ExperimentalCartoon Keerhathikorn B.
Incredible INDIA : กอลกาต้า / ดาจิลิ่ง
  • ตลาดสด กลัวไม่สดจริง เอาไก่มาเป็นๆจับใส่กรง ลูกค้าอยากซื้อก็เดินมาเลือก พ่อค้าจับเชือดสดตรงนั้น เป็นอันจบพิธีการค้าขาย พวกผัก ผลไม้ มีอยู่เยอะมากกก หลักๆก็มันฝรั่งกับหัวหอม เวลาชั่งใช้ระบบmanual เอาเหล็กใส่ถาดไว้ด้านนึง แล้วเอาของที่เราจะชั่งไปวางไว้อีกด้าน ให้น้ำหนักมันเท่าๆกัน 
    อินเดียก็มีซุปเปอร์มาเก็ต ห้างที่ไปเปรียบดั่งเอ็มบาสซี่ พารากอนบ้านเรา ของแบรนด์เนมเพียบ มีทุกอย่างเหมือนซุปเปอร์บ้านเรา ของนำเข้าก็มี แต่ที่ต้องยอมรับคือราคาของที่ขาย ต่อให้เอามาขายร้านด้านนอก ก็จะขายเท่ากับในซุปเปอร์อยู่ดี เพราะมีราคาแปะไว้ด้านหลังสินค้าทุกอัน ไม่มีการขายน้ำเปล่าราคาสูงกว่าเซเว่นเหมือนบ้านเราแน่นอน มีร้านหนังสือภาษาอังกฤษที่ราคาถูกมากกกกกก ถูกกว่าkinokuniyaประมาณครึ่งนึงได้ 
    การคมนาคมดีก็มีทุกชนิด แท็กซี่ รถไฟฟ้า รถราง รถเมล์ ตุ๊กตุ๊ก แล้วแต่จะเลือก แต่การขับรถที่กอลกาต้านี่เรียกได้ว่า มหาโหด บีบแตรกับตลอดทาง ใครเดินข้ามไม่ดูทาง ก็โดนคนขับตะโกนออกไปว่า แต่เขาไม่ชนคนกันนะ ส่วนใหญ่จะชนกันเองมากกว่า รอยบุบของรถคือนิพพาน รถไฟสีน้ำเงินเป็นรถไฟที่ไว้ขึ้นไปเมืองดาจิลิ่ง (Darjeeling) ใช้เวลาเดินทาง 8 ชั่วโมง เหมารถขึ้นไปจะเร็วกว่าถ้ารถไม่ติด ประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึง แต่เมืองดาจิลิ่งเป็นเมืองที่อยู่บนเขา อย่าคิดว่ารถไม่ติด มันมีสองเลน ถ้ามีเลนนึงทำถนน ระยะ500เมตร นี่ติดไปชั่วโมงนึง รถไฟของอินเดียก็ระทึกไม่แพ้กัน เพราะทั้งโบกี้เราเป็นผู้หญิงคนเดียว แต่ก็รอดมาได้ รถไฟเป็นแบบนอนสามชั้น ชั้นบนสุดจะเป็นเอกเทศมากสุด คนที่จองรถไฟให้เรา จึงเลือกด้านบนสุดให้เรา เพราะชั้นกลางและชั้นล่าง ต้องรอคนอื่นๆง่วงก่อน ถึงจะปรับพนักพิงขึ้นมาให้กลายเป็นเตียงได้ ความกว้างก็เตียงก็แค่พลิกตัวได้อย่างอึดอัด และเพราะกลัวของจะหาย เดี๋ยวรองเท้าหายอีก เลยตัดสินใจนอนทั้งๆที่ใส่รองเท้า ปรากฏว่าแขกตะโกนว่า ว่าทำไมไม่ถอดรองเท้ามาว่างด้านล่าง เรากลัวหายไง สรุปต้องถอดรองเท้าแล้วเอารองเท้าไปไว้ด้านหลัง นอนทับรองเท้าไปตลอดคืน นอนยังไงก็ไม่หลับ เพราะเวลารถไฟเบรคจะมีกลิ่นกำมะถันลอยมาตลอด ซิมที่ซื้อมาก็ดันเป็นยี่ห้อไม่ดี เล่นเน็ตไม่ได้ ก็ต้องรอให้ง่วงแล้วหลับไปเอง ถามว่าอยากกลับไปขึ้นรอบที่สองมั๊ย ก็คงตอบเลยว่าไม่ 
    กระจกสีด้านหน้าสถานีรถไฟฟ้า คิดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษ เพราะมีทุกประตูทางเข้า-ออก และเสาด้านในของรถไฟฟ้าอีก เรื่องราวในกระจกสีจะแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันเลยสักสถานี ราคารถไฟฟ้าก็ถูกมาก สุดสาย 30 รูปี ประมาณ 15 บาท มีโบกี้สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ในโบกี้ก็จะไม่มีผู้ชายอยู่เลยสักคน รถเมล์ก็เหมือนกัน ด้านซ้ายของรถ จะเป็นที่นั่งสำหรับผู้หญิง แต่ถ้าผู้หญิงมานั่งไม่เต็ม ผู้ชายก็สามารถนั่งได้ ถ้าหากมีผู้หญิงขึ้นมาเมื่อไหร่ ผู้ชายก็จะลุกขึ้นให้โดยอัตโนมัติทันที โดยที่ผู้หญิงไม่ต้องตั้งกระทู้ในพันทิปหรือโพสสเตตัสเรียกร้องใดๆ เขาทำกันเป็นนิสัยจนเคยชิน 
    ความเป็นอยู่ของที่นั่น เราแยกวรรณะไม่ออกด้วยตาเปล่า แต่เรารู้ว่ามันยังคงมีอยู่ เราแยกได้เฉพาะชนชั้นมากกว่า ว่าใครชนชั้นล่างหรือชนชั้นกลาง ซึ่งคนชนชั้นกลางก็คล้ายๆกับเรา แต่ชนชั้นล่างเนี่ยสิ น่าสนใจ เพราะคนชนชั้นล่าง คือพวกใช้แรงงาน เขาจะไม่ค่อยได้มีอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคแบบเราๆใช้กัน เวลาเห็นเราถือกล้อง เขาจะจ้องแล้วรวบรวมความกล้าเรียกเราให้ถ่ายรูปเขา แล้วขอดูรูป เขาพยายามกันมากๆ เพราะเขาพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ ตอนเย็นๆก็จะมารวมกันซื้อขายของ พวกมีด พร้า เอาไปไว้ใช้ทำงานนั่นล่ะ ส่วนการอาบน้ำก็ใช้น้ำสาธารณะข้างทาง อาบน้ำ ซักผ้า สระผม แปรงฟัน ก็แค่เดินไปเปิดก๊อก น้ำก็จะไหลลงมาให้ใช้ ก๊อกพวกนี้ก็จะอยู่ตามข้างทางบ้าง ในซอยบ้าง เหมือนน้ำดื่มฟรี ก็จะปรากฏอยู่ตามรายทางให้เห็นเรื่อยๆ
    คนแถวแม่น้ำคงคาก็เป็นชนชั้นล่างเช่นเดียวกัน อาบน้ำก็จากแม่น้ำคงคาเนี่ยแหละ แต่เป็นปลายสายล่ะ ลานกว้างๆก็เอาไว้ขับถ่าย มีคนเดินเก็บขยะ มีเด็กมาเล่นกัน มีโรงเรียนสอนมวยปล้ำ มีคนมาให้ทำพิธีบ้าง มียายคอยเลี้ยงหลานและแบ่งขนมกันกิน คนขายขนม เวลาเอาขนมมาขาย เด็กก็จะรีบวิ่งเข้าไปซื้อ เพราะราคาไม่แพง มีคนเดินมาสะกิดแล้วให้เราถ่ายรูปให้ก็มี 
    ตึกที่เห็นจะมีแบบได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษด้วย สลับๆกับตึกแบบปกติ แต่เห็นตึกสไตล์อังกฤษเรื่อยๆตามถนน ไม่ได้เยอะ แต่ก็ไม่น้อยเลยพิธีแต่งงานแบบคาทอลิค มีซุ้มและมีม้านำขบวนประมาณ 6-8ตัว ลากเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่นั่งอยู่บนเกวียนไป แต่ศาสนาในอินเดียค่อนข้างหลากหลาย สัดส่วนไม่ชัดเจน มีตั้งแต่ พุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกซ์ และการนับถือเจ้าแม่อีกเป็นร้อย เจ้าแม่ที่คนนับถือมากๆหน่อย คือ เจ้าแม่กาลี เราได้มีประสบการณ์ไปไหว้เจ้าแม่กาลีในเมืองกอลกาต้ามา คนยอมยืนต่อคิวรอเป็นชั่วโมงๆ เพื่อได้เคารพสักการะรูปปั้นแค่เสี้ยววินาที ในสถานที่ต้องถอดรองเท้า และพื้นสกปรกมาก เดินเข้าไปตามทาง หรือจะลอยเอาก็ได้เพราะคนเบียดมาก ด้านหน้าประตูกว้างประมาณ1เมตร มีคนคุมประตูยืนเฝ้าอยู่2คน ด้านในประตูจะมีรูปปั้นเจ้าแม่กาลีอยู่ เวลาถึงตาเราที่อยู่ด้านหน้าประตู เราต้องไหว้และก้มเข้าไปในประตูเพื่อให้เห็นรูปปั้นมากที่สุด เพราะเป็นความเชื่อของเขา แต่ความจริงคือ คนเฝ้าประตูผลักเราเข้าไปด้านใน เราพยายามจะตะกายออกมา เพราะคนเบียดมาก อากาศไม่ระบาย กลิ่นธูปตลบอบอวลไปหมด พอรอดมาได้ ถึงได้เห็นการฆ่าลูกแพะสีดำเพื่อบูชาเจ้าแม่กาลี ด้านทางออกเป็นต้นไม้ไว้ขอพร ศักดิ์สิทธิ์เทียบๆกับเทพทันใจ ขอปุ๊บได้ปั๊บ จึงมีคนมาแก้บนมากมาย มีทั้งมายืนสวดมนต์บ้าง หรือแม้กระทั่งอุ้มลูกวัยไม่ถึงเดือนมาขอพร 
    สุสานของคริสเตียน ที่คิดว่าเป็นคริสเตียนเพราะเห็นแต่พระเยซู ไม่เห็นแม่พระ (แต่หากมีผู้รู้จริงๆสามารถแย้งได้นะคะ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง)
    เด็กน่ารักดี ชอบให้เราถ่ายรูปเขา ถึงแม้ว่าตอนที่เราถ่ายรูปเขาอยู่ พ่อเขากำลังจะพยายามโกงเราอยู่ก็ตาม ครอบครัวของชนชั้นล่างมากๆ การเลี้ยงลูกก็แตกต่าง เนื้อตัวลูกมอมแมม พยายามหยิบขวดน้ำจากพื้นที่คนอื่นทิ้งเพื่อเอาไปรองน้ำกิน ทั้งครอบครัวมีทั้งพี่สาว น้องสาว สามีพี่สาว สามีน้องสาว ยาย และอายุลูกกับแม่อายุห่างกันไม่เกิน15ปี ขนฝืนมาเต็มไปหมด ลูกก็ตะกายไปหยิบอาหารที่เก็บไว้ออกมากินตอนหิว แม่โชว์ถุยน้ำลายระยะ 2 เมตรให้คนเดินผ่านไปผ่านมาดู เพศที่สามในอินเดีย ที่เห็นคือค่อนข้างน้อยมาก ต่อให้มีก็จะไม่มีการแกรนด์โอเพนนิ่งเกิดขึ้น เพราะที่นี่ไม่ยอมรับ ถึงขนาดที่ว่ากะเทยแต่งหญิงนี่ไม่มีใครรับเข้าทำงาน จนต้องมาเป็นขอทานตามท้องถนน ใครโดนพวกกะเทยด่าถือว่าเป็นคำสาปแช่ง แต่ที่นี่ก็มีทอม มีตุ๊ดเหมือนบ้านเรา แค่ยังคงไม่แสดงออกมากนักที่เห็นมา ทอมแค่ตัดผมสั้น ดูเป็นผู้หญิงห้าวซะมากกว่า ส่วนตุ๊ดก็อาจจะท่าทางออก แต่ไม่ถึงขนาดแต่งหน้า ใช้รองพื้น แย่งแป้งพัฟกันแบบบ้านเรา คิดว่ามันน่าจะเป็นเพราะสภาพสังคมที่เขาไม่เปิดกว้างมากกว่าหลักศาสนา
    เอนเตอร์เทนเม้นต์ในอินเดียยยยยยย ไปดูJungle bookมา พากษ์ฮินดี ดูไม่รู้เรื่องเลยยยยยยยย ตั้งใจจะไปดูหนังอินเดีย แต่โรงหนังของอินเดียไม่มีหนังให้เลือก มีเรื่องไหนดูเรื่องนั้น หนังเข้าหกโมงเย็น คือ หกโมงเย็นฉายปั๊บเลย แต่ๆๆๆ มีพักครึ่งให้ออกมาซื้อป๊อบคอร์นและน้ำกิน สักพักหนังก็กลับมาฉายต่อ โรงหนังไม่เงียบ ใครอยากทำอะไรก็ทำ เล่นโทรศัพท์ หรือจะปรบมือลุ้นตามหนังก็ได้ ราคาหนัง3Dประมาณ200รูปี ถูกก็จริง แต่คุณภาพจอค่อนข้างแย่ โรงหนังจะมีสองชั้น เป็นชั้นธรรมดา เก้าอี้เหล็กกับชั้นพรีเมี่ยมเป็นเบาะ คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกเป็นเบาะมากกว่า แทบไม่มีใครนั่งชั้นล่างเลย แต่พวกละคร เอ็มวี เพลงของอินเดีย เราว่าใช้ได้เลย ละครไม่มีตบตีกันแบบบ้านเรา ช่องเคเบิ้ลในอินเดียก็มีเยอะมาก ละคร ซิทคอม ละครพีเรียทก็มี วัยรุ่นก็มี รายการอาหารก็มี รายการพาชิมก็มี โปรดักชั่นก็ค่อนข้างดีด้วยซ้ำน่ะ 
    (ตัวอย่างเพลงที่เราชอบ)
    ชนชั้นล่างส่วนใหญ่คือพวกใช้แรงงาน สกิลการแบกของบนศีรษะนี่เทพมากๆ อาชีพรับจ้างทั่วไปก็มีให้เห็น รับจ้างแบกของ แบกตั้งแต่ อิฐ ถังแก๊ส ตู้เสื้อผ้า วิธีการแบกคือเอาผ้าพันรอบศีรษะแล้วพันล้อมกับสิ่งของไว้ ก็ค่อยโน้มตัวลงไปด้านหน้าเพื่อถ่ายน้ำหนัก จากนั้นก็เดินไปส่งตามบ้าน สตรีทฟู้ดก็มีคนขายผลไม้ ผลไม้รวมก็มี แล้วแต่เราจะสั่งเขากี่ชนิดก็ตาม เขาก็จะใส่จานมาให้เดินกิน มีข้าวโพดเผาเลม่อนด้วย อร่อยดี
    ช่างตัดผม ช่างขัดรองเท้า มีให้เห็นตามถนนตลอดทาง หรือแม้กระทั่งด้านในซอกตึกก็ตาม คนขับเกวียนก็มีคนมาใช้บริการตลอด ราคาแล้วแต่ตกลงกัน ตลาดขายดอกไม้ ค่อนข้างคึกคักมากๆ เสียงดังตลอด มีทั้งขายส่ง ขายปลีก ส่วนอาชีพที่น่าแปลกที่สุดคือ อาชีพทำถนน ที่มันแปลกคือ ถนนในอินเดีย จะมีหินนูนๆขึ้นมาตลอดทางในระยะเท่าๆกัน วิธีการทำคือใช้คนทำ เวลาลาดยางเสร็จ จะใช้ชะแลงขุดให้เป็นรูแล้วค่อยเอาหินใส่เข้าไปในรู แล้วค่อยกลบยางให้เรียบร้อย 
    หาเสียงเลือกตั้งในอินเดีย เหมือนขบวนพาเหรด มีวงดุริยางค์นำ แล้วมีคนโบกธงเดินตาม แต่งชุดเป็นธงชาติอินเดียผสมๆกับชื่อของนักการเมืองคนนั้น ขบวนก็จะมีเสียงปลุกใจตลอดเวลา มีการส่งเสียงดังตลอดทาง ด้านหลังขบวนก็คือรถบรรทุก ไว้ให้นักการเมืองอยู่ด้านบนแล้วพบปะประชาชน อินเดียมีพรรคที่เป็นคอมมิวนิสต์ลงเลือกตั้งด้วย แต่ไม่รู้นะว่าผลการเลือกตั้งเป็นยังไง
    ส่วนวิธีการหาเสียง ก็คือพ่นกำแพงไง ง่ายดี พ่นเป็นเบอร์ เป็นคำพูด ส่วนป้ายประกาศต่างๆก็โดนติดตามประตู แต่สิ่งที่น่ารักคือถังขยะตามแหล่งท่องเที่ยวจะมีป้ายติดอยู่ว่า use me แปลว่า ใช้ชั้นเถอะนะ บ้านเมืองจะได้สะอาด แต่ก็ยังไม่วายมีคนทิ้งขยะลงพื้นอยู่ดี
    ดาจิลิ่งเป็นเมืองอากาศดี อุณหภูมิสูงสุดคือ 22องศา ต่ำสุดคือหิมะตก ตอนเที่ยงยังแค่15องศา ผิดกับกอลกาต้ามากที่อากาศเหมือนเมืองไทยเป๊ะๆ ดาจิลิ่งหนาวเพราะมันเป็นเมืองอยู่บนเขา มีแค่ทางลาด ลาดขึ้นกับลาดลง เวลาเดินจึงเหมือนเดินอยู่บนเขาตลอดเวลา บ้านในดาจิลิ่งจะเป็นบ้านเล็กๆน่ารัก เพราะเนื่องจากการขนส่งสิ่งก่อสร้างนั้นแพงมาก กว่าจะขึ้นมาถึงบนเขานี้ได้ ทำให้บ้านที่นี่จะไม่ค่อยมีหลังใหญ่ๆสักเท่าไหร่ หลังใหญ่ๆที่เห็นจะเป็นโรงแรมซะมากกว่า ชีวิตคนที่นี่จะค่อนข้างพึ่งพาอาศัยกันภายในครอบครัว เพราะไม่มีสิ่งเร้า ไม่มีอะไรเลย ทำให้เกิดการช่วยกันภายในครอบครัว เช่น ช่วยกันเอาถังไปเติมน้ำ 
    ที่นี่สิ่งเร้าไม่มีเลย ผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานมาเรียนที่นี่ ก็ต้องวางใจได้ในระดับนึง เพราะมีแต่ร้านขายของชำ โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นคาทอลิค อากาศดี เพราะโรงเรียนอยู่บนเขา นักเรียนก็จะเดินไปเรียนบ้าง นั่งรถไปเรียนบ้างแล้วแต่ความใกล้-ไกลของบ้าน แต่ก็มีแบบโรงเรียนประจำให้ด้วยเหมือนกัน การเรียนการสอนจะอิงมาจากอังกฤษซะส่วนใหญ่ ภาษาในโรงเรียนก็ใช้ภาษาอังกฤษ เพราะมีเด็กหลายชาติมาเรียน ทิเบต เนปาล เกาหลีใต้ ไทย และบ่ายโมง บ่ายสองก็เลิกเรียนกันล่ะ สำหรับนักเรียนประจำก็จะโดนบังคับให้มาออกกำลังกายตอนบ่ายจนถึงเย็น แล้วค่อยกินอาหารเย็น กีฬายอดฮิตคือคริกเก็ต ฮิตขนาดที่ว่านางเอกในละครยังเป็นนักกีฬาคริกเก็ต พระเอกก็เลยต้องมาตามจีบ ส่วนระดับมหาลัยก็มีให้เลือกหลากหลาย เรียนนิวเคลียร์ ฟิสิกส์อวกาศ ทั้งๆที่บ้านเขาก็ไม่มีการผลิตนิวเคลียร์นะ แต่ก็ยังมีให้เรียน อาจารย์แต่ละคนก็เก่งๆทั้งนั้น 
    ผู้อพยพ ชาวทิเบตในอินเดีย เนื่องจากจีนมารุกล้ำอาณาเขตในทิเบตทำให้คนทิเบตต้องอพยพมาอินเดีย เมื่ออพยพมา แต่ไม่มีรายได้ ก็ต้องประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เข้าชุมชนและตัวเอง คือการทำเส้นไหมและทำพรม การทอเส้นไหมจะมีการย้อมสองแบบ แบบออแกร์นิคและใช้สารเคมี ซึ่งแน่นอน ออแกร์นิคราคาแพงกว่า และการทำพรมนั้นจะทำตามออเดอร์ลูกค้า โดยลูกค้าต้องเลือกลายพรมก่อนจึงค่อยสั่งผลิต ชาวบ้านจะผลิตจนเสร็จ จากนั้นลูกค้าค่อยมารับของ ลายของพรมก็สวยงามใช้ได้ทีเดียว หน้าตาของอินเดียเชื้อสายทิเบตจะค่อนข้างหน้าตาดี ผิวขาว เด็กน่ารัก พูดภาษาอังกฤษชัด เป็นมิตร และเนื่องจากไม่มีที่ให้ไป หลังเลิกเรียนเด็กๆจะมาวิ่งเล่นแถวบ้านซะมากกว่า ถึงเวลากลับบ้านก็แค่เดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ
    ศาสนาพุทธในอินเดีย นิกายวัชรยาน เป็นอินเดียผสมจีน ทำให้สถาปัตยกรรมเป็นแบบจีนๆ เวลาไหว้เคารพก็ต้องเอาตัวทั้งตัวสัมผัสไปบนพื้น3ครั้ง เรื่องราวบนกำแพงวัด ใช้เวลาหลายปีมากๆในการวาด รูปหนึ่งรูปเท่ากับการตรัสรู้ในเรื่องนั้นๆ ทำให้กว่าจะบรรลุธรรมในแต่ละขั้นได้ จึงใช้เวลาหลายพันปีในการวาดรูปออกมา แต่คนที่นี่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับศาสนา ถึงแม้อายุเขาจะไม่เยอะก็ตาม
    ธงสีมีห้าสี แต่ละสีมีความหมายไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะผูกกันตอนวันเกิด จำนวนธงก็เท่ากับอายุปีที่เกิดในปีนั้น เช่น อายุ30ปี ก็ใช้ธง30ผืนแล้วค่อยๆผูกทีละด้าน เวลาที่ลมพัดธงให้โบกสะบัด หมายถึงพลังของชีวิต อย่างที่บอกคนที่นี่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับศาสนา เราจะเห็นธงพวกนี้ติดอยู่ด้านหลังกระจกรถเกือบทุกคัน
    อากาศดาจิลิ่งค่อนข้างดี ทำให้ปลูกชาได้ดี ชาที่ดาจิลิ่งถือว่าขึ้นชื่อมาก และขายได้ราคาสูง ไกด์เคลมว่าเคยขายได้ราคาหลายหมื่นเลยล่ะ อาชีพคนเก็บชาส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้หญิง เดินถือตะกร้าไปเก็บชา แล้วหลังจากนั้นก็นำมารวมชั่งขายเป็นกิโล ได้ค่าแรงวันละ120รูปี ถือว่าน้อยมากกกกกก แต่กระบวนการทำชามีหลายขั้นตอน เพราะชามีทั้งผลัดหนึ่ง ผลัดสอง (นี่ไปไร่ชาหรือไปรด.!) ผลัดหนึ่งจะราคาสูง เพราะมีรสชาติที่อร่อยมากกว่า และกลิ่นหอมกว่า ส่วนผลัดอื่นๆก็ราคาลดหลั่นกันไป พอหลังจากที่ชั่งน้ำหนักชาขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชาจะถูกนำไปผึ่งแดด จนแห้ง แล้วเข้าเครื่องแยกและคัดคุณภาพ จากนั้นก็นำมาเก็บไว้ก่อนจะบรรจุเพื่อขายต่อไป 
    เขียนตอนตีหนึ่ง ท้องร้องครอกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก อาหารอินเดีย ส่วนใหญ่เน้นคาร์โบไฮเดรตหนักมาก เช่น ข้าวหมกแพะ ด้านในข้าวจะมีมันฝรั่งใหญ่กว่ากำปั้นอยู่ และมีแพะ เวลากินจะมีแกงราดด้านบน จะใคร่ใช้มือหรือช้อนก็ตามใช้ เพราะที่นี่ร้านอาหารดีๆก็ใช้มือกัน ถือว่าเทพมาก เพราะกินข้าวที่มีแกงราดด้วยมือ ยังไม่เลอะเสื้อเลย เรากินโดยใช้มือไปมื้อนึง เสื้อเละ ! แต่บางโต๊ะ สั่งข้าวหมกคนละจาน ถ้าเป็นไทยสไตล์แบบเราคงสั่งอะไรก็ตามที่เป็นเนื้อสัตว์ แต่ที่นั่นอินเดีย สั่งข้าวผัดเป็นจานกลางแบบพูนๆ แต่คนที่นั่นเขากินกันหมดนะ ผู้หญิงตัวเล็กๆก็กินข้าวหมด หรือ ธาลี คือข้าวกับผักดอง มีซุปมันฝรั่ง และแกงไก่ให้อยู่หน่อยนึง ปริมาณข้าวน่าจะโถนึงได้ แต่เราเห็นคนอินเดียเติมข้าวตลอด ถ้าร้านข้างทางเหมือนจะเติมข้าวได้ฟรี บางจานราคา140รูปี แต่ให้เยอะมาก สั่งจานนึงกินสองคนก็อิ่ม อาหารทิเบต จะรสชาติจืด เนื้อสัตว์เยอะหน่อย อร่อยดี ส่วนอาหารจีน จะเน้นไปทางทอด มันๆเยอะมาก เช่น ไก่ทอด แต่อร่อยนะ แต่ถ้าใช้เนื้อหมูจะเป็นเนื้อหมูติดมัน หมูที่เป็นส่วนมันเยอะมากๆ เลี่ยนหน่อยแต่รสชาติถือว่าโอเค เพราะอาหารอินเดียเนื้อสัตว์น้อยมาก สัตว์กินเนื้ออย่างเรา ท้อแท้ สิ้นหวัง คิดถึงหมูกะเทียมมากกกกก เพราะกว่าจะแหวกเจอเนื้อสัตว์ยังต้องฝ่าฟันกับแป้งไปอีกสักพักใหญ่ แต่แป้งบ้านเขาอร่อยนะ กินเปล่าๆก็อร่อย แต่เราก็ยังอยากกินเนื้อสัตว์มากกว่าอยู่ดี ทีเด็ดคือโมโม่ คล้ายๆเสี่ยว หลง เปา แต่ไม่มีน้ำซุปด้านใน มีไส้หมู ไก่ ผัก การจีบมีสองลักษณะคือจีบแบบซาลาเปาและจีบแบบเกี๊ยวซ่า จีบแบบเกี๊ยวซ่าพบง่ายตามร้านทางถนน แต่การจีบแบบเกี๊ยวซ่าจเป็นไส้ผัก ซึ่งทางเราไม่โอเค เพราะการจีบแบบเกี๊ยวซ่า แป้งมันจะหนา แล้วยิ่งเป็นไส้ผัก ยิ่งไม่โอเค แต่ถ้าเจอร้านไหนที่จีบแบบซาลาเปา ไส้เนื้อสัตว์ถือว่าดวงดีมาก ต้องรีบกินด่วนๆๆๆ เบิ้ลได้เบิ้ล (ชื่อร้านอาหารในดาจิลิ่งเขียนใส่โพยไว้ให้แล้ว ไปตามกันได้ ไกด์เคลมว่าอร่อย ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากทางเราแล้วว่าอร่อยจริงๆ)
    ขนมมมมมมมมมมม ร้านขายผลไม้ก็จะมีอยู่ตามข้างทาง ซื้อลูกเดียวก็ได้ เขาจะหั่นมาให้จิ้มพริกเกลือมาให้ ร้านขายเครื่องเทศมีให้เห็นตลอด เป็นการขายปลีก จริงๆไม่ใช่เฉพาะเครื่องเทศพวกถั่วอะไรอย่างงี้ก็มี แต่ชานมอร่อยมาก เดินผ่านเช้าก็กิน ผ่านตอนเย็นก็กิน หลังๆมีติดเงินคนขายอีก นมที่อินเดียอร่อยมากๆๆๆ แต่พวกขนมหวานของอินเดียก็หวานมากกกกกกกกกกกกกกกกเช่นกัน เป็นร้านดังในอินเดีย คล้ายๆมนต์ นมสดบ้านเรา คนต่อคิวซื้อเยอะ ราคาต่อชิ้นก็แพงพอควร ประมาณ25รูปี ส่วนกลีคือนมที่เคี่ยวจากนมให้เหลือเป็นกากนม แล้วนำมาปั้นเป็นก้อน เรากินแล้วรสชาติแปลกๆ ต้องกินแล้วออกมาข้างนอกค่อยคาย เพราะกลัวคนทำเสียใจ แต่เราคุยกับนักเรียนไทยในอินเดีย เขาบอกว่าอร่อยดี เขาชอบ สงสัยเรากินไม่เป็นแล้วล่ะ แต่เห็นมีนมกลีขายในซุปเปอร์นะ แต่ไม่ได้ซื้อมาลอง อินเดียกินน้ำไม่เย็นกัน ไม่กินน้ำแข็งด้วย น้ำเย็นของเขาคือไม่เย็น เป๊บซี่ตั้งไว้5นาทีคือกลายเป็นเป๊บซี่อุณหภูมิห้อง ก็ต้องกินเป๊บซี่แบบไม่เย็นนั่นล่ะ !

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in