ในโลกที่ไม่ได้เป็นของเราSALMONBOOKS
คำนำ

  • ทุกแห่ง

    ถึงเราจะเดินไปด้วยกัน แต่เชื่อได้ว่า เราต่างมีความคิดต่อภาพตรงหน้าไม่เหมือนกัน

    แม้เข็มนาฬิกาจะชี้เวลาอย่างมั่นใจ แต่มันคือเช้าหรือสายสำหรับเขา เราหรือจะรู้? ไม่ว่าอุณหภูมิถูกชี้ชัดด้วยตัวเลข ร้อนหรือหนาวของเราก็ไม่เท่ากันนี่นา? ภูเขาขาวโพลนหรือทุ่งหญ้าเขียวตัดกับสีฟ้ากว้าง อะไรสวยกว่ากัน?

    เราไม่อาจตัดสินหรือรู้ได้หรอกว่าเบื้องหลังดวงตา สมอง ของคนที่อยู่ข้างๆ กำลังประมวลอะไรอยู่

    นี่เป็นเสน่ห์ของชีวิตที่แตกต่าง ประโยคที่ว่า ‘ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ’ อาจถูกอธิบายได้ด้วยสิ่งนี้ เพราะไม่ใช่แค่หน้าต่างที่เปิดเพียงเพื่อแสดงออก หากแต่เป็นการเปิดเพื่อรับด้วย

    โตมร ศุขปรีชา ผู้อ่านน่าจะคุ้นชินกับชื่อนี้จากหนังสือชุด เธอ เขา เรา ผม ที่พูดถึงความเป็นไปของสังคมไทยและโลกในต่างบริบท บทความของเขาสุภาพน่มุ นวล แต่เฉียบขาดบาดคม เป็นความเรียงหมัดหนักที่ไม่เคยปล่อยให้นักอ่านได้สมองโล่ง เพราะกลุ่มอักษรของเขาดุดันขยันเขย่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะน็อคเอาต์และปล่อยให้คนอ่านตกตะกอนเป็นความสงบเงียบ พร้อมกับดวงตาคู่ใหม่ที่มองโลกนี้ต่างออกไป ทั้งที่ก็เป็นเมืองเดิมและโลกใบเก่า



  • 1

    คุณเคยเห็นภาพถ่ายอันงดงามและยิ่งใหญ่ของ แอนเซล อดัมส์ (Ansel Adams) ไหม?

    แม้เป็นภาพขาวดำ แต่งานของเขาก็ตระการตายิ่งกว่าภาพสี เขาชอบถ่ายภาพภูเขา ท้องฟ้า เกลื่อนกรวดที่ไหลเลื่อนลงมาตามโตรก รอยจารึกของสายลม โมเลกุลของน้ำที่กรีดลึกเป็นรอยยาวบนหินผาอายุนับหมื่นพันปี ริ้วรอยและลวดลายบนตะบองเพชรที่ชูสูงเสียดฟ้าเดียวดายอยู่ในทะเลทราย รวมทั้งการกัดเซาะอันยิ่งใหญ่ของแกรนด์แคนยอน

    เวลามองภาพเหล่านี้ ผมชอบคิดว่า พวกมันคือพอร์เทรตของกาลเวลา—โดยตัวของมันเอง

    ที่จริง ผมไม่รู้หรอกว่า เนื้อแท้ของกาลเวลาคืออะไร มันอาจเป็นอีกมิติหนึ่งที่ซอกซอนหลอมรวมอยู่กับสามมิติที่เหลือ อาจเป็นความลี้ลับของชีวิต เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับสรรพสิ่ง
     
    เราไม่อาจมองเห็นกาลเวลา ทว่ากาลเวลากลับเคลื่อนที่อยู่ในเรา ซึ่ง ไอแซค นิวตัน (Isaac Newton) บอกว่าเวลาเดินทางอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งจักรวาล แต่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ปฏิเสธ—เวลาเดินช้าเร็วต่างกันไปในหนแห่งของจักรวาลที่แตกต่าง

    ผมชอบมองดูดวงตาของกาลเวลาในภาพถ่ายของอดัมส์

    ในภาพชุด Canyon de Chelly ที่อดัมส์ถ่ายไว้ที่แอริโซนาเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว เขาจับเส้นสายของโตรกหินที่เคยเป็นเปลือกโลก ผ่านทั้งกาลเวลาและแรงอัดซ้อนทับอันยิ่งใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านการกระทบกันของแผ่นเปลือกโลก แล้วถูกสลักเสลาด้วยการกระทำของลม น้ำ และแรงโน้มถ่วง เส้นสายเหล่านั้นถูกอดัมส์หยุดมันไว้กับวินาทีที่แสงตกต้องในแนวเดียวกัน

    การเดินทางเป็นเส้นตรงของแสงที่นั่น จึงขนานล้อไปกับเส้นของแผ่นเปลือกโลก และทำให้เราเห็นการหยุดนิ่งอย่างหนึ่ง

    มันคือการหยุดนิ่งของจักรวาล

    การหยุดนิ่งชนิดนี้แหละ ที่ผมเรียกมันว่า ‘ดวงตาของกาลเวลา’
  • 2

    เคยสงสัยไหม—คนเราออกเดินทางมากน้อยแค่ไหนในช่วงชีวิตหนึ่ง

    หากเป็นไอริชแทรเวลเลอร์ หรือประชากรเร่ร่อนในไอร์แลนด์ ที่มักออกเดินทางเพื่อตีและขายเครื่องดีบุก พวกเขาคงนับจำนวนก้าวไม่หวาดไม่ไหว แต่ถ้าเป็นพวกเราชาวเมือง การเดินทางของเราคงย้อนซ้อนเป็นวงในแต่ละวัน—ครั้งแล้วครั้งเล่าไม่รู้จักหยุดหย่อน

    คนบางยุคไม่เคยเดินทางไปไหนไกลเกินเท้าก้าว พวกเขาไปได้เพียงละแวกหมู่บ้าน และใฝ่ฝันถึงเมือง ทางรถไฟที่ตัดผ่านเหมือนเส้นทางสายความฝัน ที่นำพาผู้คนระลอกแล้วระลอกเล่าจากไปสู่ที่ที่พวกเขาไม่รู้จัก คนบางคนมีความสุขดีกับการอยู่กับที่ เพราะหลังยุคแห่งการเป็นชนเผ่าเร่ร่อนแล้ว มนุษย์ก็รู้จักการเกษตร และพึงพอใจจะดำรงอยู่ในที่ที่ตนคุ้นเคยกับภูมิอากาศ ลมว่าว ลมข้าวเบา และการต่อกรกับตั๊กแตนตามฤดูกาล แต่สำหรับคนบางคน สายเลือดของนักเร่ร่อนยังฝังลึกเหมือนสายซูเปอร์สตริงแห่งบิ๊กแบงที่ทอลวดลายอยู่ในเนื้อจักรวาล พวกเขาจึงได้แต่สงสัยว่า เส้นทางรถไฟสายนั้นจะนำพาผู้คนไปไหน เครื่องบินที่บินอยู่บนฟ้าจะพาเราไปได้ไกลเพียงไหนกัน

    พวกเขาไม่คิดถึงการพรากจาก

    แล้วเราก็พากันออกเดินทาง โลกไม่ได้แคบลง แต่นักเดินทางที่ตระเวนไปทั่วโลกกลับรู้สึกอย่างนั้น เหมือนโลกหนึ่งใบจะไม่เพียงพออีกต่อไป

    เวลาลมพัดมา ผู้คนมักถูกลมพัดให้ปลิวหายไป ต้นกุหลาบบอกเจ้าชายน้อยอย่างนั้น เป็นเพราะพวกเขาไม่มีราก

    แต่เราตอบแทนคนอื่นได้หรือ ว่าระหว่างการมีรากยึดเหนี่ยวให้อยู่กับที่อย่างมั่นคง กับการได้ปลิวไปในที่ไกลแสนไกลครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไหนทำให้เราได้รู้จักกับชีวิตมากกว่ากัน

    รอยเหี่ยวย่นของภูเขาในภาพถ่ายของอดัมส์ ช่างเหมือนผิวหนังแก่ชราของมนุษย์

    มันคือร่องรอยการพาดผ่านของเวลา เป็นสิ่งที่เราไม่อาจยับยั้งหรือก้าวเร็วไปล่วงหน้า

    ผมเพียงแต่สงสัยว่า เราจะค้นพบการหยุดนิ่งนั้นของอดัมส์ ได้ด้วยตัวของเราอย่างไร


  • 3

    สุวรรณี สุคนธา เคยเขียนไว้ว่า การจากกันที่สนามบินไม่เศร้าเท่าการจากกันที่สถานีรถไฟ

    เมื่อเราเห็นคนที่เรารักค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปทีละนิด เร่งความเร็วทีละฝีจักร เสียงฉึกฉักของล้อที่บดรางก็เหมือนบดหัวใจของเราไปด้วย

    แล้วใบหน้าข้างหน้าต่างนั้นก็ค่อยๆ เร่งเร็วจนเลือนหาย

    เราไม่มีวันรู้เลยว่า การเดินทางจะพาคนที่เรารักไปไหน และการเดินทางจะพาเราไปสู่ที่แห่งใด

    มิโคนอส ซานโตรินี เคปทาวน์ ซานฟรานซิสโก หนองคาย เยรูซาเล็ม ซิดนีย์ กาฐมาณฑุ ซูริค สตอกโฮล์ม เชียงใหม่ ลอนดอน ฮานอย—ทุกหนแห่งล้วนมีความทรงจำ พวกมันสลักเสลาหัวใจและตัวตนของเราเหมือนลมและน้ำสลักเสลาหินผา

    ทุกอย่างคล้ายเป็นความบังเอิญ แต่เป็นความบังเอิญแน่หรือ ที่ทำให้แสงเฉียงขนานกับรอยเหลื่อมของเปลือกโลกในภาพถ่ายนั้นของอดัมส์

    และเป็นความบังเอิญแน่หรือ ที่ทำให้เรากลายเป็นนักเดินทางผู้พร้อมจะปลิดปลิวไปกับสายลมเหมือนดอกไม้ไม่มีราก

    ทว่า พร้อมจะกลับมายังที่แห่งเดิมใหม่อีกครั้งด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น

    เพื่อฝังรากลง ณ ที่แห่งเดิม
    ครั้งแล้วครั้งเล่า...

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in