กลับเข้าสู่ช่วงต่อไปของรายการfungfa
วันพฤหัส 12.00 : โลกซ้ำซ้อนในข่าวทีวี

  • "ช่วงนี้มาดูคลิปวิดิโอที่ถูกส่งต่อและพูดถึงกันเป็นอย่างมากทางโลกโซเชียล" --- ในวันหนึ่งๆ ที่เปิดทีวีดูในชั่วโมงข่าว เราจะต้องเจอประโยคทำนองนี้ไม่ต่ำกว่าสามครั้ง (บางวันเจอภายในช่องเดียว ชั่วโมงเดียว) แทบทุกครั้งมักจะคิดว่า คนทำข่าวสมัยนี้หากินกันง่ายจังเลย ตื่นเช้ามาเปิดเฟซบุ๊ค เจออะไรแชร์กันสนั่น ก็เตรียมจับยัดลงเวลานาทีละหลายแสนได้เลย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น, เพราะสังคมก้าวหน้ามาก หรือเพราะไอเดียในการทำงานของสื่อยังย่ำอยู่กับที่

    ย้อนไปไม่ต้องนาน แค่สักสิบปีก่อนที่โทรศัพท์จะสามารถถ่ายรูปได้คมกริบกว่ากล้องดิจิตอล ยากเหลือเกินที่ใครสักคนจะได้ออกทีวี หากวันหนึ่งโชคดีมีคนถือไมค์ไปสัมภาษณ์คุณตอนที่เดินอยู่ตามถนน คุณจะอยากรู้แทบตายว่าเขาจะเอาภาพคุณไปฉายเมื่อไร ออกอากาศเวลาไหน กลับบ้านป่าวประกาศเรียกพ่อเรียกแม่มารอดูหน้าจอที่มีคุณออกอยู่แค่ไม่กี่วินาที มันคือจุดเล็กๆ ของการได้เป็น someone เป็นใครบางคนที่มีตัวตนขึ้นมา เหมือนการได้รับการกดไลค์ การคอมเม้นต์ชื่นชม (หรือแม้กระทั่งต่อว่า) เพื่อให้เราได้รู้ว่า มีคนมองเห็นเรา 

    หมดยุคที่เราจะถ่ายรูปเฉพาะในโอกาสพิเศษ เพื่อล้างและเก็บใส่อัลบัมไว้ในห้องนั่งเล่น รอให้แขกมาบ้านถึงจะได้อวด แต่เราสามารถอวดใครต่อใครได้ในทุกเวลา ทุกวาระโอกาส ทุกกิริยาการกระทำ ทุกสัดส่วนบนร่างกาย (ที่บางครั้งก็เป็นร่างกายของคนอื่นอีกต่างหาก)  จากทุกพื้นที่แม้จะเป็นที่ส่วนตัวที่สุดในบ้านของเราเอง

    เราอยู่ในวันเวลาที่ทุกคนถือกล้องเอาไว้ ในมือ หน้ารถ หลังรถ บนหมวกตอนปั่นจักรยาน ฯลฯ เพื่อหวังว่าจะได้มีภาพสวยๆ ไว้อวด และมีคนเข้ามาถูกอกถูกใจ เพื่อจะได้มีภาพที่รุนแรงสาแก่ใจพอที่จะมีคนแชร์และรุมก่นด่าเป็นเพื่อนเรา ตัวเลขที่พุ่งขึ้นบ่งบอกตัวตนที่พองใหญ่ และจะยิ่งพองใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นทางการก็ต่อเมื่อ ทีวีเอาไปเผยแพร่

    เราได้ผนวกทั้งสองยุคสองสมัยเข้าด้วยกัน ยุคที่ใครก็เป็นนักร้อง นายแบบ นางแบบ ตากล้อง บนโลกออนไลน์ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนเหล่านั้นฟินนาเล่ได้ ก็ยังคงเป็นการได้ออกทีวี ยิ่งออกคนก็ยิ่งรู้จัก ยิ่งออกยอดไลค์ยอดแชร์ก็ยิ่งพุ่ง ทีวีไม่ต้องเอากล้องมาถ่ายฉันแล้วก็ได้ แค่ฉันทำคลิปให้โดนก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ฉันจะได้ออกทีวี --- น่าสนใจที่ทีวีก็ยังคงทรงอิทธิพลอยู่ในยุคที่คนก็ดูทีวีกันน้อยลงไปแล้ว

    ที่น่ากังวลคือในบางครั้ง อิทธิพลนี้ก็ไปให้ค่ากับสิ่งที่ไม่ควรจะให้ค่า เผยแพร่คลิปบางคลิปที่อาจจะดูตลกแต่ไร้กาลเทศะสิ้นดี คลิปที่ปากผู้ประกาศก็บอกว่าดูรุนแรงแต่ก็ยังเปิดย้ำซ้ำไปซ้ำมา โดยไม่มีสาระสำคัญอะไร คลิปที่มีผู้เคราะห์ร้ายอยู่ในนั้น แต่ในเมื่อถูกส่งต่อกันมาอยู่แล้วก็คิดว่าจะเอามาขยายซ้ำเท่าไรอย่างไรก็ได้ โดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่อยู่ในภาพยินยอมพร้อมใจหรือไม่ ไม่เคยคิดว่ากับคนบางคนแม้จะเบลอทั้งหน้า เซ็นเซอร์ทั้งตัว เขาก็ไม่อยากให้ใครได้เห็นภาพนั้นเหตุการณ์นั้นอีกแม้แต่ครั้งเดียว แค่ถูกแชร์สนั่นก็แย่พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาไปออกทีวีเรียกแขกอีก

    มันทำให้เกิดคนสองประเภทขึ้นมาพร้อมๆ กัน พวกแรกคือพวกที่ทำยังไงก็ได้ให้คลิปตัวเองแรง สนั่น ฮือฮา กับอีกพวกที่ต้องทนแบกหน้าที่ไม่เหลือจะให้แบก รับกับความ แรง สนั่น ฮือฮา นั้น

    บางทีสื่อควรจะตื่นมามองดูด้วยว่า เราอยู่ในยุคที่มือถือเร็วกว่าทีวี ถ้านักข่าวส่วนใหญ่ก็ยังก้มหน้าเช็คข่าวจากบนมือถือไม่ว่าจะด้วยช่องทางใดก็ตาม คุณก็ช้ากว่าคนอื่นหลายขุมก้าวแล้ว ทำไมไม่ลองขยับถอยออกมาและมองว่า สมัยนี้ สื่ออาจจะไม่ใช่เรื่องของความเร็วเสมอไป ในเมื่อความรวดเร็วในการเข้าถึงข่าวสารเหตุการณ์ของเราเท่าเทียมกันหมด 

    คุณจะไปทำในสิ่งที่คนธรรมดาป้าขายข้าวแกงก็ทำได้ไปทำไม ในเมื่อคุณมีอภิสิทธิ์มากกว่านั้น มีสิทธิ์ที่จะเลือกที่จะให้ค่าและไม่ให้ค่ากับอะไร มีสิทธิ์ที่จะเป็นฝ่ายสร้างกระแส ไม่ใช่ตามกระแส หรือแม้แต่มีสิทธิ์ที่จะติดต่อผู้คนมากมายหลายสาขา ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับกระแสนั้น จะแก้ไข-รักษามันได้อย่างไร คุณมีสิทธิ์มากกว่าการที่เอาคลิปวิดีโอมานั่งเปิดดูซ้ำๆ พร้อมกับท่านผู้ชม

    ถ้าแค่นั้น เรามีเหตุผลอะไรที่ยังต้องเปิดดูข่าวทีวี

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in