เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
My First StoryFayathi Sorap
ยืมใช้ก็ได้
  •      มีของขวัญเนื่องในวันย้ายออกวางไว้ที่โต๊ะจำนวนทั้งสิ้นสองชิ้น เดินไปจับๆดู อ่อ ชิ้นหนึ่งไม่หนักมาก อีกชิ้นหนึ่งเท่าที่กะๆก็หนักอยู่ แต่พอยกได้ 
         ....เอาไปเก็บที่รถอาจจะต้องเดินสักสองรอบ

         หลังเลิกงาน 
         เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องสองคน(เป็นแฟนกัน)เดินผ่าน กำลังจะกลับบ้าน พอเห็นของก็ถามว่า
         "พี่จะกลับหรือยังครับ/คะ ช่วยหิ้วไปให้ที่รถไหมครับ/คะ"
         พอบอกว่ามันค่อนข้างจะมีน้ำหนักนะ น้องผู้หญิงก็มาลองหยิบชิ้นที่ดูเบากว่า "โอ๊ยอันนี้ถือได้" ส่วนน้องผู้ชายก็ลองใช้สองมือยกอีกกล่องที่หนักกว่า "อันนี้ก็ไม่หนักนะ" 
         สุดท้ายก็เลยกลับบ้านพร้อมกัน กล่าวขอบคุณน้องๆพร้อมบอกว่า "เกรงใจจัง" น้องชี้ไปที่แฟน บอกว่า "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เนี่ย ผู้ชาย" ชี้ไปที่แขนของแฟน "ไขมันตั้งเยอะ ยกได้อยู่แล้ว" 

         หลังจากแยกย้ายกันไป จู่ๆก็มีความคิดแวบขึ้นมาว่า "มีผู้ชายเป็นของตัวเองก็ดีเหมือนกันนะ" 

         แล้วก็มีเสียงเล็กๆเสียงหนึ่ง ตะโกนออกมาจากในใจว่า
         "มีอะไรเป็นของตัวเองเนี่ย ต้องเสียค่า maintenance นะเว้ยย" 



         เคยได้ยินการถกเถียงกันว่า ระหว่าง "ซื้อบ้าน" กับ "เช่าบ้าน" ควรเลือกอย่างไหน? 

         คนที่สนับสนุนการซื้อก็บอกว่า ซื้อสิดี จะได้มีบ้านเป็นของตัวเอง มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง สามารถตั้งรกรากสร้างครอบครัวได้ บลาๆๆ
         คนที่สนับสนุนการเช่าก็บอกว่า เช่าสิดี ไม่รเป็นภาระ เสียแค่ค่าเช่า ไม่ต้องมาคอยบำรุงรักษาบ้าน ไม่ต้องมาเสียภาษีบ้านและที่ดินในแต่ละปี อยากไปไหนก็ไป บลาๆๆ

         สรุปว่า ถูกทั้งคู่แหละ แล้วแต่คนชอบเลย



         การมี "ผู้ชาย" หรือ "แฟน" เป็นของตัวเอง ก็มีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน อาทิ;
         - ราคาแห่งการต้องซื่อสัตย์และรักเดียวใจเดียว อันนี้ดูเผินๆไม่น่ามีปัญหา ปัญหาเกิดตอนอีกฝ่ายไม่ซื่อสัตย์ แล้วก็มาร้องแร่แห่กระเชอ "มันแอบไปกิ๊กกับ...ซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกัน!!!" (ร้องห่มร้องไห้) 
         เห้อ

         - ราคาแห่งความเป็นส่วนตัว การมีใครสักคนเข้ามาในชีวิตมันก็ต้องแชร์หลายๆอย่างล่ะ เวลา(ต้องไปไหนมาไหนด้วยกันงี้) เตียง(นอนกางแปลงเต็มเตียงไม่ได้ละ) เงิน(กระเป๋าเธอกระเป๋าฉันว่ากันไป) ฯลฯ

         - ราคาแห่งการทำหน้าที่ "ภริยา"  ไปหาเอาเองว่าต้องทำอะไร เรื่องนี้คนโสดจะไม่ยุ่ง

         - ราคาแห่งการเป็นแม่ ไหนจะต้องอุ้มท้อง คลอดลูก เลี้ยงลูก ได้ยินว่ามีลูกหนึ่งคน จนไปสิบปี แก่ไปอีกห้าปี โอยย

         - ราคาแห่งการต้องคอยหวาดระแวงว่าใครจะมาแย่งแฟน อันนี้เห็นคนนอยด์มาหลายคน แหม มีแฟนดีๆก็ต้องหวงแหละ คนสมัยนี้ยิ่งปากว่ามือถึงอยู่ ไอ้คนกลางก็...ไม่รู้เชื่อใจได้สักกี่มากน้อย

         - ราคาความเจ็บปวดเมื่อต้องเลิกรา มีหลายรอบมากที่เพื่อนมาร้องไห้ให้ฟัง/เห็น หลังเลิกกับแฟน มันดูทรมานมากเลยนะ หน้างี้อย่างโทรม แล้วก็ดูมีความทุกข์มากๆ จริงๆ 

         โอย ค่า maintenance ผู้ชายคนนึงนี่ เยอะจัง 



         จะว่าไป นี่ก็ไม่เคยมีผู้ชายเป็นของตัวเองในฐานะแฟนเลยนะ และที่ผ่านมา เวลาจะไปไหน ดูเหมือนว่าพอนับหัวหนใด จะเหลือเศษผู้หญิงหนึ่งคนซะทุกครั้งไป
         เหมือนเกิดมาเพื่อเป็น third-wheel (แปลเป็นไทยได้ใกล้เคียงความหมายสุดคือ กอขอคอ/ก้างขวางคอ) 
         จริงๆแล้วนี่ ไอ้ที่ว่าครบคู่น่ะ เขาก็ไม่ได้เป็นคู่กันหรือเป็นแฟนกันจริงๆทุกคู่และทุกรอบหรอก แต่ถึงอย่างไรก็ยังรู้สึกว่า เป็นตัวแถมอยู่ดี กระนั้น ดูเหมือนว่าผู้ชายรอบข้างแต่ละคน จะยินดีหยิบยื่นไมตรีให้ด้วยดีเสมอมา

         และเมื่อไม่มีอะไรสักอย่าง การจะใช้สอยก็มีอยู่สองทาง ไม่ "เช่า" ก็ "ยืม" ซึ่งต่างกันตรงที่ว่าต้องเสียค่าตอบแทนให้แก่เจ้าของหรือไม่ หากเสียค่าตอบแทนก็เป็นการเช่า หากไม่เสียค่าตอบแทนก็เป็นการยืม
         และหากการต้องขอความช่วยเหลือจากเพศตรงข้ามสักคน โดยที่ไม่ได้ให้อะไรตอบแทนเขาในขณะนั้น(แค่เป็นเพื่อนกันต่อไป และช่วยเหลือกลับบ้างยามมีโอกาส) ดังนี้ การนำผู้ชาย(ของ)คนอื่นมาใช้งาน ก็คงไม่ต่างอะไรกับการ "ยืม" 
      

         ตัวอย่างที่เคยต้องหยิบยืม "ผู้ชาย" ทั้งที่เป็นของคนอื่น และทั้งที่ไม่มีเจ้าของ มาใช้งาน ก็เช่น 

    - ถือของ - เอาของมาเยอะจัง เดี๋ยวใบนี้เราช่วยถือลงไปละกัน (ละนางก็ถือกระเป๋าผู้หญิงลงบันไดมาให้ /เป็นคนดีจัง) // กระเป๋ามันหนัก พี่ลากให้ดีกว่า ฯลฯ 

    - ตอนฝนตก - มาอยู่ในร่มกับผมก็ได้มา ไปเดินตากฝนทำไมกัน(ฉันใส่เสื้อมีฮู้ดย่ะ..แต่ก็ขอบคุณนะ) // พี่!! เสื้อกันฝนมันต้องใส่อย่างนี้...  ฯลฯ 

    - ให้คำปรึกษา - มีอะไรก็โทรมาถามพี่ได้นะ // เอ้ออ สิ่งที่สงสัยเนี่ยเหรอ แปบนะ เดี๋ยวพี่ลองค้นให้ ฯลฯ 

    - ช่วยถ่ายรูป - แล้วชั้นล่ะ 555 (ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าอุทานว่า แล้วชั้นล่ะ เพราะหาคนถ่ายรูปให้ไม่ได้) เอากล้องมาดิ จะเอามุมไหนไปยืนเลย // (ชี้) ขึ้นไปยืนตรงนั้นนะ เดี๋ยวพี่จะถ่ายรูปให้จากตรงนี้ มองขึ้นไปแล้วดูดี ฯลฯ 

         เขียนถึงแล้วก็คิดถึงนะเนี่ย แต่ละคน ป่านนี้สบายดีกันไหมหนอ... 

         แน่นอนว่าการมีแฟนดีถือเป็นโชคดี แต่เราว่า การมีเพื่อนผู้ชายดีๆในชีิวิต ก็ถือเป็นโชคดีเช่นกัน นับเป็นโชคดีของเรามากๆ ที่ได้รู้จักกับเพื่อน พี่ และน้อง เพศตรงข้าม ที่แสนดีหลายคน (บางคนก็หล่อด้วย ปลื้มปริ่ม)



         อย่างไรก็ดี การไม่มีแฟนเป็นของตนเองนั้น จะว่าขาดก็ขาด และสิ่งที่ขาดก็คือ การได้รักและได้รับความรักเสน่หาฉันคู่รัก การขาดความรับรู้ว่า เมื่อมีความรักนั้นทำให้หัวใจพองโตเพียงใด

         แต่จำเป็นถึงขนาดคอขาดบาดตายไหม ก็ไม่ นางวันทองยังเคยพูดกับขุนแผนเลยว่า "อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย ไม่ตายเพราะอดเสน่หา" 

         ถ้าคิดถึงมุมหวานๆเช่นที่คู่รักเขามีกัน ก็แค่ฟังเพลงรัก หรือไม่ ก็แค่หวนนึกถึงฉากหวานๆในนิยายของตัวเอง ให้ชุ่มชื่นหัวใจไปพลางๆก่อน 



         เรื่องของเรื่องก็คือ ชีวิตคนบางคนมันไม่มีเพศตรงข้ามเข้ามาหยิบยื่นโอกาสในการได้รับการดูแล และด้วยความที่อยู่คนเดียวมาโดยตลอด ก็ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจกับการไม่มีผู้ชายไว้ใช้งานในชีวิต 

         โอเค มันก็มีวันที่แบบ อยากมีคนคอยถ่ายรูปให้ หรือวันที่หอบอะไรมาหนักๆ ก็อาจจะต้องการคนช่วยถือจริงๆ แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยจนรู้สึกว่า มันต้องมีอ่ะ คนที่คอยอยู่ข้างๆเรา 

         มันไม่ต้องมีไง และก็ไม่รู้ด้วยว่า การมีใครสักคนมารักแบบแฟนน่ะ มันจำเป็นยังไง     



         อย่างที่คนซึ่งเลือกจะเช่าบ้านอยู่บอกไว้ ไม่มีทรัพย์สินมันอิสระดี อยากไปไหนก็ไป 

         นี่ก็เช่นกัน ไม่มีแฟนมันก็อิสระดี อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ อยากนั่งดูบอลแล้วทำตาหวานใส่นักบอลก็ไม่ต้องเกรงว่าจะหันมาเห็นใครทำตาเขียวปั๊ดใส่ 
         ถ้าต้องขอความช่วยเหลือใครก็ไม่ตะขิดตะขวงใจ ไม่ต้องมามีความรู้สึกในเชิงว่า "ทำไมแฟนชั้นมันไม่เห็นทำอะไรให้สักอย่าง ทำไมชั้นต้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้ชายคนอื่นด้วยทั้งๆที่แฟนก็นั่งหัวโด่อยู่นี่.." 

         ส่วนคนไม่มีใครก็จะ ชั้นโสด(ยักไหล่) ชั้นทำนั่นนี่คนเดียวได้ แต่ก็นะ บางทีโดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือก็มีคนเดินเข้ามาถามเองว่า ให้ช่วยอะไรไหม เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆมาทำนั่นนี่อะไรอยู่ได้เนี่ย 
         ถึงจะเป็นผู้หญิงตัวไม่สูง ก็ยินดีที่จะรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเองนะคะ แต่อย่างไรก็ขอบคุณมากในความเอื้อเฟื้อที่หยิบยื่นให้ (สงสัยความดูเรียบร้อยนี่คงทำให้หลายคนคิดว่าบอบบางแน่ๆ) 

         การไม่ต้องเอาชีวิตมาผูกกับใครและคอยเสียค่า maintenance นี่ มันก็ดีเหมือนกัน


         ในทางตรงข้าม อย่างที่คนซื้อบ้านบอก การมีบ้านเป็นหลักแหล่งมันมีความถาวร สร้างหลักสร้างฐานได้

         เช่นกัน ดูเหมือนคนมีคู่จะค้นพบความหมายในชีวิตว่า ฉันจะอยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อใคร เพื่อลูก เพื่อสามี เพื่อภรรยา ฉันจำเป็นต้องตื่นขึ้นมาในทุกๆวัน เพื่อความสุขของคนในครอบครัว

         ส่วนคนไม่มีใครก็จะออกลักษณะอยู่เพื่อตัวเอง อยู่ไปวันๆ รอก่อนเถอะ รอผู้ใหญ่ในบ้านไม่อยู่ก่อน คงรู้สึกได้ถึงความล่องลอยไร้จุดหมาย...ชัดเจนยิ่งขึ้น 
         เคยคุยกับเพื่อนที่โสดเหมือนกัน เธอสรรเสริญว่าประโยชน์อย่างหนึ่งของการแต่งงานมีลูกก็คือ "เรารู้ว่าเรากลับบ้านมาหาใคร.." 
         ส่วนพวกเราก็ "เราจะกลับบ้านไปหาใคร?" 


         แต่ก็นะ เรื่องแบบนี้ มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง โชคชะตาก็ส่วนหนึ่ง ทางเลือกของแต่ละคนก็ส่วนหนึ่ง 
         ...แต่คิดว่า ปัจจัยหลัก มันอยู่ที่การเลือกของคนเรามากกว่า ว่าชอบใจกับชีวิตแบบไหน



         สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความสุขให้ได้กับสถานะที่เป็นอยู่ หากวันหนึ่งใครสักคนจะเดินเข้ามาเพื่อเป็นคนของใจ ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่า ชีวิตจะเปลี่ยนไปรูปแบบใดบ้าง
         แต่ถ้าไม่ เราก็ต้องอยู่ของเราคนเดียวต่อไปให้รอด จนกว่าจะสิ้นชีวิตนั่นแหละ


         ก็ไม่เป็นไร กับความขี้เกียจเสียค่า maintenance ตราบใดที่ไม่รู้สึกโหยหาความรักฉันคู่รัก ก็อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆนั่นแหละ


         และถ้าเมื่อใดต้องการความช่วยเหลือด้านอื่นบ้างเป็นครั้งเป็นคราวแล้วล่ะก็


         ยืม(ผู้ชายของคนอื่น)ใช้ ก็ได้มั้ง    



           
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in