I READ YOU A LOTilysm
Review | Autoboyography
  • Autoboyography
    by Christina Lauren






               จะบอกว่าตกหลุมรักเล่มนี้ตั้งแต่เห็นปกสวย ปกสวยมากกกกกกกกกกกกก แล้วไปอ่านเรื่องย่อ ผช 2 คนที่เจอกันในคลาสเขียนหนังสือ กรี๊ดดดดดด ต้องตำแล้วล่ะ T v T เพราะอินกับผู้ชายสาย academic พอมารวมกับการเขียนหนังสือนี่ทั้งคูลทั้งโรแมนติก แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือเรื่องนี้เจาะประเด็นศาสนาหนักมากเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นนิยายเนื้อดี มีสาระ ที่เขินจนเราจิกหมอนแทบขาด ถามคนในครอบครัวได้เลยว่าเห็นเรากรีดร้องเพราะเล่มนี้บ่อยแค่ไหน ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ อ่านจบเลยต้องรีบมาเขียนรีวิวให้ด้วยความประทับใจ นุซื้อนิยายถูกเล่มอีกแร้ว!


    รีวิวเวอร์ชั่นสั้นสุดสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ


    1.เรื่องย่อ: เด็กหนุ่มไฮสคูล 2 คน เจอกันในคลาสเขียนหนังสือ คนนึงเป็นนักเรียน อีกคนเป็น Teacher assistant ที่มาช่วยตรวจหนังสือ ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน แต่หนึ่งในพวกเขานับถือคริสต์นิกายมอร์มอน ซึ่งเป็นนิกายที่เคร่งครัดและไม่ยอมรับเกย์ ดีลกับประเด็น self-discovery, gender identity, religious beliefs, family bond ที่ทำให้เราหันมาตั้งคำถามกับแก่นศาสนาและบทบาทของครอบครัวที่มีต่อกลุ่ม LGBT 

    2. ตัวละคร: น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มีเสน่ห์ทั้งคู่เลย เคมีก็ดีงาม อ่านแล้วเขินบิดแบบไม่สามารถอธิบายได้ ฉากไหนซึ้งๆ ก็เสียน้ำตา เพราะว่าผูกพันกับตัวละครหนักมาก T_T

    3. เนื้อเรื่อง: เนื้อเรื่องค่อนข้างมีสีสัน กุ๊กกิ๊กน่ารัก คอมเมดีเบาๆ อ่านแล้วอมยิ้ม อารมณ์ดีกันไป แต่แทรกประเด็นหนักๆ เครียดๆ อย่างศาสนาเข้ามาเป็น conflict ดังนั้นอ่านไปก็จะได้มุมมองใหม่ๆ และได้แรงบันดาลใจให้สู้เพื่อกลุ่ม LGBT ต่อไป

    4. ภาษา: เมกันอิงลิชอ่านไม่ยาก ใช้ศัพท์ง่าย อาจจะมีสแลงหรือคำแปลกๆ หลุดมาให้เห็นบ้าง

    5. ระดับความน่าซื้อ: 4/5 เป็นนิยายชชเรื่องแรกที่เราอ่านแล้ว explore ความสัมพันธ์ของศาสนากับ Queer แบบเป็นแก่นเรื่องเลย เรื่องก็ครบทุกอารมณ์ แทบจะไม่มีอะไรให้ติ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง



    รีวิวฉบับเต็ม





    เรื่องย่อ

             Tanner ลงวิชา The Seminar ที่ต้องเขียนหนังสือส่งอาจารย์เล่มนึง และได้เจอกับ Sebastian ซึ่งเป็นนักเรียนเทอมก่อนที่อาจารย์เชิญมาเป็น Teacher Assistant ระหว่างที่ปรึกษาเรื่องหนังสือด้วยกัน Tanner ก็ตกหลุมรัก Sebastian อย่างรวดเร็ว แต่ Tanner รู้ดีว่าความรักพวกเขาแทบเป็นไปไม่ได้เพราะ Sebastian เป็น LDS (นับถือ Mormon) และมาจากครอบครัวที่เคร่งศาสนามาก และนิกายนี้ไม่ยอมรับผู้ที่มี Homosexual relationships แต่ยิ่งใกล้กัน ความรู้สึกเขาก็ยิ่งพัฒนาไปไกลจนเกินกว่า "Some stupid crushes" ที่เขาเคยคาดเอาไว้


    ตัวละคร

    “I don't think I've ever felt this worthless.”

     

                ตัวละครในเรื่องเป็นเด็กไฮสคูล กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยในปีหน้า กล่าวได้ว่านิยายเรื่องนี้ก็เป็น Coming-of-age อีกเรื่องที่พุ่งประเด็นไปที่การปรับตัวของเด็กวัยรุ่น ให้เข้ากับครอบครัว สังคม พยายามทำความรู้จักตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามกับค่านิยมด้านศาสนาไปด้วย

                เราชอบการออกแบบให้ Tanner เป็นบุรุษที่หนึ่ง คอยเล่าเรื่องทั้งหมด เพราะมันทำให้นิยายเล่มนี้เหมือนหนังสือที่ Tanner เขียนขึ้นมาจริงๆ แต่ขณะเดียวก็มีลักษณะเหมือนไดอารีด้วย เราเลยได้จมดิ่งลงไปในความรู้สึกของตัวละครและเกิดความผูกพันกับพวกเขาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว พอผูกพันแล้วก็อินง่าย อินเก่ง บทจะเขินก็เขิน บทจะเศร้าก็เศร้าตาม T_T ส่วน Sebastian คือน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกก น่ารักที่สุดในโลก T v T ยิ่งอ่านย่ิ่งตกหลุมรัก ตกหลุมรักกระทั่งความซับซ้อนของตัวละคร การได้เห็นว่าเค้ามี Inner conflict หนักหนาสาหัสแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้เราอยากเอาใจช่วยมากกว่าเดิม

                อีกจุดที่เล่มนี้ทำได้ดีมากๆ คือการเกลี่ยบท เห็นชัดเลยว่าไม่ใช่แค่ Tanner ต้องจัดการความรักตัวเอง แต่ Sebastian เองก็มีปัญหาเรื่องการยอมรับ gender identity ตัวเอง เพราะสิ่งที่ตัวเองเป็นขัดแย้งกับสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง และที่ศาสนาคาดหวัง ดังนั้นเขาควรจะทำยังไง ควรจะปฏิบัติตามคำสอนพระเจ้าหรือเป็นตัวของตัวเอง การ develop self-identity โดยมีอัตลักษณ์ Queer เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนี่เป็นขั้นตอนหลักๆ ของการโตเป็นผู้ใหญ่เลย

                แต่ปัญหาของตัวละครค่อนข้างซับซ้อน เพราะการจะใช้ชีวิตกับ identity ใหม่นี้ เขาต้องเปลี่ยนความคิด ความเชื่อเดิม และอาศัยความกล้าหาญอย่างมาก ดังนั้นตัวละครในเรื่องจึงมีชีวิตและมีมิติมาก มี Character development ที่ชัดเจน และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอีกนับล้านที่เจอปัญหาเดียวกัน

                อีกตัวละครที่สำคัญไม่แพ้กันคือครอบครัว คนเขียนจงใจให้ครอบครัวฝั่ง Tanner สนับสนุน LGBT อย่างเต็มที่ เปิดใจคุยกัน ตรงไปตรงมา เป็นครอบครัวที่ใจกว้างและรับฟังลูกๆ ในขณะที่ครอบครัวของ Sebastian แม้ภายนอกจะดู Nice และ Friendly แต่ซ่อนไว้ด้วยความไม่เชื่อใจกัน บรรยากาศที่อึดอัด และไม่รับฟังความต้องการของลูก ไม่ต้องอ่านก็รู้ว่าครอบครัวไหนจะเป็นผลดีต่อเด็กมากกว่า ผู้เขียนเนียนๆ สนับสนุนครอบครัวแบบ Tanner และวิพากษ์การกระทำของครอบครัวแบบ Sebastian มาในนิยายเรื่องนี้

                กล่าวได้ว่าผู้เขียนใช้ตัวละครคุ้มค่ามากกกกกกกกกกกกกกกก ทุกคำพูด ทุกการกระทำ มีเหตุผลของมัน ตัวละคร interact กันอย่างรุนแรง แต่ขณะเดียวกันตัวละครก็มีความลึก มีเสน่ห์ สร้างความเอ็นดูให้ผู้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ให้คะแนนเต็มกับการสร้างคาแรกเตอร์และผูก conflict ตัวละคร แถมตัวละครก็มีหลากหลายแบบ มีทั้งคนที่ต่อต้านและยอมรับ LGBT เป็นสังคมที่พัฒนาแล้วอะ ไม่มี bully ให้รู้สึกเซ็งแบบเจออีกแล้วเหรออออออ แต่เน้นไปที่ความเชื่อศาสนาที่มีผลต่อตัวละครมากกว่า 





    มีสปอยล์


              สาเหตุที่ยกประโยค “I don't think I've ever felt this worthless.” มา เพราะรู้สึกว่ามันสะท้อนอะไรในตัวละครเยอะดี เป็นประโยคสั้นๆ ที่บีบใจเรามากตอน Sebastian พูดออกมา สาเหตุที่เขารู้สึกแบบนี้ไม่ใช่แค่ครอบครัวเย็นชา ไม่คุยด้วย ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่เป็นเพราะเขาผูกคุณค่าตัวเองกับโบสถ์ กับศาสนา กับพระเจ้า กับครอบครัวมากเสียจนไม่เหลือพื้นที่ให้คุณค่าภายในตัวเขาเอง พอไม่มีใครมาให้คุณค่า เขาจึงรู้ว่าตัวเองไร้ค่า ทั้งๆ ที่เราทุกคนควรจะรู้สึกมีคุณค่าด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่ให้ใครมาตัดสินว่าเราดีไม่ดี ประเด็นนี้อันตรายกับวัยรุ่นมาก เพราะทำให้เขาหาตนเองไม่พบ และต้องใช้ชีวิตเพื่อ please คนอื่นมากกว่าเพื่อ please ตัวเอง เราเลยโคตรชอบเลยตอน Tanner พูดว่า "I don’t actually care if you break my heart, Sebastian...But I don’t want you to break your own. You have so much space in your heart for your church, but does it have space for you?” 

               Tanner แสดงให้เห็นว่าเด็กที่รู้จักคุณค่าตัวเองดีนั้นเป็นยังไง เขามีความมั่นใจ เขาตลกเฮฮา เขาใช้หัวใจนำก่อนเหตุผล ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนหนึ่งก็เพราะครอบครัวสอนเขา และทำให้เขารู้สึกเป็นที่รัก และเขา proud กับทุกสิ่งที่เป็นตัวเขาเอง สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนบอกเลิกจึงเป็นการที่ Sebastian ปฏิเสธตัวตนของตัวเอง ปฏิเสธ "that perfect part of him" ยิ่งอ่านยิ่งเรียนรู้จากตัวละครเยอะแยะมากมายและรู้สึกฮึกเหิม อยากจะรักตัวเองให้มากๆ รักคนอื่นให้มากๆ ขึ้นมาเลย

                ข้อเสียนึงคือนิยายจะ portray ผู้คนที่นับถือมอร์มอนในทางลบ อ่านแล้วจินตนาการภาพแบบคนที่หน้าไหว้หลังหลอกเลยสำหรับเรา ระหว่างที่เราอ่านก็คาดหวังไปหนังสือจะให้บทบาทมอร์มอนที่ใจกว้างและเปิดรับเกย์บ้าง แต่ก็ต้องผิดหวัง


    หมดสปอยล์





    เนื้อเรื่อง


    “เขินๆ อุ่นๆ เหมือนช็อกโกแล็ตร้อน แต่ซ่อนความขมขื่นและไอกรุ่นๆ เอาไว้อย่างแยบยล


               เดินเรื่องฉับไว ไม่เบื่อ มีอารมณ์ขัน แต่พอถึงฉากโรแมนติกนะ เขินมากกกกกก เขินบิด คนเขียนบรรยายดีงามเหลือเกิน บรรยายจนเขินแทนตัวละคร มีความละเมียดละไมอยู่ในทุกๆ สัมผัส ทุกจูบ ทุกกอดของทั้งคู่อะ บรรยากาศในเรื่องคือสีชมพูมุ้งมิ้ง นุ่มๆ ลอยๆ เหมือนเต็มไปด้วยฟองสบู่ ชุ่มฉ่ำใจมาก เราหลุดกรี๊ด จิกหมอน ก็บ่อยมาก ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ดังนั้นในแง่นิยายรัก เรื่องนี้ทำได้ 10/10 !! ฉากค่อนข้างเรียบง่ายไม่หวือหวา แต่ด้วยไดอะล็อกและความรู้สึกของตัวละคร แต่ละซีนจึงมีความหมายและทำให้เราเชื่อในความรักของผชสองคนได้ไม่ยาก

                อารมณ์ในเรื่องก็ดี ผู้เขียนมีชั้นเชิงในการค่อยๆ ไต่ระดับความตึงเครียดและเข้มข้นไปจนถึงไคลแมกซ์ บางช่วงเนื้อเรื่องก็ดาร์กมาก เพราะว่าเน้นประเด็นทางสังคม ไม่ดราม่าเท่าที่เราคิด แต่ก็เครียดๆ กดดัน ท้ายๆ เรื่องเรียกน้ำตาเราได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังกลมกล่อม กำลังดี ไม่มากไม่น้อย

               จุดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่การหยิบยกประเด็นมา discuss แบบโต้งๆ เลย หลายครั้งอ่านไปก็หยุดคิดไป พยายามทำความเข้าใจสาเหตุที่สังคมเป็นแบบนี้ ที่ตัวละครเป็นแบบนี้ เราเลยคิดว่า Autoboyography นี่สอดแทรกสาระเยอะนะ เพราะได้ความรู้เกี่ยวกับศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอนมาด้วยระหว่างที่อ่าน แต่ก่อนเรารู้แค่นิกายนี้เคร่ง ห้ามพูดคำหยาบ เช่น F* word หรือว่านิยมให้แต่งงานไว ตามวิถีพระเจ้า บลาๆๆ แต่ว่าในเรื่องนี้เค้าดึงลักษณะอื่นๆ เช่น ความสุภาพ ความนุ่มนวล และอีกมากมาย อ่านแล้วรู้สึกว่าแบบปฏิบัติของศาสนานี้ต่อสังคมดีพอสมควร แต่ก็ยังไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่านิกายนี้เชื่อว่าผญต้องคู่กับผช





    มีสปอยล์


                ประเด็นที่ตกค้างในใจเรานานสุดหลังอ่านจบ คือ  พระเจ้าหรือคนกันแน่ที่กำหนดค่านิยม เพราะ Sebastian พูดได้น่าสนใจว่าเวลาเขาสวดภาวนา เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำผิด ทำบาป เขาคิดว่าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นไปได้รึเปล่าที่แก่นแท้ของศาสนา ของนิกายนี้ ของพระเจ้า อาจจะยอมรับเกย์ก็ได้ แต่ผู้คนต่างหากที่รับมาแล้วกำหนดวิถีปฏิบัติสารพัดโดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆ พระเจ้าต้องการรึเปล่า เคยมีชาวคริสต์บอกเราว่าชาวคริสต์บางส่วนไม่ปิดกั้นเรื่องรักเพศเดียวกัน เพราะเขาเชื่อพระเจ้าเท่านั้นมีสิทธิตัดสิน แล้วคนอื่นๆ เป็นใครถึงมีอำนาจไปตัดสินว่ารักเพศไหนถูก รักเพศไหนผิด จริงๆ แก่นแท้ของศาสนาอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ผู้คนที่นับถือเองต่างหากที่ยึดติดกับ religious beliefs อะไรสักอย่าง แล้วอ้างพระเจ้าเพื่อ justify การกระทำตัวเอง Sebastian จึงเป็นตัวแทนของผู้ที่เดินตามกระแสพระเจ้าแต่ต้องไขว้เขวและขมขื่นเพราะการกระทำของผู้ที่นับถือศาสนาอย่างคนในครอบครัวเขาเอง


    หมดสปอยล์


                  ในด้านภาษา อ่านง่าย ศัพท์ไม่ยาก สามารถอ่านได้ติดๆ กัน เหมือนเราที่ติดงอมแงม ๕๕๕๕๕ รวมๆ แล้วเรื่องก็ถือว่าสนุก มีสีสัน ปมต่างๆ สมเหตุสมผล และน่าติดตาม ที่สำคัญเป็นนิยายเนื้อดี ตั้งใจที่จะสร้างค่านิยมใหม่ๆ ให้สังคม และขอให้สังคมเปิดใจกว้างๆ และมองศาสนาในอีกหลายแง่มุม นิยายเรื่องนี้เรียกร้องให้เรามอบความรักความเข้าใจให้กันและกัน หันมามองคนที่เจ็บปวดแบบ Sebastian มากขึ้น และต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่ม LGBTQ ต่อไป ประทับใจมากเลย



    ความรู้สึกส่วนตัว

                  อ่านนิยายชชมาไม่กี่เรื่อง แต่บอกได้เลยว่า Autoboyography เป็นอีกเรื่องที่ดีและอยากแนะนำ เรื่องนี้ explore ทั้ง queer identity, self-discovery and self-acceptance, family's impact, religious conflict และอีกสารพัดได้อย่างน่าสนใจ และเป็นนิยายที่ supportive กับกลุ่ม LGBTQ มากๆ อ่านไปถึงข้างหลังก็จะรู้ว่าผู้เขียนทำการบ้านเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก เอาทั้งประสบการณ์ตัวเองและคนรู้จักมาเขียน รวมถึงอ่านนิยาย LGBT ดูหนัง LGBT เป็นสิบยี่สิบเรื่องระหว่างที่เขียน Autoboyography เราชอบที่ถึงประเด็นจะหนักแต่ก็ยังสนุก น่ารัก โรแมนติก อิมแพคใจเราแรงๆ สามารถถ่ายทอดเนื้อหาหนักๆ ออกมาได้กลมกล่อมไม่ซับซ้อน ไม่กุมหัวตอนอ่านแน่นอน ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ แง จะต้องคิดถึง Tanner กับ Sebastian แน่ๆ ;__; เริ้บบบ


    - ilysm.



                  






                




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Nattanan Janperm (@fb1759923580719)
ติดตามอยู่นะคะ เขียนรีวิวดีมากเลย เลยไปถอยมาแล้วเล่มนี้555
ilysm (@ilysm)
@fb1759923580719 เย้ ลองอ่านดูนะคะ <3 หวังว่าจะชอบ