เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Music Is My AestheticPieces of Mind
Review : The 1975 "I Like It When You Sleep" การเปลี่ยนแปลงแนวทางดนตรีที่คุ้มค่า

  • The 1975 (2002 - present)

    Official Website I Facebook I Twitter I Instagram

    หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อของวงดนตรีแนว อัลเทอร์เนทีฟร็อค จากเกาะอังกฤษที่ชื่อว่า The 1975 กันมาบ้างแล้ว วงนี้เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 2002 จนถึงปัจจุบัน มีสมาชิกด้วยกันทั้งหมด 4 คน ได้แก่

    • Matthew Healy - ร้องนำ, กีต้าร์ (rhythm guitar)
    • Adam Hann - กีต้าร์ (lead guitar)
    • Ross MacDonald - เบส
    • George Daniel - กลอง

    ทางวงเคยออกเพลงมาด้วยกัน 4 EP และ 2 สตูดิโออัลบั้ม โดย 2 อัลบั้มที่ว่านั้น คือ The 1975 ในปี 2013 ที่ประสบความสำเร็จและทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักอย่างมากมาย และ I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It ในปี 2016 ที่ผ่านมานี้เอง

    ในส่วนของประวัติความเป็นมาหรือการก่อตั้งวงโดยละเอียดเราเชื่อว่าทุกคนสามารถค้นจากกูเกิ้ลอ่านกันได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเราจะไม่ขอลงรายละเอียดไปมากกว่านี้

    ______________________________



    เราจะขอรีวิวเพลงในอัลบั้ม I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It (2016) แบบ track by track ด้วยกันทั้งหมด 17 เพลงถ้วน

    แต่ขอออกตัวก่อนเลยว่าเราไม่มีความรู้ทางด้านการวิเคราะห์ดนตรี รีวิวนี้จึงเหมือนเป็นการเขียนตามความรู้สึกหลังฟังเพลงจบมากกว่า อาจจะเป็นการรีวิวแบบบ้านๆ ที่หาสาระไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นอย่าได้คาดหวังมากนัก /ไหว้สวย

    บอกตามตรงว่าครั้งแรกที่เห็นชื่ออัลบั้ม ความคิดแรกสุดที่ผุดขึ้นมาคือ 'ใครมันเป็นคนคิดชื่อวะ ยาวชิบหายเลย' เราเชื่อว่าทุกคนก็คิด บอกสิว่ามันไม่จริง 5555


    A L B U M / R E V I E W


    1. The 1975 - เพลงแรกเป็นอินโทรความยาวหนึ่งนาทีกว่าๆ เป็นเสียงผู้หญิงร้องประสาน เนื้อร้องสั้นๆ ให้ความรู้สึกลอยๆ เหมือนบทสวดอะไรสักอย่าง

    Go down
    Soft sound
    Midnight
    Car lights
    Playing with the air
    Breathing in your hair
    Go down
    Soft sound
    Step into your skin? I'd rather jump in your bones
    Taking up your mouth, so you breathe through your nose.


    2. Love Me - โอ้โห เพลงนี้กีต้าร์ริฟจี๊ดจ๊าดมาก ประกอบกับซาวนด์อิเล็กโทรนิคในแบคกราวนด์ เนื้อหาฟังดูจิกกัด ฟังแล้วโยกหัวตามตลอดเวลา เสียงของแมตตี้ที่มีเอกลักษณ์ช่วยขับให้เพลงนี้โดดเด่นมากขึ้น



    3. UGH! - เราชอบ vibe ในเพลงนี้ พอฟังแล้วอยากเต้นโยกไปมาเหมือนกับเพลงก่อนหน้า ซาวนด์อิเล็กโทรป๊อปฟังแล้วติดหูได้ง่ายๆ เนื้อเพลงเกี่ยวกับความทรมานในระหว่างที่จะเลิกยาเสพติด



    4. A Change of Heart - นี่เป็นหนึ่งในเพลงโปรดของเราในอัลบั้มนี้เลย ซาวนด์ย้อนยุคแบบ 80's ฟังง่ายๆ สบายๆ แต่เนื้อหาว่าด้วยการ 'หมดรัก' ความซับซ้อนในความสัมพันธ์ของคู่รักที่มาอยู่ในจุดที่อิ่มตัว ต่างฝ่ายต่างเริ่มมองเห็นข้อเสียของกันและกันทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านั้นมันเคยเป็นเรื่องปกติสำหรับทั้งคู่

    ที่สำคัญคือเราชอบมิวสิควิดีโอเพลงนี้มากๆ :)



    5. She's American - ปรับอารมณ์กันด้วยเพลงฟีลลิ่งแบบดิสโก้ป๊อปที่ติดหูมากๆ นี่เป็นเพลงโปรดเราอีกเพลงของอัลบั้มนี้ เสียงแมตตี้มีสเน่ห์มาก เราชอบช่วงท่อนฮุก ช่วงท้ายเพลงมีเสียงแซกโซโฟนช่วยเพิ่มลูกเล่นเคียงคู่กับซาวนด์อิเล็กโทรนิคอย่างลงตัว


    6. If I Believe You - เพลงแนวแจ๊สช้าๆ เนิบๆ ความยาวหกนาทีกว่า เสียงคอรัสร้องคลอไปพร้อมกับเสียงของแมตตี้ มีเสียงแซกโซโฟนและการดีดเครื่องสายในช่วงท้ายของเพลง เรารู้สึกว่าเป็นเพลงที่เหมาะจะเอาไปเต้นรำมากๆ ถือได้ว่าเป็นเพลงรูปแบบใหม่ของวงที่ต่างจากอัลบั้มก่อน


    7. Please Be Naked - เพลงบรรเลงที่เริ่มต้นด้วยเสียงเปียโนควบคู่ไปกับอิเล็กโทรนิคซาวนด์ช้าๆ ให้ความรู้สึกเหงาๆ (เหมือนฟังเพลงของ M83 เลย) ช่วงกลางเพลงเริ่มมีการบิ้วอารมณ์ด้วยเสียงดนตรีที่ดังขึ้นแล้วค่อยสงบลงในช่วงท้าย


    8. Lostmyhead - เพลงบรรเลงที่มีเนื้อร้องสั้นๆ ช่วงแรกฟังแล้วเหมือนลอยอยู่ในอากาศ มีเสียงกีต้าร์เป็นแบคกราวนด์ ดนตรีมีการไล่ระดับไปจนถึงจุดพีคที่เสียงกีต้าร์และกลองเริ่มดังขึ้น รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น เหมือนกำลังฟัง soundtrack ของหนังสักเรื่องอยู่ ภาพในหัวของเราตอนนี้นั้นเหมือนกำลังล่องลอยและพุ่งทะยานไปในอวกาศ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เจ๋งมากๆ

    And you said I've lost my head. Can you see it? Can you see it?
    Belly aches while you're in bed. Can you feel it? Can you feel it?


    9. The Ballad of Me and My Brain - ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความยุ่งเหยิงและสับสน ดูรีบร้อน เพลงความยาวประมาณสามนาที 'ถ้าฉันเป็นสมองของฉันแล้วฉันจะเป็นยังไงนะ' เพลงนี้ฟังผ่านๆ ไม่ได้ติดหูมากนัก


    10. Somebody Else - เพลงโปรดเรา! เพลงช้าจังหวะหน่วงๆ มีความป๊อปอาร์แอนด์บี เป็นเพลงที่เปิดฟังบ่อยมาก เหงามาก หว่องมาก ขนาดไม่ได้อกหักพอฟังแล้วยังอยากจะร้องไห้เลย (อะไรจะขนาดนั้น 5555) เป็นความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อคนรักของเราไปมีคนรักใหม่ 'ฉันไม่ได้ต้องการร่างกายของเธอหรอก แต่ฉันก็เกลียดตัวเองเวลาที่คิดว่าเธออยู่กับคนอื่น' ฮือ เศร้า

    I don't want your body
    But I hate to think about you with somebody else
    Our love has gone cold
    You're intertwining your soul with somebody else

    มิวสิควิดีโอเพลงนี้ก็เจ๋งมาก มันมีสัญลักษณ์แฝงอยู่เต็มไปหมด ลองดูนะ



    11. Loving Someone - เพลงนี้ออกแนวฮิปฮอปแร็ปโย่วเบาๆ แปลกใหม่ดี เสียงคอรัสผู้หญิงเหมือนคอยย้ำเตือนว่าคุณควรพบรักครั้งใหม่ได้แล้วนะ 'Loving someone, yeah, you should be loving someone.' ฟังแล้วติดหูอยู่พอสมควร


    12. I like it when you sleep, for you are so beautiful yet so unaware of it - ชื่อเพลงยาวเป็นกิโล ชื่อเดียวกับชื่ออัลบั้ม เพลงนี้เป็นเพลงบรรเลงอิเล็กโทรนิคซาวนด์ ฟังผ่านๆ ไม่ได้มีจุดพีคอะไรมากมาย ฟังแล้วเคลิ้มๆ ยาวหกนาทีกว่า


    13. The Sound - อีกหนึ่งเพลงโปรดเลย เป็นเพลงเร็วที่ฟังแล้วอยากโยกหัว ป๊อปซาวนด์มาเต็ม เนื้อหาจิกกัด ฟังแล้วติดหูโคตรๆ เราชอบไลน์กีต้าร์ในช่วงท้ายมาก มันช่วยเติมเต็มเพลงให้มีสีสันดี



    14. This Must Be My Dream - เพลงเร็วจังหวะสนุก เติมเต็มความสนุกต่อจากเพลงก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี ดนตรีน่ารัก เนื้อหาโรแมนติก ฟังแล้วติดหูตั้งแต่ครั้งแรก


    15. Paris - เพลงป๊อปจังหวะมุ้งมิ้ง ไม่เหลือเค้าของความเป็นอัลเทอร์เนทีฟร็อคแล้ว เนื้อหาแอบเศร้า พูดถึงชีวิตของแมตตี้ที่มีปัญหารุมเร้าเลยอยากจะกลับไปที่ปารีสอีกครั้ง เพราะดูเหมือนว่าปารีสจะเป็นเมืองที่เก็บความทรงจำดีๆ ของเขาเอาไว้


    16. Nana - เพลงอะคูสติคจังหวะปานกลาง เนื้อหาหม่นๆ เศร้าๆ พูดถึงการจากไปของคนสำคัญคนหนึ่งในชีวิตของเขาซึ่งก็คือคุณยายของเขานั่นเอง


    17. She Lays Down - ปิดท้ายอัลบั้มด้วยเพลงอะคูสติคอีกหนึ่งเพลง ทั้งเพลงมีแค่เสียงแมตตี้กับกีต้าร์ ซาวนด์เหมือนเป็น live session ฟังชิวๆ เรื่อยๆ นิ่งๆ พูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งก็คือแม่ของเขาที่ติดโคเคนและเป็นโรคซึมเศร้า เป็นเพลงปิดที่เศร้าเหลือเกิน...

    ______________________________

    ความรู้สึกหลังฟังจบ

    เราว่านี่เป็นอัลบั้มที่มีความหลากหลายของลูกเล่นทางดนตรีสูงมากทีเดียว ทุกเพลงมีกิมมิคเฉพาะตัว มีทั้งสนุก เศร้า เหงา ซึ้ง ถือได้ว่าเป็นอัลบั้มที่ครบรสเลย แบบอ้าวเมื่อกี้ยังเป็นเพลงสนุกอยู่เลยก็ตัดมาเศร้าเฉยยย เพลงติดหูหลายเพลง ประกอบกับมีเพลงบรรเลงคอยขั้นอารมณ์ แม้ว่าบางเพลงจะฟังแล้วง่วงหน่อยๆ ก็ตาม

    สิ่งที่แตกต่างจากอัลบั้มก่อนอย่างเห็นได้ชัดคือการนำซาวนด์อิเล็กโทรนิคมาผสมผสานในเพลงมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นแม่ทัพหลักของทุกเพลงก็ว่าได้ ทำให้มีความเป็นป๊อปมากขึ้น เนื้อเพลงส่วนใหญ่จะพูดถึงมุมมองเกี่ยวกับเซ็กส์ สารเสพติด การผิดหวังจากความรัก เรียกได้ว่ามีความดาร์คอยู่พอตัว ประกอบกับเนื้อเพลงที่ต้องมองให้ลึก ต้องตีความ เราว่านี่แหละคือเอกลักษณ์และสเน่ห์ของความเป็น The 1975

    เรื่องแนวเพลงที่เปลี่ยนไปบางคนอาจชอบมากขึ้น บางคนอาจชอบไม่เท่าอัลบั้มก่อน แต่ถ้าถามเราว่าชอบมั้ย ก็ตอบได้เลยว่าชอบและมันก็คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปมากๆ และถ้าถามอีกว่าชอบอัลบั้มไหนมากกว่ากัน เราก็คงจะตอบไม่ได้เพราะเราชอบทั้งคู่ :)

    นอกเรื่อง อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่เราจะมือลั่นซื้ออยู่หลายครั้งมากเวลาไปร้านซีดี แต่สุดท้ายก็สอยมาจนได้ มือมันไปเอง เหมือนโดนแมตตี้สาป สติกลับมาอีกทีตอนอยู่ที่เค้าน์เตอร์ 55555 และก็ไม่ผิดหวังเลย เราชอบอาร์ตเวิร์คของวงนี้เป็นพิเศษ มันมีความมินิมอลแต่ก็มีกิมมิคเล็กๆ ซ่อนอยู่ ที่สำคัญคือบุ๊คเลทสวยมากกกกกก ก.ไก่ ล้านตัว

    /fin.

    ขอขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้
    ไปพูดคุยเม้ามอยกับเราได้ในทวิตเตอร์นะ @koracartoon :)
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in