I READ YOU A LOTilysm
Review | I'll Give You The Sun


  • I'll Give You The Sun
    by Jandy Nelson






               ถ้าให้นิยามความสัมพันธ์ที่มีต่อเล่มนี้ ก็เหมือนการมีคนที่รักอยู่ข้างตัวมาตั้งนานแต่เพิ่งมาเห็นคุณค่าของเขา ฮืออออ เราซื้อ I'll give you the sun มาไว้เกินปีแล้ว เคยหยิบมาอ่านราวๆ 40 หน้าแล้วท้อ ด่าแหลก อ่านไม่รู้เรื่อง ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ แต่เวลาผ่านไป ปัดฝุ่นอ่านใหม่อีกรอบ กลั้นใจมากเลยนะ กลัวอ่านไม่ได้ ปรากฏว่าคราวนี้จะวางก็วางไม่ลง ได้บทเรียนเลยว่าซื้อหนังสือมาแล้วต้องอ่านให้ถูกเวลาด้วย ครั้งนี้อ่านลื่นแล้วเพราะสมองมีคลังศัพท์เยอะขึ้น ๕๕๕๕๕๕๕๕๕ พออ่านแบบใจจดใจจ่อก็พบว่าเจอหนังสือเล่มโปรดเข้าแล้ว ดีงามเกินความคาดหมายมากๆ T_T



    รีวิวเวอร์ชั่นสั้นสุดสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ


    1.เรื่องย่อ: ฝาแฝดหญิง (Straight) ชาย (Gay) คู่หนึ่ง เติบโตมาด้วยกันแบบแยกจากกันไม่ได้ แต่แล้วดันเกิดเรื่องราวกับครอบครัวนี้ทำให้ความสัมพันธ์พวกเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล เป็น coming-of-age ที่ไม่สดใสลั้ลลาเหมือนหน้าปก ทำให้เห็นพัฒนาการตัวละคร ความผิดพลาด การเรียนรู้ การสูญเสีย การเติบโต ต่อสู้เพื่อความฝัน เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เป็นนิยายเนื้อดีอย่างแท้จริง 

    2. ตัวละคร: มีทั้งมุมที่ทำให้เราตกหลุมรัก และมุมที่ทำให้เราเกลียดแสนเกลียด ตัวละครมีมิติ ลึกซึ้ง แต่ก็มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์ คนพี่รู้จักความเชื่อแปลกๆ เต็มไปหมด เช่น เชื่อว่าถ้าผู้ชายให้ผลส้ม ผู้หญิงจะรักเขามากขึ้น หรือถ้ามองกระจกพร้อมกับคนอื่น วิญญาณจะสลับร่าง เจ๋งมาก ส่วนคนน้องชอบศิลปะ ในหัวจะวาดรูปอยู่ตลอดเวลา เหมือนมีพู่กันเคลื่อนที่

    3. เนื้อเรื่อง: เข้มข้นมากกกกกกกกกกกกก เรียกได้ว่าพลิกตลบไปมา สาหัสกว่า Young Adult เล่มอื่นที่เราเคยอ่าน สนุก เดินเรื่องไว สลับไปมาระหว่างอดีต-ปัจจุบัน สลับมุมมองคนเล่าเรื่อง ขยันเพิ่มปม คลายปม มีชั้นเชิงในการแต่งจริงๆ และยังบีบคั้นทางอารมณ์ ท้ายๆ นี่เราร้องไห้แทบทุกหน้า 

    4. ภาษา: ส่วนตัวคิดว่ายากประมาณนึง ศัพท์ไม่คุ้นเลย เพราะเรื่องพูดถึงศิลปะ พูดถึงธรรมชาติ ศัพท์ก็จะยากตามไปด้วย แต่โครงสร้างประโยคไม่ยาก ผ่านไปสัก 50 หน้าก็จะเริ่มชิน แต่ไม่แนะนำให้ซื้อสำหรับฝึกอ่าน 

    5. ระดับความน่าซื้อ: 5/5 อยากให้ซื้อนะเพราะว่ามันดีมากจริงๆ ยิ่งถ้าใครมีพี่น้อง หรือชอบอ่านแนวครอบครัว โคตรจะแนะนำ ทัชใจเรามากๆ ตลก เพลิน ช่วงที่ดราม่าก็ดุเดือด ครบรส และซ่อนนัยยะน่าคิดไว้เพียบเลย




    รีวิวฉบับเต็ม






    เรื่องย่อ 

               Jude และ Noah เป็นฝาแฝดที่สนิทกันมาก พวกเขามีเกม มีรหัส มีโลกของพวกเขาเอง ทว่าเวลาผ่านไป 3 ปี ทั้งคู่กลับห่างเหินและแทบไม่ได้คุยกันอีกทั้งๆ ที่ยังอยู่บ้านเดียวกัน ต่างคนต่างเปลี่ยนไปทั้งนิสัยและความคิด Jude ในวัย 16 ได้เรียนในสถาบันสอนศิลปะโดยเฉพาะ แต่ไม่ว่าเธอจะปั้นรูปอะไรก็ถูกพลังเหนือธรรมชาติทำลายยับเยินเสมอ เธอถูกยื่นข้อเสนอให้หาศิลปินผู้หนึ่งมาช่วยสอนเธอแกะสลักหินแทนการปั้น พร้อมๆ กับหาสาเหตุและทางแก้ไข ที่นำพาเธอกลับไปทบทวนเหตุการณ์ในอดีต ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว ความรัก ตัวตนของเธอ และความสัมพันธ์ของฝาแฝด




    ตัวละคร


    "Maybe some people are just meant to be in the same story."

     

                เรื่องราวเล่าสลับระหว่างอดีตปัจจุบัน โดย Jude (16) พี่สาวฝาแฝด จะเล่าเรื่องในปัจจุบัน ส่วน Noah (13) จะเล่าเรื่องในอดีต วิธีนี้ทำให้เราได้เข้าไปอยู่ในหัวของทั้งสอง เรียนรู้นิสัย เห็นพัฒนาการการเติบโต และเข้าใจความคิด เข้าใจการตัดสินใจของตัวละครแบบรอบด้าน 


                การออกแบบตัวละครดีมากจริงๆ เพราะว่าทั้ง Jude และ Noah มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง Jude จะมีความเชื่อแปลกๆ อินกับคำสอนคุณย่าหรือพวกไบเบิล ไม่ใช่ในแง่เคร่งศาสนา แต่เป็นพวกเรื่องเหนือธรรมชาติ เช่น ติดต่อกับคนตายได้ เชื่อว่าถ้าพกหัวหอมจะโชคดี ถ้าแอบหย่อนจดหมายรักหวานๆ ใส่แจ็กเก็ตผู้ชาย เขาจะตกหลุมรักเธอ หรือเชื่อว่าถ้าคนที่รักตายไป แล้วไม่ยอมปิดกระจกทุกบานในบ้าน วิญญาณของคนๆ นั้นจะติดอยู่ในบ้านตลอดไป ฯลฯ คือยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกอเมซิ่งอะ นังมีความเชื่อแปลกๆ เยอะมากกกกกก มีจริงไหมไม่รู้ แต่อ่านแล้วสนุก ได้ลุ้นว่านังจะทำอะไรแปลกๆ อีกให้ตัวเองสมหวัง โชคดี อะไรแบบนี้๕๕๕๕๕๕ ส่วน Noah ก็นิสัยประหลาดพอกัน เพราะชอบวาดรูปมากๆ ถึงขั้นคลั่ง วาดตลอดเวลา บางทีก็วาดอยู่ในหัว ซึ่งยิ่งอ่านจะยิ่งสัมผัสได้ถึงความมีจินตนาการล้ำๆ ของเขา (และของผู้เขียน) มีความน่ารัก น่าเอ็นดูแบบเด็กๆ แถมบางครั้งภาพที่ Noah วาดในหัว สื่อสารได้ดีกว่าตัวอักษรหรือคำพูดอีกนะ 


             นอกจากตัวละครจะมีนิสัยที่สุดโต่งแต่เข้ากันได้ดีแล้ว ตัวละครก็มีปัญหาของตัวเอง ที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ร้าวฉานในปัจจุบัน ตลอดเวลาที่อ่าน เราลุ้นระทึก เอาใจช่วย บางทีก็สงสารตัวละคร บางทีก็โกรธมากจนร้องกรี๊ด (แบบ literally กรี๊ดอะ เข้มข้นจนเราอินเบอร์นั้น) แต่คนเขียนเก่งมากที่ทำให้เรารักตัวละครเท่าๆ กัน ไม่สามารถเกลียดใครได้ลง เพราะเรารู้ว่าอะไรอยู่ในหัวพวกเขาบ้าง และรู้ว่ามัน shape ให้เขาเป็นคนยังไง ส่งผลให้เขาทำอะไร ตัวละครมีความเป็นมนุษย์สูง มีครบทุกมิติ ลึกล้ำเหมือนคนจริงๆ แต่ก็ยังจับต้องได้ในสเกลที่ทำให้เราอินตาม มองเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในตัวละคร อาจเพราะมีน้องสาวด้วย ก็เลยเข้าใจว่าเวลาพี่น้องทะเลาะกัน ดีกัน มันเป็นยังไง มันเป็นแบบในหนังสือเป๊ะๆ เลย ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ เรื่องนี้ทำให้เรารักทุกคน แม้แต่ตัวละครที่บทบาทน้อยๆ ก็ยังจับใจเรา ผู้เขียนทำให้เราไม่กล้าตัดสินใคร และเข้าใจคำว่ามนุษย์ทุกคนเป็นสีเทาแบบถ่องแท้เลย


               ที่สำคัญที่สุดคือตัวละครมี Character development ที่ชัดเจนมาก เห็นความแตกต่างของตัวละครในวัยเด็กและตัวละครในวัยรุ่นได้เลย และได้เห็นว่าพวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดยังไง ไม่ใช่แค่ในระดับผิวเผินด้วย คนเขียนเจาะลึกมากๆ เก็บทุกรายละเอียด ที่เรื่องนี้เป็น 1 ในนิยาย Coming of age ที่ดีที่สุดก็เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งความรัก ครอบครัว ความสัมพันธ์คนรอบข้าง การค้นหาอัตลักษณ์ตัวเอง การต่อสู้กับอุปสรรค การพยายามแก้ปัญหา ฯลฯ เรียกได้ว่าเราติดตามชีวิตของ Jude กับ Noah ชนิดที่โตไปด้วยกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวละครที่โต เราในฐานะคนอ่านเองก็โตตามไปด้วย 


               ส่วนในด้านอื่นๆ นอกจากครอบครัว ก็จัดว่าหนังสือปูทางอย่างดีเลย ครึ่งหนึ่งของเรื่องนี้คือความรัก เคมีตัวละครกับคู่คือรุนแรงมาก อ่านแล้วเขินบิด อ่านแล้วลุ้นหนัก อ่านแล้วเศร้า อ่านแล้วมีความสุขแทนตัวละคร ๕๕๕๕๕๕๕ ความรักก็มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายมุม ให้ตัวละครค่อยๆ เรียนรู้มันไป ชอบความรักของ Noah และเด็กหนุ่มของเขาเป็นพิเศษ ฮืออออ เป็น boy's love ที่อบอุ่นละมุนละไมจั๊กจี้หัวใจอีกเรื่องนึง เราชอบอ่านความรักเด็กๆ 13-14 นี่ชอบนัก แง๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕


               สรุปคือเรื่องการสร้างตัวละคร เราให้ 10/10 ทั้งสมจริง หลงรักได้ง่าย และอินกับทุกๆ สิ่งที่ตัวละครรู้สึก ไม่งั้นคงไม่ร้องไห้ตั้งแต่กลางเรื่องจนจบแบบนี้




    มีสปอยล์



                 จุดที่ชอบคือตัวละครครีเอทีฟมากกกกกกกกกกกกกกก remake the world ตามที่พอใจจริงๆ อะ ที่ประทับใจมากคือเกมแบ่งโลกเป็นส่วนๆ แล้วต่างคนต่างเป็นเจ้าของ แถมเกมนี้ตีแผ่ความสัมพันธ์ของพี่น้องได้ถึงแก่นจริงๆ ตอน Jude บอก "I'll give you the sun" คือคำนี้ลึกซึ้งกว่าเกมมากๆ เราคิดว่ามันแสดงความรักที่พวกเขายอมสละความสุขของตัวเองให้อีกฝ่ายได้ ทั้งเรื่องมันคือเรื่องของการแบ่งปันระหว่างพี่น้องนั่นแหละ แต่ว่ามันเป็นการแบ่งปันที่สเกลใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก คือสเกลครอบครัวเลยอะ ปัญหานึงของตัวละครและพี่น้องหลายคู่คือความอิจฉาริษยาและการชอบแข่งขัน ใครทำให้พ่อรักได้มากกว่า ใครทำให้แม่รักได้มากกว่า ใครเก่งมากกว่า ใครมีตัวตนมากกว่า ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็คือเหตุผลที่ทำให้ Noah สนิทกับแม่แล้วละเลย Jude เหตุผลที่ Jude ทำตัวเหลวไหลเพราะอยากให้แม่มองเห็น เหตุผลที่ Noah พยายามซ่อนความสามารถของ Jude และเป็นเหตุผลที่ Jude พยายามกีดกันไม่ให้ Noah ได้เข้าเรียนที่ CSA ความอิจฉาริษยาของพี่น้องมันรุนแรงและซ่อนอยู่ลึกจริงๆ นะ เพราะการต้องแบ่งความรักของพ่อแม่ทำให้เราไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ความรักเท่ากับอีกคนไหม และใครล่ะจะอยากได้ความรักน้อยกว่า ใครล่ะจะอยากแบ่งปัน 


                และบทเรียนสำคัญที่ทั้งคู่ได้เรียนรู้ก็คือการแบ่งปันกัน คำว่า "I'll give you the sun" จึงไม่ใช่แค่เกม แต่เป็นการร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ก่อขึ้น ยอมเสียสละ ยอมรับความผิด กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยกัน ซึ่งเมื่อเรากล้าที่จะต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า (รักฉากที่ Jude ระเบิดร้องไห้มาก ถึงจะร้องไห้ช้าไป 3 ปี แต่ก็คือสิ่งที่แสดงออกว่าเธอกำลังสู้กับปัญหาจริงๆ สักที) เราก็จะเติบโตขึ้น ยิ่งรู้จักตัวละครก็ยิ่งสะท้านใจ เชื่อว่าถึงไม่มีพี่น้องก็อิน เพราะเราก็เคยพยายามหนีปัญหาและหลอกตัวเองกันทั้งนั้น แต่การได้เห็นทั้ง Jude และ Noah เผชิญหน้าและยอมรับผิด มันก็ปลื้มปริ่ม ตื้นตัน จนน้ำตาไหล (อีกรอบ) จริงๆ นะ ให้ความหวังว่าเราเองก็อาจจะกล้าทำในสิ่งที่ถูกเหมือนทั้งคู่บ้าง


                ปล. มีจุดติอย่างเดียวคือประเด็น "I was too young" ของ Jude เหมือนคนเขียนปูจุดนี้ไม่ค่อยดี คือการ lose virginity ของนางไม่ได้ dramatic ขนาดนั้น สำหรับเรา ก็นางเต็มใจเองอะ๕๕๕๕๕๕ คือถ้าปูประเด็น "Do you want to be that girl" มาดีกว่านี้มันจะเมคเซนส์ เราแค่รู้สึกว่าอ่านเรื่อง age gap ในเรื่องแล้วงงๆ ว่าเวลาเรารักกันหรือมีเซ็กส์เราจะคิดเรื่องอายุขนาดนั้นจริงเหรอ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕


    หมดสปอยล์






    เนื้อเรื่อง


                “เข้มข้น วางไม่ลง เหมือนจุดไฟลุกใส่คนอ่านตลอดเวลา แต่เนื้อหาข้อคิดก็อัดแน่นมีความหมาย”

                

                การดำเนินเรื่องจัดได้ว่าสุดยอด คือช่วง 50 หน้าแรกอ่านแล้วง่วง งง ภาษาก็ยากอีกอีบ้า อ่านช้าเป็นเต่า แต่พอผ่านไปสัก 70 หน้า เราจับแนวทางเรื่องได้แล้ว เออมันเริ่มสนุก จากสนุกกลายเป็นมันส์มาก เข้มข้นมากถึงมากที่สุด ไม่เคยอ่าน Coming-of-age ที่มีปมขัดแย้งเยอะขนาดนี้ แล้วแต่ละตอนปมนึงขมวดแน่น อีกปมคลายออก สลับๆ กันไป มันทำให้เราค้างคาใจ อยากอ่านต่อเรื่อยๆ หลังๆ เราปะติดปะต่อเรื่องได้เอง และเดาได้เลยว่าจะเกิดอะไร แต่แทนที่จะรู้สึกแบบ โห่ เดาออกอะ ห่วย กลับรู้สึกตื่นเต้น ไม่นะ ฮือออ ถ้า Jude รู้จะเป็นยังไง ถ้า Noah รู้จะเป็นยังไง แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ไม่เอาๆๆๆๆๆๆ ในใจกรีดร้องดังมาก แล้วร้องไห้รอเลยอะ เพราะรู้ว่าดราม่าแน่ๆ บางตอนกลัวแบบไม่กล้าอ่านเลยนะ ขอวางพักก่อน พักหายใจ แล้วค่อยอ่านต่อตอนที่ใจพร้อม กายพร้อม โห ลุ้นเบอร์นั้น เพราะแบบนี้แหละมันถึงสนุก เป็นเรื่องแรกๆ สำหรับเราที่ไม่ได้สนุกเพราะเราไม่รู้ แต่สนุก เพราะเรารู้ แต่ลุ้นว่าตัวละครจะเป็นยังไง ผู้เขียนจะเดินเรื่องไปทางไหน และผู้เขียนก็กล้าทะลุทุกกรอบที่มีจริงๆ อะ บ้าบิ่นโคตร ไม่น่าหาได้ใน Coming of age เรื่องอื่นที่เนื้อเรื่องจะไม่แน่นเท่า และออกเนิบๆ ใสๆ เรื่องนี้คือดราม่าแต่ว่าไม่หดหู่หม่นหมอง ดราม่าแบบพีค เร้าใจ (?) วางไม่ลงไรงี้ ๕๕๕๕๕๕


                 สิ่งที่ดีไม่แพ้การดำเนินเรื่องคืออารมณ์ โอ้โหหหหหห  ทุกตอนอ่านเหนื่อยมาก หลังๆ นี่อ่านไปก็ร้องไป จบตอน ไปพัก กลับมาอ่านตอนใหม่ อีเหี้ยร้องไห้ต่อ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ มันได้เหรอ คือเป็นคนเซ้นซิทีฟอยู่แล้วด้วย ยิ่งมาอ่านเล่มนี้เหมือนทดสอบว่าจะเสียน้ำตาได้มากสุดแค่ไหน จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่อ่านหนังสือแล้วร้องสะอื้นขนาดนี้คือเรื่องไหน คนเขียนใช้ภาษาเก่ง ตัวละครเราก็ผูกพัน แถมปมกับเนื้อเรื่องก็ relatable เข้าใจทุกอย่างได้ดีไปอีก ถ้าอ่านแล้วไม่แม้แต่น้ำตาซึมคือเรากราบเลยอะ ใจนิ่งมาก แข็งแกร่ง เห็นงี้เรื่องก็ไม่ได้เศร้าโศกแต่อย่างใด จริงๆ ออกไปทางตลก คอมเมดีด้วย ภาษาที่ใช้น่ารักมาก ฉากที่หลุดยิ้มหลุดขำก็บ่อย แต่แวบต่อมาก็หน้าซีดใจสั่น เป็นการอ่านที่อารมณ์เหวี่ยงแบบมาราธอน ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ แต่เพราะแบบนี้แหละมันถึงจับใจ ตราตรึง ทำให้คนอ่านหลุดเข้าไปอยู่ในเรื่องได้จริงๆ


                   มาถึงปมเรื่อง เราชอบการผูกพล็อตมากกกกกกกกกกกกก คือสมเหตุสมผลมาก (irony เนอะ ทั้งๆ ที่ในเรื่องมีผีด้วย สุดยอด ๕๕๕๕) จริงๆ พล็อตไม่มีอะไรที่เราไม่คุ้นเคย การสูญเสีย การทะเลาะ การค้นหาตัวตน ความรักที่มีอุปสรรค ฯลฯ แต่ความพิเศษของ I'll give you the sun คือผู้เขียนพลิกปมไปมา เล่นกับปัจจุบันและอดีต ทิ้งให้เราลุ้นบ่อยๆ พีคในพีค เหมือนจะฆ่าคนอ่าน ไม่รู้จะรีวิวยังไงให้ไม่อวย เพราะชอบมากเลย สนุก เสพติด แต่ตอนจบค่อนข้างไวและคลี่คลายง่ายไปนิด เรายังรู้สึกว่าไปได้สุดกว่านี้ มันมีฟีลลิ่งแบบ อ้าว แค่นี้เองหรอ เหมือนกันนะ ๕๕๕๕๕


                    สุดท้ายคือเนื้อหาสาระ แม่เจ้าาาาาาาาาาาาาา เป็นเรื่องที่สอนได้ดีมากๆ เรื่องนึง เพราะอ่านจบไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องตีความ มันชัดเจนเลยว่าหนังสือพยายามจะบอกอะไรเรา ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะอ่านแล้วงง ประเด็นหลักๆ ก็พวกปัญหาความอบอุ่นในครอบครัว การไม่เปิดใจคุยกัน การไม่ยอมรับความผิด ความอิจฉา ความโกรธ การค้นหาตัวตน (มีเรื่อง gay identity นิดๆ แต่น้อยมาก ไม่ได้ explore เรื่องเพศขนาดนั้น) แล้วก็ชอบที่มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะดีและหลากหลายแขนง โดยเฉพาะเรื่องงานศิลปะ สมแล้วที่คนเขียนเรียนด้าน Fine arts 


                    สรุปได้ว่าเนื้อเรื่องก็ให้ 9/10 แบบ intense จนต้องทำมือจีบ ขนลุก อินแรง ร้องห่มร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด ถึงบอกว่าเป็น Coming of age ที่สนุกและดีงามน่าลองจริงๆ 



    มีสปอยล์


                 จริงๆ มีฉากที่ประทับใจเยอะเลย แต่ว่าฉากนึงที่ติดตรึงมากๆ คือฉากที่แกะเปลือกแก่นเรื่องออกมาชัดเจนและขนลุกมาก อ่านแบบ ขนลุกแล้ววว ขนลุกแล้ว นั่นคือฉากที่ Jude พยายามทุบเอาหินสลักรูป NoahandJude ออกมา ชอบที่นางทุบหินไปแล้วก็คิดสลับกับเหตุการณ์ในอดีตไป แล้วไต่อารมณ์พีคขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เรื่องที่เธอโกรธที่ Noah จะฆ่าตัวตายไปจนถึงที่เธออยากมีตัวตนในสายตาแม่ แล้วตอนที่ Jude สารภาพว่าทำความผิดใหญ่หลวงกับน้องชาย เราแบบ น้ำตาพรากกกกกกกกกกกกก แม่งเง้ยยยยยย แล้วพีคสุดตอนตัดไหล่รูปปั้นนางกับน้องออกจากกัน แล้วบอกว่า "I saved them" คือลึกซึ้งมาก จากที่เคยพยายาม Share soul กัน กลายเป็นทั้งคู่ต่างมีชีวิตและมีตัวตนเป็นของตัวเอง มันคือการเปลี่ยนแปลงและเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย 


    หมดสปอยล์




    ความรู้สึกส่วนตัว

                  หลังจากที่เขียนอวยมาทั้งหมด ก็ขอย้ำอีกรอบว่า I'll give you the sun ดีงามสมคำร่ำลือ ไม่ได้มาเล่นๆ และให้แสงตะวันกับชีวิตอันเหี่ยวเฉาของเราช่วงปิดเทอมมากๆ ๕๕๕๕๕๕๕๕ รู้สึกแอดเวนเจอร์กว่าดูหนัง และได้สำรวจความรู้สึก ชีวิตครอบครัว ประสบการณ์ตัวเองไปพร้อมๆ กัน บอกได้ว่าเป็นหนังสือที่อิมแพคกับใจอย่างรุนแรง อาจจะมีเรื่องที่สนุกกว่านี้ ลุ้นกว่านี้ แต่ถ้าในแง่ของอารมณ์และสภาพจิตใจถูกทำลายและฟื้นฟู (?) เรายกเล่มนี้ขึ้นหิ้งเลย แต่ต้องเตือนก่อนว่าภาษาเทียบกับ Young adult เล่มอื่น เล่มนี้ถือว่าอ่านยาก ศัพท์ยาก และใช้เวลาในการประมวลผลพอสมควร ปีก่อนหยิบมาอ่านแล้วเหนื่อย อืด เกือบขายทิ้งแล้ว แต่พอโตขึ้น มาอ่านอีกรอบจนจบ เออ มันคุ้มค่า ถ้าการอ่านอิ้งยังไม่คล่องนัก กลัวจะอ่านแล้วท้อเหมือนเรา T_T  แต่ก็ยังยืนยันจะให้ลองนะคะ ถ้าใครชินกับการอ่านนิยายอิ้งแล้ว เรื่องนี้พลาดไม่ได้จริงๆ

                    สุดท้ายนี้ เรื่องนี้โควทงดงามและดีพมาก หยิบมาใช้เก๋ๆ ได้หมดเลย 

                    ยกตัวอย่างหนึ่งในโควทที่เราช้อบชอบ

                    "What is bad for the heart is good for art" สิ่งที่ทำร้ายหัวใจนั้นล้ำค่าในการสร้างศิลปะ

                    บางทีเรื่องแย่ๆ ที่เราเจอ อาจจะนำพาไปสู่เรื่องดีๆ ก็ได้นะ นั่นแหละชีวิต 



    - ilysm.











Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in