Let’s have Minimore fun!minimore
กิมมิกดีทำอย่างไรก็เตะตา รวมการนำเสนอ โฆษณา-สินค้า สุดครีเอททั่วโลก
  • ในชีวิตประจำวัน เคยเห็นโฆษณา แพคเกจสินค้า งานเขียนที่ต้องร้องว่า 'เฮ้ย เจ๋งจัง คิดได้ไง' กันบ้างมั้ย อย่างหนังสือที่ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเปิดอ่าน จากหน้า a-z แล้วจบ วิดีโอที่ทิ้งให้เรากลับไปตกตะกอนความคิด หรือสินค้าที่ส่งเมสเสจให้คนเห็นโดยไม่ต้องพูดจาอะไรให้มากความแต่เข้าใจ 

    ไอเดียดีๆ หาจากที่ไหนได้บ้าง... คำตอบคือหาได้ทุกที่เลย ในยุคนี้สมัยนี้สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความน่าสนใจของเรื่องหรือตีมหลักก็คือความน่าสนใจของการนำเสนอ นำเสนอยังไงถึงจะปังชนะใจผู้เสพงานได้ เรามาดูตัวอย่างจากโปรเจคต์เจ๋งๆ ทั่วโลกกันดีกว่า

    1. Invisible Stories เรื่องเล่าล่องหน

    เอ๊ะ เรื่องเล่าอะไรจะล่องหนได้ เอาปากกาหมึกล่องหนที่เมื่อก่อนเคยฮิตกันมาเขียนรึเปล่า หรือไปยืมผ้าคลุมล่องหนมาจากแฮร์รี่ คำตอบคือไม่ใช่เลย จริงๆ แล้วมันคือโปรเจคต์การเขียนเรื่องสั้นๆ ประมาณ 15-20 คำผ่านอินสตราแกรมในรูปสีขาวที่มีแค่ชื่อโปรเจคต์ ชื่อเรื่อง ชื่อและอายุคนเขียนเท่านั้น แล้วเจ้าเรื่องสั้นที่ว่าไปอยู่ที่ไหนซะล่ะ? ใครที่จะกดเข้าไปดูในแคปชั่นรูป ขอบอกเลยว่าคุณคิดผิดแล้ว เพราะเรื่องสั้นนี้ก็อยู่ในรูปสีขาวโล่งๆ นั่นแหละ แต่ต้องกดไปที่รูปก่อนนะ เพราะคำที่ใช้เล่าเรื่อง จริงๆ แล้วมันคือชื่อยูสเซอร์ที่ถูกแท็กนั่นเอง!

    (จาก instagram

    "น้ำในอ่างเป็นสีฟ้าหม่น ฉันบอกไม่ได้ว่ามันหม่นเพราะผมหรือใจของฉันที่กำลังร้องเพลงบลูส์เหมือนแฟรงก์ ซินาตร้าที่กำลังเป็นหวัด” - เรื่อง Thin Man

    ในที่นี้คนเขียนน่าจะใช้ pun (ใครสงสัยว่า pun คืออะไรเข้าไปอ่านได้ใน รู้จัก ‘Pun’ มุกเล่นคำในภาษาอังกฤษ มันฮาได้ชนิดเข็มขัดสั้นเลยเหอะ!) เล่นคำว่า blue หลายๆ ความหมาย blue สีฟ้า,เพลงบลูส์ และอารมณ์เศร้า
     

    (จาก instagram)

    “เธอมีตาสีวอลนัท มีกลิ่นเหมือนน้ำส้มสายชูกับชีส แต่ไม่ต้องคิดมากนะ มันหอมดี” -  เรื่อง แม่

    ตัวอย่างข้างบนเขียนโดยนักเรียนในโรงเรียน 826 Valencia องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่สอนการเขียนสำหรับเด็กอายุ 6-18 ปี ตั้งอยู่ที่ซานฟรานซิสโก หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ Dave Eggers 1 ในผู้ที่ตั้งองค์กรนี้เพราะเขาคือคนที่เขียนนิยายดังอย่างเรื่อง The Circle และ A Hologram for the King ที่มีแปลเป็นภาษาไทยและจะมีเวอร์ชั่นภาพยนตร์ออกมาให้แฟนๆ ชมกันทั้งคู่

    เห็นมั้ยนอกจาก Eggers จะเขียนหนังสือแล้วยังมีไอเดียทำองค์กรและโปรเจคต์เจ๋งๆ แบบนี้อีก เท่ฝุดๆ ไปเล้ย ความเจ๋งของโปรเจคต์นี้ก็คือการนำฟังก์ชั่นการแท็กกันในอินสตราแกรมมาใช้นี่แหละ จากฟังก์ชั่นปกติที่เราใช้ไว้แท็กเพื่อนกลับเอามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องได้


    2. Honest Tea = Honesty 

    บางคนที่เป็นขาประจำยูทูปอาจจะเคยเห็นหน้าของสองคนนี้มาบ้างแล้ว คือ Rhett และ Link นั่นเอง ทั้งสองคนเป็น youtuber ที่เริ่มต้นจากการสร้างวิดีโอจนตอนนี้มีบริษัทที่มีพนักงานพอสมควร โดย channel ของ 2 คนนี้มักจะนำเสนอคอนเทนต์สนุกๆ ที่คาดไม่ถึง มาวันนึงก็โพสต์คลิปชื่อ ‘Just being Honest’ ลงบน Youtube


    ตัวคลิปเป็นเรื่องของเพื่อนสองคนมานั่งคุยกันอยู่ในร้าน Wendy’s ร้านอาหารเฟรนไชส์ใหญ่ในอเมริกาแล้วมีเพื่อนอีกคนโทรมาพอดี สองคนนี้รีบบอกปัดๆ โกหกไปว่าติดธุระ ทีนี้นางผู้หญิงสองคนข้างหลังก็คุยกันว่า เธอๆ ไม่มีอะไรที่ฉันชอบมากไปกว่าความซื่อสัตย์ (Honesty) แล้วล่ะ พอเรทท์กับลิงค์ได้ยินก็ เออ...หรือว่าเราต้องกลับตัวเป็นคนซื่อสัตย์นะ วิดีโอทั้งคลิปก็เป็นการที่ทั้งสองคนไปแรพใส่คนที่เคยพูดโกหกใส่ เช่น "วันก่อนที่ฉันบอกโอเค จริงๆ ไม่โอเคนะ! ที่เรียกว่า man เพราะฉันจำชื่อแกไม่ได้ ก็ไม่ได้อะไรมาก แค่พูดตรงๆ *ยักไหล่*"
    ปรากฏว่าตอนจบถึงเพิ่งมารู้ว่าที่ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าอยากได้ไม่ใช่ Honesty แต่เป็น Honest Tea เมนูเครื่องดื่มใหม่ในร้าน (Pun intended นะจ๊ะ) 

    อ้าว สรุปนั่งดูแรพทั้งคลิป จริงๆ เป็นโฆษณาเหรอเนี่ย
    แต่ถ้าเทียบดูแล้วเป็นโฆษณาที่สนุกมากนะ เรามักจะเห็นบางโฆษณาที่เป็นการโฆษณาสินค้าเข้ามาตรงๆ จนเสียอารมณ์ บางโฆษณาซาบซึ้งมากแต่ก็ยังหาจุดเกี่ยวเนื่องกับตัวสินค้าไม่ได้ เรียกว่ามาทำให้รู้ชื่อแบรนด์เฉยๆ แต่โฆษณาอันนี้เป็นการเอาตัวสินค้ามาเล่นกับการโฆษณาแล้วครีเอทเป็นวิธีนำเสนอที่น่าสนใจ ดูแล้วรู้สึกสนุก


    3. บอกยังไงดีว่าเซ็กส์เสื่อม

    มาที่ของไทยกันบ้าง หลายคนคงเห็นซองบุหรี่อันนี้ตามแผงบุหรี่หลังแคชเชียร์เซเว่นที่อัดแน่นไปด้วยซองบุหรี่กับภาพโทษองบุหรี่อันสยองขวัญ

    (ภาพจาก Tobacco Labelling Resource Centre

    กระทรวงสาธารณสุขมีบังคับตั้งแต่หลายปีก่อนว่าซองบุหรี่จะต้องมีคำเตือนเรื่องโทษของบุหรี่ สายด่วนเลิกบุหรี่ และภาพเตือนโทษ มีสถิติออกมาบอกว่ารูปน่ากลัวเหล่านี้ทำให้คนอยากสูบบุหรี่ลดลง

    กำลังนึกภาพก่อนจะเป็นภาพนี้ คนคิดรูปนี้ว่าได้โจทย์เรื่องภาพเกี่ยวกับโทษของบุหรี่มาคงคิดไม่ยากเท่าไหร่ ก็ใช้รูปผู้ป่วยสิ โรคปอดโรคเปิด แต่ถ้าโทษจากบุหรี่ทำให้เซ็กส์เสื่อมล่ะ...จะใช้รูปไรดี จนออกมาเป็นภาพนี้ เก๋ดีนะ เป็นสัญลักษณ์บอกว่าถ้าสูบบุหรี่แล้วจะเซ็กส์เสื่อมนะ ถึงไม่มีข้อความบอกก็ดูเข้าใจง่ายดี และไม่ต้องใช้รูปน่ากลัวๆ ถึงจะมีก็จริง แต่ไอเดียการใช้ภาพสัญลักษณ์ นำเสนอแทนที่จะพูดออกมาตรงๆ เป็นวิธีที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยในแพคเกจสินค้าไทยๆ ที่ขายทั่วไปตามท้องตลาด


    4. ตราบลมหายใจสุดท้าย...จริงๆ

    **เนื้อหาวิดีโอไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อน**


    "กายที่เธอมองเห็นว่างาม
    สุดท้ายความเสื่อมทรามจะมาพรากไป
    ร่วงโรยลงในสายธาร ยามกาลเวลาหมุนไป
    ชีวิตต้องแตกสลายไม่มีเที่ยงแท้"


    เนื้อเพลงกับเสียงหวานๆ ของพี่ปานดังแว่วมาตามวิดีโอแต่พอมองตัววิดีโอกลับไม่หวานตาม แต่รับรู้ได้ถึงรสขื่นขมของชีวิต เริ่มแรกของวิดีโอเป็นภาพผู้หญิงสวยงาม แต่สักพักก็ค่อยๆ เสื่อม เกิดแก่เจ็บตาย จนร่างกายค่อยๆ เน่าเปื่อย มีหนอนไชและสลายไปในที่สุด

    เนื้อเพลงอาจจะพูดตรงๆ ให้ถึงสัจธรรมของพุทธศาสนาที่ว่าไม่มีอะไรเที่ยง แต่จะมีงานกี่ชิ้นที่นำเสนอภาพเน่าเปื่อยของมนุษย์ประกอบกับเพลงแบบนี้ มิวสิควิดีโออันนี้จัดทำขึ้นโดย บัวลอย ทีมเวิร์ค องค์กรไม่แสวงผลกำไร เป็นกลุ่มจิตอาสาภายใต้การดูแลของโครงการปทุมมามหาสิกขาลัย วัดปทุมวนารามร่วมกับ ปาน ธนพร

    มนุษย์เราบางทีก็มองความตายเป็นเรื่องไกลตัว แม้จะผ่านหูผ่านตาแทบทุกวัน มิวสิควีดีโอนี้มาช่วยเตือนให้รู้ว่าความตายมันไม่ได้ไกลขนาดนั้นนะ การนำเสนอคอนเซปต์ด้านความตายสอดคล้องกับทุกศาสนา ไม่ใช่แค่ศาสนาพุทธ ทำให้วิดีโอชิ้นนี้กระจายตัวเร็วมาก ก็ถือว่าประสบความสำเร็จนะ


    5. S by J. J. Abrams and Doug Dorst

    มินิมอร์มาแนะนำหนังสืออีกแล้วหรอ ใช่จ้ะ แต่นี่ไม่ใช่หนังสือธรรมดานะ นี่คือนิยายซ้อนนิยาย! อาจจะคุ้นชื่อ J.J. Abrams กันบ้างในฐานะผู้กำกับ แต่ S คือเรื่องราวเกี่ยวกับนักศึกษาชื่ออีริคและเจนนิเฟอร์ กับหนังสือเรื่อง Ship of Theseus โดย V.M. Straka (รูปเล่มหนังสือในกล่อง) ในแพคเกจของ S มีโน้ตและข่าวแทรกตามหน้าต่างๆ โดยทุกอย่างจะเชื่อมโยงกันและผู้อ่านมีหน้าที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน (ฟีลโคนันก็มา)

    (ภาพจาก amazon)

    ในยุคสมัยที่อีบุ๊กกำลังมาแรงขนาดนี้ คนมักจะพูดว่า "หนังสือตายแล้ว" ไม่จริงหรอก ตราบใดที่ยังมีคนคอยสร้างสรรค์ผลงาน และใช้วิธีนำเสนอที่ต้องอาศัยหนังสือ หนังสือไม่มีวันตายหรอก แล้วยิ่งหนังสือที่เรามีส่วนร่วมด้วยแล้ว ยังกับเกมไขคดีอย่างไงอย่างงั้นเลย


    6. อะไรในรูป hiderin5star 


    เวลาเลื่อนหน้าไอจี (instragram) ไปเรื่อยๆ เราก็ชอบมองอะไรสวยๆ งามๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพคน ภาพสถานที่ ภาพเพื่อน ภาพดารา พอกดเข้าไปไอจีใครเห็นคนนั้นมีการคุมโทน คุมตีมก็รู้สึกตื่นเต้น...พอมินิมอร์เห็นไอจีของคุณ hiderin5star ชาวญี่ปุ่นหลังจากเพื่อนในออฟฟิศแนะนำมาก็เป็นแบบนั้น เพราะทุกๆ รูปในนี้จะต้องมีแอปเปิ้ลประกอบอยู่ด้วยตลอดพร้อมกับผู้หญิงน่ารักๆ และฉากโทนสีสวย 

    พอดูแล้วก็รู้สึกมีอินสไปเรชั่นให้ลองทำอะไรแบบนี้บ้างเลย อยากลองซ่อนตีมอะไรไว้สักอย่างแล้วรอดูว่าจะมีคนมาเห็นอะไรในภาพ ในงานเขียนของเรารึเปล่า

    ในภาพธรรมดาที่เรามองอยู่ทุกวัน อาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ก็ได้นะ 


    7. คนสร้างเรื่อง Building Stories By CHRIS WARE 

    (ดูภาพอื่นเพิ่มเติมที่ FastCo Create)

    มาแนะนำหนังสืออีกเล่ม คงจะสงสัยกันว่ามันเป็นหนังสือยังไง เห็นแต่อะไรแยกส่วนกันเต็มไปหมด ทำไมในรูปหน้าหนังสือดูไม่ปะติดปะต่อกัน คำตอบคือ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ปะติดปะต่อกันน่ะสิ! (นี่ตอบแล้วหรอ) 

    หนังสือเล่มนี้ชื่อ Building Stories ก็ตรงตัว คือการสร้างเรื่องจริงๆ และเป็นเรื่องใน Building (อาคาร) จริงๆ เพราะเรื่องนี้เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับชีวิตคนที่อาศัยในอพาร์ตเมนต์ที่ชิคาโกของ หญิงวัย 30 กว่า คู่รัก รวมถึงหญิงชราเจ้าของอพาร์ตเมนต์ โดยเรื่องจะเริ่มหรือจบที่ตรงไหนก็ได้แล้วแต่ผู้อ่าน

    เห็นมั้ย หนังสือไม่จำเป็นว่าจะต้องมีไว้แค่อ่านก็ได้นะ เอามาต่อเล่น เรียงร้อยเรื่องเองก็ได้ ใครบอกหนังสือตายแล้ว ไม่จริ๊ง!


    8. ชอบกดไลค์ใช่กดแชร์นี่ Cyberbullying นะรู้เปล่า



    หลายๆ คนคงจะเห็นวิดีโอที่คนแชร์กันกระหน่ำของ Dtac ที่ออกมารณรงค์ให้คนตระหนักถึงภัยของ Cyberbullying หรือการกลั่นแกล้งรังแกกันทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น เป็นหนังสั้นที่กำกับโดยเต๋อ นวพล ผู้กำกับหนังเรื่องฟรีแลนซ์เกี่ยวกับการแชร์เรื่องราวในอินเตอร์เน็ต และนิสัยความอยากรู้อยากเห็นของคนทั่วไป 

    กิมมิกของวิดีโอนี้คือ วิดีโอนี้ไม่ใช่หนังทั่วไปนะ เพราะไม่ต้องดูจนจบก็ได้! ในคลิปจะมีฉากที่กรกระทำของตัวละครจะสามารถเปลี่ยนอนาคตของตัวละครอีกตัวและเนื้อเรื่องได้เลย ขึ้นอยู่กับคนดูว่าจะเลือกแบบไหน กดหยุด แล้วคลิกเพื่อเลือกตอนจบอีกแบบ หรือดูต่อไปจนจบในคลิปเดิม
    (มินิมอร์ดูทั้งสองคลิปจ้า มีเท่าไหร่เอามาให้หมด)




    การกระทำของเรากับในคลิป ก็เหมือนกับนิสัยการเสพสารทั่วไปในอินเตอร์เน็ต จะกดหยุด กดปิด หรือกดแชร์ให้เป็นเรื่องสนุกสนานของตัวเองและเพื่อนๆ ในไทม์ไลน์ อยากได้แบบไหนถามใจตัวเองดู

    นอกจากนี้ยังมีคนรวบรวมบรรดาคลิปโฆษณาไทยที่น่าสนใจอีกนะ ใครลองไปตามได้


     9. รูปเก่าเล่าเรื่องใหม่ Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children

    แนะนำหนังสืออีกเล่มก่อนจากกัน คราวนี้หนังสือไม่ได้ตัดได้ต่อได้ มาพร้อมโน้ตแต่อย่างใด แต่หนังสือเล่มนี้มาพร้อมรูป! อะ คงสงสัยว่าแล้วจะตกใจทำไม หนังสือปกติก็มีรูปประกอบเยอะจะตาย ลองมาตัวอย่างรูปในเล่มก่อน


    พอพูดชื่อเรื่องแล้วคงจะ อ๋อ หนังสือที่กำลังจะเป็นหนังไง หรือ อ๋อ หนังสือที่มีคนรีิวิวใน Makers เมื่อวันก่อนไง (บ้านพักพิงของเหล่าเด็กกลายพันธุ์ โดย menalin) อาจจะมีคนคุ้นรูปสองแฝดจากเทรลเลอร์ Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children กันมาบ้าง แต่รู้รึเปล่าว่ารูปพวกนี้ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อนิยาย แต่เป็นรูปที่มีอยู่จริงมาก่อนแล้ว?

    Ransom Riggs คนเขียนเล่าไว้ใน Huffingtonpost ว่าพวกรูปเก่าๆ พวกนี้ก็มาจากรูปที่เขาสะสมนั่นแหละ ซื้อมาจากร้านขายบ้าง ตามตลาดนัดบ้าง โดยนิยายเรื่องนี้เลือกจากรูปที่ "รู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน รูปที่ต้องกลับไปมองซ้ำรอบสองแล้วก็รอบสามจนแทบจะพาให้ฝันดีก็ไม่ใช่ร้ายก็ไม่เชิง ภาพที่เหมือนจะจ้องเราจากอีกฝั่งหนึ่งของห้อง" 

    ฟังแล้วน่าสนใจเลยใช่มั้ย บางทีงานใหม่ๆ ที่เกิดอาจจะไม่ได้มาจากอะไรที่ใหม่เลยก็ได้นะ หนังสือเล่มนี้สร้างเรื่องราวน่าสนใจจากภาพที่เคยเห็นผ่านตาใครมาบ้างสิบปียี่สิบปี แต่มีความหมายใหม่พอถูกสอดคล้องกับพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ


    10. แชร์สายรุ้งกับ Skittles


    เอ๊ะ ทำไมเจ้า Skittles ลูกกวาดหลากสีคล้าย m&m ถึงมีแต่สีขาวดำ มีรสใหม่ออกวางขายในตลาดรึเปล่า จริงๆ แล้ว Skittles สีขาวที่เห็นเป็น Skittles พิเศษเฉพาะสำหรับงานพาเหรดขบวน LGBTQ ในลอนดอน พร้อมกับวิดีโอโปรโมตที่ว่า สีรุ้งที่ควรเป็นที่สนใจและสำคัญที่สุดในงานน่าจะมีอยู่ที่เดียวเท่านั้น ก็คือสีรุ้งของเหล่าขบวนพาเหรดนั่นเอง 


    หลายคนออกมาแสดงความเห็นว่านี่เป็นการตลาดไง เพราะเทรนด์ตอนนี้กำลังพูดถึงคนกลุ่มเพศหลากหลายมากขึ้น Skittles จะมาเกาะกระแสล่ะสิ 
    เป็นเรื่องปกติที่แบรนด์ต่างๆ จะใช้กระแสเพื่อเพิ่มกำไรให้สินค้าตัวเอง สินค้าหลายชนิดติดสีรุ้ง แต่ก็เป็นเรื่องดีนะที่แม้แต่พื้นที่การตลาดก็เริ่มให้ความสำคัญกับคนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ เป็นการช่วยกระตุ้นการรับรู้เรื่องการมีอยู่ของกลุ่มคนเพศหลากหลาย

    การนำเสนอแบบนี้เลยมองได้ว่าได้กำไรทั้งสองฝั่ง ทั้งตัวสินค้าเองและกลุ่ม LGBTQ เอง เป็นการใช้กิมมิกที่ครีเอท คนสนใจกันเพียบเพราะพอเห็นคนก็ต้องอยากรู้ว่า เอ๊ะ สีรุ้งหายไปไหน



    การนำเสนอ การเชื้อชวนคนให้เข้ามาสนใจงานของเราไม่ได้มีแค่วิธีใช้ clickbait นะ ใครอยากเขียนหรือสร้างโปรเจคต์อะไรอาจจะไม่ต้องคิดถึงเรื่องไกลตัวเลย เรื่องใกล้ตัวที่เราเห็นจนชินตาอาจจะกลายเป็นเรื่องน่าสนใจไม่จำเจก็ได้ถ้าลองใช้กิมมิกที่คนอื่นคาดไม่ถึง เพื่อนคนไหนดูแล้วไฟแรง อยากเขียน อยากถ่าย อยากวาด พื้นที่ Makers กำลังรอให้มาแต่งแต้มสีสันกันนะ มาเล่นกันเถอะ มาเล่นกันเถอะ :>



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in