เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
KAT-SAN DIARY 4 - Long Time No SeeVuttiphong Mahasamut
Osaka - Day 1 - Nagazakicho / Osaka Station / Teamlab Botanical Garden


  • พวกเราลงเครื่องที่สนามบินคันไซตอนเก้าโมงเช้านิด ๆ พร้อมกับอาการนอนไม่พอเล็กน้อยเพราะหลับกันมาบนเครื่องบินแต่ก็หลับไม่เต็มที่ ทันทีที่ได้สัมภาระครบทุกอัน พวกเรานั่งรถไฟมาลงที่สถานีโอซาก้า ซึ่งเป็นจุดตั้งหลักที่เราจะใช้เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ และยังเป็นที่ที่เราจะใช้เป็นที่พักในช่วงเวลาสองวันนี้
    ระหว่างรอเวลาเช็คอิน เราเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรม Granvia ที่อยู่ในสถานีโอซาก้าก่อน แล้วค่อยเดินทางไปที่อื่นต่อ อันนี้เป็นสิ่งที่แคทซังคิดมาแล้ว ว่าควรจะพักโรงแรมที่อยู่ในสถานีเลย และมันก็ดีจริงอย่างที่เธอคาดไว้ การที่ที่พักอยู่ในสถานีโอซาก้าเลยทำให้อะไร ๆ สะดวกขึ้นเยอะ และที่สำคัญ (สำหรับคนที่ไม่เคยไป) สถานีนี้มีขนาดใหญ่มากและเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างห้างใหญ่หลายห้าง 

    ลองนึกภาพห้าแยกชิบูยะที่มีคนเดินกันขวักไขว่ สถานีนี้ก็คล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากเดินบนดินมาเดินใต้ดินแทน เขาออกแบบมาให้เดินข้ามไปมาได้โดยแทบไม่ต้องขึ้นไปข้างบนเลย หรือถ้าเดินบนถนนก็จะมีสะพานลอยที่เชื่อมด้านบนเช่นกัน ที่ผมไปมาและจำชื่อได้ เช่น Grand Front Osaka (เดินหลงในนี้) , Lucua, Daimaru แต่ละห้างก็มีหลายชั้น และร้านส่วนใหญ่ก็น่าสนใจ มีตั้งแต่เสื้อผ้าทั้งชาย-หญิง ไปจนถึงของใช้ต่าง ๆ มีทั้งแบรนด์ใหญ่และแบรนด์ท้องถิ่น ร้าน selected shop แต่ละอันก็น่าสนใจ เหมือนว่าเขาคัดของน่าสนใจมาแล้วเพื่อมาวางขาย แต่เหตุผลที่แคทซังชอบที่นี่ยังมีอีกอย่าง ซึ่งจะเล่าให้ฟังในตอนหลัง



    (ขออนุญาตแปะแผนที่เพื่อประกอบการเล่าเรื่อง / ภาพจาก internet)


    (ความใหญ่ของสถานีโอซาก้า / ภาพประกอบจาก internet)


  • Nagazakicho - ตรอกเล็กที่แสนอบอุ่น


    หนึ่งในเหตุการณ์ที่ผมชอบมากในการมาโอซาก้าคือการได้มาเดินเล่นย่านนี้ เพราะมันรวมเอาหลายสิ่งที่ผมชอบเอาไว้ด้วยกัน ย่านชุมชนที่มีร้านค้าเป็นธุรกิจเล็ก ๆ บ้านเก่าที่เอามาเปลี่ยนให้เป็นร้านค้า หรือบางหลังก็เป็นแค่ที่อยู่อาศัย มีความย้อนยุค ร่วมสมัย และมีเสน่ห์เฉพาะตัว พนักงานในร้านยิ้มแย้ม(เท่าที่ผมเจอ) และตอนที่ผมไปก็อากาศดีมาก แถมคนก็ไม่พลุกพล่าน เหมาะแก่การเดินเล่นไปตามตรอกต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบทำเวลามาญี่ปุ่น 

    เพราะมันได้เห็นในทุก ๆ ด้านของเมือง บางครั้งเป็นด้านหน้า บางครั้งด้านหลัง บางครั้งด้านข้าง และด้วยเหตุผลบางอย่าง มักมีสิ่งน่าสนใจซ่อนอยู่ให้ถ่ายรูปหรือมองดู ได้เห็นคนกำลังเดินออกจากบ้านไปทำงาน เห็นผ้าที่ตากเอาไว้ บางจุดมีดอกไม้ขึ้นอยู่ริมทาง นกเกาะอยู่บนระเบียง ป้ายโฆษณาเก่าที่ถูกลืม บ้านบางหลังใช้วัสดุบางอย่างที่แปลกตาแต่น่าสนใจ










    ---------

    EAT 01 - ร้านที่คล้ายกัน


    อาหารมื้อแรกที่แคทซังตั้งใจมากิน แต่มารู้ตอนเดินขึ้นไปว่า เป็นคนละร้านกับที่หามา แต่บรรยากาศภายในร้านก็ดูอบอุ่นดี แถมเจ้าของร้านที่เป็นทั้งคนทำอาหารและพนักงานเสิร์ฟ (ในร้านมีประมาณ 4 โต๊ะ) ก็ยินดีที่ต้อนรับและพยายามพูดคุยกับเราเป็นภาษาอังกฤษ ในเมนูมีอาหารหลักเป็นคอร์ส 2 คอร์ส ผมสั่งคอร์สที่เป็นแกงกับข้าว ส่วนแคทซังสั่งอันที่อาหารญี่ปุ่น ทันที่ที่เห็นก็รู้ได้ว่าค่อนข้าง healthy รสชาติไม่จัดจ้าน แต่โดยรวมแล้วอร่อยดี เป็นอาหารสไตล์ญี่ปุ่นที่ไม่ปรุงอะไรเยอะแต่เน้นวัตถุดิบที่ดี

    (อาหารที่สั่งกัน)
    (ต่อด้วยกาแฟและของหวาน)


    (บรรยากาศในร้าน)
    (มุมด้านบนหน้าทางเข้า)

    หลังจากกินเสร็จ ก็ไปเดินเล่นต่อ ย่านนี้มีร้านที่ดูน่าเข้าหลายร้านมาก 





    (ผมอยากเข้าร้านนี้แต่ไม่มีโอกาส)









    ------


    CAFE 01 - Neel


    ในระหว่างที่เดินก็มาเจอคาเฟ่ที่อยู่ในลิสต์ของ Kat-san ชื่อว่า Neel เป็นคาเฟ่ที่มีเครื่องดื่มใส่ลูกแพรที่ต้องมาลอง ผมลองแล้วรสชาติก็ไม่เลว แก้กระหายได้ดี 








  • เสร็จก็เดินเล่นต่อ ย่านนี้ผมถ่ายภาพไว้เยอะหน่อย








  • SHOP 01  - Yamastore


    ย่านนี้ยังมีอีกร้านในลิสต์ นั่นคือ วินเทจ selected shop ที่แคทซังตั้งใจจะมา พอเข้าไปก็มีของวินเทจตลกๆ หลายอัน เช่น ตุ๊กตาวูดูที่เอาเข็มปัก(แบบตลกๆ) แก้วน้ำ ของสะสม เสื้อผ้า เธอได้กระเป๋าผ้ามาหนึ่งใบกับของฝากหนึ่งชิ้น


    (ด้านในไม่ได้ถ่ายเลยเอาแค่รูปด้านหน้ามาให้ดูนะ)




    ————



    โอมิยาแกะใต้ห้าง - สวรรค์ของนักช็อปของฝาก


    ญี่ปุ่นจะมีทำธรรมเนียมการซื้อของฝาก เวลาไปใครเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ก็จะซื้อของกลับมา ซึ่งก็คงเหมือนบ้านเราที่เวลาไปเที่ยวที่ไหนก็จะซื้อของดีของที่นั้น ๆ  สินค้า Otop หรืออาหารแห้ง อาหารสดที่ขึ้นชื่อ แต่ที่ญี่ปุ่น ดูเหมือนเขาจะยกระดับของฝากขึ้นไปอีกหน่อย เพราะเขาแข่งกันทำให้มันดูน่าสนใจและน่าซื้อกลับไป โดยเฉพาะเวลาไปตามที่ท่องเที่ยวหรือห้างสรรพสินค้า 

    ซึ่งของฝากส่วนใหญ่จะเป็นขนมทุกชนิดที่นึกออก ตั้งแต่คุ๊กกี้ ขนมเค้ก ขนมปัง ช็อกโกแลต ลูกอม ของขบเคี้ยว ชา กาแฟ ไปจนถึงของหมักของดอง ของกินเล่น ต่างแข่งกันทำ packaging ให้ดูน่ารักและคิดรูปแบบให้น่าสนใจ แน่นอนว่าเป็นสวรรค์ของแคทซังเช่นกัน เธอชอบของน่ารักเป็นทุนเดิม แล้วยังชอบกินขนม อีกทั้งยังชอบสะสม packaging ของสินค้าอีก 


    (ชูครีมรูปแรคคูน เธอไม่พลาด แต่ได้กินจริงตอนไปเกียวโตแหน่ะ)





    ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาเยอะเพราะมัวแต่เดินเลือกเช่นกัน มีร้านหนึ่งเราหยุดอยุ่นานสุดเป็นร้านขายคุ๊กกี้และกาแฟที่ผมเองก็ซื้อกลับมาหนึ่งชุด ส่วนแคทซังซื้อเซ็ทคุ๊กกี้แหวนสวมนิ้วกับกาแฟดริปแบบเป็นซองมา


    (เป็นคุ๊กกี้รูปมือกับ accessories ที่จะใส่กับนิ้วได้)


    (รายละเอียดของขนมด้านในกับของแถมเล็กต่างๆ)



    (ส่วนของผมเป็นเซ็ท Ariga Tiger กาแฟดริปแบบซอง กับคุ๊กกี้ในกล่องสีส้ม ไว้กินคู่กับกาแฟ (กล่องเลือกสีได้))




    นอกจากร้านนี้ แคทซังยังมีของฝากจากร้านเครื่องเคียง (ซื้อฝากตัวเอง)


    สิ่งที่ทำให้เธอเสียใจสุดคือการพลาดร้านดังที่ตั้งใจจะมาซื้อสองรอบ แต่ก็ขายหมดก่อนทุกที ร้านนั้น ชื่อว่า Sabrina ซึ่งขายคุ๊กกี้รูปดอกไม้ ไม่ได้ของมาแต่แปะรูปให้ดูด้านล่าง (เอามาจากอินเตอร์เน็ต)





  • ก่อนที่จะไปยังสถานที่ต่อไป เราขึ้นไปเช็คอินที่พัก ซึ่งบอกไว้ในช่วงแรกว่าอยู่ในสถานีนี้เอง ชื่อ Hotel Granvia Osaka ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ต้องโปรโมทอะไรมากเพราะตอนไปก็ได้ยินเสียงคนไทยเดินออกมาจากโรงแรม (แสดงว่าคงเป็นนิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้ว) เราพักกันที่ชั้น 23 ซึ่งห้องมีขนาดเล็กแต่ครบครัน อยู่ได้สบาย มีอ่างอาบน้ำให้แช่ ทีวีให้ดู และวิวนอกหน้าต่างให้มอง 





    ————



    Teamlab Botanical Garden - ศิลปะกับธรรมชาติ


    พอตะวันตกดินก็ถึงเวลาของอีกไฮไลท์หนึ่งที่ตั้งใจจะมา ตัดสินใจนั่งแท็กซี่กันไป ทันทีที่ลงก็แอบกังวลกันว่าจะถูกที่หรือไม่ เพราะเขาพามาลงตรงสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ตาม GPS ต้องเดินต่อไปอีก 15 นาที (เป็นกิโล) 

    ระหว่างเดินเข้าไปในสวนที่มีไฟอยู่เล็กน้อย แต่คนญี่ปุ่นแถวนั้นก็ทำกิจกรรมกันปกติ ผมเห็นคนมาวิ่งออกกำลังกายหลายคน บางคนพาสุนัขมาเดิน มีกลุ่มนักเรียนทำกิจกรรมอะไรซักอย่าง ผมเห็นลุงใส่ชุดพนักงานออฟฟิศ นั่งเป่าทรัมเป็ตอยู่คนเดียว พอเดินไปสักพัก ก็เห็นนักเรียนนั่งปลีกวิเวกซ้อมแคลริเน็ตอยู่คนเดียวอีก ถ้าตั้งใจฟังดี ๆ เสียงของทรัมเป็ตกับของแคลริเน็ตก็ได้ยินถึงกันได้อยู่


    เดินไปซักพักจนเหนื่อยจึงถึงหน้าประตูทางเข้า มีผู้คนมายืนเรียงแถว แสกน QR Code เพื่อเข้างาน (เราซื้อตั๋วล่วงหน้าเอาไว้แล้ว) มีวีดีโอบอกถึงสิ่งที่จะได้เจอคร่าว ๆ จับใจความได้ว่า Art Installation ที่ตั้งไว้สามารถ interact กับสิ่งต่าง ๆ ได้ พอเดินเข้าไปจะเจอกับทางตรงยาวที่มีต้นไม้สองข้างทาง และสิ่งที่ต่อไปนี้จะเรียกว่า “ตัวไข่” (รูปทรงคล้ายกับ JellyBean ถ้าใครเคยกิน) คอยเล่นเสียงดนตรีเมื่อมีคนเดินผ่าน แต่ละอันเป็นเสียงโน็ต 1 ตัว เหมือนจะเป็นของเปียโนที่ใส่ reverb และ echo ไว้เยอะๆ




    (โคมไฟลอยน้ำ)

    ตัวไข่มีหลายขนาด เสียงที่เล่นมาจากโน็ตที่อยู่ในคีย์เดียวกัน (หรืออาจจะโน๊ตเดียวกันแต่คนละ octave ไม่แน่ใจ) เวลาคนเดินผ่านทำให้หลาย ๆ อันเล่นพร้อมกันหรือสลับกัน ในแต่ละรอบก็เกิดเสียงเป็นเพลงที่แตกต่างกันไป และตัวไข่นี่ยังเปลี่ยนสีได้อีก บางอันสามารถเข้าไปเตะได้และจะเปลี่ยนสีเมื่อถูกสัมผัส

    เดินมาประมาณ 5 นาทีก็ยังเจอกับตัวไข่นี้ตั้งเรียงราย สิ่งแรกคือผมนึกคือ สวนนี้ต้องใหญ่มาก (น่าจะใหญ่พอ ๆ กับสวนหลวง ร.9 หรือใหญ่กว่า) และสิ่งต่อมา ผมนึกถึงบ้านเรา ผมอยากให้มีการร่วมมือแบบนี้ระหว่างรัฐและเอกชนบ้าง บ้านเราก็มีกลุ่มคนที่ทำ Art Installation หรือทำงานแนว sound/light design แบบนี้อยู่ และสามารถทำออกมาให้น่าสนใจในแบบของคนไทยได้

    นอกเหนือจากตัวไข่ ยังมีโซนอีกหลายโซนที่ใช้ธรรมชาติของพื้นที่ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ติดตั้งไว้ ที่ผมชอบก็จะเป็นจอ LCD ขนาดใหญ่ ที่จะ interact กับนกที่บินผ่าน เวลาบินผ่านก็จะเกิดเป็นคลื่นของสีตามทิศทางของการบิน อีกอันก็จะเป็น ไฟประกายดายสีเขียว ที่ติดตั้งไว้ตรงต้นไม้ ทำให้คนดูแยกไม่ออกว่าอันไหนใบอันไหนแสง

    (จอ LCD ขนาดใหญ่ 3-4 อันติดกัน)
    (ไฟสีเขียวรวมกับใบไม้)


    เดินไปสักพัก ทุกคนเหมือนจะไปหยุดมองกันที่ถุงเป่าลม ที่ดูจากไกล ๆ เหมือนกับหนวดปลาหมึกขนาดยักษ์ แต่ละอันก็ถูกเป่าด้วยความแรงและจังหวะที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเสียงและการเคลื่อนไหวที่ต่างกัน สลับไปมา




    ————



    จบภารกิจสุดท้ายของวันที่ร้านชื่อว่า Episode 2 แถวย่าน Doyamacho เป็นร้านสไตล์ อิซากายะซึ่งมีเมนูที่ผมชอบคือ หัวไชเท้าราดชีส และปลาคิสุ(Kisu)ทอด ย่านแถวนั้นมีความเป็น Night life และดูเหมือนเป็นแหล่งที่คนออกมากินดื่มหลังเลิกงาน บางจุดบนถนน มีคนยืนคอยเชิญชวนให้ทำอะไรซักอย่างที่ผมฟังไม่ออก มีที่เป็นผู้ชายคนเดียว และมีที่เป็นผู้หญิงหน้าตาดียืนอยู่ด้วยกันหลายคน 


    จบโอซาก้าวันแรกแบบค่อนข้างครบ กลับที่พักแบบเมื่อยขาแล้วเพียงแค่วันแรก


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in