่าที่ปิยะ ก็กลับมากินยาเหมือนเดิมที่เคยกิน แล้วหลังจากนั้น น้ำหนักเราก็พุ่งขึ้นๆๆๆๆๆๆ จนตอนนี้หรอคะ มันคาอยู่ที่ 67 ค่ะ เกลียดสภาพตัวเองตอนนี้มากค่ะ 

    เรารู้เหตุผลนะว่าทำไมน้ำหนักเราลงตอนนั้น แล้วทำไมน้ำหนักเราขึ้นมาขนาดนี้ ที่มันลงตอนนั้นเพราะเราไม่อยากกินอะไรเลย คือมันก็มีช่วงเวลาที่เศร้าจนไม่อยากกินอะไรเลย แต่ส่วนใหญ่มันจะเป็นแบบ เหมือนกรดไหลย้อน มีอะไรมาจุกอยู่ที่คอตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เราก็พยายามทุกอย่างเพื่อบรรเทาอาการ แต่มันก็ไม่หายไป มันทำให้เราไม่รู้สึกอยากกินอะไรนอกจากน้ำเปล่า เราก็พยายามกินอาหารให้ตรงตามมื้อนะ แต่มันก็กินได้ไม่เยอะ ก็ฝืนๆ เอา ให้พอมีอะไรย่อย แล้วก็เหลือทิ้ง เรายังไปกินบุฟเฟต์นะ แต่ก็มื้อเดียวจบ ไม่กินไรอีกเลย นอนย่อยเป็นงูเหลือมกินเด็ก 7 ขวบ เพื่อนเกลียดมากเวลาชวนไปบุฟเฟต์เพราะเรากินน้อยกว่าปกติที่เราจะกินๆๆ ไม่หยุด กินจนหมดเวลาอะ 

    ช่วงที่น้ำหนักขึ้น เราเริ่มมาอยู่กับแฟนที่คอนโด ลงไปก็มีร้านสะดวกซื้อมากมาย มีอาหารรถเข็นตามซอย ของกินเพียบ สั่งอาหารเดลิเวอรี่ก็ง่ายกว่าตอนอยู่บ้านเยอะ คือบ้านอยู่ในหมู่บ้าน จะออกมาเซเว่นก็ต้องเดินออกมาหน้าหมู่บ้าน ไกล ขี้เกียจ แอพส่งอาหารต่างๆ แถวนั้นก็ยังไม่มีอะไรเยอะ เออ แต่เราก็ยังกินชานมไข่มุกเป็นปกตินะ จำได้ว่าตอนนั้นมีตรวจสุขภาพที่ปิยะ เลยไปเช่าโรงแรมแถวข้าวสารอยู่แล้วตะลอนกินกับเพื่อนทั้งคืน ตื่นเช้ามาไปเจาะเลือดก็ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ หนมปังปิ้งเนยน้ำตาลนั่น นมปั่นนั่นอีก น้ำตาลพุ่งแน่ สรุปก็ไม่ ทุกอย่างปกติดี ตลกตัวเอง

    ช่วงแรกๆ ที่เราอยู่กับแฟนเรากินเยอะก็จริง แต่เราก็ไปออกกำลังทุกอาทิตย์ ออกกำลังจริงจังด้วยนะ เพราะอีแฟนมันลากไป แต่น้ำหนักก็ยังขึ้นอยู่ ขึ้นทีละนิดละหน่อย ไม่ตกใจ แต่พอเราเลิกไปจิมเท่านั้นแหละ มันก็พุ่งพรวดๆๆๆๆๆๆ จนมา 67 ในเวลา 4-5 เดือน มาเร็วเคลมเร็วเหมือนตอนที่น้ำหนักลดเลยค่ะ ลงพรวดๆ อย่างรวดเร็วจนทุกคนทักว่าทำไมดูโทรมลง เป็นอะไรๆๆๆๆ ตอนนี้ก็เช่นกัน น้ำหนักขึ้นเร็วมากจนทุกคนทักว่าไปทำอะไรมาทำไมอ้วนขึ้นขนาดนี้ ทำไมสาระแนอะ อ้วนก็เพราะกินไง ผอมลงก็เพราะไม่ได้กินไง ถามทำไมอะ สมองไม่มีหรอ คิดไม่เป็นหรอ หรือแค่อยากซ้ำเติมคนอื่นเพื่อที่จะให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ทักกูว่าอ้วนก็ไม่ได้ทำให้มึงผอมลงจ้า เลิกสาระแนเนอะ

    สองเดือนมานี้เหมือนน้ำหนักเราจะคาอยู่ที่ 67 แล้ว เราก็ยังไม่ได้ทำอะไรเหมือนเดิม ยังไม่ได้กลับไปจิม ทั้งๆ ที่ก็อยากกลับไปเพราะรู้สึกเหนื่อยเวลาเดินขึ้นบันไดเพื่อไปรูฟท็อปบาร์ตามตึกแถว เหนื่อยแทบขาดใจ จริงๆ แค่สะพานลอยก็เหนื่อยแล้วอะ ก็รู้แหละว่าต้องออกกำลังกาย แต่ก็ขี้เกียจอะ เบื่อ อยากนอนเฉยๆ มากกว่า อยากนอนโง่ๆ ให้วันๆ นึงมันหมดไป นั่นอาจจะเป็นเหตุผลให้เราน้ำหนักพุ่งพรวดมามากมายขนาดนี้ กินๆๆๆ แล้วก็นอนๆๆๆ 

    อีกอย่างหนึ่งที่เริ่มมีปัญหาตามมากับน้ำหนักตัวที่มากขึ้นก็คือ เริ่มปวดหลังมากขึ้น คือด่าใครไม่ได้อะอันนี้นอกจากตัวเอง 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in