เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
แป้รีเซียง (phraerisien)phraeread
บันทึกจากหญิงสาวผู้หลงทางอยู่ท่ามกลางเขาวงกต
  • บันทึกของหญิงสาวผู้ที่ปัญหาครอบครัวส่งผลกระทบถึงการงาน ชีวิต และความรักของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


    *เรื่องราวนี้เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์

    ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรพาฉันมาที่นี่ คงจะเป็นแสงแดดยามบ่าย ลมอ่อนๆ หรือกาแฟเย็นๆ สักแก้วในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในจังหวัดแพร่ ฟังดูแล้วคงเป็นวันสบายๆ วันนึง แต่เรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้อาจฟังดูไม่ค่อยสบายเหมือนบรรยากาศสักเท่าไร


    ใช่ ฉันจะมาเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง


    เพราะคงไม่มีอะไรที่รับฟังเรามากไปกว่าการกดแป้นพิมพ์ในโน้ตบุ๊กสักเครื่องหรอก


    ฉันเพิ่งเรียนจบจากมหาลัยนึงที่ห่างจากบ้านไม่เกินสองชั่วโมง ใช้เวลาสี่ปีกับการเรียนในคณะที่คนครึ่งประเทศนี้เรียนกัน ถ้าเรียกแบบที่คนทั่วไปเข้าใจก็คือการบัญชีนี่แหละ จบมาได้เกือบปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับปริญญาเมื่อไร ถ้านับว่ารับปริญญาคือการประกาศจบการศึกษา ฉันก็อาจจะยังไม่จบแบบสมบูรณ์แท้ก็ได้นะ แต่สำหรับฉันพิธีอะไรนั่นไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับชีวิตหรอก งั้นเอาเป็นว่าตัวเองจบแล้วก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นก็คงเรียกสถานะของตัวเองตอนนี้ได้อย่างเต็มปากว่ากำลัง ‘ว่างงาน’ อยู่


    เอาจริงๆ ฉันก็พอจะมีประสบการณ์การทำงานนะถ้านับการฝึกงานในช่วงปีสี่ แต่ถ้าทำแล้วได้เงินเดือนก็คงต้องจำใจตอบว่าไม่เคย ชีวิตเหมือนเล่นตลกเพราะตั้งแต่ที่จบมาก็ไม่อยากทำงานด้านการบัญชีทั้งที่จบสายงานนี้มาโดยตรง เอาเข้าจริงๆ ถ้าย้อนกลับไปก็ไม่ได้อยากเรียนบัญชีตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นฉันคิดเหมือนคนอื่นว่าสายนี้หางานง่าย ก็อย่างที่เห็น ไม่ว่าองค์กรไหนก็ต้องมีพนักงานบัญชีกันหมด สังคมสมัยนี้ขับเคลื่อนด้วยเงินทั้งนั้นแหละ ที่บ้านก็เหมือนจะพูดกดดันอยู่กลายๆ ว่าอยากให้รีบได้งานเพราะเรื่องค่าใช้จ่าย มันเลยส่งผลให้กดดันตัวเองพอสมควร


    แต่พอได้มาลองย้อนนึกดูแล้ว สาเหตุที่ชีวิตของตัวเองยุ่งเหยิงขนาดนี้ก็ชัดเจนอยู่นะ



    ต้องเท้าความก่อนเลยว่าฉันเติบโตมากับสังคมครอบครัวที่มีแนวคิดดั้งเดิม หรือที่เรียกกันแบบที่คนสมัยนี้เข้าใจว่า ‘ปิตาธิปไตย’ ใช่แล้ว สังคมชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงเป็นไม้ประดับให้กับไม้ยืนต้นอย่างผู้ชาย และไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอกที่เติบโตมากับอะไรแบบนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจอะไรเลย เผื่อใครหลายคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออก ฉันเติบโตมากับคำพูดที่ว่า “เป็นผู้หญิงก็ต้องทำไหม” “เป็นผู้หญิงหัดตื่นเช้ามาทำงานบ้าน” หรือแม้กระทั่ง “อย่าทำให้ผู้ชายลำบาก” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวันเหมือนคุณเปิดเพลงที่ชอบฟังซ้ำๆ แต่ต่างตรงที่ฉันไม่ได้อยากได้ยินคำพูดเหล่านี้เลยแม้แต่นิดเดียว


    ลืมบอกไปว่าฉันมีพี่ชายอยู่หนึ่งคน คุณอาจจะคิดว่าในเรื่องร้ายก็มีเรื่องดีปนอยู่นี่ มีพี่ชายที่อายุไล่เลี่ยกัน อย่างน้อยก็คงมองเห็นสภาพสังคมแบบนี้ในบ้าน แต่เปล่าเลย ด้วยความที่เป็น ‘เพศชาย’ ทำให้เขาได้รับสิทธิพิเศษบางอย่างไปโดยปริยาย คุณลองจินตนาการภาพลูกชายตื่นเช้ามาทำความสะอาดบ้านหรือทำอาหารดูสิ ถ้าคุณพอนึกภาพได้ก็ดีใจด้วย เพราะสำหรับฉันภาพนั้นมืดสนิท เคยมีช่วงนึงที่ฉันเครียดทั้งเรื่องการเรียนและเรื่องที่บ้าน ฉันโทรไปหาเขาเพื่อขอคำปรึกษา แต่เขาตอบกลับมาแค่ว่า “ที่บ้านเขาก็เป็นแบบนั้นแหละ” คำตอบของเขาทำให้เห็นการยอมรับในอำนาจที่ไม่ควรยอมรับ คงเป็นเพราะเขาไม่ได้ถูกกด ไม่ได้อดทน หรือไม่ได้ต่อสู้แบบฉันแหละมั้ง เพราะฉะนั้นเลยเกิดความรู้สึกว่าฉันไม่สามารถพึ่งพาใครในบ้านได้เลยจริงๆ พวกเขาเกิดมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน หลอมให้มีแนวความคิดเหมือนกันไปหมด มีแต่ตัวฉันเองที่พยายามดีดตัวเองออกมาจากแม่พิมพ์นั้นเพียงคนเดียว


    และความโดดเดี่ยวก็มาเยือนนับแต่นั้นเป็นต้นมา


    ฉันไขกุญแจปลดล็อกตัวตนอีกหนึ่งอย่างคือฉันชอบเพศเดียวกัน ใช่ ฉันเป็นเลสเบี้ยน ตัวอักษรแรกใน LGBTQ+ อันที่จริงจะบอกว่าเป็นเลสเบี้ยนก็ยังไม่ถูกสักเท่าไรเพราะก็ชอบเพศตรงข้ามเหมือนกัน ฉันว่าทั้งสองเพศมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะเรื่องความคิด เท่าที่เจอกับตัวมา ผู้ชายจะไม่ค่อยคิดอะไรเยอะโดยเฉพาะเรื่องที่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง บางครั้งฉันโกรธ งอน หรือเสียใจ เขาจะไม่ค่อยรู้อะไร ต่างจากผู้หญิงที่ดูแคร์ความรู้สึกมากกว่า ก็พูดตรงๆ ว่าแอบเอนไปทางเพศเดียวกันมากกว่า



    ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเดินทางท่ามกลางพายุฝนในเขาวงกตอันมืดมิดเพียงลำพัง ทันทีที่ฉันรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะพบแสงสว่าง ณ ทางออก ก็ถูกพายุพัดกลับเข้าไปสักจุดในเขาวงกตนั้นเหมือนเดิม พายุฝนที่ว่าคือเหตุการณ์ที่ฉันบอกแม่เรื่องคบเพศเดียวกัน เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ ฉันบอกกับแม่ในบรรยากาศที่ไม่ตึงเครียดด้วยประโยคง่ายๆ ว่า “แม่ หนูคบกับผู้หญิงนะ” แต่ประโยคที่แม่ตอบกลับมาแทบทำให้ฉันใจสลายตรงนั้น “ไม่สงสารแม่บ้างเหรอ” หลังจากนั้นกลายเป็นว่าทั้งฉันและแม่ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กันอีกเลย และแม่ปฏิบัติกับฉันราวกับแม่ลบไฟล์ความทรงจำในวันนั้นออกไปจากโฟลเดอร์เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ป้อนข้อมูลให้ตัวเองใหม่ว่าฉันชอบเพศตรงข้าม ซึ่งทำให้ฉันได้เข้าใจว่าแม่ไม่มีวันที่จะยอมรับตัวตนนี้ของฉันไม่ว่าจะยังไงก็ตาม


    ฉันกลับมาในเขาวงกตอีกครั้ง ตัวคนเดียว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทางออกอยู่ที่ไหน ฉันสูญเสียความเป็นตัวเอง สูญเสียชีวิตของตัวเอง รู้สึกแค่ว่า 23 ปีที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น และเรื่องที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้นทุกวันจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิตไปแล้ว ถ้าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างฉันกับคนอื่นฉันคงหลีกหนีไปให้ไกล แต่เมื่อมันเป็นเรื่องในครอบครัวแล้วฉันทำอะไรได้บ้างนอกจากก้มหน้ายอมรับสิ่งเหล่านี้เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่สามารถเปลี่ยนอะไรพวกเขาได้


    ในเมื่อบ้านไม่ใช่เซฟโซนของฉันอีกต่อไป ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้คือหา ‘บ้านหลังใหม่’ ที่คอยเป็นเซฟโซนให้ สำหรับฉัน ‘บ้าน’ คืออะไรก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย อาจจะเป็นสถานที่หรือเป็นคนก็ได้ อย่างน้อยทุกวันนี้ฉันก็โชคดีที่หาเซฟโซนนั้นเจอ อยากขอบคุณเธอคนที่อยู่ข้างๆ คอยเป็นบ้านให้ฉันตลอดเวลา และเป็นเหตุผลที่ฉันจะใช้ชีวิตต่อไปเพื่อตัวเองปราศจากความรู้สึกไร้ค่าหรือความกดดันที่เคยได้รับมาในอดีต



    23 ปีในเขาวงกตของฉันทำให้เรียนรู้อย่างนึงว่า คำว่า ‘ช่างแม่ง’ โคตรเป็นคำที่มีอิทธิพลกับชีวิต ตั้งแต่รู้จักคำนี้ก็ทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนที่เคยต้องทำให้คนอื่นพอใจตลอดเวลากลายเป็นคนที่เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำอยู่และเริ่ม ‘ดื้อ’ แต่การดื้อของฉันทำให้ฉันรักตัวเอง มีความสุขกับตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องช่างแม่งทุกเรื่องในชีวิตนะ ถ้าให้พูดง่ายๆ เรื่องไหนที่เรารู้สึกว่าเราเริ่มคิดมากก็อย่าไปใส่ใจถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง นี่ชีวิตของเรา อยากทำอะไรก็ทำเลย ดีกว่ามานั่งเสียใจและเสียดายทีหลังแบบฉัน


    สุดท้ายนี้ หวังว่าคนที่เข้ามาอ่านเรื่องราวของฉันจะไม่รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวและไม่มีทางออก บางทีคุณอาจจะติดอยู่ในเขาวงกตเหมือนฉัน สิ่งที่คุณต้องทำคือต่อสู้กับอุปสรรค หาเซฟโซนที่คอยรับฟังปัญหาของคุณ อาจเป็นเพื่อน คนรัก ตลอดจนคนที่ไม่รู้จักอย่างนักจิตวิทยาก็ได้ พวกเขาพร้อมช่วยคุณด้วยหัวใจอยู่แล้ว อย่างน้อยการได้ระบายออกก็เหมือนเราได้เติมพลังเพื่อวิ่งหาทางออกในเขาวงกตนี้ต่อ


    และฉันเชื่อว่าพวกเราจะพบทางออกในไม่ช้า


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in