MOVIECINEMASTILLHERE
ESCAPE FROM MOGADISHU | เมื่อพวกเขาต่างก็เป็น "เกาหลี" ที่ต้องหนีตายด้วยกันทั้งนั้น
  • Escape from Mogadishu คือชื่อหนังที่ทำเงินมากที่สุดในเกาหลีของปี 2021 จากฝีมือของผู้กำกับที่ทำหนังบล็อกบัสเตอร์เกาหลีมาหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น the Berlin file, Veteran และ Battleship Island อย่างรยูซึงวาน และแน่นอนว่าเรื่องนี้เพิ่งได้รับรางวัล Blue Dragon Award 2021 ไปด้วย (เย้ ๆ) 


    หลังจากอวยยศกันมายืดเยื้อนะคะ เรามารู้เรื่องราวกันสักหน่อย หนังเรื่องนี้เล่าจากเรื่องจริงของการหลบหนีออกจากสงครามกลางเมืองในโมกาดิชูช่วงปี 1990 ของสถานทูตเกาหลีเหนือและใต้ ที่ต้องจับมือกันเพื่อหาทางรอดอออกจากสงครามนี้และเอาชีวิตกลับบ้านอย่างปลอดภัย 



    จากตัวอย่างดูจะขายความทริลเลอร์ทริลใจหนีตายเยอะมาก ซึ่งถ้าให้พูดกันตามตรงมันอาจจะไม่ได้ทริลเลอร์หนีตายกันขนาดในเรื่องนะคะ อาจจะต้องเตือนกันไว้ก่อน เผื่อใครที่แวะมาอ่านรีวิวนี้แล้วไปดูทีเซอร์อาจจะคาดหวังความระทึกจัด ๆ อาจจะผิดหวังกันนิดหน่อย แต่งานโปรดักชั่นก็ควรค่าแก่การไปรับชมแน่นอน เพราะยกกองไปถ่ายกันที่โมรอคโคยาวนานกว่า 4 เดือน กันเลยทีเดียว

    "ต่อจากนี้ไปจะมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่องแน่เลยค่ะ

    ใครที่อยากไปดูเองอาจจะต้องระวังหน่อยนะคะ หรือไม่ก็ปิดบทความนี้ก่อนเลย

    เรากลัวจะทำให้หมดอรรถรสในการดูเหลือเกิน

    และมีการใส่ความคิดเห็นของเราเพิ่มเติมปะปนอยู่ด้วยนะคะ"



    Escape from Mogadishu เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของเกาหลีเหนือและเกาหลใต้ที่เข้ามาสานสัมพันธ์กับรัฐบาลโซมาเลีย ซึ่งอยู่ในเมืองโมกาดิชู เพื่อหาแรงสนับสนุนในการเข้าร่วม UN ในช่วงปี 1990 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดสงครามกลางเมืองในโซมาเลียที่มาจากความไม่พอใจในรัฐบาลเผด็จการ และนั่นทำให้เหล่าคณะทูตจากประเทศต่าง ๆ ต้องหาทางหนีตาย เอาชีวิตรอดจากโมกาดิชู


    แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องราวสงครามกลางเมืองแต่เรื่องหลัก ๆ ที่โมกาดิชูพูดถึงเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของสองเกาหลีที่ต้องมาขบเคี่ยวกันเพื่อเข้าหารัฐบาลเผด็จการนี่แหละซึ่งเขาเลือกที่จะเรื่องเล่าผ่านตัวสถานทูตเกาหลีใต้เป็นหลักเลยทำให้เรารู้สึกถึงการที่แอบกัดทั้งการเมืองในประเทศและรัฐบาลเผด็จการอยู่เนืองๆ

     

    เราค่อนข้างชอบในส่วนที่เขาเลือกจะหยิบการที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้สถานทูตต่างประเทศหยุดให้ความช่วยเหลือรัฐบาลและยิ่งฉากที่เปิดเทปเสียงที่อัดไว้เป็นแบล็กกราวน์ตอนที่ผู้ชุมนุมโดนทำร้ายหน้าสถานทูตยิ่งดูจะเป็นการตอกย้ำถึงความอิหลักอิเหลื่อที่เกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยมาได้ไม่นาน (แม้ช่วงนั้นจะยังอยู่ในพรรครัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากเผด็จการก็ตาม) ต้องมาสยบยอมต่อรัฐบาลเผด็จการเพื่อที่จะเข้าสหประชาชาติ

     

    ในแง่ความสัมพันธ์ของสองเกาหลีก็เล่าออกมาได้น่าสนใจกว่าหนังเรื่องก่อนๆ ของผู้กำกับรยูซึงวาน อย่าง Berlin file ที่ดูจะเป็นปัจเจกเสียมากกว่า ใน Escape from Mogadishu เราจะได้เห็นมุมมองในแง่ของการที่สถานทูตเป็นเขตแดนของประเทศนั้น ๆ ทั้งเกาหลีเหนือที่มองว่าการไปขอความช่วยเหลือ ขอไปอาศัยอยู่กับสถานทูตเกาหลีใต้ (ซึ่งก็เป็นการเข้าไปในเขตแดนของประเทศทางใต้) อาจจะส่งผลต่อสถานภาพทางการเมืองของพวกเขา หรือเป็นทางเกาหลีใต้ก็ดี ที่กลัวการที่ให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สถานทูตเกาหลีเหนือให้เข้ามาพำนักในเขตแดนโดยที่เขาเหล่านั้นไม่แปรพักตร์ จะเป็นการก่อกบฎ


    และนอกจากในแง่รัฐแล้วก็ยังเล่าในมุมมองของการที่พวกเขาทั้งหมดเป็นแค่มนุษย์ที่ติดอยู่ในสถาการณ์เสี่ยงภัยถึงชีวิตแน่นอนว่าในส่วนหนึ่งเขาก็คือตัวแทนรัฐบาล แต่ในท้ายที่สุดแล้วเหนือไปกว่าปัญหาการเมืองของแต่ละประเทศพวกเขาก็ต่างเป็นคนเกาหลีที่ต้องเอาชีวิตรอดด้วยกันทั้งนั้น ดีเทลเล็ก ๆ ที่ใส่ลงมา เพื่อแสดงถึงความเป็นมนุษย์ของพวกเขาน่าสนใจมาก จริง ๆ ชอบการใช้อินซูลินมาก แบบว่าไม่ว่าจะเหนือจะใต้เราก็เป็นคนเหมือนกันทั้งนั้นอะ ใต้เป็นเบาหวานได้ เหนือก็เป็นเบาหวานได้เหมือนกัน


    เราชอบที่เขาไม่ได้เล่าในแง่ว่าคนฝ่ายเหนือเป็นคนชอบกลั่นแกล้งแบบที่ตัวละครแทจุนกิเอาคนไปปล้นฝั่งใต้ฝ่ายเดียวแต่ก็ยังเล่าถึงการที่เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองฝั่งใต้อย่างคังแดจินก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและใส่ร้ายป้ายสีฝั่งเหนือเรื่องค้าอาวุธเหมือนกัน เลยแบบเออดูสกปรกทั้งคู่ไปเลยนะ แต่ก็แอบแซะไปด้วยหรือเปล่านะว่าพวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง หน่วยข่าวกรองก็อุบาทว์ด้วยกันทั้งนั้น 5555555555


    ไดอะล็อคเล็กๆ ที่ใส่มาเพื่ออธิบายถึงสภาพบ้านเมืองภายในเรื่อง ก็หยิบมาอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่นเอื้อผลประโยชน์ในครอบครัวก็ดี หรือเป็นการที่เจ้าหน้าที่สถานทูตก่นด่าเผด็จการแต่อีกคนบอกให้อย่าพูดเรื่องนี้หน้าเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองก็ดีดูเป็นดีเทลที่น่าสนใจดีว่าแม้จะได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยแล้วแต่ในกลุ่มอำนาจที่ไม่ได้เป็นพาร์ทการเมืองก็ยังต้องใช้เวลายาวนานในการถอดถอนอำนาจตรงนี้


    นอกจากจะเล่าถึงสภาพบ้านเมืองในช่วงนั้นแล้ว ยังแอบพูดถึงลำดับชั้นในสังคมเกาหลีไว้นิดหน่อย อย่างการที่ภรรยาทูตเลือกที่จะมองข้ามความแตกต่างของเหล่าคนที่อำนาจน้อยกว่าแล้วยึดตัวเองเป็นหลักก็ถือว่าเป็นการใส่มาที่น่าสนใจเลยทีเดียว หรือเรื่องของการที่ต้องจากบ้านมาไกล ทิ้งช่วงชีวิตที่จะได้อยู่กับลูกมาเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือการที่ตัวละครฮันชินซอง (ทูตเกาหลีใต้) ยึดติดอยู่กับความพยายามตลอด 28 ปีของเขา ก็เป็นการสร้างตัวละครที่น่าสนใจเลย


    ในส่วนของเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงอย่างแทจุนกิเองก็ดี หรือหน่วยข่าวกรองตัวคังแทจินเองก็ดี ด้วยความที่เขาเป็นหน่วยความมั่นคงเกาหลีเหนือในยุค 90 ก็อาจจะทำให้คนดูรู้สึกว่าพวกเขาชาตินิยมจัดก็เป็นได้ แต่เราว่าเขาเล่าตัวละครของทูตริมยงซู (ทูตเกาหลีเหนือ) ในแง่ของการเป็นทูตได้น่าสนใจดี ทั้งความเป็นมนุษย์ในดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการกลัวโดนวางยาในข้าว หรือในแง่ของนักการทูต ที่ใช้การเจรจากับทั้งฝั่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของตัวเองก็ดี หรือการคุยกับทางใต้ก็ดี ก็เป็นรายละเอียดที่ใส่มาได้ดีเลยทีเดียว


    มุมมองที่เล่าถึงสงครามกลางเมืองภายในเรื่องดูจะเป็นมุมมองของผู้สังเกตการณ์เป็นส่วนใหญ่เพราะเขาเลือกที่จะเล่าผ่านสถานทูตเกาหลีใต้เป็นหลักซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่ว่าเขาทำให้เรารู้สึกว่าเป็นหนังสงครามกลางเมืองที่มีมุมมองในการเล่าที่ไม่ค่อยคุ้นชินตาเหมือนกับหนังสงครามกลางเมืองเรื่องอื่นๆ ที่เคยได้ดู (ก็ไม่ได้ดูเยอะ) เท่าไหร่นัก และในท้ายที่สุดแล้ว คงเป็นเพราะว่าเกาหลีใต้ก็เป็นหนึ่งในชาติที่เจ็บปวดกับรัฐบาลเผด็จการเหมือนกันเราเลยได้เห็นแง่มุมที่เขาถ่ายทอดประชาชนที่ลุกฮือออกมาได้น่าสนใจ


    จริงๆ ในมุมของการเป็นผู้สังเกตการณ์ก็น่าสนใจแล้ว แต่ในช่วงสุดท้ายเรื่องก็ยังขมวดปมเพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของคนในแต่ละฝ่ายออกมาได้ดีมากทั้งในแง่ของประชาชนที่ก่นด่า และยืนกรานว่านี่คือประเทศของพวกเขาท่ามกลางทหารอิตาลีที่ประกาศว่าสถานทูตคือทรัพย์สินของรัฐบาลอิตาลี และทหารรัฐบาลที่เข้ามาแสดงซึ่งอำนาจที่มีพร้อมด้วยรถปืนกล อีกทั้งยังคงเน้นให้เห็นถึงความเลวร้ายของสงครามผ่านงานภาพมาตลอดเรื่อง


    บทสนทนาระหว่างพวกเขาเหนือใต้ในช่วงตอนสุดท้ายบนเครื่องบิน ก่อนที่จะถูกเส้นแเขตแดนทางการเมืองแบ่งกันอีกครั้งนั้น ก็เป็นไดอะล็อกที่ชวนประทับใจและใจหายจนวินาทีสุดท้ายจริง ๆ และสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ถูกแบ่งแยกกันด้วยเรื่องทางการเมืองอยู่ดี และต้องเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโมกาดิชูไว้เป็นความลับตลอดไป


    ท้ายที่สุดแล้ว เราก็ประทับใจการที่เขาหยิบความสัมพันธ์ของคนชาติเดียวกันที่ถูกแบ่งด้วยเขตแดนทางการเมืองมาเล่าให้เห็นในแง่ของความเป็นมนุษย์ว่าหลังถอดหัวโขนทางการเมืองออก พวกเขาต่างก็เป็นเพียงคนเกาหลีที่ต้องหนีตายออกจากสงครามกลางเมือง เท่านั้นเอง


    ------------------------------------------

    ขอบคุณมากนะคะที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ อะไรที่ผิดพลาดไปก็ขออภัยมาไว้ที่นี้ด้วยนะคะ

    ถ้าคิดเห็นยังไง หรืออยากพูดคุยกับเราทิ้งคอมเม้นท์ไว้ได้เลยนะคะ หรือจะทักทวิตมาเลยก็ได้ค่ะ

    ปล. นักแสดงเขาแบบครบเครื่องมาก เราก็ไม่รู้ว่าต้องชมอะไร ผู้กำกับก็มือรางวัล ทีมงานเขาแบบจัดจ้านอยู่แล้ว ก็ต้องขอบคุณมาก ๆ ที่สร้างสรรค์งานดี ๆ แบบนี้ให้เราได้ดูนะคะ

    ปล.2 ทีแรกกลัวจะมีปัญหาในการเล่าสงครามกลางเมืองในประเทศแถบนี้มากกกก แต่ก็ดีใจที่เขาใส่ใจในบทจริง ๆ เรื่องเลยออกมาได้เรียบร้อยแบบนี้

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Tipparath Tkijwuttikul (@fb1486839508377)
ขอบคุณมากๆค่ะ สำหรับรีวิวหนังเรื่องนี้ รีวิวได้งดงามเลยค่ะ มาเชียร์ให้ได้รางวัลกัน